ป่าชุมชนบ้านเสม็ดเป็นแหล่งอาหาร แต่ไม่ดึงคนวัยทำงานกลับถิ่น

โดย พัฒนชัย ลิมไธสง

บุรีรัมย์ – ผู้นำชุมชนบ้านเสม็ดชี้การคืนป่าชุมชน 575 ไร่ เป็นการฟื้นความสมบูรณ์เชิงนิเวศและเป็นแหล่งอาหาร ส่วนชาวบ้านเผยป่าชุมชนไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอจึงต้องไปทำงานนอกพื้นที่

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ผู้สื่อข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ดลงพื้นที่ป่าชุมชนบ้านเสม็ด หมู่7 ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์  

ผู้ใหญ่บ้านบ้านเสม็ด พระสงฆ์ และชาวบ้านผู้ดูแลป่า พาผู้สื่อข่าวเดินสำรวจป่าชุมชนบ้านเสม็ด

ความเป็นมาของป่าชุมชนบ้านเสม็ด ในอดีตที่ตั้งหมู่บ้านเป็นป่าหนาทึบ แต่ประมาณพุทธทศวรรษ 2510 การปลูกปอจำหน่ายแพร่หลายในภาคอีสาน คนในชุมชนจึงเข้าไปจับจองแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อทำเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ไม่มีใครในชุมชนถือครองที่ดินเป็นของตัวเอง เนื่องจากพื้นที่ซึ่งถูกจับจองส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

คนในชุมชนได้ขายที่ดินที่ถูกจับจองให้แก่นายทุนคนนอกพื้นที่ผ่านการตกลงแบบปากเปล่า แล้วมีการบุกรุกพื้นที่ป่าชุมชนเพิ่มเติม มีการปรับพื้นที่ให้โล่งเตียนเพื่อปลูกยางพารา และยูคาลิปตัส เป็นต้น

เมื่อปี 2556 ผู้นำชุมชน และคณะกรรมการหมู่บ้านบ้านเสม็ดได้ร่วมกันเสนอแผนปฏิบัติการในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าชุมชน 3 ปี ต่อเทศบาลตำบลหนองเต็ง แต่โครงการดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณาบรรจุเป็นวาระของชุมชน เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่ายังไม่มีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชน

ระหว่างปี 2557 – 2558 นายอุทิศ ทาหอม อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้ลงพื้นที่บ้านเสม็ด และทำวิจัยในชุมชน เรื่อง “กระบวนการสร้างศักยภาพชุมชนจัดการตนเองบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าชุมชนริมลำน้ำชีของชุมชนบ้านเสม็ด ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์” จนสำเร็จในปี 2559

ผลลัพธ์จากงานวิจัยคือ คนในชุมชนและนายทุนภายนอกได้คืนพื้นที่ให้เป็นป่าชุมชน โดยการจับจองและซื้อขายที่ดินนั้นไม่ถูกกฎหมายแต่แรก

กลุ่มผู้นำบ้านเสม็ดได้ประกาศพื้นที่ “ป่าชุมชน” ในปี 2559 และทวงคืนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจากชาวบ้านและนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่าริมลุ่มน้ำลำชี ทำให้สัญญาการซื้อขายที่ดินที่ผ่านมาเป็นโมฆะ เพราะเป็นที่ดินที่ไม่สามารถซื้อขายได้แต่ต้น แล้วจัดการป่าให้กลับมาสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับหมู่บ้านอีกครั้ง

เทศบาลตำบลหนองเต็งยังได้ขอความร่วมมือจากชุมชนบ้านเสม็ดให้เป็นชุมชนต้นแบบ “ป่าชุมชน” ในระดับตำบล โดยในตำบลหนองเต็งนี้ มีป่าชุมชนบ้านจานเป็นพื้นที่ต้นแบบมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ป่าชุมชนบ้านเสม็ดได้รับธงพระราชทาน “พิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่  2 ตุลาคม 2558

เทศบาลตำบลหนองเต็งยังต้องการขยายพื้นที่ป่าชุมชนของชุมชนบ้านเสม็ดและชุมชนบ้านจานซึ่งอยู่ติดกันให้เป็นพื้นที่ป่าเดียวกัน และผลักดันชุมชนบ้านเสม็ดให้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการด้วยตนเองบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน

นางบุญยัง หวังอยู่ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเสม็ด วัย 39 ปี เล่าว่า ตั้งแต่ชุมชนได้พื้นที่ป่า 575 ไร่คืนมา เมื่อปี 2559 ความอุดมสมบูรณ์ก็กลับคืนสู่ป่า และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนจำนวน 584,775 บาทต่อปี [ตัวเลขจากการศึกษาคำนวณเมื่อปี 2557 จากงานวิจัยของอุทิศ ทาหอม]

“ป่าชุมชนทำให้ชาวบ้านได้ของมาทำอาหาร ลดรายจ่าย และสร้างรายได้กับคนในชุมชน” นางบุญยังกล่าว

นายทิฆัมพร ธุพันธ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสม็ด กับหน่อไม้ที่ตัดจากป่าชุมชนบ้านเสม็ด

นายทิฆัมพร ธุพันธ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสม็ด บอกว่า การคืนผืนป่าชุมชนส่งผลให้ป่ากลับอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านสามารถพบเห็นไก่ป่าและกระต่ายได้บ่อย ส่วนเสือปลา ชะมด และพังพอน พบเห็นอยู่บ้าง และยังมีปลาน้ำจืดหลากสายพันธ์ุ ส่วนพืชที่เป็นแหล่งอาหารก็มีตั้งแต่เห็ดป่า เห็ดละโงก เห็ดโคน ไปจนกระทั่งมันเทียน มันแซง และดอกกระเจียว

นายหนึ่งเทพ หวังอยู่ ศิลปินรับจ้างวัย 35 ปี กล่าวว่า ตนเข้าไปเก็บเห็ดในป่าชุมชนเพื่อเป็นอาหารเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้มีรายได้จากป่าชุมชน รายได้หลักของตนมาจากการเล่นดนตรี ทั้งรับงานรถแห่เล่นดนตรี งานสำคัญต่างๆ ช่วงไหนไม่มีงานก็มาช่วยงานวัดเช่นในวันนี้

ข้อมูลทะเบียนราษฎร์พบว่า คนในบ้านเสม็ดมีทั้งหมด 201 ครัวเรือน มีประชากร 849 คน แต่นางบุญยังให้ข้อมูลว่า มีคนที่อาศัยอยู่ที่บ้านเพียงกว่า 300 คน ส่วนอีกกว่า 500 คน ต้องทิ้งบ้านทิ้งนา ปล่อยลูกปล่อยหลานให้อยู่กับตาและยาย คนเหล่านี้จะกลับมาในช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้น

พระพงษ์วิทย์ กิติมโน อายุ 30 ปี จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านเสม็ดมา 2 ปี พาผู้สื่อข่าวเดินเข้าป่าชุมชน และกล่าวว่า คนหนุ่มคนสาวไปทำงานในที่กรุงเทพฯ แถวบ้านจึงเหลือแต่เด็กและคนชรา

สาเหตุที่คนไปทำงานที่กรุงเทพฯ พระพงษ์วิทย์ตอบว่า “อยู่บ้านมันเหงา รายได้ก็ไม่มี บางคนก็ฐานะทางบ้านไม่ดี”

พระพงษ์วิทย์เสริมว่า จริงๆ แล้วหลายคนก็อยากกลับบ้าน เพราะบางครั้งถูกเจ้านายด่า ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำงานแล้วไม่สบายใจ แต่ไม่ไปทำงานก็ไม่ได้ เพราะมีภาระที่ต้องใช้จ่าย

“ไม่กี่วันมานี้ เพื่อนหลวงพี่ก็เพิ่งเดินทางออกจากบ้านไปทำงานหาเงินที่กรุงเทพฯ”

พระสงฆ์และคนงานก่อสร้างนั่งพักผ่อน หลังทำงานก่อสร้างภายในวัดบ้านเสม็ด

นายวงจันทร์ ชอระชาญ ชาวบ้านเสม็ด อายุ 49 ปี บิดาพระวินัส ชอระชาญ กำลังฉาบปูนห้องน้ำวัด กล่าวว่า การทำงานอยู่บ้านอย่างเดียวไม่พอเลี้ยงชีพ เมื่อทำนาน้ำก็ท่วม จึงต้องไปหางานรับจ้างก่อสร้าง แถวย่านถนนรามอินทรา กรุงเทพฯ เพื่อส่งเงินมาให้ลูกได้เรียนหนังสือ ช่วงนี้ได้กลับมาอยู่บ้านเพราะลูกชายกลับมาบวชพระ ตนจึงต้องกลับมา โดยจะกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตนจะกลับมาบ้านอีกครั้งช่วงปีใหม่และช่วงพิธีแซนโฎนตา (วันสารทขแมร์ ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10)

พระวินัส ชอระชาญ อายุ 26 ปี เพิ่งบวชพระได้ไม่นานกำลังช่วยหิ้วกระป๋องปูนช่วยโยมพ่อ เล่าว่า ก่อนกลับบ้านเพื่อมาอุปสมบท ตนทำงานอยู่ที่โรงงานเย็บผ้าแถวบางพลี จ.สมุทรปราการ คุมเครื่องจักรเย็บผ้าที่โรงงานผ้าห่ม ได้เงินเดือน 18,000 บาท

ป่าชุมชนบ้านเสม็ดมีที่ตั้งขนานไปลุ่มน้ำลำชี (ลำชีคือสาขาของแม่น้ำมูล ไม่ใช่แม่น้ำชี) ที่เป็นเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างจ.บุรีรัมย์กับจ.สุรินทร์

พัฒนชัย ลิมไธสง ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสาน ของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2561 โดยบังเอิญจากคำแนะนำของเพื่อน ที่เห็นว่าเราชอบเขียนและเล่าเรื่องราวต่างๆ ไว้ในไดอารี่และเขียนโน้ตในเฟซบุ๊กตัวเอง เพื่อแชร์ความทรงจำและความประทับใจไว้  จึงแนะนำให้มาสมัครและก็มีโอกาสดีๆ ในการเขียนข่าวในครั้งนี้