ทหารระบุจับ “ไนซ์ ดาวดิน” เพราะชูป้ายค้าน รปห.

ขอนแก่น – ทหารให้การจับ “ไนซ์ ดาวดิน” เพราะชูป้ายคัดค้านรัฐประหาร เป็นการชุมนุมทางการเมือง 5 คน ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ด้าน “ไนซ์ ดาวดิน” ชี้คดีนี้เป็นผลงานของ คสช. ที่ปิดกั้นเสรีภาพ แนะคสช.ลาออกแล้วจัดการเลือกตั้ง หวังรัฐบาลใหม่แก้รัฐธรรมนูญและล้มยุทธศาสตร์ชาติ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2561 ศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) ค่ายศรีพัชรินทร จ.ขอนแก่น นัดสืบพยานโจทก์ปากแรก คดีชูป้ายคัดค้านรัฐประหาร อัยการศาลทหาร มทบ.23 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ หรือ “ไนซ์ ดาวดิน” เจ้าหน้าที่ภาคสนามของศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม และอดีตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น “กลุ่มดาวดิน” ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ฐานร่วมกันชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กรณีนักศึกษากลุ่มดาวดิน 7 คน จัดกิจกรรมชูป้ายคัดค้านการรัฐประหาร เนื่องในวันครบ 1 ปี การทำรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558

นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ “ไนซ์ ดาวดิน” กล่าวหลังการพิจารณาคดีว่า รัฐบาล คสช.เป็นรัฐบาลเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ เพราะปิดกั้นสิทธิเสรีภาพประชาชน คดีที่ตนได้รับก็เป็นผลงานรัฐบาลเผด็จทหาร คสช.

การสืบพยานโจกท์นัดนี้มี 1 ปาก คือ ร.อ.อภินันท์ วันเพ็ชร ผู้บังคับกองร้อยทหารสารวัตร มทบ.23 ปากที่ 2 ที่ร่วมจับกุมนายภานุพงศ์และพวก เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 หลังจากพยานโจท์ปากที่ 1 คือ พ.อ.สุรศักดิ์ สำราญบำรุง หัวหน้ากองข่าว มทบ.23 เบิกความต่อศาลเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2561 แต่ทนายความจำเลยยังไม่ถามค้าน

ร.อ.อภินันท์เบิกความว่า ตนเกี่ยวข้องกับคดีนี้เนื่องจากเป็นผู้ร่วมจับกุมกลุ่มนักศึกษาทั้ง 7 คน ที่จัดกิจกรรมชูป้ายคัดค้านการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น ร่วมกับพ.อ.สุรศักดิ์ สำราญบำรุง หัวหน้ากองข่าว มทบ.23 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น

ร.อ.อภินันท์กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 ก่อนเวลา 13.00 น. ตนได้รับแจ้งจากหน่วยกองข่าวของ มทบ.23 ว่าจะมีกลุ่มนักศึกษามาจัดกิจกรรมชูป้ายคัดค้านการรัฐประหาร ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นผู้บัญชาการ มทบ.23 มีคำสั่งให้ตนจัดกำลังสารวัตรทหารไปเฝ้าสังเกตการณ์การทำกิจกรรมของนักศึกษาร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น  

“เมื่อผมกับสารวัตรทหารไปถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผมได้สั่งให้สารวัตรทหารวางกำลังโดยรอบบริเวณอนุสาวรีย์ฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองขอนแก่น” ร.อ.อภินันท์กล่าว

ผู้บังคับกองร้อยทหารสารวัตร มทบ.23 ผู้นี้กล่าวอีกว่า เวลา 13.00 น. มีกลุ่มนักศึกษาจำนวน 7 คน เดินทางมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นกลุ่มนักศึกษาได้ชูป้ายผ้าสีขาวหลายผืน ในป้ายผ้ามีข้อความเขียนไว้ว่า คัดค้านรัฐประหาร ต่อต้านเหมืองแร่เมืองเลย ไม่เอาเหมืองแร่เถื่อนเมืองเลย คัดค้าน ม.นอกระบบ เป็นต้น ตนและสารวัตรทหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวเข้าจับกุมโดยบอกให้นักศึกษาทั้งหมดหยุดการกระทำ เพราะผ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ฐานร่วมกันชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมดแสดงตัวเข้าจับกุม มีสื่อมวลชนจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสบันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะจับกุมไว้ด้วย

ร.อ.อภินันท์กล่าวอีกว่า นักศึกษาไม่หยุดการกระทำ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจจึงยึดป้ายผ้า และได้เชิญตัวนักศึกษาขึ้นรถทหารแล้วนำไปค่ายทหาร มทบ.23 เพื่อให้นักศึกษาทั้งหมดเข้ารับการปรับทัศนคติ แต่นักศึกษาทั้งหมดไม่ยอมเข้ารับการปรับทัศนคติ

ร.อ.อภินันท์กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อนักศึกษาทั้งหมดไม่ยอมรับการปรับทัศนคติ ตนจึงส่งมอบตัวนักศึกษาทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น รวมถึงส่งมอบป้ายผ้าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป

หลัง ร.อ.อภินันท์เบิกความต่อหน้าตุลาการศาลทหาร มทบ.23 นายศุภณัฐ บุญสดและนายพัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความจำเลย ได้แถลงต่อตุลาการศาลทหารว่า จะขอถามค้านพยานโจทก์ พร้อมกัน 3 คนในนัดหน้า หลังจากพยานโจทก์อีก 1 ปาก คือ ร.ต.อ.นรวัฒน์ คำภิโล พยานโจทก์ปากที่ 3 ผู้ร่วมจับกุมนายภานุพงศ์กับพวกเบิกความแล้วเสร็จ ซึ่งศาลอนุญาตแล้วนัดสืบพยานโจทก์นัดหน้าในวันที่ 5 ก.ย. 2561 เวลา 9.00 น. ที่ศาลทหาร มทบ.23 จ.ขอนแก่น

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาคดีในศาล นายภานุพงศ์กล่าวกับเดอะอีสานเรคคอร์ดถึงการที่ คสช. ปกครองประเทศครบ 4 ปีว่า คดีความที่ตนได้รับถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาล คสช. เป็นรัฐบาลเผด็จการที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยสากลที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้กับหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน

“สำหรับผม 4 ปีที่ คสช. ปกครองประเทศ คสช. ออกกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจำนวนมาก ทำให้เห็นว่า รัฐบาล คสช. คือรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างเต็มรูปแบบ” นายภานุพงศ์กล่าว

นายภานุพงศ์กล่าวอีกว่า คสช. เป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ผ่านการเลือกตั้ง จึงทำให้รัฐบาล คสช. ไม่จำเป็นต้องสนใจความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องอะไร

“ต่างจากรัฐบาลเลือกตั้งที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน หากจะดำเนินนโยบายหรือออกกฎหมายอะไร ต้องคำนึงว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดหรือไม่” นายภานุพงศ์กล่าว

อดีตนักศึกษากลุ่มดาวดินกล่าวทิ้งท้ายว่า หมดเวลาการบริหารประเทศโดยรัฐบาล คสช. แล้ว คสช. ควรลาออกและจัดเลือกตั้งอย่างเร็วที่สุด ตนไม่ได้หวังว่าใครจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ตนอยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และรัฐบาลชุดหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และยกเลิกกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นผลจากการกระทำของ คสช. เพราะกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ทำให้ คสช. สามารถมีอำนาจทางการเมืองของประเทศต่อไปได้อีก 20 ปี

“ถ้าได้รัฐบาลใหม่ ผมต้องการให้รัฐบาลชุดนั้นแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ล้มยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่เปิดทางให้ คสช. สืบทอดอำนาจ ถ้าไม่ทำสุดท้ายประเทศก็จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของ คสช. เหมือนเดิม” นายภานุพงศ์กล่าว

นายภานุพงศ์ถูกอายัดตัวในคดีชูป้ายคัดค้านรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2560 หลังจากศาลทหาร มทบ.23 นัดสอบคำให้การนายภานุพงศ์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีพูดเพื่อเสรีภาพ

นายภานุพงศ์เป็นจำเลยคนที่ 2 ในคดีนี้ที่ถูกอัยการศาลทหาร มทบ.23 ยื่นฟ้องต่อจากนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” จำเลยที่ 1 โดยคดีนายภานุพงศ์ถูกแยกเป็นอีกคดี เนื่องจากช่วงที่นายภานุพงศ์ถูกจับกุม นายจตุภัทร์ได้เข้าสู่กระบวนการศาลจนถึงขั้นตอนการสืบพยานโจทก์เป็นปากที่ 4 แล้ว