นักศึกษาเชื่อ ปท.ไม่ก้าวหน้าและไม่ต้องการประยุทธ์

โดย จิรสุดา สายโสม และกองบรรณาธิการ

ขอนแก่น/อุบลราชธานี – นักศึกษาสาขาอังกฤษธุรกิจ ม.ขอนแก่น เผยการรัฐประหารไม่ได้ทำให้ประเทศก้าวหน้า และคสช.ขาดความรู้ในการบริหารประเทศ ด้านนักศึกษาสาขาวิชาการสัตวแพทย์ ม.กาฬสินธุ์ พร้อมเลือกตั้งเพราะอยากได้รัฐบาลชุดใหม่ และไม่ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศอีก

เดอะอีสานเรคคอร์ดสำรวจความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ กลุ่มที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 และจะมีโอกาสใช้สิทธิครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2562 ถึงการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ยึดอำนาจการปกครองประเทศครบเวลา 4 ปี ในวันที่ 22 พ.ค. 2561

น.ส.พิชญาพร พึ่งกุศล นักศึกษาสาขาอังกฤษธุรกิจ ม.ขอนแก่น ไม่เห็นความก้าวหน้าในช่วง 4 ปีหลังคสช.ยึดอำนาจ เนื่องจากคสช.ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารประเทศ

นางสาวพิชญาพร พึ่งกุศล อายุ 21 ปี นักศึกษา ชั้นปีที่ 4 สาขาอังกฤษธุรกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า 4 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้ก้าวหน้าในเรื่องใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่การยึดอำนาจของคสช.ไม่สูญเปล่าโดยมีประโยชน์อยู่บ้างคือ การสลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อต้นปี 2557 แต่ผลลัพธ์ของการยึดอำนาจส่วนใหญ่คือเรื่องที่ประเทศเสียผลประโยชน์ เนื่องจาก คสช.ไม่มีความรู้และความเข้าใจในการบริหารประเทศ

นางสาวพิชญาพรกล่าวถึงการเข้ามาปฏิรูปและการยุติความขัดแย้งทางการเมืองว่าเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ เนื่องจากช่วงแรก คสช.ประกาศเวลาสิ้นสุดของการรัฐประหารไว้อย่างชัดเจน แต่กลับขยายเวลาเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ อีกทั้งมีข่าวการทุจริตในรัฐบาล เช่น กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่หากพิจารณาตามรายได้จากเงินเดือนจะพบความไม่เหมาะสมในการครอบครองนาฬิกาหรู

“ยึดอำนาจไปแล้ว ก็ไม่สามารถมีใครโจมตีเขา [คสช.] ได้ เขาจะทำอะไรก็ได้” นางสาวพิชญาพรกล่าว

นักศึกษาสาขาอังกฤษธุรกิจผู้นี้กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าปีหน้าจะไม่มีการเลือกตั้ง แต่ถ้ามีการเลือกตั้ง ตนก็ไม่ทราบว่าจะเลือกใครเพราะสิ้นหวังกับประเทศไทย สิ่งที่ตนต้องการเห็นคือ การเปิดรับคนรุ่นใหม่เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนไปข่างหน้า แทนที่จะมีแต่นักการเมืองสูงวัยอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นายประสิทธิ์ บัวงาม นักศึกษา สาขาวิชาเทคนิคการสัตวแพทย์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร ม.กาฬสินธุ์ เห็นว่า การทำงานของ คสช. มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย

นายประสิทธิ์ บัวงาม อายุ 22 ปี สาขาวิชาเทคนิคการสัตวแพทย์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ชาวตำบลท่าโพธิ์ศรี อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า คณะรักษาความสงบห่งชาติ หรือ คสช. บริหารประเทศมา 4 ปี มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย ส่วนดีคือมีความสงบและไม่มีความขัดแย้ง ส่วนเสียคือด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตนต้องการให้รัฐบาลทำให้ราคาข้าวและยางพาราสูงขึ้น

นายประสิทธิ์เล่าอีกว่า ตนพร้อมมากที่จะเลือกตั้ง เพราะอยากได้รัฐบาลชุดใหม่มาบริหารประเทศ และไม่ว่าสถานการณ์หลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ตนก็ไม่ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กลับมายึดอำนาจอีก และไม่อยากให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกเลย

นางสาวอุบลวัลย์ สุนันทา บัณฑิตคณะเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม ชาวอ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี

นางสาวอุบลวัลย์ สุนันทา ผู้สำเร็จการศึกษาคณะเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ชาวอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เผยว่า อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และอยากให้มีเลือกตั้งเพื่อจะได้มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยไม่ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง

นางสาวอุบลวัลย์เล่าว่า เวลา 4 ปีที่คสช.ยึดอำนาจการปกครองประเทศ ประเทศไทยไม่เกิดการพัฒนาเท่าที่ควร แต่ประเทศกลับแย่ลง อาทิ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2557 อีกทั้ง รัฐบาลไม่เคยสนใจประชาชนที่มีฐานะยากจน แต่กลับกดขี่ข่มเหงประชาชน หลังจากการเลือกตั้ง ตนไม่ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์มายึดอำนาจอีก

นางสาวจิราพร กันหารินทร์ บัณฑิตสาขาสาธารณสุขศาสตร์ ม.อุบลราชธานี ชาวอ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ต้องการให้เศรษฐกิจดีขึ้น และขึ้นเงินเดือนผู้จบชั้นปริญญาตรี

นางสาวจิราพร กันหารินทร์ อายุ 23 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ชาวอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เผยว่า เศรษฐกิจช่วง 4 ปีที่ผ่านมาแย่ลง ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลังมีราคาตกต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุน ในขณะเดียวกันบ้านเมืองสงบสุขดี ไม่มีการก่อม็อบ ไม่มีการประท้วง ไม่มีการเผาบ้านเผาเมือง และมีการปราบการทุจริตได้มากขึ้นกว่ายุคที่ผ่านมา สังเกตจากการข่าวการปราบทุจริตทางสถานีโทรทัศน์

นางสาวจิราพรบอกว่า ต้องการรัฐบาลบริหารงานให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น และควรขึ้นเงินเดือนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในบางสายงานที่ได้รับเงินเดือนใกล้เคียงกับผู้จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เช่น ผู้ที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 ทำงานขายสินค้าในห้างห้างสรรพสินค้า ได้เงินเดือน 11,000 บาท ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี ทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ด้านทันตกรรมหรือแพทย์แผนไทย ได้เงินเดือน 12,000 บาท

“ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงไม่ต้องดิ้นรนไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีให้เสียเวลาเพราะจบมาค่าตอบแทนก็ไม่คุ้มค่าที่เสียเงินเสียเวลาไปเรียนมา” นางสาวจิราพร กล่าว

นางสาวจิราพรกล่าวอีกว่า พร้อมเลือกตั้งในปีหน้า แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่ หลังเลือกตั้งอยากได้รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีทัศนคติที่ดี รับฟังความเห็นของประชาชน และพร้อมปรับปรุงส่วนที่บกพร่อง อยากให้รัฐบาลพัฒนาประเทศให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีและมีความสุข และอยากให้ประชาชนมีสวัสดิการสังคมที่ดี

สิบตรีสิทธิกร สุธา นายสิบทหารบก ชาวอ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แต่ยังเปิดช่องให้ คสช.ยึดอำนาจอีกครั้ง

สิบตรีสิทธิกร สุธา อายุ 23 ปี นายสิบทหารบก ชาวอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ถ้าเหตุการณ์บ้านเมืองปกติสุขก็ควรจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ตนพร้อมแล้วที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้นำประเทศคนใหม่ แต่ถ้าหลังเลือกตั้งแล้วมีเหตุจราจล ตนก็พร้อมให้ คสช.เข้ามายึดอำนาจอีกครั้งเพื่อความสงบ

“ถ้าหากบ้านเมืองมีความปกติสุขก็ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบทหารมาปกครอง เพราะทหารไม่เหมาะสมที่จะมาบริหารประเทศชาติ” สิบตรีสิทธิกรกล่าว

นายสิบทหารบกผู้นี้บอกอีกว่า คุณสมบัติของผู้นำคนใหม่ที่ขาดไม่ได้เลยคือความเป็นผู้นำ มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศ ผู้นำประเทศควรพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่หรือถอยหลัง ตนเคยมองว่าเพื่อนบ้านล้าหลัง แต่ขณะนี้ประเทศไทยกลับเป็นประเทศที่ล้าหลัง

จิรสุดา สายโสม คือผู้เข้าอบรมโครงการอบรมนักข่าวอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2560