“เคน ณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ” ลูกอีสานใต้ปีก “อนาคตใหม่” คนรุ่นใหม่พร้อมเปลี่ยนสังคม


โดย พิรุณ อนุสุริยา

ณ อำเภอเมืองจังหวัดอุดรธานี ในช่วงเวลานี้ตามท้องถนนเริ่มปรากฏป้ายหาเสียง เสียงรถยนต์แห่เรียกคะแนน ภาพของตัวแทนบางพรรคที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากการเมืองท้องถิ่นหลายท่าน แต่ผู้เขียนกลับสะดุดกับภาพของผู้ลงสมัครคนหนึ่ง เขาดูเป็นคนหนุ่ม อายุไม่น่าเกินสี่สิบ ตัดผมสกินเฮด ดูเป็นกันเองเกินจะคิดว่าลงเล่นการเมือง พร้อมชูนโยบาย “คนใหม่ การเมืองใหม่ พลิกฟื้นประเทศ”

“ณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 ภาพจาก : เฟซบุ๊คแฟนเพจ พรรคอนาคตใหม่

“เคน ณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ” เขาเป็นใคร ถึงได้มาเข้าร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ พรรคที่มีผู้นำอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ด้วยความสงสัย ผู้เขียนจึงได้เดินทางไปสัมภาษณ์เขาถึงที่ทำงานบริเวณถนนศรีสุข ตรงข้ามไปรษณีย์อุดรธานีที่ตั้งของ “ร้านไทยพิพัฒน์” ร้านขายเครื่องมือช่างและอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจที่เขารับสืบทอดต่อจากบิดา โดยเคนเป็นทายาทรุ่นที่สามของครอบครัว

หลังจากเดินหาเสียงรอบบริเวณห้าแยกอุดร เคนเปิดห้องทำงานให้เริ่มบทสัมภาษณ์ เราสังเกตเห็นว่าเขาเป็นคนหนุ่มที่ดูกระตือรือร้น และเป็นกันเองกับผู้ร่วมงานที่ร่วมเดินหาเสียง ทั้งนี้ยังออกตัวกับผู้เขียนตั้งแต่แรกเริ่มในการสัมภาษณ์ว่า “ให้บรรยากาศการสัมภาษณ์นี้เป็นไปอย่างสบายๆ ตัวเขาเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมืองที่เจ้ายศเจ้าอย่าง”

เดิมทีเคนมีความมักคุ้นกับกลุ่มบุคคลในพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่ยังไม่ก่อตั้งพรรค เป็นการรู้จักในแวดวงธุรกิจตั้งแต่ก่อนเขาจะมาลงเล่นการเมือง กระทั่งได้รับการชักชวนร่วมพรรค เขาจึงเริ่มศึกษา “ตัวตน” ของผู้ก่อตั้งพรรคอย่างธนาธร จนเห็นว่า พรรคนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่องมาได้อย่างแท้จริง การได้ไปเห็นว่าผู้คนร่วมสร้างพรรค ล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ในวัย “หนุ่มสาว” รวมถึงเห็นความหลากหลายของพื้นเพ ทั้งสังคมและอาชีพ จนทำให้เขาเชื่อว่า คนเหล่านี้แหละที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองได้จริง หาใช่นักการเมืองที่อิงกับตระกูลเดิม

ณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ ที่ห้องทำงานส่วนตัวที่ “ร้านไทยพิพัฒน์” ร้านขายเครื่องมือช่างและอุปกรณ์ก่อสร้างกลางเมืองอุดรธานี

2 ข้อหลักเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศและท้องถิ่น
สิ่งที่คนมีสิทธิเลือกตั้งถามกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. คือ ถ้าเลือกคุณไปแล้ว คุณจะไปทำอะไรในสภาผู้แทนราษฎร ผู้สมัครบางคนก็ชูนโนยบายต่างๆ เพื่อปากท้อง หรือเพื่อการศึกษา แต่เคนกลับมีแนวคิดต่างออกไป เขามีความแน่วแน่ในการทำเรื่องสำคัญอยู่สองเรื่องเท่านั้น

สิ่งที่เคยอยากทำความเข้าใจกับคนทั่วไป เกี่ยวกับหน้าที่ ส.ส. คือ ไม่ใช่การถูกเลือก แล้วต้องไปแก้ปัญหาเรื่องรถติด น้ำท่วม แบบที่ยังมีบางคนเข้าใจ แต่การเป็น ส.ส. คือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการออกฎหมายและแก้ไขกฎหมาย เช่น ปัญหาความยากจน ก็ต้องเข้าไปสร้างสิ่งที่เรียกว่า สวัสดิการของรัฐ ผ่านช่องทางของกฎหมาย

“เราเข้าไปแก้ปัญหาของนิติรัฐ ข้อกฎหมาย ข้อกฎหมายพวกนี้เราก็ต้องเข้าไปถกกัน ว่าอะไรคือสิ่งดีที่สุด เหมาะที่สุดกับคนในประเทศเรา”

แต่สิ่งที่เคนเริ่มตั้งคำถามต่อการแก้ปัญหาในภูมิภาคต่างๆ คือ แต่ละที่ก็ล้วนมีความแตกต่างในเชิงภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมที่ต่างกัน ดังนั้น สิ่งที่เขาเลือกทำจึงเน้นไปที่สองข้อใหญ่เป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและจำเป็นที่สุดต่อการพัฒนาประเทศ หนึ่งคือต้องไม่มีการยึดอำนาจ ปกครองโดยเผด็จการ และสองคือการกระจายอำนาจ

“การปกครองเช่นนี้ มันทำให้ประเทศไทยไร้อารยะ ทำให้ต่างชาติไม่อยากมาลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่ไหลเข้า ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่มีการทำรัฐประหารอีก”

ในเรื่องการกระจายอำนาจ เคนเห็นว่า ระหว่างเมืองหลวงและต่างจังหวัดยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก ไม่เฉพาะแค่ภาคอีสาน ดังนั้น แนวทางในการกระจายอำนาจคือการให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจเอง โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯ

“การบริหารในท้องถิ่นควรตัดสินใจที่ท้องถิ่นได้เลย ผมขอยกกรณีของโครงการเอกชนหนึ่งที่ส่งผลดีต่อท้องถิ่นมาก แต่ระบบที่เป็นอยู่ ขั้นตอนเดิมที่เป็นอยู่มันล่าช้า เซ็นหลายโต๊ะ เซ็นหลายรอบ เซ็นไปเซ็นมา โครงการล่ม”

อำนาจในการตัดสินใจที่เกิดจากท้องถิ่น จะทำให้โครงการพัฒนาต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที เพราะการรอการตัดสินใจจากส่วนกลางอย่างกรุงเทพ คงไม่สามารถเข้าใจอย่างที่คนอุดรฯ เข้าใจได้ทั้งหมด เช่น เรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณสนับสนุนอย่าง ทะเลบัวแดง หรือ ป่าคำชะโนด

สำหรับเคนหน้าที่ ส.ส. คือไม่ใช่การถูกเลือก แล้วต้องไปแก้ปัญหาเรื่องรถติด น้ำท่วม แบบที่ยังมีบางคนเข้าใจ แต่การเป็น ส.ส. คือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการออกฎหมายและแก้ไขกฎหมาย เช่น ปัญหาความยากจน ก็ต้องเข้าไปสร้างสิ่งที่เรียกว่า สวัสดิการของรัฐ ผ่านช่องทางของกฎหมาย

แค่แพ้ชนะเลือกตั้งไม่ใช่วิถีทางการเมือง “อนาคตใหม่”

สิ่งที่ผู้เขียนยังคงสงสัยเคลือบแคลงคือ แนวทางนโยบายของพรรคช่างผิดแผกแตกต่างจาก “แนวทางหาเสียง” ที่เคยมีกันมา ในเมื่อคะแนนเสียงส่วนหนึ่งได้มาจากคนกลุ่มรากหญ้า (โดยเฉพาะภูมิภาคอีสาน) เปรียบเทียบกับสองสิ่งที่เคนกล่าวมา จะพาเราไปถึงเรื่อง “ปากท้องของพี่น้องประชาชน” ได้อย่างไร มันจะเป็นเรื่องที่ทำให้เขาเทคะแนนเลือก “พรรคอนาคตใหม่” จริงหรือ จนเขาเปิดเผยให้ผู้เขียนได้มองภาพที่กว้างกว่าเดิม

เคนให้ความเห็นว่า แนวคิดที่ผ่านมาของพรรคการเมืองเดิมล้วนอยู่ในกรอบ สนใจแต่การเข้ามาแสวงหาอำนาจ ได้เป็นรัฐบาล โดยเมื่อได้เป็น ส.ส. แล้วกลับไม่เห็นความสำคัญของเสียงประชาชนอีกเลย

แต่ไม่ใช่กับพรรคอนาคตใหม่ ทั้งเคนและหัวหน้าพรรคอย่างธนาธร ต่างเป็นนักธุรกิจ เขาเชื่อว่าจะมองเห็นปัญหาในมุมที่ต่างออกไป ด้วยแนวคิดการเมืองที่ดีกว่า และจะเริ่มสานต่อไม่ว่าการเลือกตั้งจะให้ผลแพ้ชนะเป็นอย่างไร

“นโยบายเรามีสามขา ขาแรกคือ การทำงานเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เราลงเลือกตั้งอย่างเคารพกติกา ยอมรับการตรวจสอบ แม้กระทั่งการตรวจสอบภายในกันเอง ขาที่สองคือ รัฐวิสาหกิจชุมชน ขาที่สามคือ มูลนิธิของพรรค ทั้งสามส่วนนี้ ถึงแม้ฤดูกาลเลือกตั้งจะผ่านไป ผลแพ้ชนะยังไง เราก็จะสานต่อทำงาน”

ก้าวแรก รัฐวิสาหกิจชุมชน “การผลิตและส่งออกข้าวครบวงจร” ที่จังหวัดสุรินทร์

สิ่งหนึ่งที่เคนเล็งเห็นปัญหา คือการปลูกข้าวในระบบเดิม ที่มีพ่อค้าคนกลางมาแบ่งผลประโยชน์ และการเสียทรัพยากรเวลาในกระบวนการส่งขาย ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดสุรินทร์ คือ การให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรักษาผลผลิตไว้ในไซโลที่ใช้ร่วมกันในชุมชน ได้มีอำนาจในการกำหนดราคา และจัดกระบวนการผลิตอย่างเบ็ดเสร็จถึงมือผู้บริโภค

“เราจะสร้างกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่อบ กะเทาะเปลือก บรรจุถุง ซีนสุญญากาศ ให้ข้าวถึงมือลูกค้าที่หน้างาน ทั้งคุณภาพและราคาจะต้องดีกว่าเดิม แล้วผลประโยชน์ส่งถึงมือชาวนาโดยตรง ถ้าประสบความสำเร็จก็ขยายไปส่งขายต่างประเทศ”

เคนยังเสริมอีกว่าในต่างประเทศเทคโนโลยีก้าวไปไกลมากแล้ว เหลือเพียงแต่เกษตรกรต้องเปิดใจกล้าเปลี่ยนแปลงจากวิถีทางเดิม และเขาเชื่อว่าเกษตรกรเหล่านั้นต่างก็ต้องมีลูกหลานที่สืบต่องานเกษตรอยู่ คราวนี้ขึ้นอยู่กับคนรุ่นต่อมาแล้วว่าจะร่วมด้วยหรือไม่กับเทคโนโลยีเกษตรก้าวหน้า

พรรคอนาคตใหม่ชูนโยบายรัฐสวัสดิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประชาชนจะสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างมีคุณภาพ เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล เงินผู้สูงอายุ เงินคลอดบุตร ภาพจากเฟซบุ๊คแฟนเพจ พรรคอนาคตใหม่

เลิกยึดอยู่กับระบบเดิมที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนา เปลี่ยนทั้งกฎหมายและระบบการค้า

นั่นหมายถึง ทางอนาคตใหม่ก็จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป ไม่ว่าอนาคตทางการเมืองจะออกผลลัพธ์มาแบบไหน เคนตอบอย่างทันทีด้วยความมั่นใจที่จะสานต่อความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง

“แน่นอน ขาส่วนอื่นก็ยังดำเนินไป ถึงแม้ว่าความนิยมของพรรคอาจไม่ได้หวือหวามาก เพราะเรายืนอยู่บนหลักการว่าจะไม่ทำผิดกฎหมาย เราเริ่มต้นอย่างถูกต้อง ไม่ซื้อเสียง แต่จะให้ความรู้ เน้นนโยบาย ไม่มีการดูด ส.ส. เข้าพรรค และที่สำคัญ เราพูดจริงทำจริง ไม่ได้พูดเล่นๆ”

ในความคิดของผู้เขียนที่ได้พูดคุยกับเคนมาระยะหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ และแน่นอนย่อมต้องมีคนเสียประโยชน์จากระบบหรือระบอบที่เคยเป็นมา แรงเสียดทานที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้นี้ ในทางปฏิบัตินโยบายดังกล่าวจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน เคนได้ให้คำตอบอย่างชัดเจนที่ชี้ชัดในการมองถึงอนาคต

“นี่แหละ มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องทำขาแรก ทำไมเราต้องทำกฎหมายในข้อนิติรัฐ ทำไมถึงต้องเข้าสภา ผมเคยเห็นกรณีตัวอย่างที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว ถ้ารัฐวิสาหากิจที่เราพูดกันอยู่นี้มีนายทุนเห็นคุณค่า แล้วเอาเงินมาลงทุน มันจะเดินไปต่อได้ แต่ถ้ายังติดเรื่องข้อกฎหมาย เราจึงต้องมีขาแรกที่เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมาย ไม่ให้มีการเอาเปรียบ หรือผูกขาดอย่างที่ผ่านมา”

“มันก็วกกลับเข้ามาเรื่องการผูกขาดของกลุ่มทุน ซึ่งเมืองไทยมันเยอะมาก นายทุนผูกขาดที่หลบซ่อนอยู่หลังนักการเมือง อิงแอบจ่ายเงินกันใต้โต๊ะ แทนที่จะนำเงินในส่วนนั้นมาทำการค้นคว้าพัฒนาวิจัยให้ผลผลิตดีขึ้น ให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น แต่ไม่ เขาเอาไปจ่ายกันใต้โต๊ะ เพราะว่าคิดกันอย่างมักง่าย”

“ที่ผ่านมาเราก็เข้าใจคนกลุ่มนี้ เพราะมันเป็นการรักษาผลประโยชน์ของเขา แต่มันถึงเวลาแล้วที่จะเปิดกว้าง เพราะประเทศที่เจริญแล้วก็ต้องเปิดให้แข่งขัน ไม่ใช่โมโนโพลีแบบนี้”

ลบล้างวาทกรรม จัดสรรงบประมาณใหม่ให้เข้าถึงมือประชาชน

ในสนามการเมือง การอธิบายนโยบาย ด้านหนึ่งมันก็ต้องอาศัยเวลาในเรื่องที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน โดยเฉพาะนโยบายที่นำไปสู่การเมืองที่เปลี่ยนแปลงทั้งระบบของพรรคนี้ ผู้เขียนตั้งคำถามต่อสนามการเมือง ที่ผู้คนบางส่วนอาจจะยังเชื่อเรื่อง “การแจกเงิน“ ให้ประชาชน มากกว่านโยบาย สำหรับเคนมองเรื่องนี้อย่างไร

“เราเชื่อว่ายังไงก็ต้องเปลี่ยน การจะไปพูดให้คนอื่นเชื่อ ยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ยาก ถ้าเขาไม่เชื่อ เราก็ต้องลงมือทำให้ดู ให้เขาเห็น มันเป็นเรื่องเจ็บปวดที่เรายังมีวาทกรรม เงินไม่มา กาไม่เป็น การทำสิ่งที่ถูกต้องมันต้องยากอยู่แล้ว แน่นอนว่ามันต้องมีความเสียดาย เช่นเหมือนเวลาเราทำอะไรไปก่อน แล้วคนค่อยมาเห็นผลลัพธ์ที่เกิด”

“เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมจะอธิบายว่า พรรคอนาคตใหม่ แตกต่างจากพรรคอื่นยังไง เงินเราก็มีให้เหมือนกัน เรียกว่า รัฐสวัสดิการ คือให้เลย ยกตัวอย่างเช่น ให้เด็กนักเรียนอายุ 18 ปีขึ้นไป ได้รับ 2,000 บาทต่อเดือน เพื่อน้องๆ จะได้นำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายเรียนพิเศษ หรือด้านเฉพาะทาง ไม่ใช่เรียนแต่ในกระทรวงศึกษาอย่างเดียว ใช้ข้อสอบแบบเดียว แล้วเด็กก็ออกมาเหมือนเป็นบะหมี่กี่งสำเร็จรูป หน้าตาเหมือนกันหมด เทน้ำร้อน เราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา”

“คนชราได้รับ 1,800 บาทต่อเดือน คนเพิ่งคลอดบุตร ใช้สิทธิคลอดบุตร ได้รับ 1,200 บาทต่อเดือน แต่ทั้งหมดที่ว่ามา พรรคไหนๆ ก็มี ในเมื่อพรรคเราเป็นแนวหน้าของประชาธิปไตย เราไปปักธง ในเมื่อเราเดินไปสุดแล้ว คนก็จะค่อยๆ ตาม ก็อบปี้มา ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้าย นโยบายมันจะคล้ายกันมาก แต่ที่ต่างคือ เราจะบอกว่าเราไปเอาเงินมาจากไหน”

เคนมองเห็นว่า การทำงานที่ผ่านมาของรัฐบาล ล้วนแต่เป็นการกู้ แต่ไม่มองถึงการจัดสรรเงินในระบบให้เพียงพอต่อทุกฝ่าย ดังนั้น การจัดการกับเรื่องนี้ จึงนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณของชาติใหม่ และควรปฏิรูปกองทัพ

การปฎิรูปกองทัพ ลดจำนวนนายพล จากเงินเดือนที่เคยต้องจ่ายเป็นเงินเดือนนายพลจะนำมาพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ คือนโยบายสำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ภาพจากเฟซบุ๊คแฟนเพจ พรรคอนาคตใหม่

ชูนโยบายปฎิรูปกองทัพ ไฮไลท์สำคัญของพรรคอนาคตใหม่

ในโบรชัวร์หาเสียงของพรรค มีด้านหนึ่งเขียนถึงการชูความเป็น “กองหน้าประชาธิปไตย” เคนได้ช่วยขยายความเหตุและผลส่วนหนึ่งที่พรรคอนาคตใหม่ จำเป็นต้องให้เกิดการปฎิรูปกองทัพ

“พรรคเราอย่างแรกเมื่อเข้าไป คือการปฎิรูปกองทัพ ลดจำนวนนายพล จากเงินเดือนที่เคยต้องจ่ายเป็นเงินเดือนนายพล พอลดจำนวนแล้วก็จะเหลือช่องว่างเป็นงบประมาณมาพัฒนาประเทศ หากไปดูที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้เชี่ยวชาญในด้านการรบจริงๆ เขาเป็นคนหนุ่ม แต่นายพลที่อายุมากแล้ว คุณนึกออกไหมเขาจะออกมาปกป้องประเทศยังไง”

“เราจึงบอกที่มาของเงินในส่วนที่เอามาให้ประชาชนได้ เงินหลักห้าหมื่นล้านก็จะได้กระจายให้คนสูงอายุ คนพิการ คนเพิ่งคลอดเหล่านี้ได้ ดังนั้น นโยบายของเราจึงชัดเจนกว่าพรรคอื่นเพราะเรามีกลยุทธ์ เรามีการบอกวิธี มีที่มาที่ไปของกระบวนการ เปิดให้ตรวจสอบได้ มี Big Data แจกแจงว่าเอาเงินไปใช้จัดซื้ออะไรบ้าง และให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้”

เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นตามมา เมื่อการปฎิรูปกองทัพ ดูเป็นเรื่องใหญ่ของรัฐไทย ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดสิ่งนี้ มันอาจจะสั่นคลอน ความคิดความเชื่อเดิมของคนบางส่วนหรือไม่ ทหารจะยอมให้ปฎิรูปจริงหรือ

เคนมองว่าการมองอนาคตเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือกลุ่มทุนเก่าก็ต้องมีลูกหลาน ควรคิดถึงอนาคตของคนรุ่นต่อไป ในเวลานี้ ภาพรวมของธุรกิจจะมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลง ต่อไปจะมีทุนที่ใหญ่กว่านายทุนในประเทศที่จะมีอิทธิพลต่อธุรกิจเดิม เราไม่ควรรอให้ถึงวันที่กลุ่มทุนจากต่างประเทศมาฮุบเอาทุกอย่าง แต่ควรเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้

ยืนอยู่บนหลักการของความเป็นจริง หวังส่งต่ออนาคตให้คนรุ่นต่อไป

“การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยเวลา ใช้ความอดทน เราเป็นพรรคการเมืองที่ทำงานระยะยาว ไม่ใช่แค่มาเลือกตั้งขำๆ กันครั้งสองครั้ง เรามาคิดกันถึงขั้นว่า ถ้าหากมันยังไม่เกิดจริงๆ ในยุคนี้ล่ะ จะทำยังไง มันมีแผนที่เราเคยเปิดใจคุยกันในพรรคอยู่ เช่น ใน 5 ปี เราหวังให้ธนาธรนั่งเป็นนายก ใน 10 ปี ประเทศพลิกฟื้นจากที่เคยเป็นแบบคนละด้าน ใน 20 ปี เป็นผู้นำของอาเซียน แต่ถ้าในความเป็นจริง ประเทศยังไม่เปลี่ยนแปลง ผู้คนยังอยู่กันแบบเดิมอยู่อย่างนี้ พวกเราก็เลือกกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน พวกเราคุยกันถึงขนาดนี้“

“อย่างเวลาหาเสียง ผมจะเลือกไปหาที่โรงเรียนก่อน ถึงน้องๆ จะไม่สิทธิโหวตไม่เป็นไร อย่างน้อยก็มีคุณครูคอยคัดกรองว่าที่เรามาพูด มันอาจจะผิดก็ได้ ความคิดพรรคอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ ผมไม่คิดว่า ความคิดที่สื่อไปดีหรือถูกต้องหมด ทุกคนต้องช่วยกันคัดกรอง”

“อย่างไรก็ตาม ถึงคนข้างนอกจะเข้าใจเราช้า แต่เราจะทำตัวอย่างให้ดู ให้เขาเข้าใจ ให้ประจักษ์ เรามีสาขา 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีอาสาสมัครร่วมทำงาน เป็นคนหนุ่มสาว นี่เป็นจุดแข็งของเรา เพราะเราไม่ได้มองแบบนักการเมือง เรามองแบบนักบริหาร และในส่วนของจังหวัดอุดรธานี สิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง คือเรื่องการขนส่งมวลชน จะเป็นเรื่องหลักที่จะนำพัฒนาท้องถิ่น”

เคนทิ้งท้ายกับเราถึงความหวังทางการเมืองที่รออยู่ตรงหน้า และแม้ผลลัพธ์การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร เขาก็ยังมีปณิธานตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือสังคมต่อ ด้วยการตั้งมูลนิธิของตัวเอง เพื่อพัฒนาชุมชนที่ยังขาดแคลน ความมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงนี้ เขายังย้ำชัดว่า “เราสามารถทำได้เลย โดยไม่ต้องรอ”

พิรุณ อนุสุริยา

พิรุณ อนุสุริยา คนอุดรธานี ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญ นักเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ สนใจในเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสังคมในจังหวัดอุดรธานี หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ดประจำปี 2559