ทิ้งบริษัทข้ามชาติกลับมาเฮ็ดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่อุบลฯ

โดย จิรสุดา สายโสม

อุบลราชธานี – ชีวิตและงานของ “เกียรติคุณ บุญธรรม” ลูกอีสานที่ไปเรียนจบปริญญาตรียังเมืองหลวง แล้วทำงานให้กับบริษัทข้ามชาติจนมีรายได้หลักแสนบาท แต่ลาออกมาอยู่บ้านเพื่อทำธุรกิจกาแฟผ่านช่องทางดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง พร้อมเสนอรัฐบาลไปหาผู้รับซื้อสินค้าเกษตรกรดีกว่าให้ลดพื้นที่เพาะปลูก

นายเกียรติคุณ บุญธรรม ชาวจังหวัดอุบลราชธานี กรรมการผู้จัดการธุรกิจกาแฟสำเร็จรูป โดยใช้ช่องทางขายผ่านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งภายใต้แบรนด์ Pakxong De coffee (ปากซอง เดอ คอฟฟี่)

นายเกียรติคุณ บุญธรรม หรือ หนึ่ง ชาวอุบลราชธานี เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเรียนเกี่ยวพฤติกรรมของมนุษย์และสถาบันทางสังคม ปัจจุบัน หนึ่งวางมือจากการทำงานให้บริษัทข้ามชาติแล้วกลับมาทำงานที่บ้านเกิด โดยสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง

ทำไมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไม่เรียนที่ภาคอีสาน

เราสอบได้ที่ธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่น่าเรียนและเป็นมหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ ตัดสินใจไปเรียนที่กรุงเทพฯ เพื่อเปิดโลกทัศน์โลกการเรียนรู้

หลังเรียนจบ ได้ความรู้ด้านวิชาการและกิจกรรมจึงไปทำงานในบริษัทข้ามชาติชั้นนำอยู่ 10 กว่าปี ได้แก่ บริษัท โซนี ประเทศไทย จำกัด จนเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายอาวุโส (Senior Sale) และบริษัท แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทย จํากัด เป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย (Assistant Sale Manager) โดยได้ไปทำงานประจำหลายภูมิภาคของประเทศ เคยมีรายได้สูงสุดคิดเป็นตัวเลข 6 หลักต่อเดือน (หลักแสนบาท) แต่พอถึงจุดอิ่มตัวของการเป็นลูกจ้างจึงลาออกมาทำธุรกิจ

ทำไมทำงานให้ต่างชาติ ไม่ทำงานแถวบ้านเกิด

คนเราพอเรียนจบ สิ่งที่ชนชั้นลูกจ้างต้องการคือ โครงสร้างทางรายได้ บริษัทต่างชาติให้รายได้เยอะ สวัสดิการดี รูปแบบการทำงานของเขามีความเป็นมืออาชีพ ทำให้เราได้ทักษะและประสบการณ์ต่างๆ ติดตัว ทำให้เราสามารถต่อยอดทำธุรกิจตัวเองได้ ส่วนที่ไม่ทำงานที่บ้านเพราะเงินเดือนน้อย

แต่ปัจจุบันกลับมาทำงานที่จ.อุบลราชธานีบ้านเกิด ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ธุรกิจขายกาแฟโดยใช้ช่องทางดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง ภายใต้แบรนด์ Pakxong De coffee (ปากซอง เดอ คอฟฟี่) และมีร้านกาแฟที่เปิดเป็นหน้าร้านชื่อ Laos Pazonka De Coffee อยู่ที่ซอยชยางกูร 42 อำเภอเมืองอุบลราชธานี มีหุ้นส่วนคือนายเดชา นราจันทร์

นายเดชา นราจันทร์ (คนขวา) หุ้นส่วนผลิตกาแฟยี่ห้อปากซอง เดอ คอฟฟี่

จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาทำงานขายกาแฟคืออะไร

พ่อแม่อายุเยอะ และพ่อป่วย อยากกลับมาดูแลพ่อกับแม่ เราทำงานถึงจุดๆ หนึ่งเป็นจุดอิ่มตัวของการเป็นลูกจ้าง คิดว่าเรามีความพร้อมความสามารถแล้วจึงออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

อยู่อุบลราชธานี ดีกว่าอยู่ที่อื่นไหม

อยู่บ้านมันก็ดีนะ ได้ดูแลพ่อกับแม่ และได้ดูแลครอบครัว สามารถสร้างอะไรได้หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง

หนึ่งพูดถึงกาแฟว่า กาแฟเป็นสินค้าไม่มีคำว่าล้าสมัย เวลาผ่านไปเท่าไหร่กาแฟก็ยังขายได้ ไม่ล้นตลาดและไม่ตกรุ่น โดยส่วนตัวเป็นคนที่ดื่มกาแฟอยู่แล้ว และเห็นว่าหลายคนก็ดื่ม จึงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์เมล็ดกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ออกมาขาย โดยใช้ช่องทางดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง

ร้านกาแฟ Laos Pazongka De Coffee ที่นายเกียรติคุณ บุญธรรม เปิดขายกาแฟ ตั้งอยู่ที่ซอยชยางกูร 42 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

ทำไมชื่อ Pakxong De Coffee (ปากซอง เดอ คอฟฟี่)

ชื่อว่าปากซอง เดอ คอฟฟี่ เพราะปากซองคือชื่อถิ่นพันธ์ุของกาแฟ ส่วน เดอ คอฟฟี่ เป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึงกาแฟ

ทำไมต้องกาแฟจากปากซอง

กาแฟเมืองปากซอง สปป.ลาว ปลูกบนที่ราบสูงบอละเวน มีความสูงเฉลี่ย 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นพื้นที่ที่มีแร่ธาตุภูเขาไฟชื่อ ภูเทวดา การปลูกบอละเวนสปป.ลาว ได้รับการส่งเสริมจากประเทศฝรั่งเศสให้ปลูกที่นี่ เพราะมีภูมิอากาศเหมาะสมในการปลูกกาแฟเกรดพรีเมี่ยม

การรับซื่อกาแฟจากเกษตรกร นอกจากทำให้เกษตรกรมีรายได้แล้ว ยังมีกิจกรรมอย่างอื่นอีกไหม

นอกจากรับซื้อกาแฟแล้ว เรามีการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่ทำให้คนลาวด้วย เช่น การสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนและแจกเสื้อกันหนาวให้กับคนที่บ้านทุ่งหวาย เมืองปากซอง แขวงจำปาศักดิ์ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 900 เมตร อากาศหนาวเย็น คนที่นั่นจึงขาดคลาดแคลนเสื้อผ้ากันหนาว

ขั้นตอนกว่าจะมาเป็นกาแฟทำอย่างไรบ้าง

เรานำเมล็ดกาแฟที่รับซื้อจากเกษตรกรมาตากในโรงตากเมล็ดกาแฟระบบปิดที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเพื่อให้ได้กาแฟคุณภาพดี สีเมล็ดกาแฟเพื่อกะเทาะเปลือกให้ได้สารกาแฟเกรดเอคุณภาพสูง พร้อมสำหรับคั่วในรูปแบบต่างๆ ทำให้ได้กลิ่นหอมของกาแฟอาราบิก้าแท้ๆ

รูปแบบในการขายเป็นอย่างไร

เราขายในช่องทางดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ขายทางออนไลน์ ร้อยละ 100 ตัวแทนจำหน่ายไม่ต้องมีหน้าร้าน แต่จะขายกาแฟทางโซเซียลมีเดีย เช่น ไลน์ เฟสบุค และช่องทางต่างๆ

ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายมีรูปแบบใดบ้าง

มีทั้งแบบดริปและแบบคั่ว บรรจุถุงขนาด 500 กรัม

กาแฟดริป คือ เมล็ดกาแฟคั่วบด วิธีรับประทานรินน้ำร้อนใส่ผงกาแฟจากตรงกลางออกมาด้านนอก เมื่อผงกาแฟยุบตัวจึงรินน้ำร้อนเพิ่ม ถ้าต้องการกาแฟรสเข้มให้รินน้ำร้อนช้าๆ และบดกาแฟให้ละเอียดเพื่อเพิ่มปริมาณผงกาแฟ

กาแฟคั่ว คือ เมล็ดกาแฟคั่วบด วิธีรับประทานนำกาแฟไปใส่เครื่องชงกาแฟ และต้องกรองกากกาแฟออกเพื่อให้เหลือแต่น้ำกาแฟพร้อมดื่ม

ความเติบโตของธุรกิจ

ทำมาได้ 2 เดือน ตัวเลขถือว่าดีมาก สามสัปดาห์แรกขายกาแฟดริปได้ 3,000 ซอง ขณะนี้มีตัวแทนประมาณ 50 คนทั่วประเทศ ในอนาคตธุรกิจกาแฟในช่องทางดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งต้องเติบโตมากขึ้น เนื่องจากมูลค่าการตลาดของอุตสาหกรรมกาแฟในประประเทศไทยมีประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี เราจึงตั้งเป้าไว้ว่า จะขอส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 0.5 หรือ ประมาณ 150 ล้านบาทต่อปี

การขายออนไลน์ดีอย่างไร

เป็นเหมือนการขายของแบบหลายหน้าร้าน จะเรียกว่าระบบเฟรนด์ไชน์ก็ได้ มีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และมีตัวแทนจำหน่ายที่จะนำเข้าประเทศอังกฤษและประเทศพม่าด้วย

การขายออนไลน์มีข้อดี คือ สมมุติว่าถ้าเราทำหน้าร้านเปิด 10 สาขา เราจะต้องแบกรับต้นทุนทั้งเครื่องมือ พนักงาน แล้วรอลูกค้าเข้ามาในร้านทั้ง 10 สาขา แต่การขายช่องทางดิจิทัลเป็นการเสนอขายสินค้าขึ้นไปบนอากาศแล้วรอลูกค้ามาคุย แม้จะอยู่ที่ไหนก็สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้

ในฐานะนักธุรกิจเอสเอ็มอีและผู้มีประสบการณ์ด้านการตลาด อยากให้แสดงทัศนะวิพากษ์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

ในฐานะที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปีในด้านการตลาด คิดว่าการแก้ปัหาของรัฐบาลมีหลายเรื่องที่ยังล่าช้า หลายเรื่องเกษตรกรยังมีคำถามต่อรัฐบาลว่า แก้ปัญหาถูกจุดหรือไม่ ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาราคาข้าว รัฐบาลแจกเงินช่วยเหลือเกษตรกรโดยให้ชาวนาลดการทำนา เรามองว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง พืชผลทางการเกษตรขายได้ทั่วโลก มองจากมุมมองฝ่ายขายนะ ขึ้นอยู่กับว่าคนขายมีคอนเนคชั่น (ความสัมพันธ์) กับคนซื้อหรือไม่ รัฐบาลควรต้องจัดหาตลาดให้ชาวนาเพื่อจำหน่ายข้าว รัฐบาลต้องมีความสัมพันธ์กับตลาดที่รับซื้อข้าวด้วย

อีกตัวอย่างเรื่องราคายางตกต่ำ รัฐพยายามบอกว่ายางล้นตลาด แต่มีคำถามจากเกษตรกรว่าทำไมยางแปรรูปยังคงมีราคาแพงและแพงมาก และไม่มีทีท่าว่าราคาจะลดลง เช่น ที่นอนยางพาราซึ่งมีราคาสูง

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่เป็นระบบที่ดี รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและฝ่ายต่างๆ ล้วนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ น่าจะคิดหาทางออกได้

ส่วนรูปแบบของการค้าของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นต้องค้าขายในรูปแบบของเงินตรา เช่น ในสมัยของคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปี 2554-2559) มีการนำสินค้าทางการเกษตรไปแลกกับอาวุธ โดยไม่จำเป็นนำเงินภาษีของประชาชนไปซื้ออาวุธ

คิดอย่างไรกับประเด็นเรื่องนาฬิกาหรู

มองว่า จริยธรรมไม่ว่านักการเมืองหรือใครก็ตามที่เข้ามามีอำนาจในประเทศนี้ ยังมีจริยธรรมน้อยอยู่ ต่างจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ถ้านักการเมืองมีข่าวแค่เรื่องการพัวพันกับการทุจริต เขาจะก็ลาออกแล้ว แต่บ้านเรากลับไม่เป็นเช่นนั้น

ใครที่ไหนเขาจะมาใส่นาฬิกาเรือนละ 20 ล้าน เศรษฐีร้อยล้านเขายังไม่ใส่ เพราะเขารู้ว่าเงินมันหายาก เขาไม่ใช้แบบนี้หรอก นอกจากพวกที่ได้เงินมาง่ายๆ มองดูก็รู้ว่าคอร์รัปชั่นหรือไม่ โดยไม่ต้องใช้สมองส่วนหน้าคิดก็รู้แล้ว

จิรสุดา สายโสม เป็นผู้เข้าอบรมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2560