พรรคอนาคตใหม่กับความหวังให้คนไทยและคนอีสาน

โดย บูรพา เล็กล้วนงาม

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดรับจดแจ้งพรรคการเมืองใหม่ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2561 ทำให้การเมืองสามารถสร้างความหวังได้อีกครั้ง หลังความหวังดับวูบลงพร้อมกับการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยพรรคการเมืองใหม่ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ พรรคอนาคตใหม่ที่จดแจ้งตั้งพรรคเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2561

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (คนกลาง) ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ขณะแข่งขันเกม ROV กับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งพรรคเกรียน เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2561 พร้อมหารือถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกมของไทย ภาพจากเฟซบุ๊ค Thanathorn Juangroongruangkit

พรรคอนาคตใหม่มีแกนนำ 2 คน ประกอบด้วย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริษัทกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท และนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์

กรุงเทพโพลล์ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “อนาคตพรรคการเมืองกับความหวังคนไทยในการเลือกตั้ง” เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2561 เมื่อถามว่า “หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใด”

ผลปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 14.3 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 12.2 และ พรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 3.9 นอกจากนั้นพรรคต่างๆ ได้คะแนนลดหลั่นกันลงไป ขณะที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.3 ตอบว่า ไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ

จึงเท่ากับว่า พรรคอนาคตใหม่ซึ่งมีแนวทางสนับสนุนประชาธิปไตย ได้รับการยอมรับจากประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจจะมาจากความตั้งใจของพรรคอนาคตใหม่ว่า พวกเขาต้องการนำพาประเทศไทยออกจากทศวรรษที่สูญหา ทำให้ประชาชนมีความหวังว่า จะหลุดพ้นจากวงจรความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานนับสิบปี ตั้งแต่การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลไทยรักไทยเมื่อปี 2548 จนถึงปัจจุบัน

จริงอยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลเผด็จการ ดูราวกับว่าบ้านเมืองจะมีความสงบ แต่ถ้าพิจารณาถึงต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย ซึ่งก็คือ การกดทับสิทธิเสรีภาพและการหยุดพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นได้คุ้มเสียหรือไม่”

นี่ยังไม่นับการกระทำที่ส่อทุจริตที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในรัฐบาลชุดนี้ อาทิ การครอบครองนาฬิกาหรู 25 เรือน ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาปกป้อง โดยบอกให้ลดราวาศอก และการตรวจพบการทุจริตภายในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 53 แห่งทั่วประเทศ โดยภาคอีสานพบการทุจริตในทุกจังหวัด ที่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแผนการแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร ทั้งที่รัฐบาลนี้ประกาศให้การปราบปรามการคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ

การพบการโกงรายวันของข้าราชการ ทำให้ไม่ใจว่า รัฐบาลเข้ามาปราบปรามการคอร์รัปชั่น หรือ ส่งเสริมให้เกิดการคอร์รัปชั่น กันแน่

เพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงผลลัพธ์ของการยึดอำนาจของ คสช. จึงควรพิจารณาปัจจัยอื่นเพิ่มเติม ได้แก่ จำนวนคนจน และทรัพย์สิน 50 มหาเศรษฐีไทย

จำนวนคนจน

ปี 2559 รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่ถึงปีละ 100,000 บาท มาลงทะเบียน ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ ลงทะเบียนคนจน ผลปรากฏว่า มีผู้มาลงทะเบียน 8,321,775 คน

ปีต่อมา ในปี 2560 มีผู้มาลงทะเบียนคนจนแล้วผ่านเกณฑ์ทั้งสิ้น 11,431,681 คน

จึงเท่ากับว่าประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้นภายในปีเดียว (ปี 2559-2560) ถึง 3,109,906 คน การมีคนจนเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการกระจายความมั่งคั่งกันแน่  

ทรัพย์สิน 50 มหาเศรษฐีไทย

-ปี 2557 จำนวน 3,388,175 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ปี 2556 จำนวน 12,901,490 ล้านบาท สัดส่วนทรัพย์สิน 50 มหาเศรษฐีไทยต่อจีดีพี ร้อยละ 26.26

-ปี 2560 จำนวน 4,323,900 ล้านบาท จีดีพี ปี 2559 จำนวน 14,360,630 ล้านบาท สัดส่วน ร้อยละ 30.10

จึงเท่ากับว่า 4 ปีหลัง คสช. ยึดอำนาจ ทรัพย์สินของ 50 มหาเศรษฐีไทย เมื่อเทียบกับจีดีพี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.84

จำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นและจำนวนทรัพสินของคนรวยที่มีสัดส่วนสูงขึ้น ย่อมสะท้อนถึงผลการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. ได้เป็นอย่างดีว่า ทำเพื่อคนจนหรือคนร่ำรวย

ทำให้ผลการสำรวจของกรุงเทพโพล เรื่องสิ่งที่หวังและรอคอยอยากจะเห็นภายหลังการเลือกตั้งที่จะถึง ข้อที่มีผู้ตอบมากที่สุดคือ การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 78.6

ขณะที่นโยบายของพรรคการเมืองยังไม่สามารถถูกเปิดเผยออกมา เนื่องจากติดล็อกทางการเมือง โดย คสช. ไม่ยอมยกเลิกประกาศและคำสั่งที่เป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมทางการเมือง

แต่การเปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ก็ทำให้ภาคอีสานเริ่มมีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง

น.ส.เพียงกมล มานะรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี มีข้อเสนอ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และมีสวัสดิการ เรื่องที่สองคือ ให้คนอีสานร่วมจัดการทรัพยากร และเรื่องที่สามคือ การพัฒนาภาคอีสานโดยเฉพาะ

นายณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี อาจารย์สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.นครพนม  ระบุว่า นโยบายที่พรรคการเมืองควรนำเสนอต่อคนอีสานคือ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่ควรทำให้เกิดประชาธิปไตยกินได้ เช่นเดียวกับผลงานการแก้ไขปัญหาปากท้องสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และเรื่องความยุติธรรม

แม้พรรคอนาคตใหม่และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นทำให้ประชาชนมีความหวังขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าประชาชนนิ่งเฉยเพื่อรอคอยให้ คสช. ลงจากอำนาจตามโร้ดแม็ป ก็มีโอกาสไม่มากนักที่ประชาชนจะสมหวัง เนื่องจากที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ตระบัดสัตย์เลื่อนการเลือกตั้งมาแล้วถึง 5 ครั้ง

ฉะนั้นประชาชนจึงต้องถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องบอกให้ คสช. รับรู้ว่า ถึงเวลาที่ต้องเดินหน้าสู่อนาคตใหม่แล้ว

Burapa Lekluanngarm

บูรพา เล็กล้วนงาม ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยบก. ภาษาไทย เดอะอีสานเรคคอร์ด สนับสนุนสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และประชาธิปไตย เคยทำงานสื่อมาหลายแขนง อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์