ผู้ใช้บัตรทองค้าน ‘ประยุทธ์’ ยันขอให้ร่วมจ่าย

ขอนแก่น – ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพภาคอีสานไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของหัวหน้า คสช. ที่ต้องการให้ผู้ใช้บัตรทองร่วมจ่าย เนื่องจากเพิ่มภาระให้ประชาชน เผยงบประมาณล้วนมาจากภาษีประชาชน รัฐบาลจึงต้องดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน ด้าน ผอ.สปสช. เขต 9 ไม่เห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคือภาระ แต่เสนอให้ประชาชนร่วมจ่ายด้วยการซื้อประกันสุขภาพ  

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอขอสนับสนุนงบประมาณกลางปี 2561 จำนวน 5,186.13 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ขอให้ประชาชนร่วมกันรับผิดชอบและแบ่งเบาค่าใช้จ่ายด้านหลักประกันสุขภาพ เนื่องจากงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การจัดเก็บรายได้จากภาษีของรัฐบาลไม่เพิ่มขึ้น

นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพภาคอีสาน

นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพภาคอีสานกล่าวว่า ดูเหมือนว่ารัฐบาลต้องการให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค) ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วนด้วย เพื่อช่วยกันแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งตนไม่เห็นด้วย เพราะจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่มีเงินเพียงพอ

นายปฏิวัติกล่าวอีกว่า ถ้าให้ร่วมจ่าย จะเกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล คนมีเงินจะสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานได้

“ถ้าเป็นคนไม่มีเงิน เมื่อเจ็บป่วยขึ้นมาก็ไม่อยากไปโรงพยาบาล เพราะกลัวเสียค่ารักษาพยาบาลที่สูง” นายปฏิวัติกล่าว

นายปฏิวัติกล่าวอีกว่า ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ไปโรงพยาบาลนอกจากต้องจ่ายเงิน 30 บาทแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก อาทิ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก ดังนั้นหากต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลอีกคงเป็นภาระของผู้ป่วยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับผลกระทบมากเพราะโรคเรื้อรังมีค่าใช้จ่ายสูง

“ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ยากจนบางคน คงเลือกที่จะหายาสมุนไพรกิน หรือหายาเถื่อนกิน โดยไม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล” นายปฏิวัติกล่าว

กรณีนายกรัฐมนตรีกล่าวว่างบประมาณด้านสาธารณสุขเป็นภาระของประเทศนั้น นายปฏิวัติระบุว่า งบประมาณด้านนี้ไม่ได้เป็นภาระของประเทศ เนื่องจากงบประมาณทั้งหมดล้วนได้มาจากการเก็บภาษีจากประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลมีรายได้จากภาษีก็ควรจัดบริการด้านสุขภาพและสาธารณสุข เพื่อดูแลประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รัฐบาลไม่ควรมองว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ

“เราซื้อของ เติมน้ำมัน ทำธุรกรรมการเงิน เราจะจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐอยู่แล้ว ดังนั้น รายได้รัฐที่มาจากการเก็บภาษี ควรเอามาทำประโยชน์ตอบแทนให้กับประชาชนผู้เสียภาษี” นายปฏิวัติกล่าว

เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอให้รัฐบาลลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมแล้วเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุข นายปฏิวัติตอบว่า เห็นด้วยอย่างมาก โดยเฉพาะการลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลที่นำไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน อีกทั้งการซื้ออาวุธดังกล่าวยังมีข้อครหาเกี่ยวกับความไม่คุ้มค่าในการใช้งานอีกด้วย

พ.ญ.ลลิตยา กองคำ ผอ.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 9 จังหวัดนครราชสีมา

แพทย์หญิงลลิตยา กองคำ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ผอ.สปสช.) เขต 9 จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ไม่อยากให้รัฐบาลมองว่าค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ซึ่งเกิดประโยชน์กับประชาชนทุกคนเป็นภาระของประเทศ แต่อยากให้มองว่าเป็นการลงทุนด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี เมื่อประชาชนมีสุขภาพดี ประชาชนก็สามารถทำงาน มีเงินใช้จ่ายเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศต่อไป

“เมื่อคนสุขภาพดี แข็งแรง ก็จะออกไปทำงาน มีเงิน เอาเงินมาใช้จ่าย กำไรที่รัฐได้อาจไม่ใช่ตัวเงิน แต่กำไรทีได้คือ ประชาชนที่มีคุณภาพ” แพทย์หญิงลลิตยากล่าว

แต่ ผอ.สปสช. เขต 9 จังหวัดนครราชสีมา เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ระบุว่า งบประมาณด้านสาธารณสุขมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคไต ผู้ติดชื้อเอชไอวี รวมถึงมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงทำให้งบประมาณที่ใช้สนับสนุนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพและสาธารณสุขของไทยเป็นการจัดสรรแบบระบบรัฐสวัสดิการ คือ รัฐบาลจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้เกือบทั้งหมด จึงทำให้ดูว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ

แพทย์หญิงลลิตยาเสนอให้ศึกษาระบบสวัสดิการด้านสุขภาพของประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ที่รัฐบาลจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วน และประชาชนจ่ายเองบางส่วน ระบบนี้เรียกว่า ระบบร่วมจ่ายผ่านการซื้อประกันสุขภาพจากเอกชน ประชาชนที่ซื้อประกันสุขภาพสามารถไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลรัฐได้ โดยเอกชนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 9 จังหวัดนครราชสีมา กล่าวอีกว่า กรณีรัฐบาลไม่มีงบประมาณสนับสนุนงานด้านสุขภาพ และสาธารณสุขถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข เริ่มจากประชาชนต้องดูแลสุขภาพตัวเอง หาความรู้เรื่องการป้องกันโรค เพื่อลดการเจ็บป่วย รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้ สปสช. ในปริมาณที่เพียงพอ และโรงพยาบาลต้องบริหารงบประมาณให้เหมาะสมและตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออก

แพทย์หญิงลลิตยากล่าวว่า เห็นด้วยกับการลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเพื่อเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุข เพราะจะทำให้งบประมาณด้านสุขภาพและสาธารณสุขมีเพียงพอ

“เพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของงบประมาณซื้ออาวุธ หรือซื้อเรือดำน้ำของรัฐบาล ถ้าจัดสรรมาช่วยงานด้านสาธารณสุขได้ก็จะดี” แพทย์หญิงลลิตยากล่าว