“เยี่ยมยอด”จี้นายกฯเอาผิดสกสค.ซื้อหุ้นบริษัทโรงไฟฟ้าขยะ

ขอนแก่น – เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรวิชาชีพครูฯ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้เร่งรัดเอาผิดกรณีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูฯ ซื้อหุ้นในบริษัทหนองคายน่าอยู่ผู้ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะผิดกฎหมาย และตรวจสอบบริษัทที่ซื้อหุ้นทางอ้อมของบริษัทหนองคายน่าอยู่

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรวิชาชีพครูเพื่อความโปร่งใสได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการติดตามผลการตรวจสอบการทุจริตตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.

องค์กรวิชาชีพครูเพื่อความโปร่งใสคือองค์การที่มีหน้าที่พิทักษ์สิทธิ์ครู มีสมาคมครูต่างๆ เป็นองค์กรเครือข่าย เช่น สหภาพครูแห่งชาติ สมาคมครูสถานศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย สหภาพครูสตรีภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค สมาคมการศึกษาขอนแก่น และสมาคมครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา

นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรวิชาชีพครูเพื่อความโปร่งใส ร้องเรียนนายกรัฐมนตรีให้เร่งรัดตรวจสอบและเอาผิด กรณีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซื้อหุ้นบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

นายเยี่ยมยอดกล่าวว่า หนังสือถึงนายกรัฐมนตรีมีใจความว่า ตามที่คณะกรรมการประสานงานองค์กรวิชาชีพครูเพื่อความโปร่งใสได้ติดตามเรื่องการทุจริตกรณีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นำเงินจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) จำนวน 800 ล้าน ไปซื้อหุ้นของบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด เมื่อปี 2558 เพื่อร่วมทุนก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนบ้านตอง ต.โนนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย อันเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจของสกสค. และเจตนาเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนทำให้รัฐเสียหาย

กรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนกรณีดังกล่าวว่าเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2558 และเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 กรมสอบสวนคดีพิเศษแถลงว่า การร่วมลงทุนของคณะกรรมการ สกสค. กับบริษัทหนองคายน่าอยู่ในโครงการพลังงานไฟฟ้าขยะชุมชนมีข้อพิรุธและข้อเท็จจริงหลายประการ อาทิ

การซื้อขายหุ้นระหว่างกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ช.พ.ค. ซึ่งทำในนาม คณะกรรมการ สกสค. กับบริษัทหนองคายน่าอยู่ จำนวน 32 ล้านหุ้น หุ้นละ 25 บาท รวม 800 ล้านบาท เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น เงินส่วนเกินจากมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (หุ้นละ 10 บาท) บริษัทฯ จึงรับไว้ในฐานะลาภที่มิควรได้ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. บางคนได้รับประโยชน์จากบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทหนองคายน่าอยู่ และบริษัทหนองคายน่าอยู่ยังไม่ได้รับการอนุมัติหรือเริ่มต้นทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นเหตุให้สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้รับความเสียหาย

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังพบว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งการดำเนินการของบริษัทหนองคายน่าอยู่ มีมูลเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 จึงเห็นควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาและดำเนินการต่อไป

หนังสือร้องเรียนระบุอีกว่า แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะชี้มูลความผิดแล้ว แต่บริษัทหนองคายน่าอยู่ก็ยังดำเนินกิจการต่อ โดยเมื่อปี 2560 บริษัทหนองคายน่าอยู่ ได้ขายหุ้นจำนวนร้อยละ 92.45 ให้กับบริษัท เมืองไทยน่าอยู่ จำกัด

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2561 คณะกรรมการบริษัท ซุปเปอร์บล๊อก (SUPER) มีมติอนุมัติให้ บริษัท ซุปเปอร์ เอิร์ธ เอนเนอร์ยี ลงทุนในบริษัทเมืองไทยน่าอยู่ สัดส่วน ร้อยละ 92.54 คิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 120 ล้านบาท ส่งผลให้ บริษัทซุปเปอร์ เอิร์ธ เอนเนอร์ยี เข้าถือหุ้นทางอ้อมของบริษัท หนองคายน่าอยู่ ในสัดส่วน ร้อยละ 62

ทั้งนี้ บริษัทหนองคายน่าอยู่ได้รับสิทธิให้ดําเนินโครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนแบบครบวงจรจรจังหวัดหนองคาย จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เป็นเวลา 25 ปี โดยบริษัทหนองคายน่าอยู่อยู่ระหว่างการยื่นคําร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้ากับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยมีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8.0 เมกะวัตต์ ปริมาณขายไฟ 6.0 เมกะวัตต์

ใบตอบรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่นายยอดเยี่ยม ศรีมันตะ ร้องเรียน ให้ติดตามผลการตรวจสอบการทุจริตตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. กรณี สกสค. ซื้อหุ้นบริษัททำโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2561

หนังสือร้องเรียนเปิดเผยอีกว่า การควบรวมกิจการของบริษัทหนองคายน่าอยู่โดยบริษัทซุปเปอร์บล๊อกเป็นไปด้วยพฤติกรรมไม่โปร่งใส เนื่องจากการขายหุ้นของบริษัทหนองคายน่าอยู่ให้บริษัทเมืองไทยน่าอยู่ และการเข้าทำรายการของบริษัทซุปเปอน์บล๊อก ผ่านบริษัทซุปเปอร์ เอิร์ธฯ ส่งผลให้หุ้นของกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษ ช.พ.ค. จำนวน 800 ล้านบาท เหลือสัดส่วนการถือหุ้นเพียงร้อยละ 32.03 และมีมูลค่าตามทุนจดทะเบียนเหลือเพียง 320 ล้านบาท

นายเยี่ยมยอดกล่าวด้วยว่า ขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตรวจสอบการทำรายการ (ควบกิจการ) ของบริษัทซุปเปอร์บล๊อกไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าการกระทำดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขอให้สั่งการไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ติดตามการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เร่งรัดเอาผิดแก่ผู้กระทำความผิดกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ และดำเนินการในส่วนของสำนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุนกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.ย. 2561 พบว่า บริษัทหนองคายน่าอยู่เป็นนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ ในหมวดธุรกิจการผลิตเคมีภัณฑ์อนินทรีย์ขั้นมูลฐานอื่นๆ มีที่ตั้งที่เขตบางนา กรุงเทพฯ ด้วยทุนจดทะเบียน 1 พันล้านบาท เมื่อตรวจสอบข้อมูลของบริษัทจากแหล่งอื่นๆ ก็พบเพียงที่อยู่จัดตั้ง แต่ไม่พบหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อบริษัท

ส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่สอบสวนกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2561 ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อสอบถามถึงการติดตามการดำเนินงานของ ศอตช. โดยขอข้อมูลจากหน่วยงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษที่สอบสวนคดีดังกล่าว ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ปลายสายแจ้งว่าผู้ที่รับผิดชอบคดีไม่อยู่ และจะติดต่อกลับมา

เช่นเดียวกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคายซึ่งเป็นคู่สัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะกับบริษัทหนองคายน่าอยู่ ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยังกองช่าง เจ้าหน้าที่ปลายสายแจ้งว่าผู้ที่รับผิดชอบโครงการโรงไฟฟ้าขยะไม่อยู่ แต่ได้ให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือแก่ผู้สื่อข่าว เมื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปหาปรากฎว่ายังไม่สามารถติดต่อได้

ขณะที่ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2561 ที่ห้องประชุมร่มไทร องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เว็บไซต์มวลชนไทยนิวส์ รายงานว่า นายกระแสร์ ตระกูลพงษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินโครงการและมาตรการสิ่งแวดล้อม โครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนแบบครบวงจร จังหวัดหนองคาย (โครงการโรงไฟฟ้าจากขยะมูลฝอยชุมชน ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8.0 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ที่ 999 หมู่ที่ 8 ต.โพนสว่าง อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย โดยมีนายจีรภัทร์ โตมโหฬารทวีศรี รองประธาน บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด และคณะ ผู้ดำเนินโครงการการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่กว่า 350 คน

โดยกล่าวว่า โครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจรจังหวัดหนองคายเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิง และไฟฟ้าถือเป็นผลพลอยได้จากการจำกัดขยะมูลฝอย กำลังการผลิตติดตั้งสูงสุด 8.0 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้จะจำหน่ายเข้าสู่ระบบจ่ายไฟของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) งบประมาณลงทุนโครงการประมาณ 1,700 ล้านบาท

โครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนแบบครบวงจรได้พิจารณาเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพทางด้านเทคนิค งบประมาณ การบริหารจัดการและดูแลระบบ โดยเบื้องต้นจะพิจารณาระบบเตาเผาเพื่อผลิตพลังงานซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป ระบบเผาต่อเนื่องที่อุณหภูมิ 850 – 1,100 องศาเซลเซียส โดยสามารถรองรับปริมาณขยะได้ไม่น้อยกว่า 380 ตันต่อวัน เป็นระบบปิดซึ่งจะควบคุมมลพิษอากาศที่ได้ตามมาตรฐานสากล