ชาวบำเหน็จณรงค์ฟ้องศาลเลิกอีไอเอโรงไฟฟ้า

นครราชสีมา – กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกรายงานอีไอเอโรงไฟฟ้าถ่านหิน ครั้งที่ 4 ซึ่งไม่ได้จัดทำตามขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้คัดค้าน ที่หวั่นเกรงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจตามมา

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2561 บริเวณศาลปกครองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ตัวแทนประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จำนวนประมาณ 40 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โครงการเหมืองแร่โปแตชและเกลือหิน ของบริษัทอาเซียนโปแตชชัยภูมิจำกัด (มหาชน)ในพื้นที่กว่า 9,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ต.หัวทะเล และต.บ้านเพชร อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ รวมตัวกันเข้ายื่นเอกสารคำฟ้องคดีโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อศาลปกครองนครราชสีมา

ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเน็จณรงค์จำนวน 82 คน ยื่นฟ้องคดีปกครองต่อ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ ผู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อโครงการเหมืองแร่โปแตซและเกลือหิน ในพื้นที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ชูป้ายคัดค้านโครงการ ที่หน้าศาลปกครองนครราชสีมา เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2561

เนื่องจากผู้ถูกฟ้องทั้ง 5 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาและอนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของบริษัททีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ที่จัดทำขึ้นในเวทีรับฟังความเห็นประชาชนเรื่องการเปลี่ยนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (กะลาลูกปาล์ม) เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2560 ซึ่งเป็นการจัดทำรายงานอีไอเอ ครั้งที่ 4 หลังรายงานอีไอเอครั้งที่ 1 – 3 เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ผ่านความเห็นชอบจาก คชก. และ สผ. เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ากระบวนการทำอีไอเอ ครั้งที่ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 กลับเห็นชอบรายงานอีไอเอดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2560 ผู้ฟ้องคดีต้องการให้ศาลปกครองพิจารณาเพิกถอนรายงานอีไอเอฉบับดังกล่าว และพิจารณาลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ ในข้อหาใช้อำนาจปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีการพิจารณารายงานอีไอเอ ตามมาตรา 48 และ 49 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

เบื้องต้นศาลศาลปกครองนครราชสีมารับเอกสารคำฟ้อง แล้วจะแจ้งให้ทราบภายใน 15 วันว่า ศาลจะรับฟ้องคดีนี้หรือไม่

นายทวีป สุขพล สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ ต้องการให้ศาลปกครองเพิกถอนรายงานอีไอเอครั้งที่ 4 ของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เนื่องจากการทำรายงานไม่มีความเห็นของกลุ่มต่อต้านและบริษัทผู้จัดทำรายงานยังปิดกั้นการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ต่อต้าน

ชาวบำเหน็จณรงค์ยันทำอีไอเอไม่ชอบ

นายทวีป สุขพล ชาวบ้านปิง ต.บ้านเพชร อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และเป็นตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ ที่เข้ายื่นเอกสารคำฟ้องคดี กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้รายงานอีไอเอ ครั้งที่ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องการให้ศาลปกครองพิจารณาเพิกถอนรายงานฉบับดังกล่าว เนื่องจากการทำรายงานอีไอเอ ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2560 ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากบริษัทไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้คัดค้านโครงการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น ผลกระทบเรื่องกลิ่น มลพิษทางอากาศ เขม่าควันจากการเผาไหม้ เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดประตูทางเข้า – ออกห้องประชุม จนในที่สุดรายงานอีไอเอผ่านความเห็นชอบจาก คชก. และ สผ.

“บริษัทไม่ทำตามกฎหมาย ทั้งเรื่องการเปลี่ยนถ่านหินเป็นกะลาปาล์ม ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของโครงการ” นายทวีปกล่าวและว่า บริษัทควรรับฟังความเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของกะลาปาล์มจากคนหลายฝ่าย

นายทวีปกล่าวอีกว่า หลังจากรายงานอีไอเอฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจาก คชก. และ สผ. สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ได้ทำหนังสือถึง สผ. เพื่อขอรายงานอีไอเอครั้งที่ 4 หลังจากได้อ่านรายงานอีไอเอ จึงพบว่า มีการนำข้อมูลการรับฟังความเห็นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งจัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2558 มาแนบในรายงานอีไอเอครั้งที่ 4 ด้วย โดยเฉพาะสาระสำคัญเกี่ยวกับความต้องการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินยังมีอยู่ และมีการเพิ่มเติมเนื้อหาความเห็นเกี่ยวกับการใช้เชื้อเพลิงจากกะลาปาล์มบางส่วนเข้าไปในช่วงท้ายของรายงาน ทำให้คาดเดาได้ว่าบริษัทอาจจะนำเอาถ่านหินกลับมาเป็นเชื้อเพลิง

“ถ้าบริษัทจะเปลี่ยนเชื้อเพลิงควรทำกระบวนอีไอเอใหม่ทั้งหมด” นายทวีปกล่าว

สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเน็จณรงค์ผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่ากลุ่มพวกตนได้เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จนทำให้บริษัทตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงแล้ว ก็ยังถือว่าไม่ใช่ชัยชนะของกลุ่ม เพราะมติของกลุ่มคือไม่ต้องการให้มีโครงการโรงไฟฟ้าทุกประเภทเกิดขึ้นในพื้นที่ เนื่องจากกังวลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้า

นางสาวชฎาพร ชินบุตร ผู้ช่วยทนายความของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ กล่าวว่า กระบวนการทำรายงานอีไอเอควรรับฟังความเห็นประชาชนทั้งสองฝ่าย

นางสาวชฎาพร ชินบุตร ผู้ช่วยทนายความกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์กล่าวว่า รายงานอีไอเอฉบับนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ขณะที่กฎหมายระบุว่าการรับฟังความเห็นต้องรอบด้านและทุกฝ่าย

“พี่น้องฝ่ายคัดค้านก็ควรมีสิทธิเข้าแสดงความเห็นเรื่องข้อเสียและผลกระทบจากกะลาปาล์มเช่นกัน” นางสาวชฎาพร

นางสาวชฎาพรกล่าวอีกว่า ถึงแม้บริษัทบอกว่าได้เปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นชีวมวลแล้ว แต่ตนและผู้คัดค้านคิดว่าเป็นแค่คำกล่าวอ้าง เนื่องจากไม่มีการระบุในรายงานอีไอเอว่า จะไม่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เมื่อคนในกลุ่มประชุมกันจึงได้ข้อสรุปว่า ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้พิจารณาเพิกถอนรายงานอีไอเอ และถ้าบริษัทจะเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นกะลาปาล์ม บริษัทก็ควรจัดทำรายงานอีไอเอเชื้อเพลิงกะลาปาล์มใหม่ตามขั้นตอนทางกฎหมายตั้งแต่ต้น ซึ่งก็หมายความว่าต้องจัดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนใหม่ด้วย

นางสุวรรณี ศรีสูงเนิน ชาวบ้านหัวสระ ต.หัวทะเล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ บริเวณก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ออกมาคัดค้านเพราะกังวลผลกระทบต่อชุมชน

นางสุวรรณี ศรีสูงเนิน เกษตรกรผู้ปลูกพริก ซึ่งพักอาศัยที่บ้านหัวสระ ต.หัวทะเล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หนึ่งในผู้ฟ้องคดี กล่าวว่า เหตุผลที่ตนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเนื่องจากกังวลว่า ถ้าหากมีโรงไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้ากะลาปาล์มจะเกิดผลกระทบต่อชุมชน เช่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอากาศ อากาศจะเกิดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า โดยตนเคยเห็นตัวอย่างผลกระทบในอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง จากในข่าว

“ทุกวันนี้แค่เขม่าควันจากการเผาขยะ เผาเศษไม้ เศษหญ้าที่หมู่บ้านเราก็ได้กลิ่นเหม็น เห็นฝุ่นละอองลอย ลองคิดดูถ้าเป็นการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ฝุ่นละอองจะมีขนาดไหน” นางสุวรรณีกล่าว

เกษตรกรปลูกพริกผู้นี้กล่าวว่า ความกังวลผลกระทบจากโรงไฟฟ้าอีกอย่างคือ น้ำฝนอาจมีสิ่งปนเปื้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้คนในชุมชนไม่สามารถใช้น้ำฝนเพื่อการบริโภคและเพาะปลูกได้

ความเป็นมาของการคัดค้านโรงไฟฟ้า

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเน็จณรงค์ เริ่มเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม มาตั้งแต่กลางปี 2558 หลังกระทรวงอุตสาหกรรมมอบประทานบัตรให้แก่บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด เพื่อทำเหมืองแร่โปแตช ระยะเวลา 25 ปี เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2558 หลังจากโครงการนี้หยุดชะงักมากกว่า 30 ปี

ที่ผ่านมา กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเน็จณรงค์กังวลว่า หากเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและโครงการทำเหมืองแร่โปแตซจะเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ ดินเค็ม และภาคอุตสาหกรรมแย่งน้ำจากภาคการเกษตร เป็นต้น

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ เริ่มรวบรวมรายชื่อคนในพื้นที่เพื่อคัดค้านโครงการ และยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยภูมิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมืองแร่โปแตช

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2558 กลุ่มได้ยื่นหนังสือถึงตัวแทนเอกอัครราชทูตในประเทศกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บูรไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ร่วมถือหุ้นในบริษัทเพื่อให้พิจารณายกเลิกโครงการ

ระหว่างปี 2588 – 2559 เจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ปิดกั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคัดค้าน โดยอ้าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และอ้างถึงอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2557 (ม.44) เช่น เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2558 ทหารสั่งให้สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ถอดเสื้อที่มีข้อความคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยอ้างถึงพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ และ ม.44 ระหว่างการประชุมคณะกรรมการเฝ้าระวังติดตามความคิดเห็นของประชาชนต่อการประกอบกิจการบริษัทเหมืองแร่ฯ  

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2559 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเรียกตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ไปพบด่วน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการจัดงานทอดผ้าป่าเพื่อระดมทุนทำกิจกรรมคัดค้านโรงไฟฟ้า โดยเจ้าหน้าที่ขอให้ยุติการทำกิจกรรมเพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงชองชาติ

รวมถึงกรณีที่ผู้ใหญ่บ้านและกำนันในพื้นที่ข่มขู่ประชาชนที่ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าว่า ถ้าใครออกมาคัดค้าน หากมีโครงการใดๆ ของรัฐลงมาในพื้นที่ อาทิ เงินชดเชยภัยแล้ง น้ำท่วม เงินกองทุนหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านและกำนันจะไม่ดำเนินการให้กับคนที่คัดค้านโรงไฟฟ้า