Skip to content

เรื่อง เกษตรกรรม

การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และการหวนคืนมาของวิถีเกษตรอินทรีย์

2012 มีนาคม 17
by เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

YouTube

มหาสารคาม – ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เจ้าหน้าที่รัฐจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ได้เสนอการทำเกษตรแบบทางเลือกนอกจากการทำเกษตรเคมี และด้วยอุดมการณ์ที่มีประกอบกับทุนสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น พวกเขาได้ริเริ่มโครงการฝึกอบรมและสร้างกลุ่มเครือข่ายเล็กๆ ของเกษตรกรอินทรีย์ขึ้น จากผลการทำงานดังกล่าวชาวนากว่า ๙๐๐ คนในชุมชนของ ๔ จังหวัดภาคอีสานสามารถทำการเกษตรที่หลากหลาย ปราศจากการใช้สารเคมี เกิดองค์ความรู้ และจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ในชุมชน

ในช่วงไม่กี่สิบปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนโยบายของรัฐบาลมากมายที่ใช้ในการกระตุ้นให้เกษตรกรปลูกพืช เศรษฐกิจ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และอ้อย ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าว และยางพาราเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นการกระตุ้นภาคเกษตรกรรมที่ประสบผลสำเร็จ และสามารถลดระดับความยากจนของประเทศลงได้อย่างมาก แต่จากการปลูกพืชเศรษฐกิจที่มากขึ้นนั้นก็นำมาซึ่งการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสาร กำจัดศัตรูพืช การทำเกษตรเคมีเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ดินที่เคยอุดมสมบูรณ์นั้นค่อยๆ หายไป

จำนวนสารเคมีที่ใช้ใน การทำการเกษตรของประเทศไทยที่พบในพืชเศรษฐกิจจำนวนมากเมื่อปีที่แล้วมี ปริมาณสูงมาก ซึ่งทำให้นานาชาติให้ความสนใจต่อพฤติกรรมการทำการเกษตรของเกษตรกรไทย เมื่อปีที่แล้ว สหภาพยุโรปขู่ห้ามนำเข้าผักหลายชนิดจากประเทศไทย โดยอ้างว่าพบสารเคมีปนเปื้อนในระดับที่อันตราย ช่วงสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีมากถึง ๓ เท่าจากอดีต ซึ่งหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าถ้ากระบวนการการตรวจสอบควบคุมในเรื่องนี้ เกษตรกรจะใช้สารเคมีจำนวนมากเพื่อเพิ่มผลผลิตซึ่งจะทำให้มีรายได้มากขึ้น อีกทั้งความกังวลเรื่องของสุขภาพของผู้บริโภคและปัญหาสิ่งแวดล้อมใน ประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยนั้นยังเป็นเรื่องยาก ตัวอย่างเช่น ผลผลิตส่งออกในภาคธุรกิจการเกษตรนั้นสามารถขายได้ในราคาสูง และเกษตรกรก็หลงเชื่อว่าจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างง่ายดาย นอกจากนี่ รัฐบาลยังมีมาตรการปกป้องเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจมากกว่าเกษตรกรที่ปลูก พืชหลากหลายในแปลงนา ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) แสดงให้เห็นว่า  ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้มีนโยบายรับประกันและประกันราคาผลผลิตสำหรับพืชเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้าม เกษตรกรที่ทำเกษตรกรที่ปลูกพืชหลากหลายในแปลงนากลับถูกปล่อยให้เผชิญกับความ เสี่ยงจากภัยธรรมชาติต่างๆ ด้วยตนเอง

ด้วยความกังวลดังกล่าว สำหนักงานปฏิรูปที่ดินฯ (สปก.) จึงได้มีการติดต่อกับชาวนาในจังหวัดสกลนคร มุกดาหาร มหาสารคาม และขอนแก่น หลายปีที่ผ่านมา สปก. ประสบผลสำเร็จในการให้ความรู้และสอนเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับ เกษตรกรที่เคยปลูกพืชเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้หมดไปแล้ว แต่เกษตรกรเหล่านี้ก็ใกล้จะช่วยเหลือตนเองแบบยั่งยืนได้ พวกเขาแบ่งหน้าที่กันทำงานในสหกรณ์ หารือกันเพื่อกำหนดราคาที่เป็นมาตรฐานและเหมาะสม และขายสินค้าของพวกเขาในตลาดนัดสีเขียนในชุมชน พวกเขาพบว่าการทำเกษตรแบบหลากหลายก็เปรียบเสมือนกับการทำซุปเปอร์มาเกตของ ท้องถิ่น ความกังวลเรื่องหนี้สินและรายได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลุดปัจจุบันไม่มีทีท่าว่าจะขยายโครงการนี้ต่อในอนาคต

สำหรับ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว เดอะ อีสาน เรคคอร์ด ได้พบกับเกษตรกรที่หันกลับมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์และทำงานร่วมกับสำนักงาน ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร นายสาคร ทับทิมใส เกษตรกรอินทรีย์ในอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคามได้เล่าถึงเรื่องราวของเขาในวิดีโอข้างบนนี้

ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมสำหรับเกษตรกรอินทรีย์

2012 กุมภาพันธ์ 9
by เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ขอนแก่น – ร่องรอยของน้ำท่วมได้หายไปแล้ว เหลือเพียงทุ่งนาที่ว่างเปล่า นายอุดม พันธ์พระศรี กำลังใช้เวลาทั้งสัปดาห์ในการปักดำกล้าข้าวเป็นแนวยาวลงไปในแปลงนาที่เต็มไปด้วยโคลน ซึ่งมีชาวบ้านแวะมาดูการปักดำกล้าทีละต้นของนายอุดมอย่างเงียบๆ

ในบ้านยางหย่อง นายอุดมเป็นที่รู้จักดีในเรื่องความสามารถในการทำนา และมักจะมีชาวบ้านเข้ามาสอบถามและเรียนรู้เคล็ดลับต่างๆ จากเขา แต่ในขณะที่ชาวบ้านต่างอยากรู้เกี่ยวกับเคล็ดกลับการทำนาของเขา แต่กลับไม่มีใครเลยที่ทำตามวิธีที่ควรจะเป็นของนายอุดม ชาวบ้านกว่า ๖๐ ครอบครัวยังคงเดินตามวิถีเกษตรแบบเคมีที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่มากในขณะนี้

นายอุดมและภรรยากำลังปักดำต้นกล้าในนาของพวกเขา

“มันเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนใจชาวบ้านให้หันมาใช้สารอินทรีย์ และแม้ว่าผมจะบอกพวกเขาว่า อย่าใช้สารเคมีเลย พวกเขาก็ไม่ฟัง เพราะวิธีที่พวกเขาทำ มันง่ายกว่ามาก แต่ก็มีชาวบ้านหลายคนที่พยายามจะใช้ปุ๋ยชีวภาพ แต่จากนั้นเพียงหนึ่งเดือน พวกเค้าก็กลับมาพึ่งพาปุ๋ยเคมีเหมือนเดิม” นายอุดมกล่าว

ตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๐๐ เป็นต้นมา การทำเกษตรแบบเคมีในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ตามรายงานของกลุ่มกรีนพีช ซึ่งเป็นองค์กรที่รณรงค์เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้รายงานว่า เกษตรกรไทยได้ใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นประมาณ ๙๔ เท่า จากปี ๒๕๐๔ ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีประมาณ ๑๘๐๐๐ ตันเพิ่มเป็น ๑,๗๐๐,๐๐๐ ตันในปี ๒๕๔๖ แต่ผลผลิตทั้งประเทศกลับเพิ่มขึ้นเพียงสองเท่าเท่านั้น

เป็นที่หน้าแปลกใจอย่างยิ่งที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น แต่กลับได้ผลผลิตทางการเกษตรในปริมาณน้อย ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากจากผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ แต่นี้ก็ทำให้มีชาวนาเพียงไม่กี่คนหันกลับมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป หรือใช้ผิดวิธีก็สามารถส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเกษตรกรและทำให้คุณภาพของดินเสื่อมลงทั้งชาวนาและนักวิชาการต่างเห็นด้วยที่ว่า การทำการเกษตรแบบอินทรีย์นั้นยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะไม่มีตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

“รัฐบาลให้ความสนใจไปที่การส่งออก ดังนั้นจึงไม่มีการประกันราคาข้าวที่ได้จากการทำนาแบบอินทรีย์ และรัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสนใจในการสนับสนุนวิถีทางของการเกษตรทางเลือก” อ.วิเชียร แสงโชติ จากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าว

ในขณะที่การส่งออกข้าวหอมมะลิได้รับความนิยมอย่างมากและได้ราคาขายจากรัฐบาลถึงตันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นราคาประมาณสองเท่าของมูลค่าในตลาด ในทางตรงกันข้าม ข้าวชนิดอื่นที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์กลับไม่ได้รับการประกันราคาจากรัฐบาล

เกษตรกรอินทรีย์อย่างนายอุดมมีเพียงไม่กี่ทางเลือกในการขายข้าว เขาจึงต้องจำยอมขายข้าวให้กับโรงสีเอกชนในท้องถิ่นที่มักจะกดราคาข้าวอย่างมาก “เจ้าหน้าที่รัฐบอกไม่ให้เราใช้ปุ๋ยเคมี แต่เมื่อเราเอาข้าวไปขายให้กับรัฐบาล รัฐบาลกลับชอบข้าวที่ได้จากการใช้ปุ๋ยเคมี” นายอุดมกล่าวอย่างคับข้องใจ

การชักนำให้ชาวนาเปลี่ยนการทำเกษตรมาเป็นแบบอินทรีย์ยังคงเป็นอุปสรรค์ เนื่องจากการใช้ปุ๋ยเคมีในฤดูกาลเก็บเกี่ยวนั้นๆ ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น และต้นข้าวมีความแข็งแรง แต่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั้นผลของการใช้ปุ๋ยจะเริ่มเห็นในสองถึงสามปีหลังจากการใช้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มใช้โครงการลดการพึ่งพาเกษตรแบบเคมีเมื่อประมาณสิบห้าปีที่แล้ว กระทรวงเกษตรฯ ได้จ้างเจ้าหน้าที่เกษตรของแต่ละจังหวัดให้สอนเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของการทำการเกษตรที่ดี ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกษตรกรมีการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรและสารอินทรีย์มากขึ้น

“เมื่อก่อนนชาวนาใช้เพียงปุ๋ยเคมีเท่านั้น เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้ชาวนาลดการใช้ปุ๋ยเคมีและหันกลับมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์” นายอำพน ศิริคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการของกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

แต่ทว่า หลายปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก ๔๒,๐๐๐ ตันในปี ๒๕๔๐ เป็น ๑๓๗,๐๐๐ ตันในปี ๒๕๕๒

นายอำพลคาดว่าในตำบลโคกสีที่นายอุดมอาศัยอยู่นั้น มีชาวนาว่าครึ่งที่ทำนาโดยใช้สารเคมี และอีกครึ่งใช้ทั้งสารเคมีและสารอินทรีย์ ซึ่งการเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบอินทรีย์อย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องยาก

“ถ้านายอุดมเป็นเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ทำกาเกษตรแบบอินทรีย์ เขาอาจลำบากในการขายข้าวให้ได้ในราคาที่เป็นธรรม เขาต้องรวมกลุ่มกับชาวนาที่ทำเกษตรแบบอินทรีย์คนอื่นๆ หรือไม่ก็ชักชวนในเพื่อนบ้านหันมาทำนาแบบอินทรีย์มากขึ้น หากมีเขาเพียงคนเดียว เขาก็ต่อรองอะไรไม่ได้เลย” รศ.ดรพัชรี แสนจันทร์ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าว

เครือข่ายของเกษตรกรอินทรีย์นั้นมีจำนวนน้อยมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในจังหวัดยโสธรและสุรินทร์ และมีกลุ่มสหกรณ์เล็กๆ กระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่างๆ

การจับปลานอกกระชัง: ฟาร์มปลาและน้ำท่วมปี 2554

2011 ธันวาคม 16
by เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

YouTube

ขอนแก่น – ประเทศไทยได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วมในปีนี้ ผู้คนมากกว่า๖๐๐ คนล้มตายและอีกกว่าล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัย ชาวนาในทั่วทุกพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ได้เริ่มเก็บกวาดซากความเสียหายและเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งหน้า แต่ในขณะที่ชาวนากว่าล้านคนกำลังรอเงินประกันจากรัฐบาล จำนวน ๒,๒๐๐ บาทต่อที่นาหนึ่งไร่ ผู้เลี้ยงปลากระชังกว่าร้อยรายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลับไม่โชคดีเช่นนั้น ผู้เลี้ยงปลากระชังจึงต้องแบกรับภาระในการซ่อมแซมฟาร์มปลาเล็กๆ ของพวกเขา และซื้อลูกปลามาปล่อยด้วยตัวเอง ด้วยความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยจากหน่วยงานรัฐ ส่วนบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องก็ยิบยื่น เพียงส่วนลดที่ไม่มากนัก และไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถทำประกันให้กั ฟาร์มปลาได้  จังหวัดขอนแก่น มีฟาร์มปลาราว ๙,๐๐๐ แห่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และไม่มีฟาร์มใดเลยที่ได้รับเงินประกัน

วิดีโอด้านบน ความเสียหายจากน้ำท่วมของธวัชชัยฟาร์ม จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในฟาร์มปลาน้ำจืด ๕๐๐,๐๐๐ ฟาร์มทั่วประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าวสามารถชมได้จากวิดีโอ

นโยบายข้าวยิ่งลักษณ์ขัดขวางการทุจริตในท้องถิ่น

2011 ตุลาคม 12
by เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ขอนแก่น – รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเริ่มใช้นโยบายจำนำข้าวเมื่อวันพฤหัสบดีนี้ใน 31 จังหวัด ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่านโยบายใหม่นี้จะให้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยต่อเกษตรกรที่มีผืนนาน้อยแต่จะก่อให้เกิดการติดสินบนและการทุจริตมากยิ่งขึ้นท่ามกลางเจ้าของโรงสีและนักการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตามเกษตรกรหลายคนในชนบทของประเทศไทย ให้ความคิดเห็นว่านโยบายนี้ช่วยขัดขวางการทุจริตในระดับหมู่บ้าน

“นโยบายประกันราคาข้าวของรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เป็นนโยบายที่สอนให้ชาวนาทุจริต” นายอุดม พันธ์พระศรี เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้าหอมมะลิและข้าวเหนียว ในบ้านยางหย่อง จังหวัดขอนแก่น กล่าว “บางทีผมก็ทำนา5 ไร่จากนาที่มีทั้งหมด18 ไร่และผมอาจจะสามารถลงจำนวนที่นาทั้งหมด 18 ไร่เพื่อขอประกันราคาข้าวก็ได้” นายอุดม กล่าวอย่างยิ้มเยาะ

ตอนนี้ เกษตรกรไม่เพียงแต่ตอบรับรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนเท่านั้น แต่ยังเชื่อด้วยว่านโยบายนี้ยังเอื้อต่อการประกอบธุรกิจเพราะจะเป็นรางวัลแก่เกษตรกรผู้ที่ทำงานหนักและเปิดทางให้เกษตรกรที่ไม่มีที่นาอย่างเป็นทางการได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เช่นกัน

นโยบายที่รัฐบาลของนายกยิ่งลักษณ์ให้คำมั่นสัญญานี้ได้ชนะใจและได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในเขตเลือกตั้งชนบทเช่นเดียวกับสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตรผู้เป็นพี่ชาย และนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ยังได้มีนโยบายเพิ่มราคาข้าวขึ้นเกือบ 50% โดยเสนอการจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิให้เกษตรกร ในราคา 20,000 บาท /ตัน และ 15,000 บาท/ตัน สำหรับข้าวเปลือกข้าวเหนียว

ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่นาสามารถลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทันทีหลังการปลูกข้าว จากนั้นตัวแทนจาก ธกส. จะดำเนินการคำนวณผลผลิตที่คาดหมายจะได้รับและหลังจากนั้นจะจ่ายผลต่างระหว่างราคาประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิงและราคาที่รัฐบาลรับประกันไว้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะอ้างว่ามีมาตรการการติดตามผลผลิตทางการเกษตรในที่นานั้นๆอย่างสม่ำเสมอ แต่เกษตรกรบ้านยางหย่อง ก็ได้เล่าอย่างเปิดเผยถึงกลอุบายและการทุจริตในระดับหมู่บ้านที่เกิดขึ้นดาษดื่น

นางจงกลรัตน์ การรื่นศรีผู้จัดการ ธกส.สาขาขอนแก่น ยอมรับเกี่ยวกับแนวโน้มนี้ว่า “ภายใต้การนำตามนโยบายของคุณอภิสิทธิ์ บ่อยครั้งที่คนที่มาจำนำไม่มีปริมาณข้าวมากเท่ากับจำนวนที่มาแจ้งไว้แต่ต้น” กล่าว ในการสัมภาษณ์

มีชาวบ้านหลายคนร้องเรียนว่าเจ้าของที่นาจะให้สินบน หรือขอร้องให้เพื่อนบ้านรับรองจำนวนข้าวที่พวกเขาอ้างว่าตนปลูก ด้วยการลงนามของพยานเช่นนี้ เจ้าของที่นาจึงสามารถลวงเจ้าหน้าที่ตัวแทนของรัฐบาลและไม่ปลูกข้าวตามจำนวนที่นาที่แจ้งไป ไม่เอาใจใส่ดูแลข้าวที่ตนปลูก หรืออ้างว่าน้ำท่วมที่นาทั้งๆที่ตนไม่เคยปลูกข้าวในนาผืนนั้นเลย ในที่สุดเจ้าของที่นาก็ได้รับค่าเสียหายตามจำนวนที่นาที่ตนมี หากแต่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่พวกเขาได้ทำการปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแต่อย่างใด

“ดิฉันคิดว่านโยบายของคุณอภิสิทธิ์เป็นนโยบายที่ดีเพราะว่ารัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลือพวกเราที่เป็นชาวนาโดยเฉพาะด้านการเงิน แต่มันเป็นผลเสียเมื่อผู้คนเริ่มหาผลประโยชน์จากนโยบายนี้” นางนงเยาว์ ฤทธาพรม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียววัย 27 ปี กล่าว

ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยกับนโยบายใหม่เรื่องการจำนำข้าว เกษตรกรจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินกู้หลังจากพวกเขาได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเท่านั้น เช่นนี้แล้ว เกษตรกรเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเจ้าของที่นาจะไม่สามารถโกหกเกี่ยวกับจำนวนข้าวที่พวกเขาได้ทำการปลูก

รศ.ดร. สมพร อิศวิลานนท์ จากสถาบันคลังสมองของชาติ แห่งประเทศไทย อธิบายจากการสัมภาษณ์ทางอีเมลล์ว่า เขามีความเป็นห่วงในเรื่องการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายของนางสาวยิ่งลักษณ์มากกว่าของนายอภิสิทธิ์ “ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ อาจจะมีการทุจริตบ้างเล็กน้อยในการแจ้งจำนวนผืนนาที่เพาะปลูกจริง” รศ.ดร.สมพร เขียนมาในอีเมมล์“แต่ผมคิดว่ามันเป็นแค่ปัญหาเล็กๆ”

แต่ดร.สมพรจะเน้นไปที่ว่าเจ้าของโรงสีอาจปฏิบัติตามกฎกติกาที่ตั้งไว้ไม่ครบถ้วน อย่างเช่น ตอนนี้มีสิ่งจูงใจในการแทนที่ข้าวคุณภาพดีด้วยข้าวคุณภาพต่ำ นอกจากนี้ เหล่านักการเมืองหลายคนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโรงสีบางแห่งก็ถูกสั่งให้บรรลุเป้าของจำนวนข้าวที่กำหนดไว้สมาชิกคณะกรรมการข้าวกล่าวว่าข้อกำหนดนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเจ้าของโรงสีกับนักการเมืองสามารรถนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการทุจริต

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรบ้านยางหย่องก็ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการทุจริตที่เกิดจากโรงสีมากนักแต่ กังวลว่านโยบายนี้จะมีการจ่ายค่าตอบแทนที่ยุติธรรมมากยิ่งขึ้นแก่สมาชิกในชุมชนหรือไม่

จากการเริ่มดำเนินการตามนโยบายจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย เกษตรกรบางคนก็มีความยินดีที่ได้เห็นการกลับมาของระบบสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ต้องเช่าที่นาจากเพื่อนบ้านที่มีฐานะดีกว่า จากรายงานของธนาคารโลกในปี 2554 ประเทศไทยมีเกษตรกรที่ไม่มีที่นาเป็นของตนเองอย่างเป็นทางการประมาณ 14.4 ล้านคน เป็นเปอร์เซ็นที่สูงมากของจำนวนชาวนา ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์โดยใช้นโยบายประกันราคาข้าว เจ้าของนาสามารถเอาเปรียบชาวนาที่มาเช่าปลูกหลายล้านคนเพราะที่นาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของนาไม่ใช่ของผู้เช่าซึ่งพวกเขาไม่สามารถขอรับผลต่างจากราคาเกณฑ์กลางกับราคาที่รัฐบาลตั้งไว้ได้ แต่ตอนนี้พวกเขามีความหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเนื่องจากผลผลิตจากการเพาะปลูกข้าวเป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่ผืนนา

เกษตรกรรายหนึ่งจากบ้านหนองงูเหลือมกล่าวว่าในชุมชนของเธอนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของนามากกว่า 20 ไร่มีผู้เช่าผืนนาของพวกเขา “คนที่เช่าที่นาก็จะจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของนาและพยายามขายผลผลิตข้าวของพวกเขา แต่ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เมื่อเจ้าของที่นาได้รับค่าส่วนต่างแล้วก็จะไม่แบ่งส่วนนี้ให้กับผู้ที่เช่าที่นาของตนแต่อย่างใด

“ถ้าผู้คนซื่อสัตย์ต่อกันตลอดเวลา นโยบายของนายอภิสิทธิ์ก็น่าจะได้ผล แต่เป็นเพราะคนเราไม่ซื่อสัตย์” นายสมใจ ฤทธาพรมกล่าว เขาเช่าที่นาจำนวน5 ไร่จากที่นาของเพื่อนบ้านในหมู่บ้านยางหย่อง นายสมใจได้เห็นการตกต่ำของรายได้เพื่อนเกษตรกรที่เช่าผืนนาปลูกข้าวเหมือนกันในสมัยของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เจ้าของที่นาที่มักมาก เลือกที่จะไม่แบ่งค่าผลต่างที่ตนได้รับจากรัฐบาลให้กับผู้ที่เช่านาของตน

เนื่องจากนโยบายของพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาแทนที่ นายสมใจและเพื่อนเกษตรกรเชื่อมั่นว่าเกษตรกรที่ไม่มีที่นาเป็นของตัวเองจะได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมมากกว่าที่เคยได้รับ โดยราคาข้าวได้เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ในขณะนี้ คาดว่ารายได้ของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

“มีหลายคนโกงกิน” เกษตรกรบ้านหนองงูเหลือมผู้ไม่ขอออกนาม กล่าวอย่างไม่พอใจ “แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทยป้องกันไม่ให้เจ้าของที่นาแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนจากรัฐบาลและผู้ที่ทำนาในไร่นาของพวกเขา” เกษตรกรรายดังกล่าว กล่าวเพิ่มเติม

นโยบายการจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทยจะสิ้นสุดวาระในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555

 

ฉลองครบรอบ 2 ปีการก่อตั้งหมู่บ้านประท้วง

2011 กรกฎาคม 20
by เดอะ อีสาน เรคคอร์ด
การประชุมเมื่อวันอาทิตย์ ประกอบด้วยอง์กรเอกชน นักกิจกรรม และนักการเมือง กำลังร่วมกันพูดคุยถึงอนาคตของบ้านบ่อแก้ว

การประชุมเมื่อวันอาทิตย์ ประกอบด้วยอง์กรเอกชน นักกิจกรรม และนักการเมือง กำลังร่วมกันพูดคุยถึงอนาคตของบ้านบ่อแก้ว

โรงเพาะปลูกบ้านบ่อแก้ว หนึ่งในความพยายามที่จะพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

โรงเพาะปลูกบ้านบ่อแก้ว หนึ่งในความพยายามที่จะพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ธนาคารเมล็ดพันธ์มีพันธ์พืชต่างๆ ทั้งพันธ์ข้าว ผัก และผลไม้ ทั้งหมด 122 ชนิด

ธนาคารเมล็ดพันธ์มีพันธ์พืชต่างๆ ทั้งพันธ์ข้าว ผัก และผลไม้ ทั้งหมด 122 ชนิด

ชาวบ้านขายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฝ้ายท้องถิ่น

ชาวบ้านขายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฝ้ายท้องถิ่น

ชัยภูมิ – เสียงเพลงหมอลำดนตรีประจำท้องถิ่นของภาคอีสานดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองของชาวบ้านตำบลคอนสารและเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่มาชุมนุมกันเนื่องในโอกาสงานครบรอบการก่อตั้งบ้านบ่อแก้วปีที่ 2

ระยะ 2 ปีที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านบ่อแก้วได้ทำการพัฒนาหมู่บ้าน ประสบความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิ์การเช่าพื้นที่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย และสร้างวิถีการเกษตรกรรมให้หมู่บ้านนี้คงอยู่ถาวรตลอดไป เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกต้นยูคาลิปตัสที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นเจ้าของ วันสุดสัปดาห์แห่งการฉลองนี้ได้สิ้นสุดลงด้วยการประชุมที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ โดยองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ  นักกิจกรรม และนักการเมืองได้ของพูดคุยถึงความท้าทายในการจัดการเรื่องการปฏิรูปที่ดินที่อยู่อาศัย

บ้านบ่อแก้วนี้เพิ่งจะถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ 17 กรกฎาคมพ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นเวลากว่า 31 ปี หลังจากที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้มาขับไล่ชาวบ้านกว่า 1,000 คนออกไปจากพื้นที่กว่า 4,401 ไร่ ในปี พ.ศ. 2523 เพื่อริเริ่มโครงการป่าคอนสาน  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงที่ดินเพื่อที่จะทำการปลูกต้นยูคาลิปตัส

กว่า 10 ปีของการคัดค้านที่ไม่สัมฤทธิ์ผลเพื่อสิทธิของการอพยพคืนมายังถิ่นเดิมที่อำเภอคอนสารแห่งนี้ 169 ครัวเรือนที่ไร้ที่อยู่ตัดสินใจที่จะใช้วิธีการใหม่ และด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ครอบครัวเหล่านี้ได้เข้ามาสร้างพื้นที่อาศัยอีกครั้งอย่างไม่ถูกกฎหมายในเขตป่าไม้คอนสารโดยการก่อตั้งหมู่บ้านบ่อแก้วขึ้นมาเพื่อเป็นการประท้วง แทนที่จะประท้วงอยู่ที่หน้าอาคารสำนักงานหน่วยงานราชการเพียงแค่นั้น ชาวบ้านเชื่อว่าพวกเขานั้นยังสามารถแสดงการคัดค้านได้โดยตรงบนผืนแผ่นดินที่พวกเขาต่างเคยพากันเรียกว่า บ้าน

ความพยายามของชาวบ้านได้พบกับทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง หนึ่งเดือนหลังจากที่เหล่าชาวบ้านได้พากันก่อตั้งหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ ชาวบ้านจำนวน 31 คน ถูกฟ้องเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐ และในเดือนเมษายนปีที่แล้ว ทางศาลก็ได้ตัดสินคดีความออกมาว่า ชาวบ้านต้องย้ายออกจากพื้นที่

ถึงแม้สิ่งที่ผ่านมาจะล้มเหลว ชาวบ้านบ้านบ่อแก้วก็เริ่มเห็นความคืบหน้า คณะกรรมการโฉนดที่ดินชุมชนได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาภายใต้การบริหารของนายกอภิสิทธิ์ได้ทำการอนุมัติให้ชาวบ้านใน 35หมู่บ้านรวมถึงบ้านบ่อแก้วดำเนินการเรื่องครอบครองโฉนดที่ดินชุมชน จนกระทั่งตอนนี้ มีเพียงแค่ 2 หมู่บ้านเท่านั้นที่ได้รับการยินยอมให้ครอบครองโฉนดที่ดินซึ่งทำให้บ้านบ่อแก้วและอีก 32 หมู่บ้านที่เหลือยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายอันยืดเยื้อต่อไป

การประชุมวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ นายประยงค์ ดอกลำไย เจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาภาคอีสานได้ย้ำเรื่องความสำคัญของข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินในเขตป่าไม้ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศไทยเขากล่าว ว่า  “มีประชากรอยู่เป็นจำนวนกว่า 10 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งกินเนื้อที่กว่า 20 ล้านไร่ นี่เป็นเหมือนกับระเบิดเวลาที่กำลังรอการระเบิดอยู่” นายประยงค์เชื่อว่าในขณะที่มีการพัฒนานโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่การดำเนินการนั้นไม่ได้เป็นไปตามความเหมาะสมสักเท่าไหร่ แต่คำตอบของนายภูเบศ จันทนิมิ เลขาฯ ของสำนักนายกได้ยืนยันว่า รัฐบาลได้กำลังทำสิ่งดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ”รัฐบาลได้ลงความเห็นกันว่าจะมอบที่ดินแห่งนั้นคืนให้แก่ประชาชน (บ้านบ่อแก้ว)  แต่รัฐบาลทำได้เพียงขอความขอความร่วมมือจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เราไม่สามารถสั่งการได้โดยตรง” นายภูเบศ กล่าว

สิ่งนี้นำความสับสนและความขัดแย้งมาสู่ชาวบ้านบ้านบ่อแก้ว ขณะที่คณะกรรมการที่ดินชุมชนนั้นได้ทำการสนับสนุนให้ทางชาวบ้านและองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ทำการแก้ไขปัญหา ทางรัฐบาลกลางกลับออกมากล่าวว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจบังคับให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามคำสั่ง ปีนี้ทางคณะกรรมการได้ออกคำสั่งให้ทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และหน่วยงานรัฐบาลทำการสำรวจพื้นที่ที่หมู่บ้านบ่อแก้วได้ทำเรื่องร้องขอมา  แต่จนกว่าทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จะมีมติสละที่ดินแห่งนี้ ชาวบ้านที่เหลือต่างก็ต้องรอด้วยความอดทนโดยไม่สามารถบอกระยะเวลาหรือผลที่จะออกมาได้เลย

นายปราโมทย์ เจ้าหน้าที่ของเครือข่ายการปฏิรูปที่ดินในภาคอีสานไม่เชื่อว่ารัฐบาลนั้นจะไม่มีอำนาจที่จะยุติเรื่ององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้นี้ เขาได้กล่าวว่า รัฐบาลได้จ่ายงบประมาณให้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นจำนวนเงินกว่า 1.2 พันล้านบาทโดยประมาณ หรือราว 40 ล้านเหรียญต่อปื “ถ้าหากว่ารัฐบาลซื่อสัตย์และมีความกล้ากว่านี้ ก็สามารถทำให้เรื่องป่ายูคาลิปตัสนี้ถูกล้มเลิกไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้วในพื้นที่อื่นๆ” นายปราโมทย์กล่าว

แม้สมาชิกในชุมชนต่างก็รอองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ให้ยอมยกที่ดินผืนนี้ให้ พวกชาวบ้านก็เลิกที่จะมุ่งมั่นในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการครอบครองอย่างถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว และหันมาพัฒนาความยั่งยืนในที่ดินทำกินของชุมชนพวกเขา ตามที่นายปราโมทย์ได้กล่าวว่า การปลูกต้นยูคาลิปตัสในขณะนี้ไม่ยั่งยืน“เพราะว่าต้นยูคาลิปตัสโตเร็วมากจึงดูดสารอาหารในดินไปมากเช่นกัน”เขาอธิบาย

เพื่อที่จะต่อสู้กับผลกระทบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในเชิงลบและฟื้นฟูดินนั้น เกษตรกรต่างช่วยกันปลูกพืชผักท้องถิ่น และสมุนไพรระหว่างแถวต้นยูคาลิปตัสในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้  ชุมชนยังได้ก่อตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชขึ้นอีกด้วย พวกเขาหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยรักษาความรู้ท้องถิ่นและตระเตรียมที่ดินสำหรับเพาะปลูกเมื่อได้รับมอบโฉนดที่ดิน

แม้ว่ากลยุทธ์ของชาวบ้านบ้านบ่อแก้วในตอนนี้ได้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน ตัวเลือกต่างๆ ของพวกเขาก็ยังถูกจำกัดโดยการไม่มีสัมปทานจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จนกว่าต้นยูคาลิปตัสจะถูกโค่น ชาวบ้านก็จะดำเนินการประท้วงต่อไป