ทำไมแมนิเฟสโต้ ทำไมขอนแก่น ขอนแก่น แมนิเฟสโต้ 2018

โดย ถนอม ชาภักดี

“น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” วลีคำสำเนานี้มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 2500 ที่จะนำพาพัฒนาภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยให้ทันยุคทันสมัย และในปี 2504 ไม่ใช่แค่มีเพลงรำวงผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมให้ฟ้อนแอะฟ้อนแอ่นเท่านั้น แต่ยังมีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 และแผนสำคัญที่ยึดถือเป็นแม่แบบในการพัฒนาประเทศฉบับแรกนี้จดจารกันที่ Khonkaen โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ [อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติและอดีตนายกรัฐมนตรี] เป็นผู้ประกาศใช้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้มีฉายาสารพัด ไม่ว่าจะเป็น “จอมพลผ้าขะม้าแดง” “พบกันเมื่อชาติต้องการ” และ “ข้าพเจ้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว” เป็นต้น

สถานที่จัดงานขอนแก่น แมนิเฟสโต้ 2018 ที่ตึกจีเอฟ ริมถนนมิตรภาพขาออกไปอุดรฯ

ไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็เป็นผู้สนับสนุนก่อตั้งจนกลายเป็นสถาบันการศึกษาที่กว้างขวางในปริมณฑลเฉียงเหนือ ถนนมิตรภาพนำพาทางสะดวกไปสู่ศูนย์กลางมหานครก็จอมพลเป็นคนลากเส้น และอานิสงส์อื่นๆ ก็ตามมาจากอำนาจเงื้อมเงาของผู้นำในทุกๆ มิติ ที่ทำให้ผู้คนเข็ดขยาดกับการใช้อำนาจอย่างสนุกสนาน นัยว่าขบถผู้มีบุญคนสุดท้ายก็สูญหายในยุคสมัยนี้

ขอนแก่นจึงมีสถานะของเมืองแห่งคำประกาศความนัยของประเทศก็ว่าได้ และมีความสำคัญในมิติทางประวัติศาสตร์หลายๆ ด้านแต่กลับดูนิ่งๆ แบบขอนแก๋นขอนแก่น ความเป็นขอนแก๋นขอนแก่นที่มีความลื่นไหลลึกๆ แต่ไม่ตกผลึกสักครั้ง จึงทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเมืองทางผ่านทั้งๆ ที่ผู้นำในอดีตหมายมั่นเป็นมือว่าจักให้เป็นเมืองหลวงแห่งภูมิภาคนี้ให้ได้ เป็นความพยายามที่มากล้นด้วยศักยภาพการพัฒนาทางกายภาพ จะเห็นว่ามีศูนย์นี่นั่นเยอะแยะไปหมดที่รวมศูนย์อยู่ที่ขอนแก่น ที่เห็นๆ ตอนนี้ก็มี TCDC [TCDC – Thailand Creative & Design Center หรือ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ] กำลังขะมักเขม้นก่อร่างสร้างอาคารเกือบจะเสร็จใช้งาน อย่างสมาร์ตซิตี้ ขอนแก่นกำลังจะมีรถไฟฟ้าประจำเมือง ขอนแก่นกำลังพัฒนาบึงแก่นนครให้สวยงาม ขอนแก่นกำลังเร่งรุดสร้างทางรถไฟทางคู่

ขอนแก่นกลายเป็นโมเดลที่ใครๆ ก็กล่าวถึง สถานะความเป็น model ขอนแก่นมีประติมากรรมไดโนเสาร์ราวกับสัตว์ประจำเมือง ติดตั้งอยู่แถวบึงแก่นนครทั้งๆ ที่มีประติมากรรมรูปคนขี่ควายเป่าแคนสถิตย์สถาปนามาก่อนแล้ว และประติมาอื่นๆ อีกจนกลายเป็นความหลากหลายทางชาติประติมากรรมพันธุ์ ที่สุดแล้ว Khonkaen Manifesto [ขอนแก่น แมนิเฟสโต้] ก็เลือกภาพลักษณ์คนขี่ควายเป่าแคนมาเป็นแบบในโปสเตอร์ เพราะไม่เชื่อว่าไดโนเสาร์มันจะไถนาได้

สีโหสินไซหาได้จากขอนแก่น การรื้อฟื้นเรื่องราวตำนานจากอดีตสมัยเมืองเปงจานขึ้นมาเล่าราวกับเป็นนิทานประจำถิ่นและได้ตีความถอดรหัสพันธุ์วรรณกรรมมาสร้างเป็นสิ่งประดับบนหัวเสาไฟฟ้าติดตามถนนหนทางกลางเมืองขอนแก่น เช่น รูปหอยสังข์ใหญ่ รูปสีโห

แต่ก็แปลกใจว่าคุณูปการระหว่างควายกับรูปลักษณ์จากสินไซรวมถึงประติมาไดโนเสาร์ อันไหนมันให้คุณค่าทางจิตวิญญาณและความผูกพันกับพื้นที่มากกว่ากัน เชื่อว่าคงไม่มีใครเลือกควายไปเป็นประติมากรรมบนหัวเสาไฟฟ้าแน่นอนเพราะกลัวว่ามันจะกลายพันธุ์เป็นควายธนู และอีกนัยหนึ่งผู้คนก็มักจะเปรียบเทียบว่าความเป็นควายนั้นคือ ความโง่งั่ง และไม่ต่างจากไดโนเสาร์ คงไม่มีใครเอาความโง่ไปแปะไว้บนความสว่างของเสาไฟฟ้ากระมัง การเลือกรูปหอยสังข์-สินไซจึงเกิดขึ้นท่ามกลางการไม่รู้จะเลือกอะไรและท่ามกลางดงต้นคูนที่หายไป

แต่เชื่อไหมว่าขอนแก่นมีร้านกาแฟมากกว่าเชียงใหม่ นี่คือความเงียบที่ขอนแก๋นขอนแก่นไม่ได้บอกใคร อยากรู้อยู่ที่รสนิยมของจมูกและปลายลิ้นที่จะลัดเลาะเสาะหากาแฟรสละมุนดื่มกิน ถามว่าใครในขอนแก่นคือผู้ติดกาแฟงอมแงมขนาดนั้น คำตอบคือไม่รู้ แต่กรูมีกาแฟดีๆ ให้มรึงแดกดื่มก็แล้วกัน นี่คือความมีเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลให้มากนัก ที่แน่ๆ มี Jazz Pub ให้เบียดเสียดฟังเสียงแซกโซโฟนอันแหบห้าวกันสดๆ ของคืนวันอาทิตย์ใน Hidden Town เมืองลับแห่งนี้

ไม่ต้องพูดถึงอาหารและโภชนาการ ที่อร่อยลิ้นลงกระเพาะทุกร้าน แต่อย่าไปฟังคำหลักการอนามัยให้มาก ไม่อย่างนั้นจะเสียรสชาติอันกลมกล่อม ความอร่อยลิ้นและรสนิยมเป็นกำพืดที่ติดตัวมาแต่กำเนิด อย่าให้ใครมาฉกชิงไปจากตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็นอนอยู่บ้านต้มข้าวกินดีกว่า อย่ามาขอนแก่นและศิลปะก็เช่นกัน

โปสการ์ดเชิญชวนร่วมงานขอนแก่น แมนิเฟสโต้ 2018 ระหว่างวันที่ 6-26 ตุลาคม 2561

KhonkaenManifesto ก็ต้องการคำประกาศในฐานะที่เป็นปฐมบทของเทศกาลศิลปะทางเลือก [alternative art festival] แม้ว่าจะเลือกไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยก็ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้เงื่อนไขอันจำกัด หากแม้ว่าไม่มีผู้ช่วยเหลือด้วยแรงในทุกๆ ด้าน ทางเลือกการจัดงานศิลปะในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ยิ่งแล้วการได้พื้นที่ตึก GF [GF – ตึกจีเอฟ เป็นตึกร้างริมถนนมิตรภาพขาออกไปอุดรธานี ที่อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น] ที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับกระแสโลกาภิวัฒน์ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 มาเป็นพื้นที่การแสดงงานหลักของคำประกาศศิลปะครั้งนี้ คำขอบคุณสำหรับการเกื้อกูลอาจไม่เพียงพอต่อผู้ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่แรกจนกระทั่งได้เห็นว่ามันเกิดขึ้นได้จริงในไม่กี่วันนี้

ขอนแก่นแมนิเฟสโต้ ไม่ใช่คำประกาศของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นเสียงของทุกๆ คน ที่ร่วมกันเปล่งผ่านกลไกของตัวเอง จากเสียงเขียงที่หั่นเนื้อ จากเสียงครกส้มตำ จากเสียงไหปลาแดก จากเสียงเครื่องบดกาแฟ จากเสียงของคนที่ไม่เคยมีเสียง เป็นต้น

การมีส่วนร่วมเป็นฟันเฟือง ที่เกาะเกี่ยวจนทำให้เกิดพลวัตต่อเนื่อง จากแรงบันดาลใจสู่แรงงานจนกลายเป็นผลผลิตที่อาจไม่ใช่นิยามของศิลปะ แต่จะเรียกขานเป็นอย่างอื่นอันเป็นคำประกาศ {Manifesto} ของ Khonkaen Manifesto