เอ็นจีโออีสานเห็นต่างคสช.ทำประเทศถอยหลัง

โดยกองบรรณาธิการ

ขอนแก่น – ที่ปรึกษา กป.อพช. อีสาน ระบุ คสช.ทำให้ประเทศถอยหลังและใช้อำนาจละเมิดประชาชน พร้อมแนะถ้าจริงใจแก้ปัญหาอีสานต้องเริ่มจากการรับฟัง ด้านนักพัฒนาอาวุโส จ.ขอนแก่น เผย คสช.เข้ามายุติความขัดแย้งไม่ให้เกิดความสูญเสีย แต่รับมีการละเมิดเสรีภาพแต่เพื่อสร้างความสงบ

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ยึดอำนาจการปกครอง แล้วประกาศตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีตัวเองเป็นหัวหน้า คสช. จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แรกเริ่มหัวหน้า คสช.สัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2558 แต่การเลือกตั้งถูกเลื่อนหลายครั้ง ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์บอกว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 เดอะอีสานเรคคอร์ดถ่ายทอดความคิดเห็นของคนอีสานต่อสถานการณ์ 4 ปีหลังการรัฐประหาร

นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ที่ปรึกษากป.อพช. ภาคอีสาน เชื่อว่า คสช.ใช้อำนาจควบคุมสิทธิเสรีภาพประชาชน และกดทับความขัดแย้ง

นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ที่ปรึกษากป.อพช. ภาคอีสาน เชื่อว่า คสช.ใช้อำนาจควบคุมสิทธิเสรีภาพประชาชน และกดทับความขัดแย้ง

ที่ปรึกษา กป.พอช. เผยประเทศถอยหลังและสูญเปล่า

นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ อายุ 48 ปี ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคอีสาน กล่าวว่า หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินครบ 4 ปี ประเทศไทยไม่ได้ก้าวหน้าแต่กลับถอยหลัง เนื่องจากรัฐได้ใช้อำนาจเกินขอบเขต เช่น การควบคุมสิทธิเสรีภาพประชาชนในการชุมนุม

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า สี่ปีที่ผ่านมาเป็นเวลาที่สูญเปล่า ช่วงที่ผ่านมามีการจัดลำดับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องถอยหลัง เนื่องจากทำให้ฝ่ายรัฐและฝ่ายราชการมีอำนาจเพิ่มขึ้น ส่วนประชาชนไม่ได้อำนาจเพิ่มขึ้น

“แต่เดิมประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงาน[ของรัฐบาล]ได้ แต่ทุกวันนี้ทำอะไรไม่ได้เลย” นายสุวิทย์กล่าว

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า ยังพบความพยายามของ คสช. ในการสร้างเครือข่ายของกลุ่มการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในครั้งต่อไปซึ่งจะทำให้เกิดวังวนของการเมืองรูปแบบเดิม

การยึดอำนาจเพื่อเข้ามาปฏิรูปและการยุติความขัดแย้ง คือเหตุผลหรือข้ออ้าง นายสุวิทย์ กล่าวว่า “มันคือเหตุผลของเขาที่นำมาสู่การอ้างเข้ามากระทำการใช่ไหม” เมื่อพิจารณาถึง แผนการปฏิรูปประเทศ ทั้ง 11 ด้าน ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 จะพบว่า เป็นแผนที่ไม่สามารถนำมาสู่การปฏิบัติได้จริงและเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

“คุณเข้ามาเพื่อทำให้ประเทศมันหยุดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย แล้วคุณบอกว่าจะปฏิรูป แต่มันไม่ได้ไปไหน” นายสุวิทย์กล่าว

ที่ปรึกษา กป.อพช. อีสานผู้นี้ กล่าวว่า คสช.ไม่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระดับรากฐาน เพียงแต่ใช้อำนาจกดทับไว้ ความขัดแย้งคือเรื่องของความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้

กฎหมายและการเข้าถึงทรัพยากร

นายสุวิทย์กล่าวถึงช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา หลังภาคอีสานเกิดปัญหาขึ้นหลายกรณีจากนโยบายของรัฐบาล อาทิ ปัญหาจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ข้าวราคาตก อ้อยล้นตลาด และการสำรวจเหมืองแร่โปแตชว่า ทิศทางการพัฒนาของรัฐเอื้อต่อทุนและกลุ่มผลประโยชน์ เช่น เรื่องของน้ำตาล ถ้าพิจารณาโครงสร้างของคณะทำงานสานพลังประชารัฐ จะพบว่ามีกลุ่มทุนน้ำตาลเข้าไปเป็นกรรมการ เพราะฉะนั้นจึงมีการผลักดันการปลูกอ้อยและสร้างโรงงานน้ำตาลในหลายพื้นที่ จึงส่งผลกระทบต่อชุมชนจำนวนมาก (บริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด ดำเนินโครงการประชารัฐ ด้วยการปลูกอ้อยแปลงใหญ่ หรืออ้อยประชารัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ซึ่งเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรจากแบบพอเพียงเป็นแบบลงทุน ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและมีปัญหาหนี้สิน เช่นเดียวกับที่จ.มหาสารคาม – ผู้เขียน)

“ทุกวันนี้รัฐไม่มีความจริงใจที่จะรับฟังและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง” นายสุวิทย์กล่าว

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า ตัวอย่างของความไม่จริงในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ เมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในหลายจังหวัด ประชาชนผู้ได้รับความเดือนร้อนไม่สามารถเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้ แต่ประชาชนกลับถูกกีดกันให้ไปยื่นหนังสือผ่านช่องทางอื่น เช่น กลุ่มพลังมวลชนถูกกัดกันไม่ให้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จ.บุรีรัมย์

ที่ปรึกษา กป. อพช. อีสาน ผู้นี้ระบุว่า การแก้ปัญหาในภาคอีสานต้องเริ่มต้นจากการรับฟังการบอกเล่าว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร

“คือถอยออกมาซะ ไม่ใช่เข้าไปจัดการไล่คนออกจากป่า แล้วบอกว่าจะแก้ไขปัญหา เพิ่มพื้นที่ป่า” ที่ปรึกษา กป. อพช. อีสาน ผู้นี้กล่าว

เอ็นจีโอเห็นพ้องอยากเลือกตั้ง-ไม่เอาม.44

ที่ปรึกษา กป.อพช. อีสานผู้นี้ กล่าวถึงความขัดแย้งของระหว่างนักกิจกรรมในองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ว่า 4 ปีที่ผ่านมาเอ็นจีโอมีความร่วมมือกันอยู่ แม้จะมีความคิดทางการเมืองที่ไม่ตรงแต่ก็ไม่พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง ส่วนความคิดร่วมของเอ็นจีโอต่อการดำรงอยู่ของ คสช. คือ เอ็นจีโอเห็นตรงกันว่าควรเลือกตั้งได้แล้ว แต่นักกิจกรรมคงไม่ออกมารวมตัวกันเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง อีกเรื่องที่เห็นตรงกันคือการคัดค้านการใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2557 (อำนาจที่ให้หัวหน้า คสช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ในด้านนิติบัญญัติ บริหาร และศาล) ถ้า คสช. ใช้อำนาจดังกล่าว นักกิจกรรมทุกฝ่ายจะไม่เห็นด้วย เช่น การขัดขวางกิจกรรม We Walk เดินมิตรภาพ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่วนการปฏิรูปประเทศ ช่วงหลังรัฐประหาร มีนักกิจกรรมบางคนเข้าร่วม แต่ผ่านเข้าสู่ปีที่ 4 นักกิจกรรมได้ถอนตัวออกมา เพราะพบว่าการปฏิรูปไม่มีประโยชน์

นายสุวิทย์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะจัดการเลือกตั้งเมื่อรัฐบาลมีความพร้อมที่จะชนะการเลือกตั้ง ส่วนที่รัฐบาลยังไม่พร้อมเนื่องจากยังดึงนักการเมืองมาสนับสนุนไม่เพียงพอ

“ดูดไม่พอมั๊ง คือเขาคิดว่าถ้าเลือกตั้ง เขาไม่ชนะ เขาอาจจะยังไม่พร้อม” นายสุวิทย์กล่าวและบอกว่า ไม่ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เพราะไม่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีคนนอก (นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง)

นายสมภพ บุนนาค (71 ปี) นักพัฒนาอาวุโส จ.ขอนแก่น ยังเห็นความจำเป็นในการยึดอำนาจของคสช.เพื่อป้องกันความสูญเสีย

นักพัฒนาอาวุโสชี้ คสช.ทำให้ไร้ขัดแย้งชั่วคราว

นายสมภพ บุนนาค นักพัฒนาอาวุโส จ.ขอนแก่น และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ตอนสังคมไทยภายใต้การปกครองของ คสช.เกิดความสงบขึ้น ไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนอย่างในอดีต โดยช่วง 4 ปีที่ผ่านมาไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ คสช.เข้ามาจัดระเบียบสังคมใหม่แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบมาก เพราะความขัดแย้งทางการเมืองเพียงแค่ยุติลงชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ยังดีที่บ้านเมืองสงบขึ้น

นายสมภพกล่าวอีกว่า คสช.ใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อยุติความขัดแย้ง และคสช. สามารถปกครองโดยการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งแตกต่างจากยุคการเมืองก่อนหน้านั้นที่ระบบกฎหมายบังคับใช้ไม่ได้ ระบบกฎหมายอ่อนแอ ส่งผลให้ระบบกลไกการทำงานของรัฐทำทำงานต่อไปได้

นายสมภพบอกว่า การเข้ามาของ คสช.ไม่สูญเปล่า อยากให้ลองคิดดูถ้าไม่มีการยึดอำนาจสังคมไทยอาจเกิดสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งอาจจะทำให้เกิดความสูญเสียมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“ต้องยอมรับว่าก็มีคนเสียประโยชน์จากการปกครองประเทศของ คสช.” นักพัฒนาอาสุโสผู้นี้กล่าว

นักพัฒนาอาวุโสผู้นี้เปิดเผยว่า มีคนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์ได้แก่ นักการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนักสิทธิมนุษยชน เนื่องจาก คสช. ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางการเมือง

“ผมเชื่อว่า คสช. ไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนมากไปกว่าความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ” นักพัฒนาอาวุโสกล่าว

ส่วนผลงานของ คสช.ในรอบ 4 ปีที่มา นายสมภพระบุว่า ผลงานที่เห็นผลชัดเจนคือรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ผลงานนี้คือเรื่องแรกที่ คสช.ทำสำเร็จ นอกจากนั้นคือผลงานด้านการปฏิรูป

คสช.ดูดนักการเมืองไม่ใช่เรื่องแปลก

ความเคลื่อนไหวของพล.อ.ประยุทธ์เพื่อดึงนักการเมืองรุ่นเก่าเข้ามาสนับสนุน นายสมภพระบุว่า คิดว่าไม่แปลก ถ้าพล.อ.ประยุทธ์จะลงสนามการเมืองในปีหน้าก็ต้องคาดหวังชนะการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ต้องหาพรรคการเมืองมาสนับสนุน อีกทั้ง นักการเมืองที่พล.อ.ประยุทธ์ไปพบต่างมีประสบการณ์ทางการเมือง มีฐานเสียงสนับสนุน และมีผลงานทางการเมือง อาทิ การแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง

“หากพล.อ.ประยุทธ์ได้จับมือกับพวกเขา รวมพลังกัน โอกาสที่จะชนะทางการเมืองก็มีสูง” นายสมภพกล่าว

นายสมภพกล่าวอีกว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์คิดว่าจะชนะเลือกตั้งก็จะมีการเลือกตั้ง แต่ถ้าคิดว่าจะไม่ชนะก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน ซึ่งในทางการเมืองมันไม่ส่งผลดี เพราะเป็นการยืดเวลาเลือกตั้งเพื่อตัวเอง ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองจะแก้ไขได้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูสถานการณ์หลังการเลือกตั้งต่อไป

นักพัฒนาอาวุโสผู้นี้เปิดเผยว่า กรณีประชาชนในภาคอีสานได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐบาล เกิดจากการที่รัฐบาลไม่มีตัวแทนประชาชนเข้าไปนั่งในสภา จึงไม่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ทำให้ปัญหาจึงไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาสินค้าทางการเกษตรราคาตกต่ำ เป็นต้น