อังคณาเผยคนอีสานถูกละเมิดสิทธิรุนแรง

โดยดานุชัช บุญอรัญ

มหาสารคาม – กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เผยหลังรัฐประหารการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคอีสานทวีความรุนแรงขึ้น แนะรัฐบาลต้องรับฟังประชาชนแม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ด้านผู้แทนสถานทูตแคนาดา ชูหลักการไม่กีดกันเป็นหลักการสากลเพื่อแก้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมที่แตกต่างหลากหลาย

ผู้ร่วมเสวนาความท้าทายของกรอบสิทธิมนุษยชนในโลกใหม่ของเรา ที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ม.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2560 จากซ้ายไปขวา นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษ นางซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ นายสเตฟฟาน เฮอร์สตรอม เอกอัครราชทูตสวีเดน นายเดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการอิสระ (ผู้ดำเนินรายการ) นายชอว์น ฟรีเล ผู้แทนสถานทูตแคนาดา และนายแอนดรูว์ แอล อาร์มสตรอง เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีเวทีสัมมนาวิชาการและเทศกาลสิทธิมนุษยชนอีสาน ครั้งที่ 8 เรื่อง “70 ปีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: สิทธิชุมชนอีสานอยู่ตรงไหน” ช่วงบ่ายมีการเสวนาหัวข้อ “ความท้าทายของกรอบสิทธิมนุษยชนในโลกใหม่ของเรา” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษ นางซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ นายสเตฟฟาน เฮอร์สตรอม เอกอัครราชทูตสวีเดน นายชอว์น ฟรีเล ผู้แทนสถานทูตแคนาดา และนายแอนดรูว์ แอล อาร์มสตรอง เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกา

ความท้าทายของกรอบสิทธิมนุษยชนในอีสาน

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ตนรู้สึกว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในส่วนภูมิภาคของประเทศไทยอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะภาคอีสานซึ่งถูกละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนมากกว่าภาคอื่น จากประสบการณ์ทำงานพบว่า ในระยะหลายปีที่ผ่านมาความตื่นตัวของพลเมืองในภาคอีสานเกี่ยวกับการรักษาสิทธิชุมชนและการแสดงออกมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ความตื่นตัวในลักษณะนี้ส่งผลให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยอำนาจรัฐทวีความรุนแรงมากขึ้น

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผู้นี้ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิเป็นอันดับแรกคือ กลุ่มของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลงไปทำงานและเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ จากการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพบว่า มีทั้งกรณีการบังคับสูญหาย การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการห้ามจัดการชุมนุม ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านนโยบายภาครัฐ และโครงการขนาดใหญ่ของเอกชนที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ อาทิ นโยบายทวงคืนผืนป่า นโยบายทำเหมืองขุดสินแร่ และโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ

นางอังคณากล่าวอีกว่า ผลกระทบดังกล่าวยังรวมถึงนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในภาคอีสานหลายแห่งซึ่งเดิมทีเป็นฝ่ายที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและปกป้องสิทธิชุมชน ทว่าภายหลังการทำรัฐประหารครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 นักศึกษาจำนวนไม่น้อยต้องจำกัดบทบาทตัวเองจากกิจกรรมทางสังคม ในบางมหาวิทยาลัย อาจารย์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยบางส่วนกลับเป็นฝ่ายคอยตรวจสอบขัดขวางการแสดงออกและห้ามนักศึกษาจัดกิจกรรมที่มีนัยยะทางการเมือง

“เมื่อนักศึกษาเคลื่อนไหวไม่ได้ ชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง” นางอังคณากล่าว

ความท้าทายของกรอบสิทธิมนุษยชนระดับชาติ

นางอังคณากล่าวด้วยว่า ในช่วงสองปีที่ตนรับหน้าที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วประเทศถูกละเมิดสิทธิด้วยการถูกอุ้มหาย และถูกฟ้องร้อง 18 คดี รวมจำนวนผู้เสียหายทั้งสิ้นหลายร้อยคน ในขณะที่รัฐบาลไทยยังคงพยายามยืนยันเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน แต่ในทางปฏิบัติกลับปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิในการแสดงออกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผู้นี้ตั้งข้อสงสัยว่า ปัจจุบันนี้รัฐอาจตีความคำว่าสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองผิดไป เพราะตามหลักการสากล สิทธิพลเมืองคือสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐและนโยบายทางการเมืองซึ่งถือเป็นสิ่งที่รัฐเองต้องรับฟังไม่ใช่พยายามจำกัดหรือบังคับให้เงียบอีก ทั้งตามรัฐธรรมนูญประเทศไทยยืนยันความเป็นประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพประชาชน

“รัฐบาลที่ได้รับอำนาจจากประชาชนให้บริหารประเทศไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักการในข้อนี้ตลอดเวลา” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวอีกว่า ไม่นานมานี้คณะกรรมการสิทธิแห่งชาติได้ออกรายงานเรื่องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความความคิดเห็นและการชุมนุม โดยพบพฤติกรรมที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ยุติเวทีการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญในช่วงของการทำประชามติเมื่อปี 2559 ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผู้ตรวจสอบและเขียนรายงานในประเด็นนี้ ขอยืนยันว่า การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นการไม่เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง ผิดหลักการประชาธิปไตย และเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวปาฐกถา

“ความท้าทายของรัฐและประชาชนในวันนี้คือ ปัญหาการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของชาติและสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน” นางอังคณากล่าวและว่า ถ้ารัฐบาลมั่นคงแต่ประชาชนต้องอยู่อย่างหวาดกลัว ถูกจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ผลเลวร้ายที่จะตามมาคือเรื่องความสัมพันธ์และความไว้วางใจ

ความท้าทายของกรอบสิทธิมนุษยชนระดับโลก

นายชอว์น ฟรีเล ผู้แทนสถานทูตแคนาดา กล่าวว่า การพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ถือเป็นเรื่องสำคัญและต้องใช้ความกล้าหาญมาก จากประสบการณ์ของประเทศแคนาดาและกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านการมีส่วนร่วมทางสังคม หลักการที่สำคัญยิ่งคือ “ความไม่กีดกัน” ซึ่งมีแนวทางในการรวมทุกคนไว้ด้วยกันเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่รัฐ ด้วยวิธีการยอมรับความหลากหลายและความแตกต่าง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้อำนาจรัฐและกฎหมายต้องเปิดกว้างให้ความไม่กีดกันนี้สามารถดำเนินไปได้อย่างอิสระด้วย

“หลักการดังกล่าวเป็นหลักการที่ทุกประเทศต่างยอมรับ เราต้องพยายามทำให้กฎหมายเป็นกลไกที่ทำให้ปากเสียงของทุกคนได้รับความเคารพ ทั้งนี้โดยปราศจากการบังคับ” นายชอว์นกล่าว

นายแอนดรูว์ แอล อาร์มสตรอง เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ประชาชนต้องมีสิทธิในการแก้ไข หรือผลักดันกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่ตนเองได้รับความเดือดร้อน สิทธิดังกล่าวไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายแต่เป็นสิทธิของพลเมืองซึ่งมีมาแต่กำเนิด ในสหรัฐอเมริกาเองก่อนปี พ.ศ. 2543  ประเด็นเรื่องสิทธิสวัสดิการของคนพิการก็เป็นสิ่งที่ถูกละเลย จนกระทั่งหลังปีดังกล่าว เกิดกระแสกดดันจากประชาชนทำให้สภาคองเกรส (รัฐสภา สหรัฐอเมริกา-ผู้เขียน) ต้องออกกฎหมายเพื่อรับรองว่า คนพิการทุกคนในสหรัฐอเมริกามีสิทธิและต้องได้รับสวัสดิการเท่าเทียมกับคนปกติในที่สุด

นายแอนดรูว์กล่าวอีกว่า มีบางกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบของรัฐสภาได้ เช่น เรื่องของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เรียกร้องให้การสมรสระหว่างเพศเดียวกันได้รับการรับรองตามกฎหมาย แต่เมื่อไม่สามารถเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ กลไกที่เอื้อให้การเคลื่อนไหวนี้ประสบความสำเร็จก็คือการฟ้องร้องต่อศาลมลรัฐ (มลรัฐคือน่วยการปกครองของสหรัฐอเมริกา-ผู้เขียน) จนในที่สุดศาลมลรัฐจำนวนไม่น้อยพิพากษาให้บุคคลเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้อย่างถูกต้อง

“ในอเมริกาเรามีคำพูดว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎหมายที่ดี ผมเชื่อว่าเราสามารถทำมันให้เป็นจริงได้” นายแอนดรูว์กล่าว

ดานุชัช บุญอรัญ เป็นผู้เข้าอบรมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2560