บันทึกลูกชาวนาจากปลายปากกานักรบดาวแดง (2)

โดยดลวรรฒ สุนสุข

หนองบัวลำภู – สหายรังสิตผู้เขียนหนังสือความรักจากป่า เล่าถึงการแย่งชิงมวลชนระหว่างพคท.กับรัฐบาล พร้อมมองว่าการต่อสู้เรียกร้องในปัจจุบันถูกตีกรอบให้อยู่ภายใต้ระบอบทุนนิยม

ตอนสุดท้ายของการพูดคุยระหว่างเดอะอีสานเรคคอร์ดกับสหายรังสิต หรือ นายวิไล ละลี อายุ 67 ปี ซึ่งเข้าป่าร่วมกับขบวนการคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ ในปี 2514 ในเขตงานภูซาง (เขตงานอุดรธานี-หนองบัวลำภู) จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน โดยให้เขาขยายความเนื้อหาบางช่วงในหนังสือ “บันทึกนักรบภูซาง ชุดที่ 1 ประวัติศาสตร์จากปลายปากกานักรบ – ความรักจากป่า” และบอกเล่าประสบการณ์นอกเหนือจากนั้น 

ตอนแรกของบันทึกลูกชาวนาจากปลายปากกานักรบดาวแดง

สหายรังสิต อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปฏิบัติหน้าที่ ณ เขตงานภูซาง จ.หนองบัวลำภู

“ผมมองไปที่บันได ก็เห็นสาวน้อย 4-5 คนเดินขึ้นมา พากันนั่งลงแล้วทำซุบซิบกัน ได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า “หล่อจังเลย” ผมคิดในใจ สาวน้อยพวกนี้จะเอาความหวานมาหลอกเราเข้าบ้านอีกละหนอ” (หน้าที่ 29 บทที่ 3 ให้การศึกษากับตาหวาน)

เดอะอีสานเรคคอร์ด: สถานการณ์ในหมู่บ้านต่างๆ เป็นยังไง เหมือนว่าชาวบ้านเป็นตัวกลางที่ต้องแย่งมวลชนกันสองฝั่ง

ในตอนนั้นมีการแย่งมวลชนกัน ต้องสู้กันด้วยความรู้ ผมก็เคยอยู่หน่วยงานมวลชนคือเข้าไปให้ความรู้กับชาวบ้าน ฝ่ายรัฐบาลก็บังคับให้พ่อแม่ไปบอกลูกสาวให้ล่อพวกเราออกจากป่า คือจะบอกว่ารักเรา อยากแต่งงานกับเราแล้วให้เราจำนนต่อภาครัฐ หลายคนของพวกเราก็หลงเสน่ห์สาวๆ เหล่านี้  ยอมจำนนไปก็ติดคุก ไม่เห็นมีใครได้แต่งงานจริงๆ สักคน

เดอะอีสานเรคคอร์ด: แล้วฝ่ายคอมมิวนิสต์มียุทธวิธีชุมชนอย่างไรบ้าง

พวกเราจะใช้วิธีการให้ความรู้ ซื้อใจเป็นหลัก แต่ก่อนพวกภาครัฐพวกโจรปล้นวัวปล้นควายมันก็เป็นพวกเดียวกัน ชาวบ้านก็จะให้เราไปปราบโจรให้ พอปราบเสร็จเราก็จะจับหัวหน้ามันมาให้ความรู้ พวกหัวหน้าบางคนก็เข้าร่วมกับเรา ลูกน้องมันก็จะตามมาด้วย ทำให้เกือบทุกหมู่บ้านมีคนของพวกเรา บางคนก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ครู อยู่ปนๆ กันไป

“สหายหญิงคนหนึ่งยังสงสัยว่า “ทำไมมันไม่ยิง ทั้งๆ ที่รู้ว่าสหายมาซุ่มยิงมันอยู่” ผมจึงอธิบายตามความเข้าใจของผมว่า ทหารเกณฑ์ที่ออกมาปราบพวกเรานั้น ก็เป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนา คนแถวนี้ เจ้านายมันจะเอาทหารพื้นที่นั้นๆ แหละออกมาปราบสหาย” (หน้าที่ 69 บทที่ 8 นักรบจรยุทธ์)

เดอะอีสานเรคคอร์ด: รัฐไทยเขาก็เอาทหารที่เป็นคนในพื้นที่เหมือนกันแล้วทำยังไงเมื่อต่างก็รู้จักกันหมด

คือตอนนั้นรัฐไทยเกณฑ์วัยรุ่นในหมู่บ้านออกไปเป็นทหารจับปืนสู้กับคอมมิวนิสต์ ต่างก็รู้จักกันด้วยความเป็นคนที่ถูกกระทำพวกเราก็ไม่อยากจะปะทะกันให้เกิดความเสียหาย คนที่เป็นสายของคอมมิวนิสต์ตอนนั้นเยอะมาก ถ้าพวกทหารเกณฑ์จะออกไปลาดตระเวนเส้นทางไหนเวลาไหนก็จะไปบอกสายพวกเรา แล้วพวกเราก็เดินหลบกัน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ปะทะกันเพราะเป็นลูกตาสีตาสาชาวนากันทั้งนั้น

“ชีวิตบนภูซางในฐานะทหารพิทักษ์ของผม ทำให้ได้เรียนรู้จักหลายสิ่งหลายอย่าง รวมทั้งการได้มีโอกาสฝึกการอ่าน การเขียน การพูด” (หน้าที่ 57 บทที่ 7 ทหารพิทักษ์)

เดอะอีสานเรคคอร์ด: เขียนหนังสือได้อย่างไร เรียนอะไรบ้างขณะอยู่ในป่า

ผมเป็นคนหัวช้ามาก ตอนเรียนจบแค่ ป.4 ได้เอาไก่แลกออก ไม่รู้อะไรเลย อย่าว่าแต่เขียน อ่านยังยากเลย พอเข้าป่าก็ได้เรียนรู้หลายอย่าง ได้ฝึกอ่าน ฝึกเขียน เพราะผมเป็นคนได้รับหน้าที่พิทักษ์หน่วยงานอื่นรวมไปถึงหน่วยเวียดนาม ที่เข้าไปตีสนามบินอเมริกาที่อุดรด้วย แล้วยิ่งได้ไปต่างประเทศหลายที่ด้วย เจอกับคนหลายชาติพันธุ์ ทำให้ต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่อันดับแรกที่ผมศึกษาคือพวกคำที่เกี่ยวกับการกินข้าว (หัวเราะ)

เดอะอีสานเรคคอร์ด: เขาสอนอะไรบ้างแล้วใครเป็นคนสอน

มันก็มีหลายอย่างมีทั้งวิทยุ วารสารหนังสือ สหายเข็มที่เป็นบรรณาธิการหนังสือผมแกก็เคยเป็นคนทำหนังสือ มีหน่วยศึกษาด้วยที่คอยให้ความรู้ ยิ่งพวกนักศึกษาเข้ามาอยู่ด้วย ก็มีตำราเรื่องเล่าต่างๆ เช่น เรื่องจิตร ภูมิศักดิ์ ก็รู้จักงานเขียน รู้จักเพลงของเขาจากพวกเพื่อนนักศึกษา บางเพลงผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้เลย

เดอะอีสานเรคคอร์ด: เคยได้รับหน้าที่ฉายหนังด้วยในหนังสือบอก

ใช่ มีครั้งหนึ่งผมได้ไปอยู่หน่วยศิลป์ (หน่วยศิลป์ คือ หน่วยศิลปะ เพื่อฉายภาพยนตร์ แสดงหมอลำ และดนตรี เพื่อเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ประชาชน) มีหน้าที่นำหนังไปฉายเป็นหนัง 16 มม. เดินทางไปฉายตามหมู่บ้านม้ง ลัวะ แถบชายแดนลาวไทยก็มีไปบ้าง แล้วหลังจากนั้นผมได้ถูกส่งไปฝึกที่ เอ 30 เป็นค่ายใหญ่ตั้งอยู่ชายแดนลาว-จีน ผมเข้าไปฝึกที่นั้นรวมหลากหลายชาติพันธุ์เลย ยามว่างเราก็มาฉายหนัง มีครั้งหนึ่งผมฉายหนังเรื่อง “สงครามอุโมงค์” เป็นหนังสงครามจีนที่เป็นยุทธวิธีการต่อสู้ แต่ก็มีบ้างที่พวกศัตรูทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ มันทำให้ฮึกเหิมเหมือนกัน ภาครัฐไทยก็มีหนังฉายนะผมก็ได้ดูอยู่

เดอะอีสานเรคคอร์ด: เรื่องไฟเย็นไหม (หนังเรื่องไฟเย็นได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวสารอเมริกา)

ใช่ เรื่องไฟเย็น มันเอามาฉายในหมู่บ้าน เป็นหนังไอ้พวกอเมริกามันทำให้คอมมิวนิสต์เป็นตัวร้าย คนที่เข้าป่าไปได้กินแต่หมาย่างตัวผอมๆ ผมก็ได้ดูตอนเด็กๆ จำได้ว่าหลังดูเสร็จ พวกสาวๆ ในหมู่บ้านเห็นพวกตำรวจเดินมาก็ตบมือให้ ผมโกรธเกือบจะไปตีสาวๆ กลุ่มนั้น(หัวเราะ) เพราะตอนนั้นซึมซับความคิดของคอมมิวนิสต์ไปแล้วและก็พี่ชายโดนตำรวจยิงตายด้วย

“เหตุการณ์ครั้งนั้น เราสูญเสียสหายไปถึง 5 คน จากวันนั้นมา ผมก็รู้ตัวว่า ความคิดของผมเปลี่ยนไปในทางไม่ดี จากคนสนุกสนาน ร่าเริง ขี้เล่น เอาการเอางาน กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว กลับกลายเป็นคนเงียบขรึม กลัวตาย ไม่เอาไหนเลย ผมกลายเป็น “คนหักศึก” ไปเสียแล้ว” (หน้าที่ 41 บทที่ 5 เกลือจิ้มเกลือ)

เดอะอีสานเรคคอร์ด: เคยมีความคิดว่าเราคิดผิดหรือยอมแพ้อะไรไหม

นอกจากเรื่องหักสึกแล้วก็ไม่มีอะไร มันมีแต่คำถามว่าทำไมคนนั้นต้องเป็นแบบนี้ บางคนเข้าป่ามาเพราะกระแสของสังคม ไม่ได้จะมีอุดมการณ์อะไรหรอก อันนี้เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าพวกนั้นไม่อยากปฏิวัติจริงทำไมต้องเข้ามาด้วย เทียบกับผมไม่ได้นะ ผมมันคอมมิวนิสต์เข้ากระดูกดำ (หัวเราะ)

เดอะอีสานเรคคอร์ด: หมายถึงยังไง เทียบกันไม่ได้

ในขบวนปฏิวัติตอนนั้นมีทั้งคนที่ดีและคนที่ไม่ดีเหมือนกัน เช่นตอนที่ผมไปอยู่ประเทศจีนมีสหายนำคนหนึ่งเป็นพลาธิการ เขาชอบดูถูกคนอื่น ดูถูกคนอีสานว่าเป็นลัทธิแก้ เป็นคนโง่บ้าง ไม่รู้จักอะไรบ้าง ตอนนั้นผมโกรธมาก ไม่มีใครกล้าวิจารณ์เขาเลย จนมีเรื่องกับผม ผมก็พูดไปตรงๆ ว่าการกระทำของคุณไม่เหมือนมิตร เหมือนศัตรู และอีกหลายๆ อย่าง ต่อมาเขาก็เปลี่ยนนิสัยดีขึ้น

เดอะอีสานเรคคอร์ด: คนอีสานในขบวนการปฏิวัติเป็นอย่างไรบ้าง

รู้สึกว่าเราได้เปรียบคนภาคอื่นด้วยนะ ด้วยที่เราอยู่กับพื้นที่ มีทักษะการใช้ชีวิต รู้จักกับธรรมชาติ รู้ไหมว่าคนตายในสงครามตอนนั้นมีพวกเป็นไข้ป่า กินเห็ดพิษ หรืองูกัด สัตว์ป่าทำร้าย ตายก็เยอะ พวกคนอีสานนี้แหละเป็นพวกที่รักสหายมาก ยิ่งพวกนักศึกษาเข้ามา เราก็ช่วยเขา พวกนักศึกษานี้ดีนะ คุยง่าย เขาก็จริงจังกับการปฏิวัติด้วย

สมุดจดบันทึกด้วยลายมือของสหายรังสิตที่ถูกนำไปเรียบเรียงจนเป็นหนังสือความรักจากป่า

พับหนังสือลง เดอะอีสานเรคคอร์ดคุยกับสหายรังสิตต่อในสิ่งที่นอกเหนือจากหนังสือ

เดอะอีสานเรคคอร์ด: บันทึกมันจบแล้ว หรือยังไม่จบ

ยังไม่จบ ผมส่งบันทึกของผมให้ สหายเข็ม (บรรณาธิการ) เยอะมาก ถ้าเขียนเล่มเท่านี้ได้อีกไม่ต่ำกว่า 5 เล่ม

เดอะอีสานเรคคอร์ด: มีอะไรบ้างที่ยังไม่ได้อยู่ในเล่ม

มันเยอะมาก ส่วนมากจะเป็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผมพบเจอ เช่น การไปตีค่ายอื่นๆ ที่ยังไม่มีในเล่ม คิดว่าเขาคงทำให้อีกเล่ม อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน

เดอะอีสานเรคคอร์ด: ถ้าจะเล่าเรื่องให้จบ อยากเล่าอะไร

เรื่องการออกจากป่า ในตอนนั้นผมตั้งคำถามมากมายหลังจากนโยบายของเปรม (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์) ผมแทบจะเป็นคนสุดท้ายที่ยังอยู่ในป่า หลังจากสหายนำได้ย้ายไปทางภูเขียว จ.ชัยภูมิ แล้วก็ทยอยกันออกจากป่า ตอนแรกผมไม่เชื่อว่าพวกเรายอมแพ้หรือจำนน ผมเดินทางไปหลายๆ ที่ ที่พวกสหายนำอยู่ ไล่หาคำตอบว่าพรรคของพวกเราเป็นยังไง แต่ก็ไม่ได้คำตอบ นานวันเข้าคนก็หายออกจากป่า จนผมตัดสินใจออกจากป่าในปี 2525

เดอะอีสานเรคคอร์ด: ออกมาใช้ชีวิตยังไง

ผมเป็นคนไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย แม้แต่ที่นา พวกที่รวยอยู่แล้วก็มีมรดกของพ่อแม่ นักศึกษาก็กลับไปเรียนต่อ แต่ผมไม่มีอะไรเลย ออกมาก็มาเผาถ่านขายแลกข้าวกิน รับจ้างทำไร่ทำสวน ค่อยๆ สร้างฐานะครอบครัวขึ้นมา มันลำบากมาก วันหนึ่งจากนักปฏิวัติจับปืนต้องมาจับเคียวจับจอบรับจ้าง ผมสงสารพวกที่ไม่มีอะไรเหมือนผมนะ ตอนนั้นมีคำถามหนึ่งว่าถ้าจะยอมเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ทำไมเราไม่มีข้อเสนอที่ดีกว่านั้น พรรคคอมมิวนิสต์เองก็ไม่มีการทำอะไรเลย ชาวนาชาวบ้านบางคนเข้าป่ามา 10-20 ปี ทำไมก่อนออกไปไม่ฝึกอาชีพ ไม่มีแผนรองรับเลย อันนี้ผิดหวังจริงๆ

เดอะอีสานเรคคอร์ด: แล้วการชดเชยจากภาครัฐไทย

มันต้องได้เงิน 2 แสน ที่ดิน 10 ไร่ วัว 2 ตัว หาอาชีพให้ทุกคน ตอนนั้นไม่ได้อะไรเลย เรามาเริ่มรวมกันเรียกร้องกันอีกทีตอนนายกฯ บิ๊กจิ๋ว (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) แต่ก็ไม่เป็นผล จนนานมากจึงค่อยได้เงิน 2 แสนบาท ตอนที่นายกฯ สุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) แต่เงื่อนไขอื่นๆ ยังไม่ได้เลย

เดอะอีสานเรคคอร์ด: ถ้าย้อนกลับไปได้จะยังเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไหม

เข้า พรรคสอนให้ผมรักความเป็นธรรม รักครอบครัว มีวินัยในตัวเอง ผมเข้าป่า เพื่อหวังว่าชาวนาชาวไร่ จะได้รับความเป็นธรรม ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ทุกวันนี้ม็อบไหนออกมาเรียกร้อง มันก็เป็นการต่อรอง รับใช้ทุนนิยม แล้วแต่ใครจะรับใช้ทุนไหน มันไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรหรอก ฟาสซิสต์ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ถ้าพวกคุณไม่สู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ทุกคนได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน

เดอะอีสานเรคคอร์ด: ทำไมถึงเขียนบันทึกเล่มนี้

ผมอ่านหนังสือหลายเล่มที่มีคนเขียนเกี่ยวกับห้วงสงครามคอมมิวนิสต์ ผมอ่านแล้วคิดว่า ทำไมเขียนในแง่มุมเดียว คอมมิวนิสต์ดีทุกอย่าง สหายดีทุกคน แต่ไม่หรอก ธรรมชาติทุกอย่างมันต้องมีข้อดีข้อเสียของมันหมด

เดอะอีสานเรคคอร์ด: เขียนบันทึกเล่มนี้เพื่ออะไร

เขียนเล่นๆ ไม่คิดว่าจะเป็นหนังสือด้วยซ้ำ แล้วเพื่อนสหายเอาไปส่งไลน์ให้กันอ่าน บอกผมว่ามันเป็นที่ฮือฮามาก ให้เขียนให้จบ ผมก็เขียนของผมไป ตอนเขียนคิดแต่เรื่องราว เขียนไปลบไป ตัวหนังสือผมก็ไม่เป็นคำ พวกสระวรรณยุกต์ผมก็ใส่มั่ว ทั้งเขียนแบบภาษาอีสานด้วย แต่พอสหายเข็มเรียบเรียงให้มันก็อ่านง่ายขึ้น ผลตอบรับมันดีเกินคาด ไม่เคยคิดว่าบันทึกของลูกชาวนา ป.4 คนนี้จะมีคนอ่าน เห็นเขาเขียนหนังสือได้มีแต่ครูบาอาจารย์ บันทึก ลูกชาวนาแบบนี้ใครจะมาสนใจ ตอนอยู่ในงาน “รำลึกสถูปภูซาง” ผมพยายามนั่งหลบมุม ไม่ให้คนเห็น อายว่าเราเป็นใครถึงมาเขียนหนังสือ ตอนผมเขียนใช้ปากกาเขียนลงในสมุดนักเรียนเด็ก เขียนได้ 5-6 บรรทัด มือมันก็เจ็บเป็นรอย ต้องออกมาพักดูดบุหรี่ ผมยังสบถกับตัวเองเลยว่า “เขียนแค่นี้ก็เจ็บมือ นี้ละน่อไม่ได้เป็นปัญญาชนแบบคนอื่นเขา”

ดลวรรฒ สุนสุข เป็นผู้เข้าอบรมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2559