จำเลยคดีพูดเพื่อเสรีขอสู้คดียืนยันสิ่งที่ทำไม่ผิดกฎหมาย

ขอนแก่น – จำเลยคดีพูดเพื่อเสรีภาพ ขอสู้คดี เพื่อยืนยันการแสดงความเห็นต่อร่าง รธน. ก่อนประชามติ เป็นสิ่งไม่ผิดกฎหมาย  ศาลทหารนัดตรวจพยานหลักฐาน 21 มี.ค. 61 ด้านอัยการศาลทหารขอคัดค้านการตรวจพยานหลักฐาน เพราะกลัวคดีล่าช้า ทนายจำเลยโต้ควรตรวจสอบพยานหลักฐานก่อนการสืบพยาน เพราะเป็นสิทธิของผู้ต้องหา เพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางคดี

จำเลยคดีพูดเพื่อเสรีภาพ (นับจากซ้ายไปขวา) นายฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ, นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์, น.ส.นีรนุช เนียมทรัพย์, น.ส.ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, น.ส.ณัฐพร อาจหาญ, นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์และนายชาดไท น้อยอุ่นแสน

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) ค่ายศรีพัชรินทร จ.ขอนแก่น นัดสอบคำให้การจำเลยคดีพูดเพื่อเสรีภาพทั้งหมด 8 คน ข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป กรณีจัดเสวนา “พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?” ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559 เพื่อรณรงค์การจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559

จำเลยทั้ง 8 คน ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, จำเลยที่ 2 นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์, จำเลยที่ 3 นายฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ, จำเลยที่ 4 น.ส.ณัฐพร อาจหาญ, จำเลยที่ 5 น.ส.ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์, จำเลยที่ 6 น.ส.นีรนุช เนียมทรัพย์ จำเลยที่ 7 นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ และจำเลยที่ 8 นายชาดไท น้อยอุ่นแสน

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจำนวน 2 คน คือจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ในความผิดเดียวกันอีกด้วย

เบื้องต้นจำเลยทั้ง 8 คน ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอสู้คดีต่อองค์คณะตุลาการศาลทหารเพื่อขอพิสูจน์ว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา

น.ส.ณัฐพร อาจหาญ จำเลยที่ 4 ในคดีนี้กล่าวถึงเหตุผลที่จะขอต่อสู้คดีว่า การกระทำของพวกตนนั้นไม่ผิดตามที่ถูกกล่าวหา เพราะเป้าหมายในการจัดงานพูดเสรีภาพดังกล่าวต้องการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง,  แสดงความคิดเห็นรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการทำประชามติขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลไทยได้รับเอาข้อเสนอของจากต่างประเทศที่มีจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) เมื่อเดือน พ.ค. 2559 หนึ่งในข้อเสนอจากต่างประเทศนั้นมีการพูดถึง ขอให้รัฐบาลไทยรับรองว่าจะมีการพูดคุยถกเถียงประชามติเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมด้วย

น.ส.ณัฐพรกล่าวอีกว่า การจัดเวทีพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญและการประชามติดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับการจัดเวที ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีการแสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ปี 2560) เชิงวิชาการ ไม่ได้เป็นการมั่วซุมทางการเมืองหรือชุมนุมทางการเมืองตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด รวมถึงในช่วงนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งและหน่วยงานของรัฐบาลอื่น ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลก็มีการเดินสายจัดเวทีเสวนาสาธารณะที่พูดถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและรณรงค์ให้ประชาชนไปลงประชามติ ซึ่งที่ จ.ขอนแก่น มีเวทีจัดเสวนาเรื่อง “รู้จักร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการทำประชามติ” ซึ่งจัดขึ้นที่ ม.ขอนแก่นเช่นกัน

ระหว่างการสอบคำให้การในศาล มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นหลังจากจำเลยทั้ง 8 คนให้การต่อคณะตุลาการศาลทหารเป็นที่เรียบร้อยและตุลาการศาลทหารเตรียมนัดวันนัดสืบพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายก่อนการสืบพยานโจทก์

อัยการศาลทหารลุกขึ้นขอคัดค้านว่า ไม่ต้องการให้ทนายฝ่ายจำเลยตรวจพยานหลักฐานก่อนการสืบพยานโจทก์ เนื่องจากกลัวขั้นตอนการพิจารณาคดีจะล่าช้า  ด้านทนายจำเลยแถลงต่อองค์คณะตุลาการศาลว่า จะขอตรวจพยานหลักฐานตามสิทธิทางกฎหมายของผู้ต้องการ ตุลาการศาลทหารจึงอนุญาตให้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 21 มี.ค. 2561 เวลา 8.30 น. ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) ค่ายศรีพัชรินทร

จ.ขอนแก่น

บรรเลงดนตรีและขับรถเพลงการเมืองอีสาน สลับกับการขึ้นปราศัยของวิทยากรและผู้เข้าร่วมงานเสวนา “พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?” ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559

นางเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ตัวแทนทนายความจำเลย กล่าวถึงเหตุผลที่คัดค้านการแถลงของอัยการทหารที่ไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานก่อนการสืบพยานโจทก์ว่า การตรวจสอบพยานหลักฐาน เป็นสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมาย ที่ศาลเปิดโอกาสให้มีการยื่นเอกสาร พยานหลักฐานเอกสารและพยานบุคคลของคู่ความทั้งสองฝ่าย  ซึ่งเจตนารมณ์ของการตรวจสอบพยานหลักฐานก็เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในเรื่องพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่าย

เพราะในอดีต ระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นระบบกล่าวหาจำเลย ฝ่ายโจทก์มีพยานหลักฐานที่กล่าวหาจำเลยเพียงฝ่ายเดียว รวมถึงจำเลยไม่มีสิทธิที่ได้ดูพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์กล่าวหา เฉพาะฝ่ายจำเลยจึงมักจะเสียเปรียบในทางคดี นางเยาวลักษณ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกฎหมายระบุชัดเจนว่าต้องให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่าย เพื่อให้โอกาสคู่ความทั้งสองฝ่ายในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มและเท่าเทียมกัน

“การที่อัยการทหารคัดค้านการตรวจสอบพยานหลักฐานทนายฝ่ายจำเลยนั้น หากตนในฐานะทนายจำเลยไม่คัดค้านก็จะทำให้ฝ่ายจำเลยเสียเปรียบในทางคดีได้” นางเยาวลักษณ์ย้ำ

ทั้งนี้ คดีพูดเพื่อเสรีภาพมีผู้ต้องหารวม 11 คน แต่มีผู้ต้องหา 8 คนถูกฟ้องเป็นจำเลย ส่วนผู้ต้องหา 2 คนยอมรับการปรับทัศนคติจากเจ้าหน้าที่ทหาร และผู้ต้องหาอีก 1 คน คือนายรังสิมันต์ โรม นักกิจกรรมกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ปฏิเสธกระบวนการตามกฎหมายตั้งแต่ต้น เนื่องจากเห็นว่าคดีขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ไม่มีความชอบธรรม โดยนายรังสิมันต์ไม่มาปรากฎตัวต่อศาล

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา จำเลยที่ 2-8 ได้ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นจำนวน 1 วัน ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยศาลให้จำเลยวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน คนละ 10,000 บาท และอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยโดยไม่ได้มีเงื่อนไข