ฮักแพง: “คำหยาบ” ในซับไตเติ้ลและ “ความเหมาะสม” ในวัฒนธรรมอีสาน

โดยพีระ ส่องคืนอธรรม

(โปสเตอร์ภาพยนตร์ ฮักแพง ภาพ: พระนครฟิลม์)

ฮักแพง (2018, ธีรเดช สพันอยู่ กำกับ) หนังโรแมนติก-คอมเมดี้ที่เล่าเรื่องชีวิตรักและการงานของนักร้องหนุ่มสามคน พร้อมๆ กันนั้นก็เป็นเทศกาลลิปซิงค์เพลงยอดฮิตในโลกความจริงของพวกเขาเหล่านี้ โดยเฉพาะเพลง “คำแพง” ของแซ็ค ซุมแพ, เพลง “อ้ายมีเหตุผล” ของเบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม, และอีกหลายเพลงของก้อง ห้วยไร่

ความ “คอมเมดี้” ใน ฮักแพง ก็เป็นอารมณ์ขันแบบที่เราคุ้นเคย การเล่นคำสองแง่สามง่าม มดกัดหำ เผลอเดินตกน้ำ เด็กแก่แดด ฯลฯ แถมในโรงหนังยังมี “เด็กแก่แดด” หัวเราะไปกับมุกทั้งหลายด้วย เสริมอรรถรสการดูได้เยอะทีเดียว

ฮักแพง เชิดชูศิลปวัฒนธรรมอีสาน ไม่ใช่เพียงในแง่ของศิลปะหมอลำที่มีนักดนตรีอิสระรุ่นใหม่สืบสานและสร้างสรรค์ แต่ยัง “เชิดชู” วัฒนธรรมอารมณ์ขันและความเปิดเผยในเรื่องเพศของคนอีสานไปแบบไม่ประนีประนอม

ไม่ประนีประนอมอย่างไร? เห็นได้ชัดในฉากกินข้าวของครอบครัวผู้มีฐานะของพิม (ลำไย ไหทองคำ) ขณะพ่อแม่ลูกนั่งเก้าอี้กินข้าวรอบโต๊ะไม้เงางาม แม่กับพ่อของพิมก็เกิดโต้เถียงกัน ลงเอยที่แม่พิมบ่นว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้มีเซ็กซ์กับพ่อจน “ฮูตัน” แล้ว ทีแต่ก่อนน่ะขยัน “เด้งๆ ตำๆ” ซะเหลือเกิน

พูดกันอย่างนี้ต่อหน้าลูกสาวหลังเพิ่งพยายามโน้มน้าวให้ลูก “เอาผัวรวย” ไปหยกๆ — ตัวละครแม่พิมนั้นไร้ซึ่ง “จริต” กระมิดกระเมี้ยนในเรื่องเพศแบบชนชั้นกลางในเมืองโดยสิ้นเชิง

แต่ถึงกระนั้น ฮักแพง ก็ยึดถือ “ความเหมาะสม” บางอย่างอยู่เหมือนกัน

หนังมีซับไตเติ้ลประกอบเสมอเมื่อใดก็ตามที่ตัวละครไม่ได้สนทนากันเป็นภาษาไทยมาตรฐาน ซึ่งก็เว้าลาวกันทั้งเรื่อง มีพูดไทยเพียงประปรายและแหลงใต้อยู่หนึ่งฉาก

ฮักแพง อุดมไปด้วย “คำหยาบ” และการเล่นคำสองแง่สามง่าม ฉันนั่งอ่านคำบรรยายภาพทั้งเรื่อง สังเกตว่าคนแปลซับไตเติ้ลก็ดูจะยึดมาตรฐานว่าด้วย “ความเหมาะสม” บางอย่างอยู่เหมือนกัน

เมื่อตัวละครตัวหนึ่งด่าอีกตัวว่า “บักฮูขี้” คำบรรยายเขียนว่า “ไอ้หัวขี้” เปลี่ยนระดับความหยาบแบบกลับหางเป็นหัว

หรือตอนที่ตัวละครนั่งล้อมวงเล่นไพ่อยู่แล้วมีคนอุทานขึ้นมาว่า “(ห่า)แดกดาก” คำบรรยายเขียนเพียงว่า “ถูกกิน” ไม่มีร่องรอยของทวารหนัก

หรือตอนที่ตัวละครอุทานขึ้นมาเป็นสำเนียงใต้ว่า ”เจ๊ดแม่” และ “เย็ดครก” คำบรรยายเขียนว่า “เช็ดแม่” และ “เยสครก”

หรือตอนที่ตัวละครถามว่า “มึงสะแตกเหล้าเฮ็ดหญัง” คำบรรยายเขียนว่า “มึงกินเหล้าทำไม” ลดทอนความหยาบของ “สะแตก” ที่มาจากคำว่า “กินจนไส้แตก” ไป

ในขณะที่คำว่า “หำ” และคำว่า “สี้” ถูกเขียนแบบทับศัพท์ในคำบรรยายเป็น “หำก็ไม่ได้เลี่ยมทอง” และ “มาสีอะไรกันหน้าบ้านฉัน”

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ขนบของ “ความเหมาะสม” ที่กำกับภาษาเขียนบนจอเงินยังคงมีอยู่ แม้จะหย่อนคลายลงมาเรื่อยๆ ก็ตาม ภาพยนตร์เรท “ทั่วไป” อย่าง ฮักแพง ถ้าถ่ายทำเมื่อสิบปีก่อน อาจไม่สามารถใส่คำว่า “ชักว่าว” หรือ “เอาผัว” หรือแม้แต่ “มึง” ลงไปในคำบรรยายก็ได้

ใช่แต่เพียงขนบของการเขียนซับไตเติ้ลบนจอเงิน แต่ ฮักแพง ยัง “ยึดเหนี่ยว” อยู่กับความคิดที่ว่าศิลปวัฒนธรรมเป็นของสูงกว่าที่จะเอามันมา “เหยียบย่ำ” ด้วยการขายความโป๊อีกด้วย

ในฉากหนึ่ง นายห้าง/เสี่ยณรงค์ (ค่อม ชวนชื่น) ตัวร้ายของเรื่องผู้มักมากในกามและกำไร เข้าหาผู้จัดการวงหมอลำ เสนอให้เปลี่ยนชุดหางเครื่องผู้หญิงเป็นชุดที่วาบหวิวแบบที่คนสมัยนี้นิยม ชุดนี้เป็นบิกินีสีแดงชิ้นเดียว เปิดข้างเอวหน้าหลัง เมื่อโต้น (เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม) เห็นเข้าก็หัวเสียใหญ่ โต้นบอกว่า “หมอลำเป็นศิลปวัฒนธรรมของคนอีสาน สิเอามาเหยียบย่ำจั่งซี้บ่ได้ดอก”

เขามีปากเสียงกับนายห้างจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ หลังจากนายห้างบอกยกเลิกงานแสดงและสะบัดก้นไปแล้ว โต้นก็เข้าไปคุยกับผู้จัดการวงหมอลำ ผู้เป็นพ่อของมุก (ธัญญ่า อาร์สยาม) หางเครื่องนางเอกของเขา เขาแสดงความผิดหวังที่พ่อมุกพร้อมจะยินยอมทำตามคำนายห้างเพียงเพราะเรื่องเงิน พ่อญอมมันได้จั่งใด๋ มุกกะเป็นลูกสาวพ่อเด

จากคำพูดของโต้น ตีความได้ว่า หมอลำจะถูกดึงให้กลายมาเป็น “ของต่ำ” เมื่อหางเครื่องหญิงแต่งตัววาบหวิว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความโลภของนายห้าง หน้าที่ของผู้ชายผู้มีเกียรติศักดิ์ศรีจึงควรจะปกป้องความ “สูง” นี้ด้วยการปกป้องเรือนร่างของสตรี (ซึ่งหลังฉากนี้จบ โต้นก็ดูจะชอบพอมุกขึ้นมาเป็นครั้งแรก ส่วนมุกก็ดูจะปลื้มโต้นเข้าไปใหญ่)

การกำหนดมาตรวัดความเหมาะสมสำหรับผู้หญิงในฉากนี้ ชวนให้นึกถึงนายกฯ คนปัจจุบันของไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำให้ท่าเต้นและการแต่งตัวของ “ลำไย ไหทองคำ” กลายเป็นประเด็นระดับวัฒนธรรมแห่งชาติ ตัวละครโต้นของ “เบิ้ล ปทุมราช” ก็ทำให้การแต่งตัวของหางเครื่องเป็นประเด็นชี้เป็นชี้ตายของศิลปวัฒนธรรมอีสานเช่นกัน

ความผิด ความแปดเปื้อน ความต่ำช้าทั้งหมดรวมศูนย์อยู่กับ “เสี่ย” นายทุนผู้ไม่เว้าลาว พร้อมกับลูกชายขับรถหรูทะเบียนกรุงเทพฯ ราวกับว่า “ความเป็นอีสาน” นั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องอ่องต่องแต่ต้องมาเสียหายเพราะ “ของนอก”

โลกในหนังเรื่องนี้ดูจะไม่รับรู้ถึงกระแสเพลงอีสานอินดี้อย่าง “สิฮิน้องบ่” “ปูหนีบอีปิ” หรือ “ปล่อยน้ำใส่นาน้อง” ที่ดังระเบิดทั่วฟ้าเมืองอีสาน

พูดถึง “ลำไย ไหทองคำ” แล้วก็ชวนให้สนเท่ห์ในภาพลักษณ์ของพิมผู้มีบุคลิกเรียบร้อยเหมือนผ้าที่พับไว้แทบไม่เหลือคราบ “ผู้สาวขาเลาะ” ยอมตัดใจจากผู้บ่าวบ้านเดียวกันที่ผูกพันกันมา เพื่อหมั้นกับตระกูลของนายห้างเพราะอยากให้แม่สบายใจ

น่าหมายเหตุไว้ด้วยว่า ตัวละครหญิงหลักทั้งสองคือพิมและมุก ไม่ได้ร้องเพลงยอดฮิตในชีวิตจริงของตัวเอง ตัวละครหญิงคนเดียวที่ได้ร้องเพลงเต็มๆ คือคุณทับทิม (เบลล์ ขนิษฐา เสียงอีสาน) ผู้นุ่งซิ่นกรอมเท้า ฟ้อนอยู่กลางคันแทนาขณะร้องเพลงหมอลำแนวใหม่ “คึดนำ (You Let Me Down)” คู่กับก้อง ห้วยไร่ผู้สวมกางเกงยีน เสื้อยืด และแจ็คเก็ตหนัง

องค์ประกอบที่ชี้ไปคนละทางของ ฮักแพง นี้ แสดงให้เห็นว่ามีการคัดง้างกันอยู่ระหว่างความ “ม่วนคักๆ” และความ “เหมาะสม” ทั้งในระดับของบทหนังและบทบรรยาย ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ผลที่ตามมาคือ ภาษาอีสานยังคงติดภาพของความหยาบ ไม่สามารถแปลเป็น “ภาษาเขียน” ได้อย่างแนบสนิท และเรือนร่างของผู้หญิงอีสานยังคงต้องรับภาระเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของ “ศิลปวัฒนธรรม” ที่ผู้ชายมีเสียงดังกว่า

จริงอยู่ว่ามุกกับพิมใน คำแพง ใส่เสื้อเปิดไหล่ กางเกงขาสั้นโชว์ต้นขาครึ่งหนึ่งได้แล้วโดยไม่มีใครว่า แต่ถ้าจะเปิดต้นขาขึ้นมาอีกหน่อย เว้าตรงเอวอีกนิด ก็กลายเป็นการ “เหยียบย่ำ” วัฒนธรรมอีสานไป

แต่ถ้า “เบิ้ล ปทุมราช” ถอดเสื้อถอดกางเกงโชว์หุ่นล่ำหำต่ง (ข้อหลังนี้ผู้ชมไม่ได้เห็นเอง แต่ฟังเอาตามคำของมุก) เต้นเหย็งๆ เอามือล้วงบ๊อกเซอร์เพราะมดกัดหำ อันนี้โอเค ใส่ไว้ในตัวอย่างหนังด้วย คนจะได้แห่มาดู!

Peera Songkünnatham

พีระ ส่องคืนอธรรม เป็นนักเขียนและนักแปลจากเมืองศรีสะเกษ ประเทศสาธารณรัฐลาวล้านช้าง ติดต่อพีระได้ที่ peera@isaanrecord.com