‘ธเนศวร์’ แนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด

มหาสารคาม – อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหมชี้ ส่วนกลางควรให้ท้องถิ่นปกครองตัวเองอย่างอิสระ โดยให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าฯ ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2561 นายธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บรรยายพิเศษเรื่อง “การปกครองท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติของไทย” แก่นิสิตชั้นปีที่ 2 สาขารัฐศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่เรียนวิชาการเมืองการปกครองท้องถิ่น เดอะอีสานเรคคอร์ดมีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการบรรยายครั้งนี้

นายธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นายธเนศวร์กล่าวว่า เมื่อปี 2435 สมัยรัชกาลที่ 5 (ร.5) เกิดการปฏิรูปประเทศสยามครั้งใหญ่ การปฏิรูปดังกล่าวคือการรวมศูนย์อำนาจ (centralization) การปกครองทั้งหมดไว้ที่ส่วนกลาง และ ร.5 ได้แต่งตั้งขุนนางจากส่วนกลางไปดูแลหัวเมืองตามต่างๆ ตามภูมิภาค อาทิ ขุนนางอุดรธานี ขุนนางสุรินทร์ ขุนนางเชียงใหม่ การรวมศูนย์อำนาจครั้งนั้นทำให้ท้องถิ่นที่เคยเป็นอิสระจากส่วนกลางสูญเสียอำนาจในการปกครองตนเองที่เคยมีมา

“การรวมศูนย์อำนาจของส่วนกลางช่วงนี้ได้ริดลอนอำนาจของท้องถิ่นลงที่ละขั้นๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป จนในที่สุดอำนาจทั้งหมดก็ตกอยู่กับส่วนกลาง ส่งผลให้อำนาจท้องถิ่นอ่อนแอลงอย่างมาก” นายธเนศวร์กล่าว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ผู้นี้กล่าวอีกว่า ต่อมาปี 2453 ส่วนกลางได้รวมศูนย์อำนาจเพิ่มขึ้นอีก จนเรียกได้ว่ารวมศูนย์อำนาจมากเกินไป (over-centralization) เพราะไม่ใช่แค่รวมอำนาจในทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่รวมอำนาจการบริหารจัดการด้านศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงศาสนาอีกด้วย ตัวอย่างเช่น วัดทุกวัดอย่างในภาคเหนือหรือภาคอีสานต้องอยู่ภายใต้การดูแลของมหาเถรสมาคม (องค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทย) ส่งผลให้วิธีการสวดมนต์และวิธีการเทศนาธรรมแบบท้องถิ่นต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นตามแบบส่วนกลาง ตัวอักษรที่ท้องถิ่นเคยใช้เขียนและสื่อสาร อย่างตัวอักษรธรรมล้านนาของภาคเหนือ ต้องเปลี่ยนมาใช้ตัวอักษรของส่วนกลาง การศึกษาในท้องถิ่นต้องใช้หลักสูตรการศึกษาจากส่วนกลาง รวมทั้งครูผู้สอนก็ต้องมาจากส่วนกลาง เป็นต้น

“คัมภีร์ใบลานของทางภาคเหนือที่บันทึกประวัติศาสตร์เป็นตัวอักษรธรรมล้านนาเจ้าหน้าที่รัฐส่วนกลางยังเอาไปเผาทำลายทิ้ง ทำให้ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นที่ถูกบันทึกไว้สูญหายไปด้วย” นายธเนศวร์กล่าว

นายธเนศวร์กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ท้องถิ่นอ่อนแออย่างมาก คนในท้องถิ่นไม่รู้จักประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นตัวเอง เมื่อไม่มีประวัติศาสตร์ก็ไม่เข้าใจท้องถิ่นตัวเอง เมื่อไม่เข้าใจก็ไม่สนใจ ไม่ห่วงใยท้องถิ่น

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ผู้นี้กล่าวต่อว่า เมื่อปี 2448 ร.5 ยังได้สถาปนาสุขาภิบาลขึ้นตามแบบตะวันตกขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบแรกที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยให้ตั้งขึ้นในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ แต่เป็นการตั้งสุขาภิบาลที่ไม่มีการพูดถึงการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่น การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลตัวเองซึ่งเป็นหลักการสำคัญของสุขาภิบาล

“ร.5 ตั้งสุขาภิบาลแค่รูปแบบ ไม่เอาหลักการสำคัญ คือการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นมาใช้ด้วย มีเพียงการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ตั้งนายอำเภอ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐส่วนกลางมาทำงานในสุขาภิบาล ประชาชนคนในท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วม” นายธเนศวร์กล่าว

ธเนศวร์เล่าอีกว่า ปี 2495 รูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบเทศบาลเกิดขึ้น ประชาชนยังคงไม่ได้เลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นเช่นเคย มีเพียงแค่เข้าร่วมคณะกรรมการเทศบาลเท่านั้น ผู้ดูแลเทศบาลยังคงเป็นข้าราชการจากส่วนกลาง เช่น นายอำเภอเป็นประธานเทศบาล ปลัดอำเภอเป็นปลัดเทศบาล ตำรวจเป็นกรรมการเทศบาล แล้วก็มีประชาชนเพียง 2 คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในเขตเทศบาลนั้น

“การประชุมคณะกรรมการเทศบาลแต่ละครั้ง ถึงแม้ประชาชนจะมีสิทธิแสดงความเห็นเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในท้องถิ่น แต่ความเห็นของประชาชนมักจะแพ้ความเห็นของข้าราชการเช่นเคย” นายธเนศวร์กล่าว

นายธเนศวร์เล่าต่อว่า ปี 2498 มีการตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แต่ก็ยังไม่มีการเลือกตั้งนายก อบจ. เหมือนเดิม เพราะส่วนกลางได้แต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมาดำรงตำแหน่งนายก อบจ. จนเมื่อปี 2518 มีการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ครั้งแรก แต่ประชาชนสามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้เพียงแค่จังหวัดเดียว จังหวัดอื่นยังไม่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้ เนื่องจากส่วนกลางกังวลเรื่องความมั่นคงของประเทศว่าจะเกิดการแบ่งแยกดินแดนขึ้น

“ช่วงปี 2535 ผมรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่า ฯ เชียงใหม่ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้นบอกว่า ให้เลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่ได้ เพราะเชียงใหม่อยู่ติดกับพม่า เดี๋ยวคนเชียงใหม่แยกดินแดนไปอยู่กับพม่า” นายธเนศวร์กล่าว

นายธเนศวร์กล่าวอีกว่า เมื่อปี 2540 มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนช่วยกันร่างขึ้น อย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้มีกฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจทางปกครองสู่ท้องถิ่นบังคับใช้ ในที่สุดในปี 2546 ประชาชนสามารถเลือกตั้งนายก อบจ. นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และนายกเทศมนตรี ทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของผู้ที่รณรงค์ให้มีการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น

“แต่ในความเป็นจริงหลังจากนั้น ท้องถิ่นยังคงไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการท้องถิ่นตนเองอย่างเต็มที่ เพราะข้าราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัดที่ส่วนกลางส่งมายังคอยกำกับ ติดตามและดูแลการบริหารงานของท้องถิ่นอยู่” นายธเนศวร์กล่าว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ผู้นี้กล่าวว่า กฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นยังให้ส่วนกลางจัดสรรงบประมาณบริหารจัดการท้องถิ่นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 60 ต่อร้อยละ 40 คือ ส่วนกลางได้งบประมาณร้อยละ 60 ท้องถิ่นได้ร้อยละ 40 แต่หลังจากนั้นมีการแก้กฎหมายงบประมาณท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นได้งบประมาณลดลงเหลือร้อยละ 23 ท้องถิ่นจึงมีงบประมาณในการบริหารท้องถิ่นน้อย ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการงานในท้องถิ่น

“ถึงเวลาแล้วที่ส่วนกลางควรให้คนท้องถิ่นบริหารจัดการท้องถิ่นของตัวเองอย่างอิสระ ให้คนท้องถิ่นดูแลบ้านเมืองของตัวเอง ตัดสินอนาคตตของตัวเอง” นายธเนศวร์กล่าว

นายธเนศวร์กล่าวอีกว่า ส่วนกลางควรให้ประชาชนมีโอกาสเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยผู้ว่าฯ ต้องมีวาระการทำงาน 5 ปี แล้วต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ประชาชนต้องมีสิทธิตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯ อย่างเต็มที่ ประชาชนสามารถอภิปรายหรือออกความเห็นต่างๆ ต่อการทำงานของผู้ว่าฯ ได้ เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทในการควบคุมการทำงานของผู้นำท้องถิ่น

“เราต้องเป็นผู้เลือกผู้ว่าฯ เพื่อเป็นการกดดันให้ผู้ว่าฯ ทำงานเพื่อท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อให้ผู้ว่าฯ รับฟังเสียง รับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนของประชาชน” นายธเนศวร์กล่าว

นายธเนศวร์กล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นมีการเลือกตั้วผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งแต่ปี 2490 ทำให้ญี่ปุ่นนำหน้าประเทศไทยไปแล้ว 71 ปี จึงไม่แปลกที่ท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่นเข้มแข็ง เพราะผู้ที่ดูแลท้องถิ่นเป็นคนของท้องถิ่นเอง

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้นี้ ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันไม่ควรมีการปกครองส่วนภูมิภาคแล้ว เพราะอำนาจหน้าที่และภาระงานที่ส่วนภูมิภาครับผิดชอบนั้นเหมือนกันกับภาระหน้าที่ของส่วนท้องถิ่น

“เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในพื้นที่ การปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาล่าช้าเพราะไม่ทราบว่าอำนาจในการแก้ไขปัญหานั้นอยู่กับส่วนการปกครองไหน จนทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” นายธเนศวร์กล่าว