บทบรรณาธิการ: โกงเงินคนจนมองให้ถึงรากของปัญหา

โดย บูรพา เล็กล้วนงาม

น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือ น้องแบม ภาพจาก : โพสต์ทูเดย์

มีกรณีที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่องหลัง “น้องแบม” น.ส.ปณิดา ยศปัญญา ออกมาเปิดโปงการทุจริตในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 2 ประการ ประการแรกคือการที่นิสิต สาขาการพัฒนาชุมชน ถูกละเมิดจากหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มมส. และประการที่สองคือการขยายการตรวจสอบการทุจริตในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแห่งอื่นๆ ซึ่งทั้งสองประการสามารถสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาของสังคมไทย

กรณีนิสิต ม.มหาสารคาม ถูกกระทำจากหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มีความคืบหน้า คือ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2561 นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ได้รับรายงานผลการสอบสวนเบื้องต้นว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้สรุปว่า อาจารย์ตีไหล่นิสิตจริง และไม่ใช่การกระทำในลักษณะที่หยอกล้อ หรือให้กำลังใจ คณะกรรมการจึงเสนอให้อธิการบดี ม.มหาสารคาม ตั้งคณะกรรมการสอบจรรยาบรรณอาจารย์คนดังกล่าว

แต่ก็ยังมีเรื่องที่ไม่มีความชัดเจน เช่น เรื่องการคุ้มครองสิทธิของนิสิต และ เรื่องการสั่งให้นิสิตกราบขอโทษผู้กระทำผิด นพ.อุดมจึงสั่งการให้มีการสอบถามรายละเอียดต่อไป

ผลตรวจสอบที่ออกมาทำให้เกิดข้อสงสัยว่า สาเหตุที่ ม.มหาสารคามไม่ยอมแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่นัดหมายไว้ในวันที่ 12 มี.ค. 2561 เกิดจากการสอบสวนขาดความชัดเจนใช่หรือไม่ แล้วเพราะเหตุใดจึงไม่สอบสวนให้ชัดเจน หรือ เป็นเพราะกรอบความคิดของมหาวิทยาลัยมักให้ความสำคัญต่ออาจารย์มากกว่านิสิต

กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตรวจสอบพบการทุจริตแล้วในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 44 แห่ง โดยเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2561 พบการส่อทุจริตที่นิคมสร้างตนเองเชียงพิณ อ.เมือง จ.อุดรธานี อีก ทำให้น่าคิดว่า เพราะเหตุใดจึงมีการทุจริตในวงกว้างเช่นนี้

“ต้องมีความร่วมมือกัน เพราะทำคนเดียวไม่ได้ คนที่จะต้องรู้เรื่องคือเจ้านายสูงสุดต้องรู้ เพราะมันต้องมีคนเซ็น และเซ็นเป็นลำดับขั้น” คือการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการพบการทุจริตในวงกว้างจาก นางสุดสงวน สุธีสร อดีตอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ คณะซึ่งมีการส่งนักศึกษาไปฝึกงานเช่นกัน

นางสุดสงวนยังบอกอีกว่า สาเหตุที่เจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่นกล้าให้นิสิตฝึกงานปลอมลายเซ็น อาจเป็นเพราะคงมีการกระทำดังกล่าวเป็นประจำจนเคยชิน และไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่ผิด เลยให้นิสิตฝึกปลอมลายเซ็นแต่นิสิตคงไม่ได้คิดเช่นนั้น  

ขณะที่นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน) มมส. สาขาเดียวกับ น.ส.ปณิดา บอกว่า  ถ้าจะแก้ไขปัญหาการทุจริตในหน่วยงานราชการทุกระดับ ต้องเริ่มจากการมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เนื่องจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยจะทำให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลการบริหารงาน

จึงเห็นได้ว่าปัญหาทั้ง 2 ประการ คือ การใช้อำนาจกระทำต่อนิสิต และการทุจริตในวงกว้าง นอกจากจะเป็นเรื่องจริยธรรมของตัวบุคคลแล้ว ยังเป็นเรื่องของระบบความคิดที่ครอบตัวบุคคลอยู่ซึ่งสิ่งนี้คือรากเหง้าของปัญหา

ถ้าระบบความคิดอยู่ภายใต้สังคมที่เป็นประชาธิปไตย มหาวิทยาลัย และคณาจารย์ก็จะเห็นคุณค่าของนิสิต เห็นถึงความเท่าเทียมกัน การกระทำในลักษณะการกดทับนิสิตก็คงไม่เกิดขึ้น อย่าลืมว่าหัวหน้าภาควิชาคนเดียวไม่สามารถกระทำต่อนิสิตได้ เนื่องจากอาจารย์คนอื่นของภาควิชาได้รับรู้ถึงการร้องเรียนการทุจริต มาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ถ้าระบบความคิดอยู่ภายใต้สังคมที่เป็นประชาธิปไตย ก็จะเกิดการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งจะทำให้ยากที่จะปกปิดการทุจริตได้ ส่งผลให้บุคคลที่มีโอกาสทุจริตไม่กล้าทุจริตเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้และถูกลงโทษ  

ถ้าระบบความคิดอยู่ภายใต้สังคมที่เป็นประชาธิปไตย ก็มีโอกาสที่จะปฏิรูประบบราชการเพื่อลดขนาดของราชการส่วนกลางลง แล้วขยายขนาดของการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้การทุจริตที่ถูกตรวจพบใน 44 ศูนย์น่าจะมาจากระบบตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีคำถามว่าหน่วยราชการส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ มีพฤติกรรมเช่นนี้อีกหรือไม่

ข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาคือการโอนย้ายหน่วยงานราชการที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนให้ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้หมด และทำให้ผู้บริหารส่วนราชการทุกระดับ รวมถึงส่วนภูมิภาคซึ่งคือผู้กำกับดูแลราชการส่วนท้องถิ่นยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากยังไม่พบว่ามีพรรคการเมืองใดมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว คือ การกระจายอำนาจ เลือกตั้งผู้บริหาร และสมาชิกสภาในทุกระดับ

สมมติศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่นสังกัดจังหวัดขอนแก่นท่ี่มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง มีึความคิดใต้ระบอบประชาธิปไตย มีระบอบตรวจสอบและถ่วงดุล กรณีทุจริตเงินคนจนคงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่านี้มาก และถึงจะมีการโกงเงินคนจนที่ จ.ขอนแก่น แต่การโกงเงินก็คงไม่กระจายตัวไปอีก 43 ศูนย์เป็นแน่ เนื่องจากแต่ละจังหวัดบริหารงานเป็นอิสระต่อกัน และต้องมีระบบตรวจสอบการทุจริตเป็นของตัวเอง

คงได้แต่หวังว่าการที่ประชาชนออกมาทวงการเลือกตั้ง และการเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่หลายพรรค รวมทั้ง พรรคอนาคตใหม่ที่ยื่นเรื่องจัดตั้งพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2561 พรรคเกรียนที่กำหนดยื่นเรื่องจัดตั้งพรรคการเมือง ในวันที่ 21 มี.ค. 2561 และพรรคอื่นๆ จะเกิดเป็นกระแสแรงมากพอที่จะทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 แต่ต้องอย่าลืมว่าไม่มีสัจจะในหมู่คนโกง

หมายเหตุ การรัฐประหารคือคอร์รัปชั่น/โกงอำนาจของประชาชน

 

 

 

 

Burapa Lekluanngarm

บูรพา เล็กล้วนงาม ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยบก. ภาษาไทย เดอะอีสานเรคคอร์ด สนับสนุนสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และประชาธิปไตย เคยทำงานสื่อมาหลายแขนง อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์