ย้อนคดีเหมืองแร่ จ.เลย ชัยชนะของชุมชนที่ได้มาพร้อมคดีติดตัว ภาระหนี้สิน และการถูกตั้งค่าหัว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 สมาชิกชุมชนใน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เริ่มปรากฎตัวบนหน้าสื่อด้วยการเคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองแร่ทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยชุมชนมีข้อกังวลต่อผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดจากการประกอบกิจการเหมืองแร่

การคัดค้านเหมืองแร่นำไปสู่การรวมตัวกันของสมาชิกชุมชนในนาม “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด” โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การขึ้นศาลแทบจะกลายเป็น “กิจวัตรประจำวัน” ของกลุ่มผู้คัดค้าน เมื่อพวกเขาต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีที่ตนฟ้องเอาผิดบริษัทฯ ขณะที่บริษัทฯ ก็ฟ้องคดีพวกเขากลับในหลายข้อหา

ความพยายามในการต่อสู้มานานนับหลายปีได้ผลิดอกออกผล โดยเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเลยพิพากษาให้บริษัทฯ ชดเชยค่าเสียหายให้กับชาวบ้านจำนวน 165 คน ​เป็นจำนวนเงิน 104,000 บาท/คน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ในคดีที่สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดยื่นฟ้องบริษัทฯ เมื่อเดือนมกราคม 2561 ในข้อหาละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายสาธารณสุข​ จากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำอันสร้างผลกระทบต่อชุมชน

คำพิพากษาของศาลจังหวัดเลยบางส่วนระบุว่า

“จำเลย (บริษัท ทุ่งคำ จำกัด) ในฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองเหมืองแร่ทองคำ บ่อกักเก็บกากแร่ โรงประกอบโลหะกรรมหรือโรงแต่งแร่ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ส่งผลทำให้ภูซำป่าบอนและภูทับฟ้ากลายเป็นขุมเหมืองร้าง

น้ำในขุมเหมืองปนเปื้อนสารพิษและมีสภาพเป็นกรด บริเวณโดยรอบมีกองหินทิ้งขนาดมหึมา และมีบ่อน้ำเสียปนเปื้อนไซยาไนด์เก็บไว้บริเวณบ่อเก็บกักกากแร่ และสารพิษจำนวนมากที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษและทำให้เกิดมลพิษรั่วไหล และแพร่กระจายออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษดังกล่าว

เป็นการกระทำละเมิดอันเป็นการกระทำความผิดต่อกฏหมาย ทำให้โจทก์ทั้ง 165 คน ได้รับความเสียหายก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย และทรัพย์สินเสียหาย ขาดประโยชน์ในการใข้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน

จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้ง 165 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของสมาชิกในครอบครัวของโจทก์ และดำเนินการเยียวยา แก้ไข ฟื้นฟูความเสียหายแก่โจทก์ทั้ง 165 คน และชุมชนในพื้นที่ และแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”

ต้องขึ้นศาล ขาดรายได้ ถูกตามล่า

“เราต้องใช้เวลา ต้องใช้ค่าใช้จ่าย ต้องเตรียมค่าใช้จ่าย วางแผนทำงานกับทนาย ต้องเสียสละเรื่องส่วนตัว ละทิ้งงาน สนใจแต่การเก็บหลักฐานตัวอย่างดิน น้ำ เพื่อพิสูจน์ว่ามีสารโลหะหนักจากการทำเหมืองส่งให้ศาล”  วิรอน รุจิไชยวัฒน์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดที่ร่วมฟ้องคดี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับเดอะอีสานเรคคอร์ด

วิรอน รุจิไชยวัฒน์ แกนนำชาวบ้านผู้ยื่นฟ้องบริษัททำเหมืองข้อหาละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายสาธารณสุข กรณีการทำเหมืองแร่สร้างผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ภาพจากเหมืองแร่ เมืองเลย V2

วิรอนและโจกท์เกือบทั้งหมดประสบ​ผลกระทบจากการต่อสู้คดีเป็นระยะเวลานานหลายเดือน​ จนทำให้ขาดรายได้จากการทำงานและมีหนี้สินในครอบครัวเพิ่มขึ้น

“นี่แค่คดีเดียวที่เราต่อสู้ แต่พี่น้องมีคดีติดตัวหลายคน ซึ่งเกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านการทำเหมืองจนโดนบริษัทฟ้องร้องคดีแพ่ง ทำให้พี่น้องต้องหยุดทำงาน เพื่อเดินทางไปขึ้นศาล” วิรอนกล่าว

ข้อมูลจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา บริษัททุ่งคำ จำกัด ได้ฟ้องร้องชาวบ้านกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ 19 คดี เรียกค่าเสียหายรวม 320 ล้านบาท

ในระยะแรกของความขัดแย้ง บริษัทฯ ฟ้องชาวบ้านก่อน 12 คดี ต่อมาบริษัทฯ ได้ถอนฟ้องคดีทั้งหมดให้กับชาวบ้าน แลกกับการขอนำแร่ออกจากเหมืองในระหว่างที่ชาวบ้านประท้วงปิดทางลำเลียงแร่ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น บริษัทฯ ได้ฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งเพิ่มอีก 7 คดี ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ

วิรอนเล่าว่าโจกท์หลายคนเป็นชาวบ้านที่ทำอาชีพเกษตรกรสวนยางพารา​ ต้องหยุดกรีดยางเพื่อไปขึ้นศาลในตัวเมืองจังหวัดเลย ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 200 กิโลเมตร​

หลังจากเกิดเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์ร่วม 300 คน พร้อมอาวุธ เข้าทำร้ายกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านการทำเหมืองแร่ด้วยการปิดทางรถบรรทุกขนย้ายแร่​ในปี 2557 วิรอนและสามีไม่สามารถประกอบอาชีพกรีดยางได้ดังเดิม

สามีของวิรอนซึ่งเป็นแกนนำคัดค้านเหมืองแร่ในวันนั้น​ ถูกชายฉกรรจ์ทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ​ ขณะที่วิรอนเองก็ปรากฎตัวอยู่เคียงข้างสามี​ ทั้งสองคนได้รับการบอกกล่าวภายหลังเหตุการณ์ว่าถูกตั้งค่าหัวคนละ 200,000 บาท  ด้วยความกังวลว่าจะถูกลอบทำร้าย​ ทั้งสองจึงต้องหยุดกรีดยางในช่วงเช้ามืด แล้วหันไปกรีดยางตอนกลางวัน ทำให้ได้น้ำยางน้อยและรายได้ลดลง

“ช่วงปี 2558 เป็นต้นมา ราคายางตกต่ำ แถวเรากรีดยางได้น้อย ไม่สามารถกรีดตั้งแต่เช้าได้เหมือนเดิม กลัวถูกฆ่า หรือไม่ก็ต้องไปขึ้นศาล ไม่กรีดน้ำยางขาย เราเลยตัดสินใจขายรถยนต์ เพราะไม่มีเงินส่งผ่อนรถ” วิรอนกล่าว  

ทุกวันนี้วิรอนและสามี รวมถึงชาวบ้านกลุ่มต่อต้านเหมืองแร่คนอื่น ๆ ยังคงต้องระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตในพื้นที่ เนื่องจากยังมีข่าวลือว่ามีคนคอยจ้องทำร้ายอยู่

จาก​ ‘ประท้วงบนถนน’ สู่​ ‘ช่องทางทางกฎหมาย’ คัดค้านเหมืองด้วยกระบวนการทางศาล

“แรก ๆ เราต่อต้านเหมืองโดยการเดินประท้วง จัดกิจกรรมวงสนทนาปัญหาและเสวนาเรื่องผลกระทบจากการทำเหมือง แต่บริษัทก็ไม่สนใจทำตามข้อเสนอ และยังฟ้องคดีต่อชาวบ้านให้หยุดการเคลื่อนไหวอีก” วิรอนกล่าว

การเคลื่อนไหวของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดในระยะแรกมีการใช้ข้อมูลมาสนับสนุนการคัดค้าน หนึ่งในข้อมูลนั้นคือ รายงานการตรวจตัวอย่างน้ำและตะกอนดิน ของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 9 จังหวัดอุดรธานีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2550  พบว่าคุณภาพของน้ำในลำน้ำฮวยและลำห้วยผุก ตำบลเขาหลวง มีค่าไซยาไนด์และแมงกานีสค่อนข้างสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขโรงพยาบาลวังสะพุงและโรงพยาบาลรามาธิบดีได้ดำเนินการเจาะเลือดชาวบ้าน 6 หมู่บ้านจำนวน 279 คนในตำบลเขาหลวง ได้แก่ บ้านนาหนองบง, บ้านกกสะท้อน, บ้านภูทับฟ้า, บ้านห้วยผุก, บ้านโนนผาพุงพัฒนา และบ้านแก่งหิน ปรากฏว่าพบสารไซยาไนด์ในเลือดของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 54 ราย ซึ่งในจำนวนที่ตรวจพบมีค่าสารไซยาไนด์เกินค่ามาตรฐาน 20 คน

ภาพถ่ายมุมสูงบริเวณพื้นที่ทำเหมืองแร่ทองคำใน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย (ภาพจาก thaipublica.org)

แม้จะพอมีข้อมูลมาสนับสนุนการประท้วง แต่วิรอนกับสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเห็นว่าถ้าหากยังเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองด้วยวิธีการเดินขบวนประท้วงอย่างเดียว​ สมาชิกในกลุ่มคงสู้ต่อไม่ไหว​ เพราะบริษัทฯ ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งต่อชาวบ้านกลุ่มคัดค้าน

พร้อมกันนั้น บริษัทฯ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวตลอดมา​ โดยอ้างว่าการดำเนินกิจการเหมืองแร่ของตนมีความปลอดภัยและมีการควบคุมมลพิษตามหลักการสากล

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ จากการประท้วงบนท้องถนนมาเป็นการต่อสู้ตามช่องทางทางกฎหมาย​ด้วยการฟ้องร้องคดีต่อศาล

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจำนวน 165 คน จึงเดินทางไปที่ศาลจังหวัดเลย เพื่อยื่นฟ้องร้องบริษัทฯ ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่พวกเขา ด้วยข้อกล่าวหาว่า การประกอบกิจการเหมืองแร่ของบริษัทสร้างผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเดินรณรงค์คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้น ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย (ภาพจาก เพจเฟซบุ๊ค เหมืองแร่ เมืองเลย v.2)

เธอกล่าวต่อว่าค่าเสียหายที่เรียกร้องคือค่าเสียโอกาสในการที่ชาวบ้านไม่สามารถทำมาหากินบนพื้นที่ทำการเกษตรและใช้แหล่งน้ำในชุมชน โดยมีนักวิชาการและเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิบูรณะนิเวศเป็นผู้ร่วมคำนวนเงินค่าเสียโอกาสทำมาหากินให้

“พวกแม่ใช้ชีวิตในพื้นที่ด้วยความเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษอันตรายจากการทำเหมืองแร่ที่ปะปนอยู่ในอากาศและปนเปื้อนในพื้นที่การเกษตรและในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะสารพิษจากโลหะหนักจากการทำเหมือง” วิรอนกล่าว

“เราไม่สามารถเก็บของป่า จับสัตว์น้ำบริเวณรอบเหมืองแร่มากินได้หมือนช่วงก่อนจะมีเหมืองแร่ ทุกวันนี้เราไม่กล้ากินผักกินปลาในพื้นที่บ้านตัวเองเพราะกังวลจะมีสารพิษปนเปื้อน เราต้องซื้ออาหารจากข้างนอกกิน ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายเราเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ”

หาหลักฐานพิสูจน์แหล่งที่มามลพิษ ตัวแปรสำคัญสู่ชัยชนะในศาล   

การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมทำให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดต้องพบกับอุปสรรคสำคัญ นั่นคือการหาหลักฐาน​เพื่อพิสูจน์แหล่งที่มาของมลพิษ

ส.รัตนมณี พลกล้า​ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ซึ่งเป็นทนายความให้กับฝั่งกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เปิดเผยว่า การหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่ามลพิษเกิดจากการทำเหมืองแร่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด

“ทีมทนายความ-ชาวบ้านได้ทำงานร่วมกับนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบมลพิษจากการทำเหมืองของมูลนิธิบูรณะนิเวศ ลงพื้นที่รอบเหมืองเก็บตัวอย่างดิน น้ำ เพื่อนำตรวจหาสารโลหะหนักที่เกิดจากการทำเหมืองกันเอง” ส.รัตนมณีกล่าว

ส.รัตนมณี พลกล้า​ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ทนายความของชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด (ซ้ายมือ)

นอกจากนี้​ โจกท์ทั้งหมดยังขอให้ศาล​ “เดินเผชิญสืบ” หรือ การขอให้ศาลลงพื้นที่ดูสภาพและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงด้วยตัวเอง​ เพราะเชื่อว่าฝ่ายบริษัทฯ น่าจะยื่นหลักฐานผลตรวจสภาพน้ำและดินเช่นกัน​

ความพยายามอย่างหนักในการหาหลักฐานเพื่อส่งต่อถึงศาลในครั้งนี้​ เป็นบทเรียนจากกรณีที่ศาลปกครองพิพากษายกฟ้องคดีของชาวบ้านเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559  ซึ่งเป็นคดีที่ชาวบ้านยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อปี​ 2556 เพื่อขอให้ศาลพิจารณา​เพิกถอนประทานบัตรและใบอนุญาตประกอบโลหะของบริษัทฯ เนื่องจากเห็นว่าหน่วยงานรัฐออกประทานบัตรโดยไม่ชอบ​ นอกจากนี้​  ชาวบ้านยังกล่าวหาบริษัทฯ ว่าสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการเหมืองแร่​

อย่างไรก็ตาม​ ศาลปกครองยกฟ้องคดี​ในครั้งนั้น​ เพราะ​ “พิสูจน์ไม่ได้ว่าผลกระทบมาจากเหมืองแร่”

การหาหลักฐานจึงกลายมาเป็นภารกิจสำคัญของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ซึ่งทำงานร่วมกับทนายและนักวิชาการอย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์จากความเหนื่อยยากลำบากถือว่าคุ้มค่า เพราะผลตรวจมลพิษนับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะในคดี

“สุดท้ายเราชนะคดี ศาลสั่งให้บริษัทชดเชยค่าเสียหายแก่พวกเราและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ การใช้วิธีทางกฎหมายต่อสู้ครั้งนี้ถือว่าสำเร็จ แต่เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์หลังศาลพิพากษา” วิรอนกล่าว

สำหรับวิรอน เธอเห็นว่า การที่เธอและเพื่อนบ้านร่วมแรงร่วมใจกันเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองแร่ เพื่อปกป้องวิถีชิวิตในชุมชน​ ถือว่าคุ้มค่ายิ่งกว่าเงินชดเชยที่จะได้รับ  

“พูดถึงเงินแสนกว่าบาทที่บริษัทชดเชยให้หลังจากศาลตัดสิน มันไม่คุ้มหรอกถ้าเปรียบเทียบกับเงินและกำลังกายที่พวกแม่ลงทุนสู้คดีไปเกือบ 4-5 ปี แต่ที่คุ้มค่าคือการได้ปกป้องวิถีชีวิตของพวกเราได้สำเร็จ” วิรอนกล่าว

อีกด้านหนึ่ง ส.รัตนมณีเห็นว่า​การชนะคดีครั้งนี้ “เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า สิทธิชุมชนเป็นสิทธิที่ชาวบ้านสามารถใช้ได้” เพื่อปกป้องวิถีชีวิต​และสภาพแวดล้อมที่ดี​ ที่ประชาชนทุกคนพึงมี​