“หมอลำ” ถูกใช้ในการเมือง รวมถึงการเลือกตั้ง


โดย ภาณุพงศ์ ธงศรี

ภาพจาก นิตยสารศิลปวัฒนธรรม

หมอลำเป็นศิลปะการแสดงที่สำคัญของชาวอีสานและพี่น้องสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ในการสื่อสารและครอบงำความคิดผ่านการขับร้องได้เป็นอย่างดี โดยเนื้อหาของกลอนลำก็คือเนื้อหาเรื่องราวที่ขับเค้นออกมาจากผู้แต่ง มีการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์สังคม การเมือง และเรื่องอื่น ๆ ทั้งในทางตรงและทางอ้อมผ่านหมอลำที่ขับร้องอยู่บนเวที และผู้ที่ได้รับข้อมูลเหล่านี้ ก็คือผู้ชม โดยผู้ชมจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอาเองว่า จะเห็นด้วยกับแนวคิดหรือการวิจารณ์ที่หมอลำขับร้องหรือไม่

หลายครั้งที่ “หมอลำ” ถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมให้คนอีสานออกมาต่อต้านอำนาจรัฐส่วนกลางก็คือ สยาม ในสมัยนั้น ที่มากดขี่หรือทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องกับชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้ หมอลำมักเป็นผู้นำในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา คนที่นิยมชมชอบหมอลำย่อมนำเอาสิ่งที่หมอลำพูดในกลอนลำกลับไปคิดและปฏิบัติตาม อย่างเช่นกรณีกบฏผีบุญ ที่มีการใช้กลอนลำ ในการบอกเล่าเรื่องราวให้คนเชื่อเกี่ยวกับการถือกำเนิดของพระธรรมิกราชว่าจะมาปลดปล่อยความทุกข์ยากให้กับประชาชนที่กำลังเดือดร้อน เป็นต้น

กรณีของ “หมอลำโสภา พลตรี” คณะหมอลำจากบ้านโนนรัง ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่นที่ไม่พอใจการเก็บภาษีที่ดินที่เอารัดเอาเปรียบชาวนา หมอลำโสภาจึงเป็นคนอาสาออกหน้าต่อต้านระบบโรงเรียนของรัฐและไม่ยอมให้ลูกเข้าเรียน นอกจากนี้ยังให้ลูกหลานเรียนอักษรไทน้อยและอักษรธรรมแทน ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้ในการสื่อสารในพื้นที่ ทั้งนี้ อีกวิธีการที่หมอลำโสภาเลือกใช้ในต่อต้านคือ การใช้ความสามารถในการลำ โดยสอดแทรกเรื่องราวความไม่เป็นธรรมของรัฐชาติสยามลงไปในกลอนลำด้วย เพื่อให้ผู้ฟังเข้าถึงข้อมูล 

จนกระทั่งทางราชการเห็นว่าการกระทำของหมอลำโสภานั้นเป็น “ภัยต่อความมั่นคง” ของราชการ (รัฐ) จึงได้จับกุมหมอลำโสภาและลูกศิษย์ไปขัง แม้จะโดนจับแต่หมอลำโสภาก็ไม่ยอมแพ้หลังจากพ้นโทษหมอลำโสภายังคงออกลำและออกปราศรัยเรื่องนี้อยู่เหมือนเดิม  กระทั่งถูกจับอีกครั้งพร้อมโดนตั้งข้อหากบฏ การสอบสวนใช้เวลาร่วมสองเดือน ก่อนที่ศาลจะตัดสินให้จำคุกหมอลำโสภาและแกนนำตลอดชีวิต แต่ศาลลดโทษให้เหลือจำคุก 16 ปี ทั้งนี้ หลังมารับโทษที่เรือนจำขอนแก่น หมอลำโสภาได้เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนา

นับได้ว่าเป็นการปิดฉากชีวิตหมอลำโสภา หมอลำผู้ใช้กลอนลำในการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบธรรมของรัฐ กรณีของหมอลำโสภาเป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นว่า อิทธิพลของการรับรู้จากสื่อพื้นบ้านชนิดนี้ มีผลต่อการรับรู้และความคิดของคนเป็นอย่างมาก กระทั่งรัฐหรืออำนาจที่มองไม่เห็นต้องกำจัดคนเหล่านั้นไป

นอกจากนั้นแล้ว หมอลำยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางแนวคิด ซึ่งมีการต่อสู้กันระหว่างโลกประชาธิปไตยและโลกคอมมิวนิสต์ คนนั้นคือ “หมอลำสุทธิสมพงษ์  สะท้านอาจ” ซึ่งได้เคยแต่งกลอนลำต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อดึงชาวบ้านไม่ให้ไปเป็นมวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ถือเป็นอาวุธที่สำคัญในการครอบงำมวลชนผ่านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ หากย้อนมองความสัมพันธ์ของหมอลำและระบบการเลือกตั้ง จะเห็นว่า หมอลำเป็นสื่อที่สำคัญในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ผู้แทนคนนั้น ๆ ช่องทางดังกล่าวประชาสัมพันธ์ผ่านเนื้อหาของกลอนลำ เพื่อทำให้คนติดหูและสามารถจดจำได้ ตัวอย่างที่สำคัญ คือ “หมอลำทองมาก จันทะลือ” หรือรู้จักดีในชื่อ “หมอลำถูทา” ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งหมอลำทองมากใช้โวหารในกลอนลำเพื่อประชาสัมพันธ์หาเสียงช่วงก่อนการเลือกตั้งให้ตัวเอง โดยใช้ลำกลอนหาเสียงในทุกอำเภอ คะแนนจากอำเภอรอบนอกก็เข้ามา โดยเฉพาะแถวถิ่นอย่างพื้นที่อำเภอบุณฑริก นาจะหลวย น้ำยืน และเดชอุดม คะแนนหมอลำทองมากนำผู้สมัครคนอื่น ส่งผลให้ “หมอลำถูทา” ได้เป็น ส.ส.ผู้ทรงเกียรติแบบพลิกความคาดหมาย โดยเป็น ส.ส.หมอลำคนแรกและคนสุดท้ายของประเทศไทย

พร้อมกันนั้น หมอลำยังสะท้อนภาพนักการเมืองตลอดจนบทบาทที่นักการเมืองมีต่อชาวบ้าน หมอลำที่ให้ภาพนี้ได้อย่างชัดเจน คือ “หมอลำเดชา นิติอินทร์” ผู้ซึ่งบรรยายถึงภาพการเลือกตั้งในสมัยหนึ่งในอีสานได้อย่างน่าสนใจ ดังเห็นได้จากกลอนสมัครผู้แทนที่ว่านี้

“เว้าง่าย ๆ คันได้เป็นผู้แทน รับรองมีเงินแสนขึ้นโลดพร้อมบาท ผมสิใช้ความสามารถในโตเจ้าของ ไผให้เงินให้ทองสิขายโตให้โลด คันว่าผมเว้าโพด กะลองเลือกเบิ่งตี้ รับรองว่าต้องดีกว่าตั้งแต่เก่า บ่นั่งกอดหัวเข่า คือแต่ไปลำ เพราะเงินเดือนนั้นกะได้ประจำเดือนใด๋เดือนนั้น เป็นจั่งซั่นพี่น้องป้องปาย เทิงผู้หญิงผู้ชายเสี่ยวเฮยเขยฮัก ให้เลือกผมคัก ๆ ทิ่มบัตรโทน ๆ แม่นว่าผมนี้จนทุกข์ยากปากเปียก กะให้ท่านนั้นเลือกผมเป็นผู้แทน รับรองมีเงินแสนเงินพันเงินหมื่นคันไปเลือกผู้อื่นผมต้องผิดหวัง เพราะหนี้สินรุงรังถามแล้วถามอีก ว่าสิหลบสิหลีก มาลง ส.ส. กะยังหน้าจนจอ มาอีกคือเก่า ผมจึงบอกจั่งเล่าพร้อมทั้งหาเสียง ทั้งบ้านนอกในเมืองหรือทุกทุกเขต ให้พากันสังเกตปีใด๋ผมลง ให้เลือกผมโดยตรง โลดเด้อพ่อใหญ่ คันแม่นเลือกผู้ใหม่กะแม่นเจ้าใจดำ ”

“เพราะว่ามีหลายบ่อนสิหาเงินหาทอง ความทุกข์ยากปากหมองนี่ล่ะเป็นเค้า  คันแม่นพวกหมู่เจ้าอยากได้งบประมาณ เอาไปสร้างสะพานสร้างสิมสร้างโบสถ์ ผมสิขอโลดบ่ยากพอแป คันได้มาเบิ่งแหมจักล้านสองล้าน ผมสิบ่ให้ผ่านเถิงป้าเถิงลุง สิเอาไว้เลี้ยงพุงของผมวับแวบ ถ้าแนวใด๋มันแซ่บ มันม่วน มันยิน ผมกะสิหากินตามใจผมมัก คันมันยังบ่คักเถิงอกเถิงใจ สิหนีจากเมืองไทยไปฮอดเมืองนอก ขี่เรือบินนั้นออกไปเมริกา เบิดเงินแล้วจั่งสิมาพาลเจ้าอีกต่อ ”

จากบทกลอนที่ยกมาข้างต้น ทำให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของผู้แทนราษฎร ในเวลาที่ตนเองไปหาเสียงจะเข้าถึงผู้คนในชนบท และการโกงกินคอรัปชั่นเริ่มเข้ามาในกลอนลำ อันเป็นผลประโยชน์ของตนเอง ภาพที่หมอลำเดชาสะท้อนออกมา ส่วนหนึ่งทำให้เราได้เห็นทรรศนะของการเป็นผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง การวิจารณ์เพื่อลดความรุนแรงในเชิงภาษา ผู้ลำจึงใช้ตัวละครเป็นตัวหมอลำเอง หากลงไปสมัครไปเป็นผู้แทนตามที่ได้กล่าวแล้ว ตนจะมีพฤติกรรมแบบใด

“ผู้ทวงผู้แทน” กลอนลำของพรศักดิ์ ส่องแสง ยังเป็นอีกกลอนลำที่สะท้อนภาพการเลือกตั้ง เมื่อเสร็จเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่าผู้แทนไม่เคยลงมาแก้ปัญหาให้กับผู้คนในท้องถิ่นเลย ทำให้เห็นว่าผลประโยชน์ที่ชาวบ้านได้รับจากการเลือกตั้งนั้นไม่มีเลย กระทั่งนโยบายรัฐไม่ได้มีการส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ

กระนั้นการเลือกตั้งก็ยังสำคัญกับประชาชนที่เสพกลอนลำ เพราะเนื้อหาในกลอนลำส่วนมากล้วนสอดแทรกให้เห็นว่า การเลือกผู้แทนมีความสำคัญในการเป็นปากเสียงให้กับชาวบ้านและคนเล็กคนน้อย เมื่อชาวบ้านไม่สามารถพึ่งผู้แทนได้ ความเปลี่ยนแปลงที่ตามมาก็คือ การที่ประชาชนให้ความสนใจกับนโยบายรัฐ ที่ให้ผลประโยชน์กับตนเอง ดังนั้นแล้ว ในช่วงปี 2548 – 2553 ที่ผ่านมา การต่อสู้ทางการเมืองนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อนโยบายที่มีผลประโยชน์ต่อคนเล็กคนน้อยในชนบท ซึ่งเป็นเรื่องที่คนในเมืองไม่เข้าใจหรือไม่ยอมปรับตนเองให้เข้าใจ ในช่วงดังกล่าวจึงมีกลอนลำ “ทักษิณถูกกลั่นแกล้ง” และ “กลอนลำคิดถึงทักษิณ” “กลอนลำของสินไชยน้อย ภูมิมาลา ซึ่งมีเนื้อหาในเชิงพรรณนาว่า หากไม่มีนักการเมืองคนนี้แล้วจะทำให้นโยบายที่ตนเองได้รับนั้นหายไป ผู้ฟังต่างมีชุดความคิดในแนวเดียวกัน ดังนั้นที่สุดแล้ว กลอนลำและหมอลำจึงเป็นเสียงสะท้อนออกมาให้เห็นในเชิงการเมืองเป็นอย่างมาก หรือกรณีหมอลำส้มโป๊ะที่ใช้กลอนลำในการวิจารณ์อย่างดุเด็ด ใช้ภาษาที่ชาวอีสานเรียกกันว่า “ป้อย” ได้ถึงใจของกลุ่มผู้ร่วมชุมนุม ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีสื่อกลอนลำเป็นตัวอย่างในการประท้วงและเรียกร้อง ตลอดจนส่งเสริมประชาธิปไตยในระบอบการเลือกตั้งและวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา

ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ผู้เขียนคิดว่าอีกไม่นานหมอลำจะมีบทบาทในการประชาสัมพันธ์หรือบอกเล่าเกี่ยวกับการเลือกตั้ง วิจารณ์การเมืองในปัจจุบัน เพราะทุกยุคทุกสมัย หมอลำล้วนเป็นสื่อบันเทิงที่สำคัญในการสะท้อนปัญหาความในใจของชาวอีสานสู่สาธารณะเสมอมา

ที่มา

จารุวรรณ  ธรรมวัตร.   ภูมิปัญญาหมอลำเอกความรุ่งโรจน์ของอดีตกับปัญหาของหมอลำใน

ปัจจุบัน.มหาสารคาม:อาศรมวิจัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  มหาสารคาม,2533.

มหาสารคาม ,2540.

สุวิทย์  ธีรศาศวัต . ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านอีสาน 2488-2544 . สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ : กรุงเทพฯ , 2546.

เสงี่ยม  บึงไสย์ . บทบาทของลำกลอนในด้านการเมือง. ปริญญานิพนธ์  ศศ.ม. มหาสารคาม :

ลำกลอน ทักษิณถูกกลั่นแกล้ง. (12 กุมภาพันธ์ 2553). www.youtube.com. เรียกใช้เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2562 จาก https://www.youtube.com/watch?v=JSRRRS495MQ&t=189s.

หมอลำเดชา เยื่ยม ยมพิบาล โรคระบาด สมัครผู้แทน เงินผ่อน. (23 กันยายน 2557). คน มักม่วน. เข้าถึงได้ จาก www.youtube.com: https://www.youtube.com/watch?v=M76W6rV3DYk&t=2681s.

ภาณุพงศ์ ธงศรี นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้สนใจ
และชื่นชอบวรรณกรรมอีสาน การวิจารณ์วรรณกรรม การเมือง รวมถึงศิลปวัฒนธรรมอีสาน