Skip to content

คนจนในภาคอิสาน ตกเป็นเป้าหมายจากนโยบายป่าไม้ของเผด็จการทหาร

2557 ตุลาคม 24
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

นักข่าวรับเชิญ อีแวน เกิร์ซโควิช รายงานผลกระทบจากนโยบายป่าไม้ของรัฐบาลต่อผู้ยากไร้ในภาคอิสาน ซึ่งมากกว่าเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่ง และผู้ครอบครองที่ดิน ที่รัฐบาลอ้างว่า เป็นเป้าหมายหลัก อย่างไร

สกลนคร – เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา มีชาวบ้าน 37 รายในหมู่บ้านจัดระเบียบ ถูกจับกุม และควบคุมตัวในข้อหาเข้าครอบครอง และตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ป่าสงวน เขตอำเภอภูพาน โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีกองกำลังผสมของทางการ ทหาร และตำรวจ ตัดทำลายต้นยางของชาวบ้าน 18 ครอบครัว เป็นเนื้อที่กว่า 383 ไร่ (151.4 เอเคอร์) ในพื้นที่หมู่บ้านโนนเจริญ เขตป่าสงวนเดียวกัน ตามข้อมูลของนักกิจกรรมในพื้นที่ ทางการวางแผนตัดทำลายต้นยางรวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดกว่า 10,000 ไร่ ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่อาจทำให้กว่า 700 ครัวเรือน ต้องสูญเสียรายได้

ปฏิบัติการเหล่านี้ เป็นไปตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเข้าสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จากข้อมูลของนายเหลาไท นิลนวล ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และที่ปรึกษาเครือข่ายพัฒนาที่ดินผู้ยากไร้ภาคอิสานกับปัญหาที่ดิน-พื้นที่ป่า ในพื้นที่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในกระบวนการขับไล่ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่า 50 ชุมชนออกจากพื้นที่ป่า

ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น ของหน่วยงานรัฐบางหน่วย เป็นส่วนหนึ่งตามแนวทางที่จะโยกย้าย หรือพยายามขับไล่ ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่า 50 ชุมชน ออกจากพื้นที่ป่า และคุกความความเป็นอยู่ของผู้คน ซึ่งกรมป่าไม้ประเมินว่า ทั้งประเทศ อาจมีมากถึงสองล้านคน

ชาวบ้านหมู่บ้านจัดระเบียบคนหนึ่ง เดินสำรวจต้นยางที่ถูกตัดทำลาย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐวางแผนที่จะตัดทำลายที่เหลือทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้

ในเดือนมิถุนายน คสช.ได้ประกาศคำสั่งที่ 64 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะหยุดการทำลาย และบุกรุกพื้นที่ป่า คำสั่งดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะควบคุมการคอรัปชั่น และการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เชิงธุรกิจ ในพื้นที่ป่าสงวน และคำสั่งที่ 66 ซึ่งประกาศสามวันหลังจากนั้น ประสงค์ให้คนจน และผู้ไร้ที่ทำกิน ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่ป่าสงวนก่อนที่จะมีคำสั่งที่ 64 ไม่ได้รับผลกระทบ

ทนายความตัวแทนของชาวบ้านจัดระเบียบ นายถนอม ศักดิ์ระวาสชัย ไม่เชื่อว่าคำสั่งที่ 66 ถูกนำมาใช้ปฏิบัติจริงดังเช่นที่ทำกับคำสั่งที่ 64

ในทางปฏิบัติ คำสั่งที่ 64 เกือบทั้งหมดถูกบังคับใช้กับชาวบ้านทั่วๆ ไปมากกว่านักลงทุนรายใหญ่นายถนอมกล่าว

ชาวบ้านมีช่องทางไม่มากนักที่จะต่อต้านคำสั่งขับไล่ดังกล่าว ด้วยความช่วยเหลือจากนายเหลาไทย ชาวบ้านโนนเจริญส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ร้องขอให้ คสช. ถอดแผนการทำลายต้นยางที่เหลือ ซึ่งทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนในทำนองเดียวกันเป็นจำนวนมาก

มีข้อเรียกร้อง ต่อ คสช. ให้เปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกี่ยวกับการบุกรุกป่า ในการชุมนุมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนจาก คสช. และกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วม

เห็นได้ชัดว่าข้อเรียกร้องล้มเหลว สี่วันหลังการชุมนุมที่กรุงเทพฯ นายปรินชัย สอนซื่อ นายอำเภอภูพาน ออกคำสั่งให้ชาวบ้านในหมู่บ้านจัดระเบียบออกจากผืนดินที่พวกเขาปลูกต้นยาง เมื่อชาวบ้านปฏิเสธ นายปรินชัยก็มีคำสั่งให้ออกหมายจับพวกเขา

มีคำถามที่ว่า ใครกันแน่ที่ได้รับผลประโยชน์จากต้นยางเหล่านั้น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอ้างว่า นายทุนเป็นผู้จ้างวานชาวไร่เพื่อกรีดยาง นายปรินชัยไม่เชื่อว่า ชาวบ้านสามารถปลูกยางด้วยตนเองได้

คนจนไม่ได้เป็นคนปลูกยางเขากล่าว นายทุนต่างหากที่จ้างชาวบ้านให้ทำงานเพื่อพวกเขา

เมื่อถามถึงหลักฐานที่เกี่ยวกับการจ้างวานชาวบ้านของนายทุน นายปรินชัยกลับไม่สามาถหาหลักฐานเหล่านั้นได้

ชาวบ้านในท้องที่ เคยปลูกมันสำปะหลัง และอ้อยมาก่อน ในปี 2544 เจ้าหน้าที่รัฐ ได้นำพันธุ์ยางเข้าไปแจกจ่าย ตามนโยบายด้านการเกษตร ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

สวนทางกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาล ชาวบ้านกล่าวว่า พวกเขาเป็นเจ้าของต้นยางเหล่านั้น และตอนนี้รายได้ของหลายครอบครัว ก็ขึ้นอยู่กับการขายยางเพียงอย่างเดียว

นางสุนัน สิงห์วงศ์ ชาวนาวัย 28 ปี จากบ้านจัดระเบียบ กล่าวว่า หลายครอบครัวเริ่มการปลูกยางจากหนึ่งไร่ และค่อยๆ เพิ่มพื้นที่ไปที่ละไร่ นางสุนันอ้างว่า ญาติของเธอซึ่งทำงานอยู่ต่างจังหวัด ส่งเงินกลับมาให้ปลูกยางเพิ่ม

จากข้อมูลของนายเหลาไทย ครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านจัดระเบียบจะถือครองพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ ในแต่ละเดือน แต่ละครอบครัวจะมีรายได้จากยาง ปกติประมาณ 1,000 บาทต่อไร่ ถ้าทำงานสองคนต่อพื้นที่เฉลี่ย 15 ไร่ พวกเราจะมีรายได้น้อยกว่า 300 บาทต่อวัน

ถึงจะไม่ใช่คนที่จนที่สุด ครอบครัวเหล่านี้ก็ไม่ได้มั่งมีเช่นกัน เพราะเหตุผลดังกล่าว นายเหลาไทยจึงกำชับว่า ชาวบ้านเหล่านี้ไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยตามคำสั่งที่ 64 ของ คสช. และควรจะได้รับการคุ้มครองตามคำสั่งที่ 66

แม้ว่าชาวบ้านในบ้านโนนเจริญ และบ้านจัดระเบียบ จะอ้างว่า อาศัยอยู่ในพื้นที่ของพวกเขามาหลายชั่วอายุคน แต่พื้นที่ดังกล่าว ก็ถูกเปลี่ยนเป็นอุทยานแห่งชาติภูพานในปี 2515 หลังจากการเจรจากับชาวบ้าน และเอนจีโอในปี 2536 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (สปก.) จัดสรรที่ดินให้กับชาวบ้านได้

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า รัฐบาลกำลังยกเลิกมติดังกล่าว นายปรินชัยยืนยันว่า เขาจะปฏิบัติตามคำสั่งของ คสช. “ผมต้องยึดพื้นที่ป่าสงวนทั้งหมดคืนเขากล่าว ต้นยางทั้งหมดต้องถูกตัดทำลายทิ้ง

แม้นโยบายของ คสช. จะทำสร้างความไม่แน่นอนในการครอบครองที่ดิน และกระทบกับการดำรงชีวิตของประชาชนสองล้านคนทั่วประเทศ นางสุนันแทบไม่สงสัยเลยถึงวิธีแก้ปัญหาของรัฐบาล ฉันคิดว่า รัฐบาลจะตัดต้นยางของเราเพิ่ม และยึดที่เราไปเธอกล่าว แต่พวกเราเป็นคนจน จากที่ได้ยินมาเกี่ยวกับคำสั่งของ คสช. พวกเขาบอกว่า ถ้าพวกเราจน เราควรจะเป็นเจ้าของที่ดินของเราได้

ดร.คมสัน เรืองฤทธิ์สาระกุล จากสำนักบริหารจัดการป่าชุมชนของกรมป่าไม้ ได้รับทราบปัญหาที่เกิดจากคำสั่งของ คสช.แล้วจากการสัมภาษณ์ครั้งก่อน

ปัญหานี้เป็นปัญหาเก่า แต่อย่างแรกที่เราต้องแน่ใจคือ ต้องไม่มีการถางพื้นที่ป่าเพื่อใช้ในเชิงธุรกิจเพิ่มเขากล่าวกับข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ ตอนนี้มีประชาชนในพื้นที่ป่าควบคุมสองล้านคนในประเทศไทย และพวกเขาไม่ใช่อาชญากร พวกเขาเป็นชาวนาชาวไร่

นายเหลาไทยเกรงว่า การทำให้ชาวบ้านเป็นอาชญากรจะดำเนินอยู่ต่อไป เขายังเป็นห่วงด้วยว่า ตัวเขาเองอาจถูกจับกุม

มันไม่ใช่ว่าผมห่วงตัวเองนายเหลาไทยกล่าว ผมสู้กับเผด็จการมานานแล้ว เรามีรัฐประหารหลายครั้งในประเทศไทย แต่ถ้าผมเข้าไปในพื้นที่พวกนั้น ชาวบ้านยิ่งจะเจอปัญหามากกว่า ที่พวกเขาเจออยู่แล้ว กองทัพจะคิดว่า ผมจะเข้าไป ปลุกกระแสทางการเมืองในพื้นที่

ความกลัวของเขาเป็นเรื่องธรรมดา ในสภาพการณ์ของการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองมากกว่าห้าคนขึ้นไป และจากที่มีการ เรียกตัวผู้นำในพื้นที่หลายครั้ง ทำให้หลายคน ที่ทำงานคล้ายเหลาไทยต้องเงียบไว้ก่อน

ผมแค่ต้องระวังให้มากขึ้นเขากล่าว

ดร.สถาพร เริงธรรม ศาสตราจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชื่อว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่อำเภอ ที่มีชาวบ้านเป็นเป้าหมาย จะดำเนินต่อไป นอกจากรัฐบาลจะมีความชัดเจนในนโยบาย และปกป้องสิทธิของคนจน

ในภาคอิสาน มีชาวนาชาวไร่ที่ยากจนจำนวนมาก ที่มีพื้นที่ปลูกยางเพียงไม่กี่ไร่ แต่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นกลับไม่แยกระหว่างคนจน กับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินการโดยคนโกง ฮุบเอาที่ดินไปจากรัฐ และเป็นกลุ่มคนที่ต้องได้รับผลจากนโยบายดังกล่าวเขากล่าวในการสัมภาษณ์

เช่นเดียวกับชาวบ้านหลายคน ดร.สถาพรรู้สึกถึงความไม่เชื่อมโยงระหว่างผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ผมเคยพูดกับหลายคนแล้วในเรื่องนี้ และผมคิดจริงๆ ว่า เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงต้องการใช้นโยบายนี้กับบรรดานายทุนที่มีธุรกิจขนาดใหญ๋ แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐระดับล่างเอง ที่ใช้นโยบายนี้เพื่อหาประโยชน์จากคนจน และนี่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในขณะนี้

การให้ปากคำกับศาลครั้งแรกในคดีที่ฟ้องชาวบ้านจัดระเบียบจะมีขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน ทนายความอย่างคุณถนอม ยังไม่แน่ใจกับผลลัพท์ของคดีนัก บ้านจัดระเบียบอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูพาน เขาตั้งข้อสังเกต และมติคณะรัฐมนตรีในปี 2536 ไม่อนุญาตให้ปลูกต้นยางในพื้นที่

นายถนอมเป็นห่วงว่า ศาลอาจตัดสินตามโทษขั้นรุนแรง ซึ่งอาจหมายถึงจำคุกสิบห้าปี ถูกยึดที่ดิน และปรับเป็นเงินสูงถึง 150,000 บาท ต่อไร่

พินิจนันต์ ชนะสะแบง มีส่วนร่วมในรายงานชิ้นนี้

อีแวน เกิร์ซโควิช เป็นนักข่าวอิสระในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ติดตามผลงานของเขาได้ทางทวิตเตอร์ @EvanGershkovich

ชาวบ้าน-กำนัน-ผญบ.ฝางฮือไล่นายอำเภอเหตุทุจริต

2557 เมษายน 4
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

 

นายชัยดี รัตนปรีดา นายกเทศบาลตำบลบ้านฝาง ปราศัยโจมตีการทุจริตของนายอำเภอบ้านฝาง

ชาวบ้านอำเภอบ้านฝางร่วมกับชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านฝาง  ชุมนุมขับไล่นายครรชิต ดีหนองยาง  นายอำเภอบ้านฝาง อ้างทุจริตหลายกรณีหลังย้ายมารับตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน

วันที่ 2  เมษายน 2557 เวลา  11.00 น. ชาวบ้านอำเภอบ้านฝางและกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่รวมตัวกันหน้าที่ว่าการอำเภอบ้านฝางเพื่อขับไล่  นายครรชิต  ดีหนองยาง  ซึ่งปัจจุบันตำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น ให้ออกจากตำแหน่งโดยเร็ว  โดยอ้างว่ามีการกระทำทุจริตหลายครั้งตลอดสองเดือนที่ย้ายมาจากอำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ผู้ชุมนุมที่เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ได้ผลัดกันออกมาปราศรัยโจมตีการทำงานของนายอำเภอคนดังกล่าวประเด็นทุจริตเรียกรับเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้าน

นายชัยดี รัตนปรีดา  นายกเทศบาลตำบลบ้านฝาง  แกนนำขับไล่นายครรชิตในครั้งนี้กล่าวว่า  “ความไม่พอใจเริ่มที่มีการเรียกเก็บเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้านและค่าต่อสัญญาการเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นเงินจำนวน 10,000 และ 5,000บาทตามลำดับ  ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหลายคนไม่พอใจจึงได้เข้ามาปรึกษากับผม  และยังมีกรณีเรียกรับเงินในการเดินทางไปเปิดงานพิธีการต่างๆ  มีการเรียกรับเงินส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆในพื้นที่  รวมถึงการใช้ทรัพย์สินต่างๆของทางราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว  เช่น  นำเงินจากการจัดงานประเพณี   “บุญคูณลาน” ซึ่งตกลงกันว่าจะนำไปช่วยเหลือชาวนาตามนโยบาลรัฐ แต่นายอำเภอกลับนำเงินส่วนดังกล่าวมาใส่ในบัญชีตัวเอง”

นายชัยดี รัตนปรีดา  กล่าวอีกว่า  “ตลอดระยะเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งนายอำเภอถึง5 คน  และไม่เคยมีนายอำเภอคนไหนทำอะไรแบบนี้มาก่อน ผมในฐานะคนรักบ้านเกิดจึงทนไม่ได้ ผมจึงได้ทำหนังสือมาในวันนี้เพื่อเรียนถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นให้มีคำสั่งย้าย นายครรชิต  ดีหนองยาง  ให้พ้นจากตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝางหรือออกจากพื้นที่ภายในกำหนดเวลา  24  ชั่วโมง”  โดยเนื้อหาในหนังสือเป็นการชี้แจงการทุจริต ที่มีภาพและคลิปเสียงแระกอบ อีกทั้งยังมีหนังสือรวบรวมรายชื่อผู้ร่วมขับไล่นายอำเภอคนดังกล่าว

ผู้ชุมนุมได้เรียกร้องขอพบตัวนายครรชิต ดีหนองยาง แต่กลับได้รับคำตอบว่าวันนี้เขาได้ขอลากิจ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก จากนั้นทางกลุ่มจึงประกาศว่าจะดำเนินวิธีการต่างๆเพื่อเอาผิดกับนายอำเภอผู้ฉ้อฉลคนนี้อย่างถึงที่สุด และยังได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นรีบดำเนินการออกคำสั่งย้ายนายครรชิต ดีหนองยางให้พ้นจากตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝางหรือออกจากพื้นที่ภายในกำหนดเวลา  24  ชั่วโมง โดยทางกลุ่มจะส่งตัวแทนเข้าไปยื่นหนังสือเรียกร้องดังกล่าวให้กับทางที่ว่าการจังหวัดต่อไป

หนึ่งในตัวแทนชมรมผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่า  “พวกเราแรกๆก็แปลกใจว่าทำไมมีการเรียกเก็บเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้านและจากผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจะมีการประเมินกันทุกห้าปีอยู่แล้ว  แต่ครั้งนี้กับมีการเรียกเก็บเงินแล้วบอกว่าเป็นเงินค่าต่อสัญญา  บางคนกลัวหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงยอมจ่ายเงินไป  ทั้งๆที่เป็นการเปรียบเหมือนเรียกมาใช้งานของผู้บังคับบัญชาแต่กลับมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้น  ซึ่งในตอนเช้าของวันนี้ก็มีการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านฝาง พวกเราบางคนก็ได้พูดคุยกันนอกรอบเกี่ยวกับปัญหาทุจริตเรื่องนี้ ทุกคนต่างเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องจึงรวมตัวกันออกมาร่วมแสดงพลังต่อต้านการคอรัปชั่นและต้องการเอาผิดกับนายอำเภอผู้นี้”

การหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่มีการเมือง

2557 มีนาคม 31
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

จังหวัดขอนแก่น  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายโกเมศ ฑีฆธนานนท์ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีหน้าศาลาว่าการจังหวัดขอนแก่นเกี่ยวกับประสบการณ์การเป็นเจ้าของธุรกิจและนักการเมืองท้องถิ่น นายโกเมศได้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒสภาและนี่เป็นโอกาสเดียวที่จะทำการปราศรัยแก่ประชาชนผู้ออกเสียงก่อนจะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันเสาร์นี้ ภายใต้เงื่อนไขที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดเกี่ยวกับการเมือง

“ในฐานะผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภานั้น มีกฎหมายหลายตัวที่คอยควบคุมสิ่งที่ผมจะพูด” นายโกเมศ ซึ่งมีอายุ 57 ปีและครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการตลาดนัดในจังหวัดขอนแก่นกล่าว “ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายในสิ่งที่ผมอยากจะให้ทุกท่านได้เข้าใจ”

นายโกเมศเป็นหนึ่งในเจ็ดผู้สมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น กฎที่เข้มงวดนั้นมีจุดประสงค์ที่จะดำรงไว้ซึ่งการวางตัวเป็นกลางของผู้ลงสมัครตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทยโดยการปฏิบัติตามกฎการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปรวมไปถึงการอภิปรายในหัวข้อการเมืองในปัจจุบัน

กิจกรรมที่สามารถทำได้อย่างเช่นการจัดทำป้ายประกาศหาเสียงโดยระบุชื่อผู้ลงสมัครและคำขวัญในสถานที่ราชการและการนำเสนอรูปภาพและประวัติโดยย่อโดยหมุนเวียนไปตามทางจดหมายและการออกอากาศในสถานีของรัฐบาล

ในวันพฤหัสที่ผ่านมา ผู้ลงสมัครในจังหวัดขอนแก่นแต่ละคนได้ทำการปราศรัยเป็นเวลา 15 นาที ณ เวทีหน้าศาลาว่าการจังหวัดต่อหน้าประชาชนประมาณ 2000 คน

เนื่องด้วยผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาถูกห้ามมิให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองในปัจจุบัน ผู้สมัครส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การปราศรัยคุณสมบัติของตนเอง

นายวัน สุวรรณพงษ์ ผู้จัดรายการวิทยุชื่อดังซึ่งมีอายุ 75 ปี ก็ได้กล่าวถึงข้อจำกัดในการปราศรัยของเขาเหมือนกับนายโกเมศ

“ผมเชื่อว่าเรายังต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูดมากเกี่ยวกับสิ่งที่ผมอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง” นายวันกล่าว

แต่แทนที่นายวันจะกล่าวถึงภูมิหลังของเขาในการเป็นทนาย เขากลับแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนต่อศาลรัฐธรรมนูญในการทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

“ผมเกรงว่าการเลือกตั้งในวันที่ 30 มีนาคมนี้อาจจะจบลงอย่างเช่นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา” นายวันกล่าว “ถ้ามันกลายเป็นโมฆะอีกครั้ง ผมจะฟ้องร้องใครก็ตามที่ทำให้มันเป็นโมฆะ”

นายฐิตินันท์ แสงนาค อายุ 53 ปี ก็ได้แสดงท่าทีต่อตำแหน่งทางการเมืองโดยไม่ให้โจ่งแจ้งเกินไป

“เราต้องทำงานกับคนที่มาจากระบบราชการ เหมือนกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เราต้องทำงานกับคนเหล่านี้ คุณรู้ว่าพวกเขาเป็นใครและพวกเขามีความเชื่ออย่างไร” นายฐิตินันท์กล่าว

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานของรัฐบาลที่เชื่อว่าเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

“ผมจะอยู่ข้างๆพ่อแม่พี่น้อง” นายฐิตินันท์กล่าวต่อชาวขอนแก่น “ผมเชื่อว่าเราอยู่ตำแหน่งเดียวกัน คิดเหมือนกัน”

ผู้สมัครคนอื่นเลี่ยงที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและพูดในเรื่องทั่วไป

นายสุวิทย์ นามบุญเรือง อายุ 62 ปี อ้างถึงการอุทิศตนต่อประชาธิปไตยและเน้นหนักไปที่ความสำคัญของการศึกษา

นายสุธน สอนคำแก้ว อายุ 47 ปี ผู้มีประสบการณ์ในด้านการบัญชี ได้เน้นในเรื่องของความยุติธรรมของตนเอง

“ผมไม่ขึ้นอยู่กับใครและไม่คิดที่จะสนับสนุนสีใดก็ตาม” นายสุธนกล่าว “ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของสมาชิกวุฒิสภาคือความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม”

ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถเข้าร่วมในพรรคการเมือง ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมากในการจดจำชื่อ

“ไม่ใช่จะเป็นใครก็ได้ที่จะลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา”  นายฐิติพล ทศรฐ กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่นกล่าว “จะมีผู้สมัครบางคนที่ไม่เป็นที่รู้จักนักจะใช้โอกาสนี้ในการแนะนำตัวต่อสาธารณะ แต่โดยทั่วไปแล้วผู้สมัครนั้นจะเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในจังหวัด”

ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลปฏิญาณที่จะขัดขวางการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นก่อนที่จะมีการปฏิรูปประเทศ พวกเขากล่าวว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งวุฒิสภาในวันเสาร์นี้ นั่นเป็นเพราะวุฒิสภาซึ่งกุมอำนาจในการฟ้องร้องนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 3 ใน 5 มีความสำคัญในการพยายามถอดถอนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์

สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 สมาชิกวุฒิสภาของไทยส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาโดยผู้พิพากษาและข้าราชการที่เป็นสมาชิกในการก่อตั้งกลุ่มต่อต้านตระกูลชินวัตร

คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาประกอบด้วยประธานจากศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน และ ผู้พิพากษาในศาลฎีกา

และด้วยอำนาจจากหน่วยงานเหล่านี้ ถ้าสำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอแนะให้ทำการฟ้องร้องนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ สมาชิกวุฒิสภาต้องนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง

สำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยังคงอยู่ในช่วงของการฟ้องร้องนางสาวยิ่งลักษณ์จากการเพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องมาชี้แจงต่อสำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก่อนวันที่ 31 มีนาคมนี้ และคณะกรรมการการทุจริตจะประกาศผลการตัดสินในเดือนหน้านี้

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของรัฐบาลที่แขวนอยู่นี้ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันอาทิตย์นี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ของประเทศ

“ดาวดิน” ยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดิน คัดค้านคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ

2557 มีนาคม 30
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ดาวดินแต่งคนป่าล้อเลียนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทำประชาธิปไตยล้าหลัง ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเลือกตั้งโมฆะกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นรัฐประหารจากองค์กรอิสระ ยืนยันการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ เรียกร้อง กกต.จัดเลือกตั้งทุกเขตที่เหลือ

24 มี.ค. 2557 เวลา 13.00 น. กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม(ดาวดิน)  จำนวน  18 คน  ได้ยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดินในข้อหากระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ต่อศาลปกครองภาค 4  จังหวัดขอนแก่น โดยมีโจทย์ร่วมจำนวน 9 คน  กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบธรรมของการจัดเลือกตั้งวันที่  2   กุมภาที่ผ่านมา  ซึ่งวินิจฉัยไปในแนวทางที่ว่าให้การจัดการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทางกลุ่มฯระบุว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจหน้าที่ในการนำเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจในการรับพิจารณาในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน  โดยในคำร้องได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายจากเดินทางไปใช้สิทธ์เลือกตั้งและค่าเสียสิทธิทางการเมือง

นอกเหนือไปจากการเข้ายื่นฟ้องทางกลุ่มยังได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงการคัดค้านคำตัดสินของ ตลก. ศาลรัฐธรรมนูญ โดยแต่งเป็นคนป่าและเขียนหน้าตัวตลกเพื่อล้อเลียนการทำงานของศาลที่มีความล้าหลังและไม่เป็นประชาธิปไตยซึ่งไม่ต่างกับคนป่า  โดยจำนวนคนที่แต่งล้อเลียนมี  6  คนนั้นก็เพราะต้องการสื่อถึงตุลากาลรัฐธรรมนูญทั้ง 6 คน ที่ลงมติให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ต่อมาสมาชิกกลุ่มดาวดิน จำนวน 4 คน เขียนหน้าขาวดูโศกเศร้าได้ยืนนิ่งชูบัตรประชาชนพร้อมกับถือป้ายที่มีข้อความว่า “เลือกตั้ง 2 กุมภาเป็นโมฆะ” เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐประหารได้เกิดขึ้นแล้วแม้ไม่ได้เกิดจากปลายกระบอกปืนแต่เกิดจากองค์กรอิสระ

ทางกล่มดาวดินยังได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ล้อเลียนกระแสนายกคนกลาง โดยมีชายใส่หน้ากากซุปเปอร์ฮีโร่ปิดใบหน้าแล้วถอดกระดุมเสื้อเชิ้ตออก ภายใต้เสื้อแสดงสัญลักษณ์คล้ายซุปเปอร์แมน แต่เขียนคำว่า  “มาตรา 7” และถูกชูป้ายแสดงข้อความว่า  “ไม่เอานายกคนกลาง  ประเทศไทยไม่ต้องการ Hero”  เป็นการแสดงออกถึงความคิดที่ไม่ต้องการนายกคนกลางที่ไม่ได้มาจากกระบวนประชาธิปไตย นางสาวจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) กล่าวว่ากิจกรรมทั้งหมดได้สร้างความสนใจให้กับคนที่สัญจรผ่านไปมาอย่างมาก พอกิจกรรมเสร็จสิ้นลงก็ได้ยื่นคำฟ้องต่อให้พนักงานศาลปกครองทำการประทับรับฟ้องตามขั้นตอนของศาล

จานนั้น กลุ่มนักกิจกรรมได้อ่านแถลงการณ์ประกาศจุดยืน โดยระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่เป็นโมฆะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยแต่เพียงว่าการกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ตาม พ.ร.ฎ. ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใน 28 เขตที่เหลือ ซึ่งยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมยืนยันต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ ไม่ว่าโดยทหารหรือองค์กรอิสระ หรืออำนาจนอกระบอบใดๆ และสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการนายกคนกลางหรือนายกพระราชทานซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

นางสาวจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ กล่าวอีกด้วยว่าสาเหตุที่มายื่นฟ้องศาลปกครองในวันนี้เนื่องจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นขัดต่อหลักกฎหมายที่ได้เรียนรู้มา และคิดว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่บรรทัดฐานที่ขัดต่อหลักกฎหมายและขัดต่อหลักประชาธิปไตยในอนาคต กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงการต่อต้านความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเราเลือกที่จะนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวคนป่า ซึ่งต้องการแสดงและบ่งบอกถึงความล้าหลังของคำวินิจฉัย ส่วนการแสดงละครใบ้ หมายถึงสิทธิที่เราถูกลิดรอนโดยไม่รู้ตัวแต่ก็พร้อมที่จะสู้ด้วยวิถีประชาธิปไตย และสุดท้ายคือการออกมาของ “ฮีโร่” หรือ นายกคนกลาง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็แสดงเห็นอย่างชัดเจนว่าการมีนายกคนกลางไม่ได้ช่วยให้ความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยเจริญงอกงามขึ้นแต่อย่างใด และวิธีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของกลุ่มล้วนเป็นวิธีการที่สงบ สันติ อหิงสาอย่างแท้จริง

 

 

งานสตรีสากลขอนแก่น

2557 มีนาคม 8
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต และอีกหลายหน่วยงานในจังหวัดจัดงานวันสตรีสากลขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม 2557 ณ ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น เนื่องในโอกาสวันสตรีสากลซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี โดยปีนี้มีผู้มาร่วมงานมากกว่า 500 คน

ในการจัดงานครั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ ดร.กระแส ชนะวงศ์ อายุ 80 ปี “หมอแมกไซไซ” สาขาผู้นำชุมชนและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับเชิญมาปาฐกถาหัวข้อ “พลังสตรี พลังสร้างสรรค์ประเทศ”

ดร.กระแส ได้ยกตัวอย่างหญิงแกร่งอย่าง นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ และสนับสนุนให้หญิงไทยพัฒนาภาวะผู้นำโดยกล่าวว่า “โลกนี้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าผู้ชายพัฒนาอย่างเดียวก็จะพัฒนาได้ครึ่งเดียว ถ้าผู้หญิงพัฒนาด้วยประเทศก็จะยิ่งเจริญมากขึ้น” อีกทั้งยังได้เผยว่าความสำเร็จของตนก็มาจากแรงสนับสนุนของภรรยา

งานสตรีสากลจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นการนำนโยบายส่วนกลางมาจัดงานโดยฝ่ายภูมิภาคหรือสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายสาย เตรียมไธสง ผู้อำนวยการการพัฒนาสังคมของจังหวัด และนางศรีสุดา ราชธา ผู้ร่วมจัดงานหลัก กล่าวว่า ทุกปีจะมีการมอบรางวัลยอดสตรีศรีขอนแก่น โดยการคัดสรรสตรีที่มีผลงานโดดเด่น 12 สาขา เช่น สาขาสาธารณสุข ผู้นำชุมชน เกษตรกร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการของหน่วยงานผู้ร่วมจัดงาน

เพราะเชื่อว่าความสามารถของสตรีไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชาย เจตนารมณ์ของงานสตรีในครั้งนี้ต้องการขับเคลื่อนให้สตรีไทยมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันกับเพศชายในทุกด้านและทุกภาคส่วนการทำงาน ซึ่งเน้น 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังต้องการปลูกฝังคุณค่าของสตรี ปรับเปลี่ยนทัศนคติและปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเข้าใจความเสมอภาคทางเพศ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงในทุกระดับ

ถึงแม้ว่าบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้นำทั้งส่วนกลางละส่วนภูมิภาคจะเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน แต่สถิติยังคงแสดงให้เห็นว่าจำนวนตัวเลขนั้นยังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ สหภาพรัฐสภาได้เปิดเผยสถิติการมีส่วนร่วมในรัฐสภาของ ส.ส.และส.ว. ที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 15.80 และ 15.40 ตามลำดับ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สัดส่วนผู้นำส่วนภูมิภาคที่เป็นผู้หญิง เช่น สมาชิกอบต. มีจำนวนเพียงร้อยละ 13.42

“กฎหมายยังไม่ครอบคลุมมากพอที่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกัน” นางกรรณิกา อุ่นคำ       อายุ 44 ปี ผู้ร่วมออกร้านขายสินค้าในงานได้แสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังกล่าวว่าควรมีการปรับปรุงด้านกฎหมายเพราะกฎหมายจะทำให้ผู้หญิงมีบทบาทเท่าเทียมกับผู้ชาย อย่างไรก็ตามนางกรรณิกาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นไปได้ยากเพราะคนไทยเลือกปฏิบัติตามเพศที่ต่างกันจนเคยชิน ความคิดแบบเดิมคงเปลี่ยนแปลงยาก

นางพิยาภรณ์ สุขโข อายุ 47 ปี จาก อ.ชนบท จ.ขอนแก่น และได้รับรางวัลสตรีทำงานในแรงงานนอกระบบที่สร้างคุณประโยชน์ ปี 2554 สาขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัล 12 สาขา กล่าวว่าเห็นด้วยกับการปรับปรุงกฎหมายและ“มาตราการบทลงโทษทางกฎหมายยังไม่เข้มงวดพอ ไม่ใช่ว่าข่มขืนกระทำชำเราเด็ก แล้วถูกยกฟ้อง คนกระทำมเงินก็จ่าย มันไม่น่าจะเป็นไปได้”

ดร.กระแส กล่าวเสริมว่า “จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงด้านความเสมอภาคทางเพศเป็นไปได้ยากเพราะมันเป็นความเชื่อเก่าแก่มาหลายสมัยว่าผู้หญิงต้องถ่อมตัวและไม่ค่อยแสดงออก” อย่างไรก็ตามหญิงไทยสามารถพัฒนาบทบาทของตัวเองให้เท่าเทียมกับชายโดยการหมั่นฝึกฝนภาวะผู้นำโดยการเพิ่มคุณค่าและความหมายให้กับตนเอง ผู้อื่น และงาน

ทั้งนี้ “ผู้หญิงไม่ควรลืมว่าตัวเองยังเป็นผู้หญิง” และควรสะสมพลังของสตรีไทยซึ่งทำได้จากการยึดหลักปฏิบัติตามคำกล่าวโบราณ ซึ่งก็คือ กฎ 3 น้ำ  “น้ำคำ น้ำมือ และน้ำใจ” “น้ำคำ”คือ การพูดจาน่ารัก ไพเราะ “น้ำมือ” คือ การรู้จักทำงาน ขยัน โดยเฉพาะเสน่ห์ปลายจวัก และสุดท้าย “น้ำใจ” คือ การมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น

นางพิยาภรณ์ แสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวนี้ว่า  “ผู้หญิงอีสานมีคุณสมบัติตาม 3 น้ำอยู่แล้ว ทั้งน้ำคำ น้ำมือและน้ำใจ แต่เอามาใช้แค่กับครอบครัวไม่ค่อยนำมาปฏิบัติกับคนอื่น” พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการจัดงานบทบาทของสตรีให้ต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้หญิงในภาคอีสาน “ผู้หญิงอีสานเก่งๆก็มีแต่มีน้อยที่มีโอกาสแสดงออก อยากให้มีหน่วยงานรัฐออกมาทำงานแบบจริงจัง ไม่สร้างกระแสเพียงแค่ละลายงบประมาณเพราะมันจะไม่มีประโยชน์”

นายสาย พูดทิ้งท้ายว่า “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง” แท้จริงแล้วอาจเปรียบกับคำพูดที่ ดร.กระแส กล่าวในวันนี้ว่า “ผู้ชายประสบความสำเร็จได้ก็เพราะมีผู้หญิงคอยสนับสนุนอยู่” เพราะ  “แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติ ช้างจะเดินด้วยช้างเท้าหลังก่อนเสมอ”

ม็อบชาวนาขอนแก่นให้กำลังใจรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว

2557 กุมภาพันธ์ 28
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

18 กุมภาพันธ์ 2557

ขอนแก่น – ประเด็นการจำนำข้าวกำลังอยู่ในกระแสการเมืองที่ทุกคนกำลังจับตามองขณะนี้เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความโกลาหลมากขึ้นเมื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลายมาเป็นเป้าหมายการโจมตี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ม็อบเกษตรกรชาวนาหลายร้อยคนออกมาล้อมที่ทำการชั่วคราวของรัฐบาลในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้รัฐบาลคืนเงินจำนำข้าวสำหรับผลผลิตข้าวปีก่อนที่ผลัดมานาน แต่ขณะเดียวกัน เกษตรกรชาวนาในภาคอีสานออกมารวมตัวกันในจังหวัดขอนแก่นเพื่อโต้กลับการประท้วงและให้กำลังใจรัฐบาลพร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายการจำนำข้าว

นายเจริญทรัพย์ จำปาทอง อายุ 65 ปี เกษตรกรจาก อ.บ้านไผ่ ที่มาร่วมชุมนุมในวันจันทร์ กล่าวว่า “พวกเราไม่ได้ออกมาประท้วงเพราะไม่ได้เงินจำนำข้าว พวกเราออกมาสนับสนุนหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อจ่ายเงินคืนให้ชาวนา”

เกษตรกรกว่า 400 คนออกมาชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่นในเช้าวันจันทร์และร่วมกันเดินไปยังสาขาของธนาคารต่างๆในละแวกใกล้เคียง เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน (GSB) เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนรัฐบาลและโครงการจำนำข้าวผ่านเสียงของเกษตรกรชาวนา

ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาขอนแก่น ธนู โตสัจจะ  กล่าว “ชาวนามาเพื่อขอบคุณเรา เป็นครั้งแรกที่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น”

กลุ่มหัวหน้าผู้ชุมนุมได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้ด้วย

นายพุทธิพงษ์ การแก่นพงษ์ ผู้จัดรายการวิทยุในจังหวัดขอนแก่น ผู้ร่วมชุมนุมในครั้งนี้กล่าวว่า “เราบอกท่านผู้ว่าว่าพวกเราสนับสนุนท่านในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐและต้องการฝากท่านไปบอกกับรัฐบาลว่าเราเห็นด้วยกับโครงการจำนำข้าว”

การชุมนุมของเกษตรกรชาวนาในขอนแก่นต่างกันสุดขั้วกับการชุมนุมของเกษตรกรชาวนาในกรุงเทพฯที่ออกมาปิดถนนหลายสายและหลายพื้นที่ในเดือนที่ผ่านมา ทั้งยื่นฟ้องศาลเพื่อที่จะได้เงินชดเชยจากรัฐบาลสำหรับการจ่ายเงินจำนำข้าวที่ล่าช้า และเมื่อวันจันทร์ได้ฝ่ากำแพงแนวปิดล้อมเข้าไปยังที่ทำการชั่วคราวของรัฐบาล

การตอบสนองต่อรัฐบาลที่ต่างกันของเกษตรกรภาคกลางในกรุงเทพฯและเกษตรกรต่างจังหวัดบ่งบอกถึงการแบ่งแยกทางการเมืองของประเทศ คนกรุงเทพฯออกมาปิดถนนประท้วงรัฐบาลเกือบ 4 เดือนแต่คนเหนือและอีสานยังคงอยู่ฝ่ายนางสาวยิ่งลักษณ์ ผู้นำรัฐบาลและเห็นด้วยกับนโยบายพัฒนาสังคมต่างๆของรัฐ

อย่างไรก็ตามการออกมารวมตัวชุมนุมของเกษตรกรชาวนาทั้งในกรุงเทพฯและขอนแก่นต่างก็เป็นการตอบสนองต่อการจ่ายเงินจำนำข้าวที่ล่าช้าของรัฐบาลมากกว่า 1.3 แสนล้านบาท แก่เกษตรกรกว่า 1 ล้านรายสำหรับผลผลิตข้าวปีก่อน เนื่องจากอำนาจการกู้ยืมเงินจำนำข้าวที่น้อยลงของรัฐบาลทำให้การจ่ายเงินต้องหยุดชะงัก และยังมีผลมาจากที่โครงการให้ผลเสียมากว่าผลดีอีกด้วย

ในปี 2554 รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ได้นำนโยบายการจำนำข้าวมาใช้โดยการซื้อข้าวจากเกษตรกรมากกว่าอัตราซื้อขายในตลาดกว่าร้อยละ 50 และลดการส่งออกข้าวทั่วโลกเพื่อเพิ่มราคาข้าว แต่โครงการล้มเหลวเพราะประเทศอื่นผลิตข้าวออกมาแย่งลูกค้าของตลาดไทยที่ตอนนั้นครองแชมป์การส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง ขณะนี้รัฐบาลกำลังดิ้นรนขายข้าวคุณภาพสูงโดยไม่ให้เสียกำไร

เกษตรกรภาคอีสานรู้สึกขอบคุณที่รัฐบาลรับประกันราคาข้าวไว้ 15,000 บาทต่อตัน ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแสดงให้เห็นว่าชาวนาได้รับเงินมากกว่าเดิมสามเท่าจากการขายข้าวเมื่อเทียบกับปีก่อนเริ่มนโยบายการจำนำข้าว

จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรชาวนาขอนแก่นประมาณร้อยละ 70 ยังไม่ได้รับเงินจำนำข้าวจากผลผลิตปีก่อน แต่ชาวนาหลายคนชื่นชอบแนวคิดของโครงการจำนำข้าวเพราะพวกเขาได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม

นายกองศรี มาตสมบัติ อายุ 56 ปี เกษตรกรจากหมู่บ้านหนองบัวคำมูล กล่าว “เราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป เราไม่คิดว่าการทำนาข้าวจะทำให้เรามีความสุขแบบนี้”

นายบรรจบ ไชยแสนทา อายุ 36 ปี เกษตรกรอีกรายหนึ่ง  “ผมสามารถปลูกบ้าน ซ่อมแซมบ้านได้ก็เพราะโครงการจำนำข้าว”

นางวราพร บัวผิว อายุ 39 ปี บอกว่าถึงแม้รัฐบาลจำเป็นจะต้องลดราคาการซื้อขายให้ต่ำลง ก็ยังจะเห็นด้วยกับโครงการนี้

“ถ้า 15,000 บาทต่อตันมันแพงเกินไปสำหรับรัฐบาล พวกเราก็ยังจะพอใจถ้าราคาจะต่ำลงมาอีกนิด”

นอกจากนี้ นักวิชาการ นักเศรษศาสตร์ และองค์กรใหญ่ของโลกอย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF รู้สึกกังวลกับนโยบายจำนำข้าวหลังจากที่เริ่มใช้นโยบายในปี 2554

รศ. นงลักษณ์ สุพรรณไชยมาตย์ อาจารย์สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่านโยบายให้ประโยชน์ด้านการเงินแก่เกษตรกรชาวนา แต่โดยภาพรวมของโครงการแล้วมีการจัดการด้านงบประมาณที่ไม่ยั่งยืน ไม่มีระบบ และเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการจำนำข้าวแล้วหันมามุ่งพัฒนาและให้งบประมาณแก่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในเกษตรกรรมมากกว่า

“รัฐบาลควรมีแผนการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต่างกันในแต่ละภูมิภาค จุดประสงค์หลักคือการลดต้นทุนการผลิตและเน้นคุณภาพของข้าว เช่น ชาวนาในภาคอีสานต้องการ ทรัพยากรน้ำมาก เครื่องทุ่นแรงในการปลูกข้าว เมล็ดพันธ์ที่ดี และปุ๋ยที่มีคุณภาพ”

นโยบายจำนำข้าวจะหมดอายุในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะต่ออายุ รัฐบาลคาดว่าจะจ่ายเงินจำนำข้าวให้เกษตรกรชาวนาโดยการกู้ยืมเงินจากธนาคารหลายแห่งและทยอยขายข้าวทั้งหมด 17 ล้านตันในโกดังของรัฐ

เนื่องจากมีเหตุการณ์ เช่น การดำเนินการการสืบสวนเรื่องงบประมาณโครงการจำนำข้าวโดย ป.ป.ช. เหตุการณ์ข้อตกลงการค้ากับจีนที่พึ่งล้มเหลว และปัญหาการประกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร ทำให้โอกาสที่รัฐบาลจะจ่ายเงินจำนำข้าวในเกษตรกรชาวนาในเร็ววันนี้แทบจะเป็นไม่ได้

ถึงแม้จะกู้เงินจากธนาคารออมสินได้ห้าร้อยล้านบาทเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เงินจำนวนนี้ก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้ชาวนา ที่สำคัญธนาคารออมสินยังได้รับปฏิกิริยาที่ไม่พอใจจากสหภาพแรงงานและลูกค้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เกษตรกรชาวนาภาคอีสานต่างรอคอยการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างสงบ

นายประสิทธิ เจริญสุข อายุ 66 ปี จากบ้านหนองบัวคำมูล กล่าว “ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือใครที่ต่อต้านรัฐบาลพยายามทำ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็จะทำสำเร็จและพวกเราพี่น้องเกษตรกรชาวนาก็จะได้รับเงินจำนำข้าวในที่สุด ผมไม่เห็นด้วยที่จะไปประท้วงเพราะมันมีแต่จะทำให้สถาณการณ์แย่ลง”

เข็นครกขึ้นภูเขา : การสอนภาษาอีสานในโรงเรียน

2557 กุมภาพันธ์ 11
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ถึงแม้ภาษาที่เราเรียกว่า ภาษา ‘ไทยลาว’ ‘อีสาน’ หรือภาษา ‘ลาว’ จะถูกระงับใช้ในห้องเรียนมามากว่า 100 ปี ภาษาถิ่นประจำภาคอีสานนี้ก็กำลังกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน (ICMRP) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (E.U)ทำให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการอ่านและเขียนเป็นภาษาไทยลาวในโรงเรียนเขตเทศบาล 11 แห่ง หลังจากที่ได้งบประมาณ 20 ล้านบาท โครงการก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็มีปัญหาที่จัดการได้ยากหลายอย่างรออยู่

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่แล้ว ครูในโรงเรียนเทศบาลจังหวัดขอนแก่นเริ่มสอนภาษาไทยลาวหรือไทยน้อยให้นักเรียนตั้งแต่ ป.4 ถึง ม.2

แต่ปัญหาหลักตอนนี้คือ ครูส่วนมากไม่มีความชำนาญในการเขียนภาษาไทยลาว ถึงแม้คนส่วนใหญ่ในภาคอีสานจะพูดภาษาไทยลาวได้ อัตราการอ่านออกเขียนได้ของภาษาไทยลาวเกือบเป็นศูนย์ ยกเว้นกลุ่มคนสูงอายุ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ และพระสงฆ์ นอกจากนี้งานเขียนหรืองานวรรณกรรมฉบับภาษาไทยลาวยังไม่ได้ตีพิมพ์ออกมาใหม่เป็นเวลาเกือบศตวรรษ นักวิชาการได้ดำเนินการปรับระบบการสะกดคำแบบเก่าของภาษาไทยน้อยให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น จึงมีครูหลายท่านในโรงเรียนเขตเทศบาลขอนแก่นที่เพิ่งได้เรียนตัวอักษรภาษาไทยน้อยเป็นครั้งแรก

นายอุดมทรัพย์ เหลืองอุบล ครูสอนภาษาไทยของโรงเรียนเทศบาลสวนสนุกที่เริ่มสอนภาษาไทยน้อยให้กับเด็กนักเรียนม.1ในเทอมนี้ กล่าวว่า “ผมฝึกประมาณหนึ่งเดือนก่อนที่จะได้มาสอนจริงๆ”

นายอุดมทรัพย์หยุดการสอนไปในเดือนธันวาคมสำหรับกิจกรรมลูกเสือและยุวกาชาด แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็ลืมการเขียน กขค ในภาษาไทยน้อย ครูอุดมอยากให้โครงการนี้มีต่อไปเรื่อยๆ แต่เขาไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองในการสอน “อาจจะดีกว่าถ้าจะมีใคสักคนเข้ามาเปลี่ยนผมสักอาทิตย์ละครั้งเพื่อสอนภาษาไทยน้อยให้นักเรียนดีกว่าที่จะให้ครูมือใหม่อย่างผมที่เพิ่งเริ่มเรียนและอยู่ในระดับพอๆกับกับนักเรียนมาสอน”

อย่างไรก็ตาม ครู ผู้ปกครอง และเด็กนักเรียนบางคนสงสัยว่าทำไมต้องมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาษาไทยน้อย

ผศ. ชอบ ดีสวนโคกผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภาคอีสาน เชื่อว่า การสอนนักเรียนให้อ่านเขียนภาษาไทยลาวได้ไม่ใช่แค่อยากให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้แต่เกี่ยวกับการนำวัฒนธรรมไทยอีสานกลับมาให้ลูกหลานได้เรียนรู้ด้วย

“คนกรุงเทพชอบคิดว่าคะแนนเสียง 300,000 เสียงของเค้ามีค่ากว่าหนึ่งล้านเสียงในภาคอีสาน พวกเขาดูถูกว่าเราไม่ฉลาด แต่การนำภาษาไทยน้อยกลับมาจะแสดงออกถึงพลัง ภูมิปัญญาและความภูมิใจของพวกเรา พวกเขาจะได้รับรู้ว่าเราก็มีสิทธิมีเสียงเท่ากับเขา”

และกล่าวเสริมว่า “เราต้องการให้ลูกหลานรู้ว่าบรรพบุรุษของเขาเป็นใคร และทำไมถึงควรที่จะรักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของอีสาน”

หลายคนเห็นว่าการอ่านและเขียนภาษาไทยลาวได้จะทำให้ระดับการศึกษาในภาคอีสานสูงขึ้น ในการทดสอบด้านการศึกษาแห่งชาติ ภาคอีสานจัดเป็นหนึ่งในอันดับที่มีคะแนนน้อยที่สุดของประเทศมาโดยตลอด นายจอห์น เดรปเปอร์ เจ้าหน้าที่โครงการ ICMRP กล่าวว่า นี่อาจจะเป็นผลมาจากที่เด็กนักเรียนในภาคอีสานไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือในภาษาแม่ของตนเอง

ในระยะเริ่มต้นของการฟื้นฟูภาษาถิ่นนี้ ครูในจังหวัดขอนแก่นยังขาดทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน เช่น คู่มือการสอนภาษาไทยน้อย หรือ พจนานุกรมอ้างอิงซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการเขียน การดำเนินงานไปต่อไม่ได้เพราะความเห็นที่ไม่ตรงกันของนักวิชาการ เรื่อง การสะกดคำ หรือการใส่วรรณยุกต์ที่ไม่มีในต้นฉบับดั้งเดิมแต่มีในภาษาพูด

ผศ.ดร.รัตนา จันทร์เทาว์ นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันภายในเร็วๆนี้ จึงตัดสินใจเริ่มเขียนพจนานุกรมภาษาไทยน้อย 600 คำสำหรับนักเรียนในระดับประถมในจังหวัดขอนแก่นและคิดว่าควรใส่วรรณยุกต์ลงไปเพื่อให้คนรุ่นหลังเข้าใจภาษาไทยน้อยได้ง่ายขึ้น “ภาษาไทยน้อยจะเข้าใจได้ยากมากถ้าไม่ใส่วรรณยุกต์ลงไป การนำภาษาถิ่นกลับมาใช้จะต้องกระทบหลายอย่าง และควรที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคและสมัยอีกด้วย”

นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางด้านระบบทางราชการของหน่วยงาน ถึงแม้โครงการนี้จะได้รับทุนร้อยละ 90 มาจากสหภาพยุโรปเพื่อสนับสนุนโครงการ การร่วมมือกันระหว่างเทศบาลของไทยและหน่วยงานต่างชาติก็มีปัญหาเกิดขึ้น

นายศรัณย์ เปานาเรียง เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาของเทศบาลขอนแก่น กล่าวว่า การปรับระบบบัญชีให้เป็นไปตามแบบของยุโรปทำได้ยาก

นายเดรปเปอร์เจ้าหน้าที่โครงการ ICMRP ยังเสริมว่า เงินสนับสนุนของสหภาพยุโรปยังมาถึงล่าช้าเพราะการตรวจสอบบัญชีภายในและให้เหตุผลว่าเงินทุนล่าช้าเพราะความต่างระหว่างวัฒนธรรมของหน่วยงานไทยและยุโรป

เพราะหน่วยงานเทศบาลไม่ค่อยรู้ข้อมูลของสหภาพยุโรปและในทางกลับกันทางสหภาพยุโรปก็ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานกับหน่วยงานของประเทศไทย “ผมคิดว่าปัญหานี้น่าจะมีผลมาจากความเข้าใจด้านสังคมและการเมืองที่ต่างกัน และปัญหานี้เกิดขึ้นจากการมีสัญญาร่วมกันระหว่างสององค์กรที่ไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับคู่สัญญา”

เงินสนับสนุนที่ล้าช่า รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพนักงานทั้งในหน่วยงานของสหภาพยุโรปและไทยในโครงการยิ่งทำให้มีผลกระทบร้ายแรงต่อส่วนอื่นๆของโครงการ ขณะนี้ยังมีความก้าวหน้าเพียงแค่เล็กน้อยในเขตเทศบาลของชุมแพ บ้านไผ่ พล ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าควรมีการใช้เครื่องหมายต่างๆในภาษาไทยลาว ผลิตชุดนักเรียนในแบบของอีสานพื้นบ้าน และสร้างฐานข้อมูลเกี่ยงกับการแสดงประเพณีอีสาน

ระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานไม่ได้เป็นผลมาจากการร่วมมือกับองค์กรต่างชาติเท่านั้น ร่างนโยบายภาษาแห่งชาติที่อนุมัติโดยนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเห็นความสำคัญของภาษาไทยลาวเป็นภาษาถิ่นและสนับสนุนให้นักเรียนเรียนสองภาษาควบคู่กับภาษาถิ่นของตน โดยเฉพาะมองเห็นความจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนที่ไม่ได้มีภาษาแม่เป็นภาษาไทยกลาง อย่างไรก็ตามนโยบายถูกหยุดไว้เนื่องจากเหตุการณ์การยุบรัฐบาลในเดือนธันวาคมก่อน

การนำภาษาอีสานกลับมาใช้อีกครั้งเป็นเรื่องที่เปรียบเสมือน ‘เข็นครกขึ้นภูเขา’ ไม่มีใครคิดว่าขั้นตอนการนำภาษาไทยลาวมาใช้อีกครั้งจะง่ายและเร็ว สำหรับเจ้าหน้าที่โครงการ ICMRP นายเดรปเปอร์คิดว่าถึงสิ่งที่ประสบความสำเร็จจะดูเหมือนเล็กน้อยก็ตาม แต่ที่สำคัญคือการขับเคลื่อนของกลุ่มคนที่มีเจตนาดีต่อชุมชน นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ในจังหวัดขอนแก่น ที่มารวมกลุ่มกันเพื่อที่จะสนับสนุนการกลับมาของภาษา วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของภาคอีสาน

ตัวอักษรภาษาไทยลาวบนประตูของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ติดเมื่อเดือนที่แล้วเป็นสัญญาณการริเริ่มของการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ นายเดรปเปอร์กล่าวทิ้งท้ายว่า “คนกว่าหลายพันคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องติดภาษาอีสานไว้ตรงนั้น แต่อีกไม่นานพวกเขาก็จะรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่จะรณรงค์ให้คนอีสานหันมารักและหวงแหนเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของพวกเขา”

2 กุมภาฯ กับการก้าวเข้ามาของพรรคการเมืองใหม่

2557 กุมภาพันธ์ 3
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

การเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนชาวไทยทุกคนกล่าวถึงได้มีการกำหนดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีสถานการณ์ความวุ่นวายขัดขวางการจัดการเลือกตั้ง  เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทำให้การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในจังหวัดขอนแก่นเงียบเหงากว่าปีก่อนๆ โดยครั้งนี้มีการเปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็กมากขึ้น

นางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีรักษาการประกาศยกเลิกการเลื่อนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการนับคะแนนผลการเลือกตั้งใน 28 เขตที่ยังขาดผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และสถานการณ์ที่ประชาชนหลายพันคนถูกขัดขวางการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร

หนึ่งในผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนฯพรรคเพื่อไทย นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งต่างออกไปจากปี 2554 โดยมีการใช้แผ่นป้ายโปสเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง มีผู้ร่วมการรณรงค์หาเสียงน้อยลง และแจกใบปลิวที่ไม่มีข้อความระบุถึงนโยบายพรรค นายจักรินอธิบายว่า การรณรงค์หาเสียงปีนี้ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่

“สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมีจุดมุ่งหมายเพียงแค่จะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จะได้รู้ว่ามีประชาชนจำนวนเท่าใดที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่สำคัญว่าประชาชนเลือกใครแค่ออกมาใช้สิทธิก็หมายความว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับคุณสุเทพ”

เนื่องจากคะแนนเสียงถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งก่อนและฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยที่มาจากภาคอีสานส่วนใหญ่ จึงเป็นไปได้ว่านายจักรินมีโอกาสที่จะได้รับเลือกอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าส.ส.ขอนแก่นคนอื่นไม่ออกมาใช้โอกาสหาเสียง ปีนี้มีพรรคการเมืองหลายพรรคที่ออกมาหาเสียงและหวังว่าสภาพการเมืองที่วุ่นวายและคาดการณ์ได้ยากนี้อาจจะให้ประโยชน์กับพรรคได้มาก

พรรคพลังสหกรณ์ส่งสมาชิกพรรคสามคนในเขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น และมีนโยบายหลักในการให้เกษตรกรกู้ยืมเงินและการส่งเสริมการเกษตรโดยการขยายกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์

นายสุภฤกษ์ พุฒิโพศรี สมาชิกพรรคพลังสหกรณ์ผู้ลงสมัครจังหวัดขอนแก่นเขตสอง กล่าวว่าไม่ประสงค์จะชนะการเลือกตั้ง เพียงหวังว่าสภาวะการเมืองที่ไม่มั่นคงจะเปิดโอกาสให้แก่ตนมากขึ้น “เป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งใหม่อีกภายในหกเดือน และถ้าพรรคเพื่อไทยมีปัญหากับกระบวนการทางด้านกฏหมายแล้วสมาชิกพรรคไม่ได้ที่นั่งในสภา ลำดับต่อไปก็อาจเป็นผมที่จะมีโอกาสขึ้นมาแทน”

พรรคประชาธิปไตยใหม่ที่เพิ่งเกิดได้สองปีมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นข้าราชการครูและมีนโยบายหลักในการช่วยเหลือคนยากจนในต่างจังหวัดก็หวังว่าพรรคจะได้คะแนนเสียงมากขึ้นจากการที่พรรคเพื่อไทยมีความนิยมลดลง  ส.ส. พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายสุรชัย หาญชิน หวังว่าพรรคจะสามารถเพิ่มคะแนนเสียงให้ตนเองได้ เนื่องจาก คาดว่า ฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานจะลดน้อยลง “ต้องมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือคนในต่างจังหวัด และเพราะเราเป็นพรรคการเมืองเล็ก ประชาชนจะสามารถติดต่อกับเราได้ง่าย”

พรรคการเมืองเล็กพรรคอื่น เช่น พรรคเงินเดือนประชาชน ก็ส่งสมาชิกพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดขอนแก่นโดยหวังว่าการแสดงความเป็นกลางกับการขัดแย้งระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์และนายสุเทพจะช่วยเพิ่มความนิยมของพรรคได้

นางปุญชรัสมิ์ ธาตุดี สมาชิกพรรคเงินเดือนประชาชน ผู้ลงสมัครขอนแก่น เขต 1 กล่าวว่า “พรรคเราเข้าใจสถานการณ์ดี เราเป็นกลาง ประชาชนจะพึ่งเราได้ เราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใด”

แม้พรรคเงินเดือนประชาชนจะก่อตั้งขึ้นมาเพียงแค่หนึ่งปี พรรคก็มีเป้าหมายที่สำคัญคือการก่อตั้งระบบที่เด็กทุกคนจะได้รับเงิน 15,000 บาทฝากเข้าในบัญชีทุกเดือนนับตั้งแต่วันเกิด

พรรคการเมืองอื่นๆส่งผู้สมัครประมาณสามคนในเขตเลือกตั้งขอนแก่น เช่น พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคเสียงของประชาชน ทั้งหมด 12 พรรคจาก 53 พรรคทั่วประเทศลงสมัครในเขตเลือกตั้งขอนแก่น มีแค่เพียงพรรคเพื่อไทยที่มีผู้สมัครในทุกเขตการเลือกตั้งขอนแก่นทั้งหมด 10 เขต

ในการเลือกตั้งวันนี้ จังหวัดขอนแก่นจะมีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 2,671 หน่วย นายฐิติพล ทศรส กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่นหวังว่าการเลือกตั้งพรุ่งนี้จะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

ชาวขอนแก่นแบ่งแยก แต่สงบ

2557 มกราคม 29
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ขอนแก่น – นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะร่วมกันตัดสินกำหนดการการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ว่าจะเลื่อนไปอีกหรือไม่ภายในเย็นนี้ ชาวขอนแก่น เช่นเดียวกันกับชาวไทยทั่วประเทศที่ยังคงยืนกรานต่างกันสำหรับกำหนดการการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเกิดเหตุวุ่นวายและความรุนแรงในการปิดถนนหลายแห่งในกรุงเทพมหานครฯในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวขอนแก่นก็ยังคงอยู่ในความสงบ แม้กำหนดการการเลือกตั้งจะเลื่อนหรือไม่ก็ตาม

กลุ่มต่อต้านรัฐบาลในจังหวัดขอนแก่นยังคงหวังว่าการเลือกตั้งจะมีกำหนดให้เลื่อนไปจนกว่ารัฐบาลจะมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ก่อน ในขณะที่กลุ่มนปช.ที่สนับสนุนรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ต้องการที่จะยุติความขัดแย้งของประเทศโดยให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด และหวังว่ากำหนดการการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์เช่นเดิม

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในจังหวัดขอนแก่นยังคงตั้งหลักประท้วงรัฐบาลที่ศาลเจ้าจังหวัดทุกคืนตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม และได้ส่งรถโดยสารปรับอากาศไปเข้าร่วมประท้วงกับเครือข่ายกปปส.กรุงเทพ แกนนำกลุ่มกปปส.ในจังหวัดขอนแก่น นายกมล กิจกสิวัฒน์ อายุ 58 ปี กล่าวว่าถึงจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ กลุ่มกปปส.ขอนแก่นก็จะไม่จัดการประท้วงคัดค้านอีกเพราะไม่ต้องการที่จะนำเรื่องนี้เข้าไปสู่เหตุความรุนแรง และกลุ่มยังไม่ต้องการที่จะกระตุ้นความรุนแรง ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีเหตุความรุนแรงกับกลุ่มนปช.

นายกมลเปิดเผยว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ กลุ่มผู้ชุมนุมจะรวมกลุ่มที่สถานที่เลือกตั้งในจังหวัดเพื่อแสดงถึงจุดยืนในการต่อต้านการเลือกตั้ง แต่จะไม่ขัดขวางผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการไปลงคะแนนเสียงเหมือนที่เคยเกิดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ

กลุ่มนปช.จังหวัดขอนแก่นหวังว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์จากการประชุมกำหนดการเลือกตั้งระหว่างรัฐบาลและกกต.บ่ายนี้ แต่ก็จะไม่มีการประท้วงหรือใช้ความรุนแรงถ้ากำหนดการจะไม่เป็นไปตามที่หวัง

นักจัดรายการวิทยุ ขอนแก่นเรดิโอ ดีเจสัญญา สิมมา อายุ 40 ปี แสดงความเห็นว่า ถ้าการเลือกตั้งถูกเลื่อนไป คนไทยจะต้องรออีกนานจนกว่าจะได้เลือกตั้งอีกครั้ง ดีเจพุทธิพงษ์ การแก่นพงษ์ อายุ 45 ปีมีความเห็นร่วมกันว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็จะไม่ทำให้พวกเราลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล            ดีเจพุทธิพงษ์ย้ำว่า “พวกเราพร้อมที่จะรับฟังเหตุผลของรัฐบาล ถึงแม้ว่าเหตุผลนั้นจะดีหรือไม่ดีพอ พวกเราก็จะรับฟังและคิด”

ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นายธนิก มาสีพิทักษ์กังวลว่าการเลื่อนกำหนดการการเลือกตั้งออกไป จะทำให้ผู้ลงคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยผิดหวัง แต่ก็จะรณรงค์หาเสียงเพื่อพรรคต่อไป

“เราจะต้องรณรงค์หาเสียงให้มากขึ้นเพื่อที่จะอธิบายให้ผู้สนับสนุนเข้าใจว่าทำไมเราต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป และเราก็หวังว่าพวกเขาจะเข้าใจ”

ความแตกต่างในการแสดงออกทางการเมืองในจังหวัดขอนแก่นและกรุงเทพฯต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์การขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ โดยการปิดล้อมและขัดขวางการเลือกตั้ง 49 แห่ง จากทั้งหมด 50 แห่ง แต่ไม่มีเหตุการขัดขวางของกลุ่มกปปส.ในจังหวัดขอนแก่นหรือจังหวัดอื่นๆในภาคอีสาน และเท่าที่ผ่านมา กลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างกันทางการเมืองในจังหวัดขอนแก่นและในภาคอีสานส่วนใหญ่ดูเหมือนว่าจะไม่มีความรุนแรงเท่าในกรุงเทพฯ

นายกมลแกนนำกปปส.ขอนแก่นกล่าวถึงเรื่องการประท้วงว่า “จะไม่มีการใช้ความรุนแรงในจังหวัดขอนแก่นเพราะเราเข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิที่จะคิดต่างกัน และมีมุมมองทางด้านการเมืองที่ต่างกัน เราสามารถพูดกันด้วยเหตุผลที่ว่า ‘เราเข้าใจที่คุณมีความคิดที่แตกต่างจากเราแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้’”

ผู้ว่าฯ และกลุ่มเสื้อแดงขอนแก่น ไม่เห็นด้วยต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

2557 ธันวาคม 9
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

นางซาบีน่า ซาห์ แกนนำเสื้อแดงขอนแก่น มอบหนังสือให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น

 

นางซาบีน่า ซาห์ ได้เข้ายื่นหนังสือให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผ่านนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ซึ่งท่านผู้ว่าฯได้รับหนังสือและตกลงที่จะส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรี

ขอนแก่น – ประมาณเที่ยงวันนี้ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้กล่าวสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ซึ่งกำลังถูกโจมตีอยู่ในขณะนี้ว่า

“ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐบาลที่ปกครองอยู่ขณะนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ”

“ระบอบประชาธิปไตยมีเวที มีพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย”

แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ท่านผู้ว่าฯได้รับหนังสือจากแกนนำเสื้อแดงที่มาแสดงความสนับสนุนที่พวกเขามีต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นางซาบีน่า ซาห์ พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 40 คน ที่ได้นำหนังสือมามอบให้นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “ตอนนี้รัฐบาลกำลังมีปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่นายสุเทพประกาศ เราได้พยายามวิเคราะห์ว่าสิ่งที่นายสุเทพกำลังพูดอยู่นั้นคืออะไร และเราคิดว่านายสุเทพได้ประกาศตัวออกมาเองว่าเขาเป็นกบฏ”

นางซาบีน่า กล่าวต่อว่า “เราสนับสนุนรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ เราอยากบอกรัฐบาลว่าให้ทำงานต่อไปให้ดีที่สุด เราขอเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาล”

หลังจากนั้นนางซาบีน่าได้ฉีกทิ้งแถลงการณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบัน เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.

“การที่กลุ่มคนเสื้อเเดงมาวันนี้เพื่อแสดงเจตจำนงอันเป็นการสะท้อนถึงหัวใจประชาธิปไตย ประเทศของเราขณะนี้กำลังต้องการคนที่มีหัวใจประชาธิปไตย ที่ต้องออกมาเพื่อแสดงความคิดเห็นของตนเองให้คนอื่นได้รับรู้” นายสมศักดิ์ได้กล่าวขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดง

เมื่อคืนวานนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนการประท้วงเข้าปิดศาลากลางทั่วประเทศ แต่ศาลากลางขอนแก่นยังคงเปิดทำการโดยมีทหารและตำรวจกว่า 200 นาย เข้ารักษาสถานการณ์

เทียบเท่าปัจจุบันยังไม่มีวี่แววการมาเยือนของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาการณ์กว่า 20 คน กล่าวกับกลุ่มแกนนำเสื้อแดงว่าจะส่งมอบหนังสือสนับสนุนนายกฯยิ่งลักษณ์ “เพื่อเป็นกำลังใจให้รัฐบาลผ่านวิกฤติไปได้”

นายสมศักดิ์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลว่า “เป็นการใช้กำลังเพื่อเข้ายึดสถานที่ราชการ ที่ซึ่งประชาชนเข้ามารับบริการนั้น ไม่ใช่การกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย”

“เจ้าหน้ารัฐมีภาระหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายจากรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย” นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์กับทางทีมงานอีสานเร็คคอร์ด “เราไม่มีหน้าที่ในการทำตามกลุ่มคนที่ใช้กำลังมวลชนเพื่อแก้ไขปัญหา”

ผู้ว่าฯขอนแก่นกล่าวต่อไปว่า “ราชการจังหวัดขอนแก่นจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราจะพยายามรักษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาแก้ได้ด้วยวิธีการสันติ ไม่ใช่พยายามใช้กำลังในการแก้ปัญหา”

เมื่อถามว่าอยากกล่าวอะไรกับนายสุเทพ เทือกสุบัน ผู้ว่าฯขอนแก่นกล่าวว่า “อยากบอกให้กลับไปเป็นระบอบประชาธิปไตยเหมือนเดิม อย่าสร้างความเชื่อหรือคุณค่าผิดๆในการแก้ไขปัญหาโดยการใช้กำลัง เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการแบบประชาธิปไตย”

ณ ขณะนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่นกำลังเฝ้ารอคอย นางซาบีน่ากล่าวว่า “ตอนนี้ เรากำลังเฝ้าดูว่านายสุเทพจะทำอะไรต่อไป เขาประกาศตัวชัดว่าเป็นกบฏและต้องการอำนาจ แต่รัฐบาลยังสามารถทำงานต่อไปได้ เรากำลังรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“การยื่นหนังสือเป็นภารกิจหลักของเราในวันนี้ หลังจากยื่นหนังสือเสร็จเราจะแยกย้ายกลับบ้าน เราเสื้อแดงรักประชาธิปไตย ไม่ว่าเราจะทำอะไร ขอให้ทำภายใต้กฎหมายอย่างสงบ และดูว่าสุเทพจะทำอะไรต่อไป เรามาที่นี่วันนี้เพื่อมาให้กำลังใจนายกฯ”