“มาโนช”ปลุกนักเขียนอีสานปลดแอกอำนาจกรุงเทพฯ

วงเสวนาวิชาการ “ศิลปะ วรรณกรรมอีสาน สิทธิการแสดงออกในมิติการเปลี่ยนแปลง: รื้อ สร้าง ทิศทาง” ที่คณะครุศาสตร์ มรภ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561

ศรีสะเกษ – บรรณาธิการวารสารชายคาเรื่องสั้นระบุคนอีสานถูกคนกรุงเทพฯดูดกลืนศิลปะวรรณกรรม เรียกร้องนักเขียนอีสานต้องปลดแอกอำนาจรัฐประหาร ด้านอาจารย์ศิลปกรรม ม.มหาสารคามแจงภาพถ่ายภาคอีสานเน้นความโรแมนติกแต่ไม่สะท้อนความเป็นจริง

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561 ที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เดอะอีสานเรคคอร์ดร่วมกับภาควิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จัดโครงการเสวนาวิชาการ “ศิลปะ วรรณกรรมอีสาน สิทธิการแสดงออกในมิติการเปลี่ยนแปลง: รื้อ สร้าง ทิศทาง” โดยมีกิจกรรมตลอดทั้งวัน อาทิ การอ่านบทกวีประกอบดนตรี การเสวนาศิลปะ วรรณกรรมอีสานของคนรุ่นใหม่ การแสดงละครเวที การฉายภาพยนตร์ และการประกวดรางวัลภาพถ่ายสภาพอีสาน

นายมาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการวารสารชายคาเรื่องสั้น กล่าวปาฐกถาเรื่อง “ไร้ศิลปะวรรณกรรม ไร้ชาติพันธุ์ ไม่มีตัวตน”โดยสรุปว่า “กลุ่มชน ชาติพันธุ์ ประเทศใดๆ จะยืนยันตัวตนต่อสังคมต่อโลกได้ก็ด้วยศิลปะวรรณกรรม หากไร้เสียศิลปะวรรณกรรม พวกเขาจะไร้ชื่อไร้ชาติพันธุ์ไม่มีตัวตน อันจะนำไปสู่การถูกผนวก ดูดกลืน ครอบงำและสาบสูญไปในที่สุด”

นายมาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการวารสารชายคาเรื่องสั้น กล่าวว่า อำนาจอันไม่ชอบธรรมจากการรัฐประหารทำให้ชาวอีสานเผชิญสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียศิลปะวรรณกรรม

“หากจะกล่าวให้ใกล้ตัวของคนอีสานเราแล้ว การผนวกเอาดินแดนของหัวเมืองประเทศราชบนแผ่นดินที่ราบสูงฝั่งขวาแม่น้ำโขง เพื่อสร้างพระราชอาณาจักรสยามของกรุงเทพฯ ก็กระทำอย่างเดียวกับการผนวกดินแดนหรือล่าอาณานิคมอื่น คือ เริ่มจากการพยายามลบหรือกีดกันหรือไม่นับศิลปะวรรณกรรมของลาวอีสาน”

“แต่ทว่าด้วยความที่แผ่นดินอีสานในอดีตนั้น เป็นดินแดนแห่งเสรีชน ซึ่งอำนาจการปกครองแบบราชาธิราช (Empire) จากหัวเมืองใหญ่ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงครอบคลุมมาไม่ถึง จึงกลายเป็นดินแดนของคนผู้ต้องการมีวิถีชีวิตที่ไม่เป็นทาสใคร เป็นคนที่คิดต่างจากกรุงเทพฯ และเวียงจันทน์”

“เป็นไปได้หรือไม่ว่า จิตวิญญาณของการสร้างสรรค์อย่างเสรีชนของคนอีสานในอดีตยังไม่ตาย ไม่สูญหาย ทว่ายังคงงอกงามอยู่ในตัวลูกหลานผู้เป็นศิลปิน เป็นนักเขียนในรุ่นของเรา”

“การรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 นำมาสู่การเผชิญหน้าครั้งสำคัญในประเทศ ไม่เพียงการเผชิญหน้าของรัฐเผด็จการกับเสรีชนทุกระดับ ยังมีการเผชิญหน้าระหว่างนักคิดนักเขียนที่มีจุดยืนทางการเมืองต่างกันด้วย เมื่อนักคิดนักเขียนส่วนใหญ่ในประเทศ และส่วนใหญ่ในภูมิภาคอีสาน ไม่เพียงสยบยอมเห็นดีเห็นงามแต่ยังรับใช้และปกป้องอำนาจอันไม่ชอบธรรม ซึ่งไม่ว่าสังคมอารยะใดในโลกสมัยใหม่ต่างล้วนปฏิเสธและประณาม”

“เรากำลังเผชิญสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียศิลปะวรรณกรรมกับตัวตนของคนทำงานอันสง่างาม ที่มีพันธกิจสะท้อนและวิพากษ์วิจารณ์ยุคสมัยไปอย่างสิ้นเชิง”

“ขอให้นักคิดนักเขียนอีสานทั้งปวงลุกขึ้นมาปลดแอก ทลายมายาคติต่อวรรณกรรมและคนอีสานทั้งมวล สร้างสรรค์งานเพื่อสังคมที่เป็นธรรมด้วยมือของตน เพื่อประกาศยืนยันตัวตนคนอีสานต่อสังคมประเทศชาติ และต่อโลกในที่สุด”

การเสวนา “อ่านอีสาน: รื้อ สร้าง ทิศทาง” ดำเนินรายการโดยนายชานนท์ ไชยทองดี อาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

ผู้ร่วมเสวนา “อ่านอีสาน: รื้อ สร้าง ทิศทาง” (จากซ้ายไปขวา) นายชานนท์ ไชยทองดี อาจารย์คณะครุศาสตร์ มรภ.ศรีสะเกษ (ผู้ดำเนินรายการ) นายกิติราช พงษ์เฉลียว อาจารย์คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อุบลราชธานี นายประทีป สุธาทองไชย อาจารย์คณะศิลปกรรม ม.มหาสารคาม นายอุทิศ ทาหอม อาจารย์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.บุรีรัมย์ นายธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี และนายประจวบ จันทร์หมื่น อาจารย์วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มรภ.ศรีสะเกษ

นายประทีป สุธาทองไชย อาจารย์คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บรรยายหัวข้อ “รื้อ/สร้าง: อีสานโรแมนติก” เพื่อหาคำอธิบายว่าความเป็นอีสานคืออะไร โดยมองผ่านภาพถ่ายเพื่อสะท้อนภาพจำของคนทั่วไปที่มีต่อภาคอีสาน ซึ่งพบว่าล้วนแต่เป็นการสร้างภาพในแบบโรแมนติก

นายประทีปกล่าวว่า สมัยที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ถ่ายภาพขณะเสด็จภาคอีสาน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน จะถ่ายภาพการฟ้อนรำต้อนรับซึ่งไม่ใช่ภาพในชีวิตประจำวันของคนอีสาน ภาพถ่ายในยุคแรกๆ จึงเป็นภาพถ่ายศิลปวัฒนธรรมเพื่อต้อนรับคนที่มาจากที่อื่น

“ภาพถ่ายอีสานเก่าๆ เป็นสิ่งที่ทำให้คนจดจำ คนที่ไม่เคยไปอีสานจะรู้จักผ่านภาพถ่ายแล้วกลายเป็นภาพจำ” นายประทีปกล่าว

อาจารย์คณะศิลปกรรม ม.มหาสารคาม ผู้นี้เปิดเผยว่า ตนเป็นคนกรุงเทพฯ เติบโตขึ้นมาในยุคที่มีโครงการอีสานเขียว ระหว่างปี 2530 – 2533 จึงมีภาพผืนดินแตกระแหงซึ่งเป็นภาพจำของภาคอีสาน ในขณะที่สภาพที่แท้จริงของภาคอีสานไม่ได้แห้งแล้งแบบนั้น แต่ผู้ที่เห็นภาพพื้นดินแตกระแหงจะจดจำภาคอีสานในลักษณะนั้น รวมถึงตนเองด้วย

นายประทีป สุธาทองไทย (คนขวา) อาจารย์คณะศิลปกรรม ม.มหาสารคาม กล่าวว่า ภาพจำคนอีสานในอดีตถูกทำให้เกิดความโรแมนติกโดยไม่ตรงกับสภาพที่แท้จริง นายกิติราช พงษ์เฉลียว อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อุบลราชธานี (คนซ้าย)

นายประทีปนำเสนอภาพหน้าปกอนุสารอ.ส.ท. หลายฉบับ (อนุสาร อ.ส.ท. คือ นิตยสารขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) เริ่มจากฉบับปี 2507 ซึ่งเป็นภาพผู้หญิงกำลังฟ้อนจากจังหวัดหนองคาย ส่วนอนุสาร อ.ส.ท. อีกฉบับมีภาพปกคือภาพงานบุญบั้งไฟทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่า งานบุญบั้งไฟมีเฉพาะที่จังหวัดยโสธร

นายประทีปกล่าวด้วยว่า ภาพในแบบเรียนเป็นภาพที่ทำให้คนเมืองจินตนาการว่า คนในชนบทมีวิถีชีวิตอย่างไร แต่ภาพในแบบเรียนกลับทำให้คนเมืองเกิดความเข้าใจผิด

“กลายเป็นภาพจำว่าชนบทเป็นพื้นที่บริสุทธิ์และสวยงาม ไม่มีปัญหา ไม่มีความซับซ้อน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมา” นายประทีปกล่าวและว่า “ภาพจำที่เกี่ยวกับชนบททุกวันนี้เป็นสิ่งที่ล้างไม่ได้ และถูกผลิตซ้ำ ในฐานะภาพที่อยากจะเห็นทั้งๆ ที่ความเป็นจริงไม่มีแล้ว”

นายประทีปกล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพถ่ายชนบทแบบวานรสไตล์ (Wanon Style) ซึ่งเป็นภาพสวยงาม แต่ทำให้คนเข้าใจผิดว่า ชนบทยังมีวิถีชีวิตแบบนี้อยู่

“กุ๋ย อีเกิ้ง” นายประจวบ จันทร์หมื่น บอกว่า ภาคอีสานมีการเปลี่ยนแปลงหลังความเจริญเข้ามาถึงโดยไม่ได้พึ่งพากันเองเหมือนในอดีต

นายประจวบ จันทร์หมื่น หรือ กุ๋ย อีเกิ้ง ศิลปินนักร้องและอาจารย์วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ บอกว่า การทำความเข้าใจภาคอีสานต้องมองให้ครบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และมองรอบด้าน อาทิ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยตนขอมองภาคอีสานตั้งแต่ปี 2504 ผ่านเพลงผู้ใหญ่ลีซึ่งสะท้อนว่า เมื่อปี 2504 สังคมชาวนาอีสานดั้งเดิมไม่ได้มีเงินใช้จ่าย ถนนไม่ได้เจริญคนเดินทางออกนอกหมู่บ้านมีน้อย จึงเห็นภาพการพึ่งพาแรงงานซึ่งกันและกัน

“เราเห็นการหาอยู่หากินที่ไม่ต้องไปใช้เงินมากนัก เพราะว่าลงไปนาก็หาได้กินเลย หาได้เยอะก็เอามาทำอาหาร พอเหลือก็แบ่งกัน” นายประจวบกล่าว

นายประจวบระบุว่า เวลามองด้านเศรษฐกิจจะเห็นภาพความโรแมนติกของสังคมที่มีวัฒนธรรมชุมชน แต่เมื่อมีความเจริญเข้ามามีการตัดถนนเข้ามาในหมู่บ้านความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น สินค้าภายนอกเข้ามาในหมู่บ้าน การหาอยู่หากินในหมู่บ้านจึงไม่เพียงพอต่อการบริโภค ชาวอีสานต้องออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน

อาจารย์วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มรภ.ศรีสะเกษกล่าวอีกว่า ประมาณปี 2525 – 2526 คนอีสานออกไปทำงานนอกหมู่บ้านเพิ่มขึ้น การรวมกลุ่มของคนในหมู่บ้านจึงไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนแต่ก่อนไม่มีการพึ่งพากัน เพราะคนไปหาเงินข้างนอกเข้าหมู่บ้าน เมื่อมองถึงมิติด้านวัฒนธรรมมีเพลงที่เอ่ยถึงความผูกพันของคนสมัยก่อนอยู่มาก เช่น เพลงอีสานบ้านเฮาของเทพพร เพชรอุบล แต่หลังจากความเจริญเข้ามา หมู่บ้านเริ่มมีจุดโหว่จากเคยพึ่งพากันก็ไม่ได้พึ่งพากันอีกต่อไป

“พอมาถึงด้านการเมือง แต่ก่อนเครือญาติเดียวกัน แต่ก่อนเอากันดีเนาะ เอาญาติพี่น้อง สมัยก่อนถ้าเครือญาติใหญ่ ยังไงก็ได้เป็นผู้นำ [ในหมู่บ้าน]” นายประจวบเริ่มต้นอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง และว่า แต่การเลือกผู้นำหมู่บ้านหรือผู้ใหญ่ในทุกวันนี้ไม่สามารถสรุปได้เช่นเดิมว่าเครือญาติใหญ่ต้องได้เป็นผู้นำ โดยการเลือกตั้งต้องมีการจ่ายเงินให้ญาติพี่น้อง ถ้าไม่จ่ายเงินก็อาจจะไม่ได้รับเลือก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสังคมชาวนาอีสานมีความเปลี่ยนแปลง

ด้านลักษณะของสังคมชาวนาอีสาน นายประจวบกล่าวว่า “จะดั้งเดิมก็ไม่ใช่ จะทันสมัยก็ไม่เชิง” เช่น แม้จะมีความทันสมัยแต่ก็ยังมีความเชื่อดั่งเดิมอยู่ เช่น การฟ้อน การทำนายังบูชาผีตาแฮกหรือผีเฝ้าไร่เฝ้านา แต่ขั้นตอนลดลง และ การจัดงานบุญผะเหวด หรืองานบุญตามความเชื่อในพระเวสสันดรชาดก ที่มีการประมูลเพื่อจัดงานและผู้จัดงานจะคำนึงถึงความคุ้มทุนด้วย  

นายธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี ศึกษาวรรณกรรมอีสานผ่านบทบรรณาธิการหนังสือทางอีศาน

นายธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชานิเทศน์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เล่าว่า ได้อ่านบทบรรณาธิการ “นิตยสารทางอีศาน” ที่เขียนโดยนายปรีดา ข้าวบ่อ บรรณาธิการอำนวยการ จำนวน 74 เล่มจาก 77 เล่ม เพื่อทราบแนวคิดและจุดยืนนิตยสารทางอีสานซึ่งเป็นนิตยสารด้านวรรณกรรมของภาคอีสาน ทำให้พบว่า บทบรรณาธิการส่วนใหญ่กล่าวถึงความเป็นอีสานในตำนาน อีสานที่มีความมั่งคั่งทางศิลปะวัฒนธรรม พร้อมกล่าวถึงการถูกรุกรานโดยทุนและโดยรัฐ และมีการกล่าวถึงชุมชนท้องถิ่น วัฒนธรรมชุมชน โดยสรุปใจความว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน”

“ผมพบว่าอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชนซ่อนอยู่ในบทบรรณาธิการ ซ่อนอยู่อย่างเปิดเผย ทุกอย่างดูงามหมด มันจะไม่งามก็ต่อเมื่อคนมันโกง” นายธีระพลกล่าว

อาจารย์สาขาวิชานิเทศน์ศาสตร์ ม.อุบลราชธานีผู้นี้ กล่าวด้วยว่า เมื่อพูดถึงการเมืองจะเป็นการเมืองของคนดี นักการเมืองไม่โกง เช่นเดียวกับสี่รัฐมนตรีอีสานในอดีตที่ถูกลอบสังหาร แต่ไม่ปรากฎว่ามีการยอมรับนักการเมืองร่วมสมัย แต่บทบรรณาธิการต้องการให้การเมืองอีสานกลับไปสู่การเมืองยุคในอดีต หรือ คิดแบบยูโทเปีย (ยูโทเปีย – โลกในอุดมคติ) แต่ไม่ได้พูดถึงปัญหาปากท้องในปัจจุบัน

“แต่สิ่งที่บทบรรณาธิการไม่ได้พูดถึงคือ อำนาจซึ่งมันลดทอนอำนาจปัจเจกบุคคล ชุมชน ท้องถิ่น และอำนาจประชาชน มากว่า 4 ปี [การรัฐประหารปี 2557 – ปัจจุบัน]” อาจารย์สาขาวิชานิเทศน์ศาสตร์กล่าว

นายธีระพลระบุด้วยว่า แม้บทบรรณาธิการจะเสนอทางออกด้วยแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน แต่ตราบใดที่ไม่มองถึงความเป็นจริงที่ชาวอีสานถูกกดทับด้วยอำนาจปืนและอำนาจรัฐประหาร และละเลยที่จะกล่าวถึงสิทธิมนุษยชนและสิทธิการเลือกตั้ง อำนาจสูงสุดคงไม่ใช่อำนาจของประชาชนตามเจตนารมย์ของของคณะราษฎร ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี 2475

ภาพหมู่หลังการเสวนา “อ่านอีสาน: รื้อ สร้าง ทิศทาง” ระหว่างวิทยาบรรยายกับผู้เข้าร่วมเสวนาซึ่งเป็นนักศึกษาสาขาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มรภ.ศรีสะเกษ