นิคมอุตสาหกรรมชีวภาพขอนแก่นสีเขียวจริงหรือ

ขอนแก่น – นักวิจัยผลกระทบจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเผย นิคมอุตสาหกรรมชีวภาพไม่ได้มีแค่โรงงานน้ำตาล แต่ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ หวั่นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ด้านนายกสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมแนะ เจ้าของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพบ้านไผ่ควรชี้แจงข้อมูลทั้งดีและเสียของโรงงานให้คนในพื้นที่รับรู้อย่างถูกต้อง รอบด้าน ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เวทีเสวนาเรื่อง “สิทธิมนุษยชนภายใต้สถานการณ์รุกคืบของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในภาคอีสาน” วิทยากร (จากซ้าย) ประกอบด้วย โกวิทย์ บุญเจือ, แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา, สุวิทย์ กุหลาบวงษ์, พายุ บุญโสภณและกรชนก แสนประเสริฐ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม จ.ขอนแก่น จัดเวทีเสวนาในวันสิทธิมนุษยชนสากล เรื่อง “สิทธิมนุษยชนภายใต้สถานการณ์รุกคืบของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในภาคอีสาน” ที่ศาลาวัดมงคลหลวง บ้านเมืองเพีย ตำบลบ้านเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น หนึ่งในพื้นที่ถูกกำหนดให้ก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลหนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

บริษัทควรชี้แจงด้านดีและเสียของโรงงานให้คนในพื้นที่รับรู้

สุวิทย์ กุหลาบวงศ์ นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ตอนนี้คนในพื้นที่ที่เตรียมก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล หนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่นยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการอย่างถูกต้อง รอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะให้โรงงานมาตั้งในพื้นที่หรือไม่

“ได้ยินคนในพื้นที่พูดว่าบริษัทมักให้ข้อมูลโครงการกับคนในพื้นที่ไม่ครบถ้วนและบริษัทให้ข้อมูลแต่ด้านดี เช่น โรงงานน้ำตาลจะสร้างงานให้คนในพื้นที่ จะสร้างความเจริญให้กับอำเภอ เลี่ยงไม่พูดด้านเสีย เช่น ปัญหามลพิษต่าง ๆ” สุวิทย์กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลด้านเสียของโครงการ เช่น ปัญหามลพิษจากโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคนในพื้นที่ หรือปัญหาสารเคมีที่ใช้ในไร่อ้อยอาจทำลายดินและไหลลงแหล่งน้ำ ข้อมูลเหล่านี้บริษัทเลือกไม่เปิดเผย

“รวมถึงปัญหาประชากรในพื้นที่เพิ่มขึ้น จากการเข้ามาของแรงงานนอกพื้นที่และแรงงานข้ามชาติ อาจจะทำให้วิถีชุมชนเปลี่ยนแปลง เรื่องเหล่านี้ด้วย” สุวิทย์กล่าว

รายละเอียดโครงการที่ครบถ้วนทั้งด้านดีและเสียถือเป็นสิ่งที่บริษัทและหน่วยงานของรัฐควรชี้แจงให้คนในพื้นที่ทราบ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนในพื้นที่

“รัฐและบริษัทควรเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องรอบด้านเกี่ยวกับโครงการให้คนในพื้นที่กันพัฒนาได้รับรู้ เมื่อเขารับรู้ เขาก็จะพิจารณาและเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอาโรงงาน นี่คือการเคารพคนในพื้นที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน” สุวิทย์กล่าว

คนในชุมชนบ้านเมืองเพีย ตำบลบ้านเมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ร่วมงานเสวนาครั้งนี้ พร้อมทั้งตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนในประเด็นผลกระทบจากโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลกับวิทยากร

นิคมอุตสาหกรรมไม่มีแค่โรงงานน้ำตาล

แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา หนึ่งในคณะทำงานวิจัยผลกระทบจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าว่า โรงงานที่มาตั้งที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นนั้น ไม่ได้มีเพียงโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลเท่านั้น แต่ยังจะมีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ โรงงานผลิตเครื่องสำอาง โรงงานผลิตยา โรงงานผลิตปุ๋ย โรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ อุตสากรรมผลิตพลังงานทดแทน เช่น เอทานอล เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่ก็ว่าได้

“เมื่อดูประเภทของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้สารเคมีในการผลิต ทำให้กังวลว่าจะเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแก่คนในชุมชน เหมือนกับนิคมอุตสาหกรรมเคมีที่ภาคตะวันออก” แม้นวาดกล่าว

พื้นที่อ.บ้านไผ่ ไม่เหมาะสมกับการทำนิคมอุตสาหกรรม

รศ.ดร.สถาพร เริงธรรม อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น หัวหน้าคณะทำงานวิจัยผลกระทบจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบในภาคอีสาน

เดอะอีสานเรคคอร์ดโทรศัพท์สัมภาษณ์ รศ.ดร.สถาพร เริงธรรม อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น หัวหน้าคณะทำงานวิจัยผลกระทบจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบในภาคอีสาน เกี่ยวผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับคนในพื้นที่

สถาพรกล่าวว่า ผลกระทบที่คนในพื้นที่อาจจะพบเจอในอนาคต มีอยู่ 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือ ปัญหาสารเคมีไร่อ้อยทำลายระบบนิเวศบริเวณรอบ ๆ พื้นที่

“พื้นที่ทำนาจะเปลี่ยนมาเป็นการทำไร่อ้อย ซึ่งการทำไร่อ้อยต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก รวมถึงต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เข้มข้นกว่าพืชอื่น ๆ สารเคมีนี้อาจซึมสู่ดินและไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ในที่สุดไปทำลายระบบนิเวศบริเวณนั้น” สถาพรกล่าว

ผลกระทบเรื่องที่ 2 คือ ปัญหาความมั่นคงด้านอาหารของคนในพื้นที่รอบนิคมอุตสาหรรม มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและสารเคมีทางการเกษตรในไร่อ้อยอาจทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศทั้งสัตว์และพืชบริเวณนั้น รวมถึงบริเวณที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างแก่งละว้า ซึ่งมีความเสี่ยงที่สารเคมีทางการเกษตรและน้ำเสียจากนิคมจะไหลลงสู่แม่น้ำที่คนในพื้นที่ใช้อุปโภคบริโภค

“สัตว์และพืชที่คนในพื้นที่เคยจับและหามากินจะหายไป เพราะมันถูกทำลายโดยมลพิษจากโรงงานและไร่อ้อย น้ำเสียจากโรงงานอาจไหลลงสู่แหล่งน้ำ สัตว์น้ำอาจจะกินไม่ได้ เพราะอาจปนเปื่อนสารเคมี” สถาพรกล่าว

การแย่งชิงน้ำระหว่างชุมชนกับโรงงาน

สถาพรกล่าวอีกว่า ผลกระทบเรื่องที่ 3 คือปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างชุมชนกับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แก่งห้วยเสือเต้น ซึ่งแหล่งน้ำดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำที่คนในพื้นที่กว่า 6 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่นใช้อุปโภคบริโภค

“นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ น้ำถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่จะขับเคลื่อนกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมทุกอย่างภายในนิคม ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมากมหาศาล อาจจะเกิดความขัดแย้งกันระหว่างโรงงานกับชุมชนในอนาคต” สถาพรกล่าว

นอกจากนี้ ถึงแม้โรงงานอุตสาหกรรมยังไม่สร้าง แต่อยากให้หน่วยงานของรัฐและบริษัทเจ้าของโครงการชี้แจงข้อมูลทั้งด้านดีด้านเสียของโรงงานอุตสาหกรรม ให้คนในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อให้คนในพื้นที่ได้เตรียมตัว

“ควรจะชี้แจงว่าชุมชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการตั้งนิคมอุตสาหกรรม ถ้าจะให้ดีควรจะชี้แจงตรง ๆ ไปเลยว่า ชุมชนได้ประโยชน์อะไร มูลค่าเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็น เพื่อความชัดเจน” สถาพรกล่าวทิ้งท้าย

สืบเนื่องเมื่อต้นปี 2561 มีข่าวว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายสนับสนุนการจัดตั้งโครงการเขตเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) มูลค่า 1.33 แสนล้านบาท นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี (พ.ศ. 2558-2569) โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เป็นผู้เสนอ

วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือ รัฐบาลจะสนับสนุนภาคเอกชนใช้นวัตกรรมทำวิจัยต่อยอดผลผลิตทางเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น อุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นต้น โดยเป้าหมายของโครงการคือ การนำพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง มาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการผลิต โดยพื้นที่นำร่องในอีสานคือ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกเตรียมที่ดินประมาณ 4,000 ไร่ ที่บริเวณ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพแล้ว แต่พื้นที่บางส่วนยังติดกฎหมายผังเมืองไม่สามารถจัดตั้งโรงงานได้

โครงการนี้ทำให้เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนในพื้นที่รอบ ๆ นิคมอุตสาหกรรม เช่น ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ตามองไม่เห็นจากโรงงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ และน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมชีวภาพอาจไหลลงสู่แก่งละว้า ซึ่งเป็นแหล่งน้ำและแหล่งผลิตน้ำประปาของประชาชนใน 6 อำเภอในจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น