เดินด้วยเหตุใด: ชุติมา ชื่นหัวใจ – “ก้าวผ่านความกลัว”

โดย ซาร่าห์ วอลช์ และ เอมเบอร์ วี เอเวอร์วูด

ธงรณรงค์โบกพลิ้วปลิวสะบัดท่ามกลางสายลม “ชุติมา ชื่นหัวใจ” และนักกิจกรรมผู้ร่วมเดินทางอีกราว 30 คน ต่างก้าวเดินไปตามถนนมิตรภาพ อันเป็นเส้นทางการเดินรณรงค์จากกรุงเทพฯ สู่ขอนแก่นในครั้งนี้ ครั้งหนึ่งเธอเคยเปิดร้านเบเกอรี่ที่จังหวัดลำปาง แต่เมื่อโครงการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ได้คุกคามความผาสุกของชุมชนตนเอง เธอจึงผันตัวมาทำงานเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างเต็มตัว

“7 ปีแล้วที่ ต่อสู้ไม่เอาเหมือง พูดตามจริงคือ เราก้าวผ่านความกลัวนั้นมาแล้ว” ชุติมากล่าว “ก็บอกพ่อแม่ไปว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ถ้าถูกจับ ก็ไม่ต้องห่วง เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ที่เราจะต้องสู้ให้ได้”

“ประชาชนคนไทยมองเราว่าเป็นคนที่สร้างความแตกแยก เพราะพวกเขาไม่ได้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้านของเรา อยากให้คนไทยมีความเข้าใจ และมีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับปัญหาตลอดจนอุปสรรคที่หลายชุมชนในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่มากกว่านี้”

ชุติมาเกิดและเติบโตที่บ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง นักกิจกรรมวัย 33 ปี ผู้ที่ใช้ช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมาต่อสู้ไม่เอาเหมืองถ่านหินลิกไนต์

กลุ่มต่อต้านเหมืองของชุมชนกล่าวว่า โครงการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์เป็นภัยต่อชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของชุมชนที่ต้องพึ่งพาป่าและธรรมชาติในการดำรงชีพ เหมืองที่ว่าจะตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเพียงประมาณ 700 เมตร ทำให้การระเบิดแร่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของอากาศและน้ำของหมู่บ้านและแม่น้ำใกล้เคียง ชาวบ้านต่างกลัวว่ามลพิษจากน้ำอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งรายได้ของตนเอง นั่นคือ การทำนาปลูกข้าว ข้าวโพดและกระเทียม

“เหมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านของเราเพียงแห่งเดียว แต่ส่งผลกระทบกับหมู่บ้านอีกสองแห่งด้วย” ชุติมากล่าว “ประชาชนกว่า 700 คนได้รับผลกระทบจากการสร้างเหมืองแห่งนี้”

“ปี 2558 กระทรวงอุตสาหกรรมอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ให้กับบริษัทพลังงานเอกชนชื่อว่า บริษัท กรีน เยลโลว์ จำกัด (Green Yellow Co. Ltd.) หลังจากได้รับความเห็นชอบอนุมัติจากกำนันในพื้นที่

แต่ชุติมากล่าวว่า กำนันคนดังกล่าวไม่ได้สอบถามความเห็นชอบจากชุมชน ว่าต้องการเหมืองหรือไม่แต่อย่างใด สมาชิกชุมชนที่ไม่เห็นด้วยเลือกที่จะไม่เพิกเฉย พวกเขาลุุกขึ้นมาถามเพื่อหาสาเหตุว่าทำไมกำนันคนนี้ถึงลงชื่อเห็นชอบอณุญาตให้มีการสร้างเหมือง โดยไม่ได้สอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านก่อน

“เราพยายามหยุดรถของกำนันให้จอด หวังอยากให้เขาพูดคุยกับเรา แต่ก็ไม่สำเร็จ” ชุติมากล่าว “ก็มีคนของเราสองสามคนไปที่บ้านกำนัน ก็หวังว่าจะได้คุยกับเขาให้รู้เรื่อง”

เมื่อหนทางดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ชุติมาพร้อมด้วยชาวบ้านคนอื่นๆ ก็วางแผนหาทางใหม่ นั่นคือ ยึดไร่ข้าวโพดของกำนัน โดยจะคืนให้ก็ต่อเมื่อกำนันยอมคุยกับชาวบ้าน

ด้านกำนันเองก็ยังปฏิเสธที่จะคุยกับชาวบ้าน ทางกลุ่มชาวบ้านนักกิจกรรมจึงตัดสินใจใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น พวกเขาพากันขายข้าวโพดในไร่ของกำนันเสียเลย

แต่แผนการดังกล่าวกลับไม่เป็นไปตามที่วางไว้ กำนันคนดังกล่าวได้นำเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปแจ้งความกับตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวชุติมาและชาวบ้านคนอื่นอีก 7 คน ข้อหาทำลายทรัพสินย์และฝ่าฝืน พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ

สองปีต่อมา ชุติมาต้องรายงานตัวตามที่ศาลสั่งขณะรอพิพากษาทุกเดือน จวบจนทุกวันนี้ ชาวบ้านเองก็ยังไม่ได้รับคำอธิบายใดๆ จากกำนันคนดังกล่าว ว่าทำไมเขาถึงลงชื่อเห็นชอบอนุญาตให้ทำเหมืองโดยไม่ได้สอบถามความคิดเห็นจากชาวบ้านก่อน

ชุติมามองว่าเหมืองเป็นภาระอันใหญ่หลวงของชุมชน สิทธิของประชาชนถูกละเมิด สมาชิกชุมชนรู้สึกเฉกเช่นว่ารัฐบาล “ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ไม่รับฟังความทุกข์ร้อนของประชาชน” ชุติมากล่าว

ความปรารถนาของชุติมาที่จะช่วยเหลือหมู่บ้านของตนเองผลักดันให้เธอต้องปิดร้านเบเกอรี่ลง เพราะเธอใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อเข้าร่วมเวทีประชุมกับเวทีสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเหมืองแร่ ปัจจุบัน รายได้ของชุติมามาจากการขายพืชผลทางการเกษตรที่ตลาดท้องถิ่นเพียงเท่านั้น

แม้ว่าชุติมาจะถูกทหารและตำรวจเรียกตัวไปปรับทัศนคติเมื่อปี 2557 เธอก็ยังคงยืนหยัดที่จะเผยแพร่ข่าวสารผ่านช่องทางเฟสบุ๊คไลฟ์และผ่านการรณรงค์ “We Walk เดินมิตรภาพ” ในครั้งนี้ ชุติมาเชื่อว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ จะช่วยทำให้สังคมมีความตระหนักต่อประเด็นปัญหาที่หมู่บ้านของเธอกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

แต่ทว่า นักกิจกรรมและความพยายามที่จะช่วยเหลือชุมชนของตนเองนั้น กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนคนไทยบางคน ที่เชื่อว่านักกิจกรรมบางส่วนกลับยิ่งทำให้ประเทศปัญหามีมากขึ้น และเป็นกลุ่มคนที่สร้างความแตกแยก ชุติมากล่าว

“ประชาชนคนไทยมองเราว่าเป็นคนที่สร้างความแตกแยก เพราะพวกเขาไม่ได้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้านของเรา พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ดัวนั้น พวกเขาก็เลยไม่เข้าใจว่าเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร” เธอกล่าว “อยากให้คนไทยมีความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่หลายชุมชนในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่มากกว่านี้ คนนอกก็มักมองเห็นว่าธรรมชาติดี สิ่งแวดล้อมดี แต่ไม่ได้เห็นถึงผลกระทบที่เหมืองได้ก่อให้เกิดขึ้นในชุมชน”

ชุติมาหวังว่าการรณรงค์ “We Walk เดินมิตรภาพ” จะช่วยทำให้สังคมมีความตระหนักและเข้าใจประเด็นปัญหาที่เธอและสมาชิกชุมชนคนอื่นๆ เผชิญอยู่ ด้วยการให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน ชุติมาเชื่อว่า นักกิจกรรมจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

“แม้ว่าเสียงของเราอาจจะดังไม่พอ อาจจะเป็นแค่เสียงเล็กๆ แต่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม กลุ่มของประชาชนที่กล้าส่งเสียงไปยังสังคม นั่นล่ะคือเหตุผลที่ทำให้มาร่วมเดินวันนี้” ชุติมากล่าวทิ้งท้าย

ซาร่าห์ วอลช์ เป็นนามแฝงของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโพรวิเดนซ์ คอลเลจ และ เอมเบอร์ วี เอเวอร์วูด เป็นนามแฝงของนักศึกษามหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์-แอมเฮอร์ส มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา