Skip to content

เปิดตัวหนังสือ มวลดอกไม้ในยุค ในโครงการชายคาเรื่องสั้นลำดับที่ 6

2558 สิงหาคม 24
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

อุบลราชธานี- วันที่ 10 สิงหาคม งานหนังสือและการเรียนรู้ห้างสรรพสินค้าซิตี้มอล์ล(สุนีย์) ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือหนัง “มวลดอกไม้ในยุคมืด” รวมเรื่องสั้นลำดับที่ 6 ในโครงการประกวดชายคาเรื่องสั้น พร้อมกับเปิดตัว หนังสือรวมเรื่องสั้น “ตะวันออกเฉียงเหนือ” ของ ธีร์ อันมัย (ธีรพล อันมัย อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี)

1

โครงการชายคาเรื่องสั้นเกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มนักเขียนอิสระในภาคอีสานเพื่อจัดทำหนังสือรวมเรื่องสั้นแบบต่อเนื่องโดยให้นักเขียนจากทั่วประเทศส่งเรื่องสั้นเข้ามาทำการคัดเลือก โดยมี มาโนช พรหมสิงห์ นักเขียนรางวัล “รพีพร”เป็นบรรณาธิการ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางอิสานเรคคอร์ดได้เคยมีโอกาสสัมภาษณ์ คุณมาโนช พรหมสิงห์ ถึงความคิดริเริ่มในการทำโครงการ “ชายคาเรื่องสั้น” เผยแพร่ในเว็บไซต์อิสานเรคคอร์ด 

โดยคุณมาโนช ได้ขึ้นเวทีพูดคุยแรก เปลี่ยนถึงขั้นตอนการคัดสรรค์เรื่องสั้นและบรรยายถึงความน่าสนใจในเรื่องสั้นแต่ละเรื่องที่ได้รับคัดเลือกลงในหนังสือเล่มนี้  พร้อมอ่านคำแถลงการณ์วันปลูก  ดอกไม้ในหมู่มืด

2

“ชายคาเรื่องสั้น ลำดับที่ 6 ซึ่งใช้ชื่อปกว่า “มวลดอกไม้ในยุคมืด” นี้ คณะเขียนก็ยังยึดมั่นอยู่กับพันธกิจของวรรณกรรม ที่จะต้องผูกพัน​ รับผิดชอบ​ ​ส่องสะท้อนยุคสมัยของบ้านเมืองอย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย และสังคมบ้านเมืองของเราก็ย่อมยึดโยงอยู่กับโลกทั้งโลกใบนี้อย่างหลีกไม่พ้นมาต่อเนื่องยาวนาน นับจากมนุษย์สมัยใหม่Homo sapiens   ปรากฏตัวครั้งแรกในแอฟริกาเมื่อ 150,000 ปีก่อน เป็นยุคหินเก่า กระทั่งปฏิวัติชุมชนสู่ความเป็นเมือง แถบลุ่มน้ำทางตะวันออกกลาง​ ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันสมบูรณ์​ ​(Fertile Crescent)   จึงก่อเกิดอารยธรรม ซึ่งตรงกับคำว่า civilization เมื่อ 4-5,000 ปีก่อน โลกได้ก้าววิวัฒน์ไปข้างหน้า ผ่านยุคหิน ยุคสำริด ยุคเรืองปัญญา ยุคคลาสสิก ยุคหลังสงครามโลก ยุคสงครามเย็น ยุคโลกาภิวัฒน์ ยุคข้อมูลข่าวสาร และ/หรืออื่นๆ ตามมุมมองของนักประวัติศาสตร์หลากหลายสำนัก ทว่าแต่ละยุคสมัยนั้น ล้วนมีชื่อ​ เนื้อหาของการขับเคลื่อนสว่างไสวไปข้างหน้า แม้จะมีบางยุคที่บ่งชี้ถึงความเสื่อมถอย แต่ก็ยังไม่เสื่อมถอยจนถึงที่สุดเท่ากับ​ “ยุคมืด”(Dark Age) อันหมายถึง ความมืดบอดทุกฆาน ประสาท  มืดดับทั้งภูมิปัญญาและหัวใจ ยุคนี้จึงเกิดการล่มสลายของอารยธรรมและความดีงามทั้งมวลในโลกในสังคม

จริงอยู่ว่า-อารยธรรมเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 4-5,000 ปีก่อน แต่อีกราว 1,000 ปีต่อมาก็เกิดยุคมืดครั้งแรกของโลก นั่นคือการล่มสลายของนครรัฐต่างๆ แถบจักรวรรดิเมโสโปเตเมียและอาณาจักรเก่าของอียิปต์ แหละอีก 500 ปีต่อมา ก็เกิดยุคมืดในยุโรปตะวันออก เกิดการล่มสลายของอารยธรรมเกาะครีต รวมถึงแถบลุ่มน้ำสินธุ

ยุคมืดจึงมีสภาพดั่งนักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า… เมื่อผู้ปกครองยึดเอาความก้าวหน้าและวิทยาการต่างๆ เข้าไว้เพื่อบำรุงบำเรอตน เกิดการผูกขาดความรู้​ ความดีงามไว้เฉพาะบุคคลกลุ่มเดียว ทั้งยังนำเรื่องเหนือธรรมชาติมาเสริมพลังอำนาจของตน ไม่สืบค้นหาความรู้ใหม่ๆ ไม่ตั้งคำถามใหม่ๆ ให้เท่าทันพลวัตรการขับเคลื่อนของผู้คนภายนอกส่วนใหญ่ จึงทำให้สังคมอ่อนล้าถอยหลัง หวนคืนสู่สภาวะความป่าเถื่อน ย้อนกลับไปสู่สภาพไร้หนังสือ ไร้ตัวอักษร ไร้วิทยาการ แหละจะมีก็เพียงเหล่าชนชั้นล่าง พ่อค้า ชาวนา ชาวไร่ ช่างไม้ ช่างหิน ช่างทอ ช่างโลหะที่ค่อยๆ สะสม/พัฒนาความรู้ความสามารถของพวกเขาไปอย่างอิสระ ไม่ถูกควบคุมผูกขาด ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งข้ามสู่คนอีกรุ่น ข้ามเกาะแก่งแผ่นดินแผ่นน้ำไปไกล กำเนิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่กลุ่มผู้ปกครองทำไม่ได้ อย่างคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ กลศาสตร์ เครื่องผ่อนแรงซับซ้อนก้าวหน้ามากมาย

แล้วประเทศไทยล่ะ แล้วแผ่นดินอีสานล่ะ เคยมียุคมืดเกิดขึ้นหรือไม่…

แรกเมื่อเริ่มมีแผนที่เกิดขึ้นกำหนดขอบเขตสัณฐานดินแดนต่างๆ นั้น แผ่นดินอีสานของเราตรงนี้ถูกขีดเส้นกำหนดไว้ในชื่อ​ เมืองเขมรป่าดง เปลี่ยนผ่านสู่ยุคสร้างบ้านแปงเมืองของเจ้าคำผง ยุคประเทศราช ยุคมณฑลอีสานมณฑลลาวกาว ยุคกบฏผีบ้าผีบุญ ยุคสงครามคอมมิวนิสต์ ยุคสงครามเวียดนาม ยุคห้างสรรพสินค้า โรงเรียนกวดวิชาและ 7-eleven ยุคสังคมก้มหน้าและเซลฟี่…

วันย่อมมีมืดสว่าง สังคมบ้านเมืองก็ย่อมมีมืดมนและรุ่งเรือง ดังนั้นจึงฝากการบ้านให้ทุกท่านกลับไปขบคิดไตร่ตรองว่า เคยมีสิ่งใดอุบัติขึ้นที่นี่ มีสิ่งใดถูกลบเลือน มีสิ่งใดจงใจปกปิด มีสิ่งใดถูกตัดทอนตัดต่อ ซึ่งทำให้เราไม่รู้จักรากเหง้าที่แท้จริง ซึ่งส่งผลทำให้ไม่รู้ว่าตนเองคือใครกันแน่ เฝ้าแต่อยู่ไปวันๆ เลื่อนลอย ลืมตัว… อย่าให้ใครยึดกุมอดีต เพราะ ‘ผู้กุมอดีต ย่อมกุมอนาคต’

ในภาวการณ์ปัจจุบัน ที่มีรายการคืนความสุขให้เฝ้าดูอยู่หน้าจอทีวี ช่วงหัวค่ำทุกวัน ควรจะนิยามตั้งชื่อว่าอย่างไร… ยุคสว่างไสวหรือมืดมน?และไม่ว่าจะเป็นเช่นไร

ในกาลข้างหน้า คณะเขียนของเราก็ยังจะขับเคลื่อนวารสารชายคาเรื่องสั้นกันอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยในปี 2559 ข้างหน้านี้ จะเริ่มต้นปีด้วยการประกาศชื่อเรื่องสั้นรางวัลชายคาเรื่องสั้นยอดเยี่ยม ตามมาด้วยงานเปิดตัวชายคาเรื่องสั้น ลำดับที่ 7 (พร้อมกับจัดมอบรางวัลชายคาเรื่องสั้นยอดเยี่ยม) ณ โรงละคร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2559 และในช่วงงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้ จ.อุบลราชธานี ในเดือนสิงหาคม 2559 ณ ซิตี้มอล์ล แห่งนี้ ก็จะเป็นการเปิดตัวชายคาเรื่องสั้น ลำดับที่ 8 ต่อเนื่องกันไปเช่นนี้

ณ บัดนี้ ขอทุกท่านจงมาร่วมชื่นชม กลุ่มดอกไม้เล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่พร้อมใจกันชูช่อผลิบาน ในวันคืนของความมืดมน เบ่งบานด้วยกล้าหาญ และซื่อตรงต่อพันธกิจชีวิตของตน ขอโปรดจงมาร่วมชื่นชม ดูแลและปกป้อง จงหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์ไปทั่วแผ่นดิน แล้ววันของความหวังก็จักมาเยือนในอีกไม่นาน… วันแห่งการผลิบานสว่างไสวของมวลดอกไม้ทั่วทั้งแผ่นดินมาตุภูมิแห่งนี้”

ขอค้อมคารวะทุกท่าน
มาโนช พรหมสิงห์
บรรณาธิการ

รายชื่อเรื่องสั้นที่ได้รับคัดสั้นให้ตีพิมพ์ลงใน “มวลดอกไม้ในยุคมืด”มีดังต่อไปนี้

  1. กิจการของบาทหลวงเทวา – จารี จันทราภา/ปทุมธานี
  2. คาถาปราบผี – เชตวัน เตือประโคน/ปทุมธานี
  3. ทางกลับบ้าน – ชาคริต คำพิลานนท์/กระบี่
  4. ทางเลือก – ชาคริต แก้วทันคำ/ตรัง
  5. มรณกรรมของปราสาททรายภายในร่างนักฝัน – เตชภณ แสงวงศ์/อุบลราชธานี
  6. วรรณกรรมหลังร้านนางคณิกา – ปานศักดิ์ นาแสวง/ลพบุรี
  7. ห่าก้อม – จารุพัฒน์ เพชราเวช/อุบลราชธานี
  8. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนหนาว – พิม นิยม/อุบลราชธานี
  9. 2017 – อนันต์ เกษตรสินสมบัติ/ประจวบคีรีขันธ์
  10. I เขียน letter ถึงเธอ dear John – วิกรานต์ ปอแก้ว/กรุงเทพฯ

 

 

เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจขวางชาวบ้านกลุ่มคัดค้านขุดปิโตรเลียมยื่นหนังสือ รมต. พลังงาน

2558 สิงหาคม 14
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร. ณรงค์ อัครเศรณี ลงพื้นที่โครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีชาวบ้านกลุ่มคัดค้านการขุดเจาะปิโตรเลียมรอยื่นหนังสือ แต่มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าขวางจนไม่สามารถยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานได้

1

วันที่ 9 สิงหาคมเวลา 9.00 น. ดร ณรงค์ อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมฐานขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม หลุมดงมูล (DM-5) ตำบล กรุงเก่า อำเภอ ท่าคันโท จังหวัด กาฬสินธุ์ โดยมีชาวบ้านทั้งหมด 3 พื้นที่คือกลุ่มอนุรักษ์ดงมูล กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนามูล-ดูนสาดและกลุ่มพิทักษ์ดงมูลจำนวนประมาณ 100 คน ปักหลักรอยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยุติโครงการขุดเจาะสำรวจทั้งหมดอยู่ที่บริเวณทางไปหลุมขุดเจาะ

10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในเครื่องแบบกว่า 300 นายตั้งแถวกั้นไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปยัง เส้นทางไปพื้นที่หลุมขุดเจาะ ขบวนรถของรัฐมนตรี จึงสามารถเดินทางไปยังหลุดขุดเจาะได้ ต่อมามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่อง เข้ามาเจรจากับกลุ่มชาวบ้านเพื่อขอตัวแทนชาวบ้าน 2 คนให้เป็นตัวแทนเข้ายื่นหนังสือกับรัฐมนตรีในพื้นที่หลุดขุดเจาะ แต่ชาวบ้านไม่ยอมและยืนยันให้รัฐมนตรีลงมารับหนังสือกับชาวบ้านด้วยตนเอง

2

11.00 น. เจ้าหน้าที่ทำการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่เพื่อเปิดทางให้ขบวนรถของรัฐมนตรีกลับออกจากพื้นที่ โดยชาวบ้านร่วมกันตะโกนเรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานลงมารับหนังสือกับชาวบ้านด้วยตนเอง จากนั้นชาวบ้านทั้ง 3 กลุ่มจึงเดินทางไปรอที่บริเวณ บ้านนาคำน้อย อำเภอหนองกรุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีโครงการสร้างโรงแยกก๊าซปิโตรเลียม ตามที่มีกำหนดการจากรัฐมนตรีว่าจะเดินทางมา จนถึงเวลา 13.00 น. ขบวนรถรัฐมนตรีไม่ได้เดินทางมาตามที่กำหนดไว้ ตัวแทนชาวบ้านจึงออกมาประกาศว่าจะเข้าไปยื่นหนังสือที่กระทรวงพลังงานต่อไป และจะร่วมกันปกป้องชุมชนจากการขุดเจาะปิโตรเลียม

ขอนแก่นฮือค้าน “ย้าย บขส.” ชี้ต้องมีสองสถานี

2558 สิงหาคม 7
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

6 สิงหาคม 2558

ขอนแก่น – วันนี้ เวลาประมาณ 8.30 น. เครือข่ายปกป้องสิทธิประชาชนชาวขอนแก่น ซึ่งประกอบด้วย ชุมชน บ.ข.ส. ขอนแก่น กลุ่มรักพัฒนา บ.ข.ส. ขอนแก่น เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายชุมชนริมทางรถไฟ 18 ชุมชน เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ 15 ชุมชน และเครือข่ายคนไร้บ้านขอนแก่น ประมาณ 600 คน รวมตัวเดินขบวนจากสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 1 ไปยัง ศาลากลางจังหวัด เพื่อคัดค้านมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก จังหวัดขอนแก่น ที่ให้ย้ายสถานีขนส่ง แห่งที่ 1 ไปรวมกับสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 ภายในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ โดยทางเครือข่าย มีข้อเรียกร้องให้ยกเลิกมติดังกล่าว และให้เปิดใช้ทั้งสองสถานีคู่กัน หลังจากที่ทางคณะกรรมการ ได้มีมติให้ย้ายสถานีขนส่งแห่งที่ 2 ไปแล้วก่อนหน้านี้

กลุ่มผู้คัดค้านการย้ายสถานีขนส่งขอนแก่นจาก แห่งที่ 1 ไปแห่งที่ 3 ในนาม เครือข่ายปกป้องสิทธิประชาชนชาวขอนแก่น ร่วมตัวเพื่อรณรงค์ให้ยกเลิกคำสั่งย้ายสถานีในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ และเรียกร้องให้มีการใช้สถานีขนส่งทั้งสองสถานี

กลุ่มผู้คัดค้านการย้ายสถานีขนส่งขอนแก่นจาก แห่งที่ 1 ไปแห่งที่ 3 ในนาม เครือข่ายปกป้องสิทธิประชาชนชาวขอนแก่น ร่วมตัวเพื่อรณรงค์ให้ยกเลิกคำสั่งย้ายสถานีในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ และเรียกร้องให้มีการใช้สถานีขนส่งทั้งสองสถานี

เครือข่ายปกป้องสิทธิประชาชนชาวขอนแก่น ให้เหตุผลในการคัดค้านครั้งนี้ ว่า การย้ายสถานีโดยสาร ออกไปสถานีขนส่งแห่งที่ 3 ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเกือบ 10 กิโลเมตร จะสร้างความเดือดร้อน และเพิ่มภาระค่าเดินทางให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งที่ตั้งปัจจุบันของสถานีขนส่งแห่งที่ 1 อยู่บริเวณศูนย์ราชการ และอยู่ใกล้กับโรงเรียนหลายแห่ง ซึ่งสะดวกกับผู้ที่ต้องการติดต่อราชการ นักเรียน และผู้โดยสารทั่วไปสามารถเดินทางต่อไปยังใจกลางเมืองด้วยบริการขนส่งสาธารณะได้อย่างง่ายดาย ศศิธร เพียวง หนึ่งในผู้ร่วมเรียกร้อง วัย 19 ปี กล่าวว่า “มันสะดวกกว่ามากถ้าสถานีโดยสารตั้งอยู่ที่เดิม เพราะมันง่ายที่จะเดินทางต่อ ตอนที่เป็นนักเรียนก็ใช้บริการรถที่สถานีนี้เป็นประจำ ถ้าต้องย้าย นักเรียนคงเดินทางกันลำบาก และค่าใช้จ่ายคงเพิ่มขึ้น”

นอกจากผู้โดยสารจะได้รับผลกระทบแล้ว ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการทั้งใน และรอบๆ บริเวณสถานีขนส่ง รวมถึงชุมชนใกล้เคียง ก็ได้รับผลกระทบด้วย โดย บรรพต ชมรัตน์ พนักงานขับรถสายขอนแก่นอุบลราชธานี กล่าวว่า “ผมได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะทำงานเป็นพนักงานขับรถ สถานนีแห่งนี้ตั้งมา 40-50 ปีแล้ว อยู่ดีๆ ก็จะมาย้าย ผม กับคนขับรถอีกเป็นร้อยก็อาจตกงานลำพัน สีลาไกล แม่ค้าหาบเร่วัย 34 ปี อาศัยอยู่ในชุมชนทางรถไฟไม่ห่างจากสถานีขนส่งนัก ให้ความเห็นเพิ่มเติม “ถ้าสถานีขนส่งย้ายออกไป ฉันคงขายของได้ยากขึ้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำยังไงต่อ ถ้าย้ายสถานี”

ด้านแกนนำของเครือข่ายให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือยื่นไปยังหน่วยงานต่างๆ แต่ไม่ได้รับการพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังเร่งรีบเดินหน้าโครงการ ไม่รับฟังเสียงของผู้ที่คัดค้าน อ้างว่ามีการศึกษาผลกระทบ แต่กลับไม่เปิดเผยให้สาธารณะรับทราบ รวมทั้งใช้การตัดสินใจของคณะกรรมการท้องถิ่น โดยไม่ผ่านมติของกระทรวงคมนาคมถือว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดระเบียบ บุญมี เต็งเจริญ วัย 53 ปี หนึ่งในแกนนำของกลุ่มคัดค้านเชื่อว่า “ปัญหานี้ เป็นเรื่องการคอรัปชันล้วนๆ

กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวปราศัย รวมถึงร้องเพลงสร้างขวัญกำลังใจหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในขณะที่แกนนำเจรจากับรองผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการการแจกน้ำและอาหารเพื่อบรรเทาความหิว

กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวปราศัย รวมถึงร้องเพลงสร้างขวัญกำลังใจหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในขณะที่แกนนำเจรจากับรองผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการการแจกน้ำและอาหารเพื่อบรรเทาความหิว

จากนั้นเวลาประมาณ 9.15 น. นายวิวัฒ เมธีวรรณกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เดินทางเข้ารับฟังปัญหาของทางกลุ่ม โดยนายทวีวัฒน์ อนันตรักษ์ หนึ่งในแกนนำ อ่านแถลงการณ์ ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่

  1. ให้มีการเปิดใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารร่วมกันทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นแห่งที่ 1 และสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นแห่งที่ 3
  2. ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ซึ่งกำกับดูแลกรมการขนส่งทางบก มีคำสั่งให้มีนโยบายการใส้สถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นร่วมกันทั้ง 2 สถานี ตามข้อเรียกร้องที่ 1 โดยให้รัฐมนตรีช่วย มาเป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดขอนแก่น ภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2558
  3. ถ้าภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2558 ทางเครือข่ายยังไม่ได้รับคำตอบอันเป็นที่น่าพอใจ เครือข่ายปกป้องสิทธิประชาชนชาวขอนแก่น จะมีมาตรการยกระดับการเคลื่อนไหวให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

หลังจากรับฟังแถลงการณ์ ทางจังหวัดได้เชิญกลุ่มแกนนำเข้าร่วมประชุม โดยมีนายพัฒนสันต์ เสงี่ยมศรี นายสวาท อุปฮาต นายวัชรินทร์ เสริมสิริกาญจนา นายทวีวัฒน์ อนันตรักษ์ และนายจิตติ เชิดชู เข้าร่วม และมีนายวิวัฒ เมธีวรรณกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน ร่วมด้วย รอง ผอ.กรมน.จังหวัดขอนแก่น นายอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น ขนส่งจังหวัดขอนแก่น และป้องกันจังหวัดขอนแก่น ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้นการเจรจา

หลังเสร็จสิ้นการเจรจา ทางแกนนำ ได้อ่านบันทึกข้อตกลง ร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมฟัง โดยมีใจความ ดังนี้

  1. ขอให้ทบทวนการย้ายสถานีขนส่งแห่งที่ 1 ไปรวมที่สถานีขนส่งแห่งที่ 3 และขอให้ใช้สถานีขนส่งทั้ง 2 แห่งร่วมกัน
  2. ขอให้ รมช.คมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ มาเปิดเวทีรับฟังปัญหาที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนวันที่ 22 สิงหาคม 2558 และในระหว่างนี้ ทุกฝ่ายต้องยุติการเคลื่อนไหวไว้ก่อน จนกว่าจะได้ประชุมปรึกษากัน และขอให้กำหนดการประชุมปรึกษา ณ จังหวัดขอนแก่นโดยเร็ว

หลังจบการอ่านบันทึกข้อตกลง แกนนำจึงขอให้ผู้ร่วมชุมนุม สลายตัว และรอเข้าร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็น

นายวิวัฒ เมธีวรรณกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และนายทวีวัฒน์ อนันตรักษ์  ร่วมอ่านบันทึกข้อตกลงให้ผู้ร่วมชุมนุมรับทราบ หลังร่วมหารือกันนานกว่า 3 ชั่วโมง

นายวิวัฒ เมธีวรรณกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และนายทวีวัฒน์ อนันตรักษ์ ร่วมอ่านบันทึกข้อตกลงให้ผู้ร่วมชุมนุมรับทราบ หลังร่วมหารือกันนานกว่า 3 ชั่วโมง

ด้านนายทวีวัฒน์ อนันตรักษ์ หนึ่งในแกนนำซึ่งเข้าร่วมประชุมเจรจา กล่าวหลังการเจรจาว่า “ผมคิดว่า เป็นไปได้ที่รัฐมนตรี จะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของเรา หลายจังหวัดในประเทศไทยก็มีสถานีขนส่งสองสถานี ตอนนี้ทั้งสองสถานีของขอนแก่น ก็ใช้งานได้ดี”

ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัด ตกลงที่จะส่งข้อเรียกร้องของทางกลุ่ม ต่อไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อกำหนดวันรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก่อนวันที่ 22 สิงหาคม โดยนายทวีวัฒน์ยืนยันว่า ขอนแก่นต้องใช้สถานีขนส่งทั้งสองสถานี และจะต่อสู้จนกว่าจะประสบความสำเร็จ “ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังบังคับให้เรายอม เราจะสู้ทุกวิธีที่ทำได้ เราจะไปเรียกร้องที่กระทรวงคมนาคม หรือแม้แต่เรียกร้องโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี” เขากล่าวทิ้งท้าย

ถาม-ตอบ : “ดาวดิน” กับคำถามที่หลายคนในสังคมยังค้างคาใจ

2558 สิงหาคม 5
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคมหรือ “ดาวดิน” เป็นกลุ่มนักศึกษาที่สามารถสร้างกระแสทางสังคมจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ทำให้มีคำถามหลายอย่างตามมา ตั้งแต่เหตุผลถึงการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ข้อกล่าวหาที่ว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ไปถึงการยกเรื่องผลการเรียนมาโจมตี

อีสานเรคคอร์ดได้รวบรวมคำถามที่เป็นประเด็นอยู่ในสังคมขณะนี้เพื่อมาหาคำตอบอย่างตรงไปตรงมาทีละประเด็นจากสองหนุ่มสมาชิกกลุ่มดาวดิน ได้แก่ สุวิชชา พิทังกร และ ศุภชัย ภูคลองพลอย

คำถามที่มีการพูดถึงกันมากสุดหลังจากกลุ่มดาวดินออกมาทำกิจกรรมต้านรัฐประหารคงหนีไม่พ้น คำถามที่ว่า “ใครอยู่เบื้องหลังดาวดิน” กระแสที่ออกมามีทั้งมีการเชื่อมโยงกับนักการเมืองหรือกลุ่มก้อนทางการเมือง จนถึงมีคอมมิวนิสต์คอยให้การสนับสนุน มีองค์กรต่างประเทศหนุนหลังอยู่ ช่วยตอบคำถามนี้ชัดๆ อีกครั้งครับ

สุวิชชา: เอาง่ายๆ เลยนะครับนักการเมืองมีใครหรืออะไรบ้างผมยังไม่ค่อยรู้จักเลย  แล้วคิดว่าทำไมเขาต้องมาหนุนหลังพวกเรา ทำไมเขาต้องเอาเงินมาจ้างพวกเราด้วย? ส่วนมากพวกผมก็ลงไปอยู่กับชาวบ้าน มีก็ชาวบ้านนั่นแหละที่เขาสนับสนุนพวกเรา  ไปอยู่ไปกินเหมือนเป็นลูกเขา เวลาชาวบ้านเขามีงานบุญหรืออะไรเราก็ลงไปช่วย  แต่พวกเรามีงานอะไรพวกเขาก็มาช่วยเรา

ศุภชัย: ถ้าจะถามหาเบื้องหลังของเราจริงๆ ตั้งแต่ที่ดาวดินทำงานกันมาก็จะสิบสองปีแล้ว  เราก็ลงไปทำงานกับชาวบ้านในประเด็นปัญหาของแต่ละพื้นที่ การที่เราออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง เรื่องเชิงโครงสร้างแบบนี้  ก็เป็นแรงผลักดันจากปัญหาที่เราทำว่าเชื่อมโยงกันกับเรื่องข้างบน ถ้าจะตอบชัดๆ เลยก็คงต้องบอกว่าเราทำตามเจตจํานงค์ของประชาชนที่ถูกกดขี่อยู่ตอนนี้ครับ

ในประเด็นที่ว่ามีองค์กรต่างประเทศหนุนหลัง  มีการรายงานข่าวก่อนที่คุณจะโดนจับกุมว่า  สมาชิกดาวดินได้เดินทางไปเข้าพบองค์กรต่างประเทศอย่าง UN หรือ EU พวกคุณเข้าไปพบองค์กรเหล่านั้นด้วยเหตุผลอะไร 

สุวิชชา:  คือเราเข้าไปเพื่อเป็นการรับประกันว่ายังมียูเอ็นที่คอยช่วยเหลือเราในการเรียกร้องให้ไทยทำตามสนธิสัญญาสิทธิต่างๆ ที่เคยลงนามไว้ เพื่อไม่ให้มีการละเมิดสิทธิของนักศึกษาหรือให้นักศึกษาสามารถแสดงออกได้ ซึ่งตรงนี้ทางยูเอ็นก็เป็นที่พึ่งของเราได้ เพราะเราไม่สามารถเรียกร้องให้ไทยทำตามสิทธิต่างๆ  จึงคิดว่าทางยูเอ็นจะช่วยบีบให้เขาทำตามกรอบตรงนี้ได้

ศุภชัย: คือทางยูเอ็นเองเป็นคนประสานงานมาเชิญให้เราเข้าไป  อย่างที่ว่านั่นล่ะครับมันก็เป็นหน้าที่ของเขา  ที่ยูเอ็นเราก็เข้าไปในส่วนข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  ซึ่งเขาก็ทำในประเด็นนี้อยู่แล้ว  เขาก็ติดตามสถานการณ์ที่มันมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทางรัฐบาล คสช. ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาอียูหรือสถานทูตอังกฤษหรือที่อื่นก็เช่นกัน เขาก็ติดตามสถานการณ์  พวกเราก็แค่ไปเล่าภาพสถานการณ์ว่าเราโดนละเมิดสิทธิอะไรอย่างไร

แล้วทางกลุ่มดาวดินใช้เงินจากส่วนไหนในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ลงพื้นที่ประเด็นปัญหา จัดงานกิจกรรมต่างๆ

สุวิชชา:  เงินที่เราใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ก็มาจากหลายทาง หลักๆ คือพวกเราก็ทำโครงการของบประมาณจากทางมูลนิธิโกมลคีมทอง ก็เป็นเงินที่มาจาก สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) แล้วก็มีของคณะฯ (คณะนิติศาสตร์ มข.) ด้วยที่เราก็ไปขอ ซึ่งมีกลไกหนึ่งที่พวกเราสร้างขึ้นมา ก็คือชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นชมรมในสังกัดของคณะฯ แต่ถ้าเวลาที่มันไม่มีจริงๆ ก็แน่นอนครับพวกเราก็ต้องใช้เงินส่วนตัว บางทีเราก็ไปเปิดหมวกรับบริจาคตามตลาดนัดทั้งในมหาวิทยาลัยและข้างนอก ส่วนเรื่องการเดินทางถ้าเรามีเงินหน่อย เราก็นั่งรถไปหาชาวบ้าน  ถ้าไม่มีเงินก็โบกรถกันไป ถ้าใกล้ๆ ก็พากันขับมอเตอร์ไซค์ไป

ศุภชัย: จริงๆแล้วเราก็ไม่ได้คำนึกถึงหรือไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องเงินอะไรเท่าไหร่ พวกเรามีแค่ใจ ถ้าไม่มีเงินก็โบกรถไปก็ได้

มีอีกประเด็นที่มาแรงในช่วงหลังๆ คือการเอาผลการเรียนของสมาชิกในกลุ่มไปเปิดเผยกับสาธารณชน คุณคิดยังไงระหว่างเรื่องผลการเรียนกับความชอบธรรมในการออกมาต่อต้านรัฐประหาร 

ศุภชัย: เห็นทีแรกผมก็ตกใจเหมือนกัน ข้อมูลนี้จริงๆ มันเป็นข้อมูลส่วนตัว ซึ่งก็ไม่น่าจะเอามันมาเปิดเผย  ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเอาข้อมูลนี้มาได้ยังไง ผมมองว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของบ้านเรามันยังหนีไม่พ้นการสร้างความเกลียดชัง ผมถือว่ามันเป็นเฮทสปีช (Hate Speech หรือ เนื้อหาที่สร้างความเลียดชัง) เลยนะครับ ที่เอามาดิสเครดิต (discredit หรือ การทำให้เสียชื่อเสียง) กันซึ่งมันไม่สร้างสรรค์เลย ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่โดน  เพราะเกรดน้อยแล้วผมมองว่าเรื่องเกรดหรืออะไรมันไม่สามารถวัดคุณค่าของความเป็นคนได้หรือวัดความถูกต้องหรือความดีงามอะไรได้

สุวิชชา:  ผมก็ยอมรับว่าพวกผมเป็นคนที่เรียนไม่ค่อยเก่ง ผมก็ไม่ได้น้อยใจอะไร แต่อย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไรให้สะเทือนในสังคมบ้าง เราก็อาศัยเรียนรู้กับชาวบ้านนี่ล่ะ ถึงผมเกรดเยอะแต่ไม่ได้เอาไปใช้อะไรมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ผมเรียนคณะนิติศาสตร์ ผมภูมิใจที่ผมเกรดน้อยแต่ได้ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองเราบ้าง

อีกหนึ่งคำถามที่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเองก็ทุจริตคอรัปชั่นเยอะและเป็นคนอนุมัติโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ดาวดินต่อต้านอยู่  แล้วในรัฐบาลที่ผ่านดาวดินทำอะไร

สุวิชชา: ยกตัวอย่างในรัฐบาลชุดก่อนๆ เราเองก็สู้เรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือม.นอกระบบ  พวกผมก็สู้มาเรื่อยไม่ว่าจะยื่นหนังสือหานายกฯ เราออกมาทำแอคชั่นแสดงออกตลอด ไม่ใช่เราไม่ทำอะไร  เราคิดว่าคนจนต้องมีสิทธิได้เรียน

ศุภชัย: ถ้าจะถามว่าเราสู้ไหม เราก็สู้มาเรื่อยนะครับ  จริงๆ ไปหาดูได้ตามเพจดาวดินนะครับ ก็จะมีโปรไฟล์ว่าเราสู้มาทุกรัฐบาล  ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างเรื่องการบริหารจัดการน้ำในสมัยคุณปลอดประสพเป็นรัฐมนตรี แต่ว่าประเด็นที่มันแตกต่างกันจริงๆ ก็คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนี้เรายังมีสิทธิในการที่จะไปคัดค้าน  เรายังมีเสรีภาพในการแสดงออก ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งมันต่างจากรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตรงนี้  คือแค่ไปชูป้ายอย่างนี้ก็โดนจับ ล่าสุดก็มีคุณรินดาที่แค่โพสต์ก็โดนจับ คือไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลไหนถ้ามันมีความอยุติธรรม ยังมีการกดขี่อยู่ เราไม่ยอมอยู่แล้วครับผม

สุวิชชา:   รัฐบาลอื่นมันดีตรงที่ว่าเราสามารถแสดงออกได้ โดยการไปชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ เมื่อเราไม่เห็นด้วยเราก็สามารถชูป้าย ไปไฮด์ปาร์ค(ชุมนุมสาธารณะ) เพื่อจะบอกถึงปัญหาของเราได้ แต่ในรัฐบาลนี้แค่คิดเราก็ผิดแล้ว อย่าว่าแต่เดินเลยเขาก็ว่าเราเป็นผู้ก่อการร้ายทำให้บ้านเมืองไม่สงบสุข ยุยงปลุกปั่น

อย่างที่เราเห็น การต่อสู้ของคนเดือนตุลาซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองฟากฝ่ายอย่างชัดเจน คิดว่ามีเหตุผลอย่างไรและการต่อสู้ของดาวดินหรือแม้แต่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ในเรื่องประชาธิปไตยมีความเหมือนและแตกต่างอย่างไรกับการต่อสู้ของคนเดือนตุลา

สุวิชชา: เท่าที่เห็นนะ การที่ดาวดินเคลื่อนไหวคือเราเข้าไปทำงานกับชาวบ้านมาเป็นเวลานานซึ่งพยายามให้มีชาวบ้านหรือภาคประชาชนเข้ามาร่วม ซึ่งต่างกับของคนเดือนตุลาที่เป็นภาพนักศึกษาเป็นหลัก

ศุภชัย: เท่าที่ศึกษาการต่อสู้ในยุคเดือนตุลาดูมันจะเป็นภาพที่นักศึกษานำ  ก็ธรรมดาที่พอเติบโตขึ้นมาตามยุคสมัยมันก็จะเกิดความแตกต่างทางความคิด ซึ่งเท่าที่เห็นขบวนการของคนเดือนตุลามันไม่มีความเป็นเอกภาพอยู่แล้ว มันหลากหลายสายหลากหลายแนวคิด ซึ่งเขาก็ลุกขึ้นมาสู้กับเผด็จการสมัยนั้น คือประมาณว่าล้มเผด็จการให้ได้ก่อนค่อยมาสานต่อประเด็นของตัวเอง มันเลยแยกเป็นสองฝ่ายอย่างที่เห็น ซึ่งในยุคของพวกเรานี้คือเราพยายามสร้างให้มันไม่ใช่แค่ภาพนักศึกษา เราอยากให้เห็นภาพของประชาชนที่ถูกกดขี่ รวมถึงสามัญชนคนทั่วไปด้วย เรามองว่าหลังจาก คสชออกไป คือแน่นอนมันไม่เอกภาพแน่ๆ ความแตกต่างหลากหลายเป็นสิ่งที่สวยงาม หลังจากนั้นวิธีการต่อสู้ของแต่ล่ะฝ่ายก็ขอให้มันเป็นไปตามธรรมลองคลองธรรม ไปตามกติกาที่มันมีอยู่  คือเราพยายามเอากติกาในสังคมให้มันกลับมาก่อน  อย่างหลักการ 5 ข้อของเราขอให้มันกลับมาได้ก่อน

“ตัวหนังสือของคนสวน”- สัมภาษณ์ : มาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการ “ชายคาเรื่องสั้น” วารสารสายเลือดอีสาน

2558 กรกฎาคม 10
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ชายคาเรื่องสั้น  เกิดจากการรวมตัวนักเขียนอิสระในภาคอีสานเช่น ภูกระดาษ , ภูมิชาย  คชมิตร, ฮอยล้อ เพื่อจัดทำหนังสือรวมเรื่องสั้นแบบต่อเนื่องออกตีพิมพ์อย่างน้อยปีล่ะ  1  เล่ม  ซึ่งปัจจุบันได้ขับเคลื่อนกันมาถึง 5  เล่มแล้ว  โดยเล่มล่าสุด เพิ่งคลอดออกสู่สายตาสาธารณชน เมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมาโดยใช้ชื่อเล่มว่า  “สุสานของความสุข”   และปีนี้เป็นวาระพิเศษที่ทางชายคาเรื่องสั้น  จะตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มที่ 2 ในรอบปีโดยกำลังอยู่ในขั้นตอนคัดเลือกต้นฉบับเรื่องสั้นที่ส่งเข้ามาจากทั่วประเทศมากกว่า 30 เรื่อง ให้เหลือเพียง 10 – 12 เรื่อง  โดยมีคุณ  มาโนช  พรหมสิงห์  นักเขียนรุ่นใหญ่ของอีสานมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ

เดอะ อีสาน  เรคคอร์ด  ได้รับโอกาสในการได้เข้าไปสัมภาษณ์ถึงบ้านของคุณมาโนช  ณ อำเภอ  วารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี  ซึ่งใช้เป็นที่ทั้งพักอาศัยและเป็นที่ผลิตงานเขียนออกมากมาย   จาก  “น้ำตาและความเจ็บปวด” เรื่องสั้นแรกที่ถูกตีพิมพ์ผ่านนิตยสารชื่อว่า หนุ่มสาว ในปี พ.ศ 2521 และตามมากับงานเขียนและรางวัลอีกมากมายบนเวทีใหญ่ๆ  ไม่ว่าจะเป็นรางวัลช่อการะเกด  ปี พ.ศ  2538 เอ็มบีเค อินดี้บุ๊ค อวอร์ด ปี พ.ศ 2545 ไปจนถึงได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล “รพีพร”  โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปี 2551และอีกมากมาย

IR: ความคิดริเริ่มในการทำ “ชายคาเรื่องสั้น” คืออะไร

เริ่มจากกลุ่มนักเขียนอีสานรุ่นใหม่ๆกลุ่มหนึ่ง อยากจะขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมภาคอีสาน  ในรูปวารสารแบบต่อเนื่อง  ที่เรียกว่าเป็น บุ๊กกาซีนที่เป็นหนังสือเล่มที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เหมือนเล่มอื่นๆที่เคยมีอย่างเช่น ช่อการะเกด เขาก็ชวนผมเข้าไปประชุมกันที่จังหวัดยโสธร  แล้วที่ประชุมก็เลือกผมเป็นบรรณาธิการ  แรกๆผมเองก็หวั่นๆ อยู่บ้างจากการที่ผมเคยเป็นนักเขียนช่อการะเกด  ได้เห็นการทำงาน และ ความสามารถในการเป็นบรรณาธิการของพี่  สุชาติ สวัสดิ์ศรี (บรรณาธิการช่อการเกด และ ศิลปินแห่งชาติ)ผมก็ค่อนข้างเกรงอยู่บ้างว่าอาจจะไม่ได้งานที่ดีเท่าที่ควร  แต่ก็รับปากกับน้องๆ  ไปว่าจะรับเป็นบรรณาธิการให้  เพราะว่ามองเห็นน้องๆที่นั่งล้อมวงกันอยู่  ยังมีต้นทุนในทางวรรณกรรมหรือประสบการณ์การเขียนก็ยังไม่แก่กล้าพอที่จะเป็นที่ยอมรับ  ที่จะทำหน้าที่บรรณาธิการได้  ก็มีแต่ตัวเราที่จะดูแก่  ดูอาวุโสด้วยอายุ  และประสบการณ์การทำงานวรรณกรรม  ได้รางวัล รพีพรมาด้วยก็น่าจะเป็นกำแพงที่เอาไว้พิงได้  อีกอย่างหนึ่งคิดว่าในขณะที่เป็นบรรณาธิการก็จะพยายามศึกษาและค้นหาให้มากขึ้นแล้วทำให้เต็มที่  คงจะทำให้เราจัดเจนขึ้นเลยรับปากจะทำ  พวกเราก็ตกลงกันว่าเป็นการลงขันใครมีเท่าไหร่ก็เอามาแชร์กัน  ใครมีมิตรสหายท่านไหนเห็นดีเห็นงามด้วยกับโครงการแบบนี้ก็ขอมาช่วยกัน  เราเลยได้เงินก้อนแรกมาได้มาหมื่นกว่าบาท   เราก็ขับเคลื่อนด้วยการขอเรื่องไปยังมิตรสหายนักเขียนทั่วประเทศที่ดูมีชื่อมีเสียง  ดูมีแนวคิดอุดมคติเหมือนเราตรงกับกลุ่มเรา  ขอกันดื้อๆนี้ล่ะ เช่น คุณเดือนวาด  พิมวนา บ้าง คุณ เรวัตร์  พันธุพิพัฒน์   บ้าง    ซึ่งหลายคนก็มีหัวใจน่ากราบมากที่ได้ส่งเรื่องเข้ามา   เราก็บอกเขาตรงๆว่าเราขอเฉยๆ เราเสียค่าพิมพ์ให้ได้แต่ค่านักเขียนเราไม่มีปัญญาจ่าย  ไม่ได้ดูถูกหรือหมิ่นแคลนมนุษย์พันธุ์เดียวกันหรอก  เพียงแค่เรายังไม่มีเงินจ่ายเรามีแต่ใจที่อยากจะทำ  ซึ่งมิตรสหายเหล่านั้นก็ยินดีส่งมาให้  เป็นบุญคุณอย่างยิ่ง
เราก็ขับเคลื่อนกันมาถึงเล่มที่4   ซึ่งผมก็อยากพักไม่อยากทำนาน กลัวว่าทุกอย่างจะมาติดที่ผม  ผมจะกลายเป็นสถาบัน  ผมก็เลยให้คนอื่นมาทำเล่มที่ 4     ที่นี้เงินมันจะหมดเล่มที่ 5 ก็คงออกไม่ได้แต่พวกผมยังมีความฝันอยู่   พอดีอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  คือ อ.เสนาะ  เจริญพร และ อ. ธีรพล  อันมัย  ก็เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำอยู่ว่ามันมีพื้นที่มีพลังของมันอยู่น่าจะสานตรงนี้ต่อ  จึงอนุมัติเงินสนับสนุนภายใต้โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ตั้งแต่เล่มห้าเป็นต้นมา  ผมเองก็กลับมาทำในเล่มที่  5  ภายใต้โครงการของมหาวิทยาลัยอุบล

10-07-2015-1

IR:  ชายคาเรื่องสั้นเล่มล่าสุดคือเล่มที่5  ที่มีชื่อเล่มว่า “สุสานของความสุข”  มีความหมายยังไง

ก็คือ.. รัฐบาลเขามาคืนความสุขกันทุกเย็นนะ  จริงๆแล้วความสุขที่เขายื่นมาให้นี้แน่ใจหรอว่ามันจะตรงกับความสุขที่เราต้องการ  เราอาจจะฝัน  ผมฝัน  คุณฝัน  ชาวบ้านฝัน  มันไม่เคยได้เจอความสุขจริงๆฝันมันก็ตาย  ผมมีความรู้สึกว่าอีสานก็ฝันกันไว้เยอะนะ  แต่มันก็ไม่เคยได้รับโอกาสที่จะสัมผัสฝันจริงๆมันก็เลยเป็นศพตายไป  เพราะฉะนั้นทั่วทั้งแผ่นดินนี้มันก็เป็นสุสาน  มันก็สอดคล้องกับที่เขาคืนจะคืนความสุขให้กับเรา  เราก็อยากบอกว่าเฮ้ยเราไม่ต้องการความสุขแบบนั้นนะ

IR: ในฐานะเป็นคนทำงานวรรณกรรม  คิดยังไงกับเสรีภาพในการแสดงออกในยุคของรัฐบาลทหาร

ชายคาเรื่องสั้นได้ก่อตั้งมาแล้วตั้งแต่ช่วงปี  53   ซึ่งเป็นช่วงที่ความขัดแย้งและความคิดในสังคมก็เริ่มปรากฏ  ที่จริงมันมีมานานแล้วล่ะแต่มันเริ่มปรากฏชัดขึ้นในช่วงปี 53  ส่วนหนึ่งเราก็พยายามทำวรรณกรรมให้มันเป็นปากเป็นเสียง หรือตีแผ่ความจริงให้ปรากฏ  เพราะเรามีความรู้สึกว่าคนในองค์กรวรรณกรรม ตัววรรณกรรมเอง หรือตัวนักเขียนเอง  ค่อนข้างจะนิ่งดูดายกับสภาพทางสังคมเหมือนทำตัวลอยอยู่เหนือปัญหา  ผมมีความรู้สึกว่ามาถึงโลกยุคปัจจุบันมันต้องชัดเจน   จะไปลอยตัวทำตัวอึมครึมกินตามน้ำไปแบบนี้ไม่ได้  ถ้าพูดถึงเสรีภาพในการเขียนนี้  โดยตัววรรณกรรมเองเรื่องศิลปะในการเขียนเรื่องสั้น, บทกวี อะไรประเภทนี้ผู้มีอำนาจจะไม่ค่อยจับจ้องไม่เหมือนกับประเภทอื่นเช่น  บทความหรือ ข่าว อะไรอย่างนั้น ในส่วนของวรรณกรรมมันมีความเป็นศิลปะคนทั่วไปจะคิดว่าเป็นเรื่องแต่ง   แต่ที่จริงมันเป็นอาวุธเราสามารถเอาศิลปะมาทำเป็นสัญลักษณ์ หรือ เอามันไปซ้อนไว้โดยใช้ศิลปะ  เหมือนกันที่เขาบอกว่าศิลปะมันจะอยู่ในที่ซ่อนเพื่อรอคนที่มีประสบการณ์การอ่าน หรือประสบการณ์ชีวิตเพื่อมาเจอมัน  งานวรรณกรรมดูจึงเป็นพื้นที่ปลอดพ้นจากอำนาจพอควร แต่ก็รู้สึกอึดอัดอยู่กับสภาพสังคมเช่นนี้   ผมกับมีความรู้สึกว่าวรรณกรรมนี้แหละจะสู้กับอำนาจได้  เหมือนกับโรล็อง  บาร์ธ บอกไว้ว่าในยุคสมัยนี้มีเพียงแค่วรรณกรรมเท่านั้นแหละที่จะหาญไปต่อกรกับผู้มีอำนาจอย่างซึ่งหน้าได้  และผมก็เชื่ออย่างนั้น

10-07-2015-2

IR: ในฐานะที่คุณมาโนช  ผ่านวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศมาทั้งสองครั้งทั้งปี 2516-2519 และช่วง2549  ถึงปัจจุบัน คิดว่าคนทำวรรณกรรมเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ผมเองในตอนนี้ก็อายุเยอะแล้วผมก็มีความรู้สึกยังสบตากับ  จิตร  ภูมิศักดิ์ ได้สนิทใจนะ  นายผี  (อัศนี  พลจันทร์) หรือ ศรีบูรพาเองก็ยังรู้สึกสนิทใจกับท่าน   ผมทั้งสองยุคสมัยนี้มันเชื้อที่ส่งผ่านกันมาอยู่นะ  หลักการหลักคิด หรือ  อุดมคติก็ยังเหมือนกัน  เพียงแต่ว่าวันนี้คนที่ไม่มาร่วมอยู่บนเส้นทางนี้เขาก็แปรพรรคไปอีกแบบหนึ่งแล้ว  แต่บางคนเขาก็เตือนผมนะ  “พี่ก็อายุมากแล้วพี่ทำอยู่อย่างนี้มันเหมือนจำกัดสิทธิ์ตัวเองนะพี่พื้นที่แบบนี้มันจะแคบลง”    เพราะว่าพื้นที่ ที่เป็นเวทีหลักๆก็จะอยู่ซีกโน่น  อย่าง สมาคมนักเขียน อะไรต่างๆมันอยู่ซีกโน่นหมดดังนั้นพื้นที่บนเวที  การปรากฏตัว  โชว์งาน  อะไรแบบนี้จึงอยู่กับเขาหมด  ส่วนพื้นที่ฝั่งคนแบบผมจะยิ่งแคบลง  ผู้มีความรู้สึกว่าเฮ้ย!!  เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเวทีแบบนี้  ทางเขาเองก็เคยบอก “เหมือนตัดเส้นทางทำมาหากินของตัวเองเลยนะพี่ถ้าเลือกเส้นทางแบบนี้”  ผมคิดว่ามันคงไม่ใช่เส้นทางของผมคงไม่เดินเส้นทางแบบนี้  ซึ่งก็จริงอยู่เวลาเสร็จงานขึ้นเวทีไปนั้นไปนี้มันก็ได้ซอง  เปิดดูโอ้โฮ แบงก์ล่ะพันหลายใบมันก็พอได้อยู่ได้กิน  แต่ว่าถ้าจะให้ผมอยู่อย่างนั้น  ขออยู่แบบแล้งแค้นอย่างหยิ่งทะนงดีกว่า

อย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นเกี่ยวนักเขียนรุ่นเดียวกับผม  เขาก็ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาหลายครั้งเข้าป่าก็เข้ามาแล้ว  ผมว่าพวกเขายังอ่านศึกษาค้นคว้าไม่มากพอ  เดี๋ยวนี้สังคมมันซับซ้อนขึ้นถ้ายังมาอ่านหนังสือมาร์กซิสต์รุ่นเก่าสมัย  พ.ค.ท (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)  บางทีมันอธิบายปรากฏการณ์ในปัจจุบันไม่ได้  ถ้าไม่อ่านให้มากขึ้นอย่างพวกงานรูปแบบใหม่ๆ เช่น   หลังสมัยใหม่(post-modern),  โครงสร้าง(structuralism), หลังโครงสร้างนิยม (Post-structuralism) หรือนักเขียนใหม่ๆอย่าง  มิแชล ฟูโก , ณาร์ค  แดริดา   อะไรพวกนี้   ถ้ามันไม่อ่านผมคิดว่ามันไปไม่ได้  จะมาใช้ชุดวิเคราะห์แบบเดิมไม่ได้จะยังใช้  มาร์กซิสต์แบบ พ.ค.ท  ด่าทุนนิยม ด่านักการเมือง  มาใช้กับสังคมปัจจุบันที่มันซับซ้อนขึ้นมันไม่ได้

10-07-2015-3

IR: พูดถึงวรรณกรรมในพื้นที่ต่างๆของโลกจะมีลักษณะพิเศษของแต่ล่ะภูมิภาคของโลกอยู่  เช่นงานทางเอเชียจะมีลักษณะบางอย่าง  ส่วนงานของยุโรปจะมีลักษณะเฉพาะตัวอีกอย่าง  คิดว่างานของอีสานมีลักษณะพิเศษอย่างไร ?และอัตตาลักษณ์พิเศษนั้นมีอะไรที่มันขับเคลื่อนมัน

ผมว่าอีสานมันมีลักษณะเฉพาะ  ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการต่อสู้ของคนอีสานที่มันฝังอยู่ในจิตวิญญาณมาตั้งแต่บรรพบุรุษ  การขับเคลื่อนเรื่องการต่อสู้จึงมีมาตลอด  เพียงแต่ว่านักเขียนปัจจุบันยังไม่สามารถสถาปนางานของตนได้เท่าขีดขั้นของจิตวิญญาณตรงนั้น  เพราะฉะนั้นนักเขียนอีสานจึงต่อทำงานเคี่ยวกรำกับตัวเองให้มากกว่านี้  รวมถึงตัวผมถึงเองด้วย

งานอีสานที่มักจะเป็นต้นแบบที่เรามักจะถึงดึงขึ้นมาพูดบ่อยๆจากคนที่มองเข้าก็มาจะมีอยู่อย่างเช่น “ฟ้าบ่กั้น” ของลาวคำหอม และ “ลูกอีสาน” ของคำพูน  บุญทวี อันนี้ก็ถือว่าเป็นงานที่สามารถดึงอัตตาลักษณ์ของอีสานออกมาได้อย่างโดดเด่นในรูปแบบของวรรณกรรมได้ อ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์  แห่งสำนักท่าพระจันทร์ได้กล่าวถึงลูกฟ้าบ่กั้นว่า  มันมีความเงียบเยอะประหยัดถ้อยคำมันโหวงเหวงมันเหมือนเอาภาพจำลองภูมิทัศน์ของอีสานที่มันที่มันแห้งแล้งมันอดอยาก  ฉายออกมาแทนตัวหนังสือหรือเรื่องราวเหล่านั้น  ซึ่งผิดกันกับงาน “ลูกอีสาน”มันเป็นงานที่รุ่มรวยไปด้วย ถอยคำขนบธรรมเนียมประเพณีของอยู่ของกินการหาอยู่หากิน   มันมีข้อสังเกตหนึ่ง อ.นพพร ประชากุล  ซึ่งท่านเป็นเจ้าสำนักของหลังโครงสร้างนิยมที่ธรรมศาสตร์  ท่านบอกว่างาน ลูกอิสานเทียบได้กับงานประเภท โรล็อง  บาร์ธ เคยบอกไว้ว่าเป็นงานแบบศูนย์องศาแห่งประพันธะกรรม  คือเป็นงานที่ผู้เขียนไม่โน้มน้าวให้ผู้อ่านไปสู่จุดใดจุดหนึ่ง  อดุมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือแนวคิดทางการเมืองใดการเมืองหนึ่งเลย  มันเหมือนเป็นการเปลือยตัวเองอย่างล่อนจ้อนอย่างไร้เดียงสาแบบเด็กๆ  ให้เห็นแง่มุมทุกอย่าง   สองชิ้นงานก็อาจจะนับได้ว่าเป็นอัตตาลักษณ์ ของคนอีสานของรูปร่างของวรรณกรรม  ในยุคสมัยนี้  ซึ่งคนรุ่นผมที่เป็นรุ่นถัดมาก็ยังต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจะไปถึงตรงนั้น

10-07-2015-4

IR:คุณมาโนช มีความหวังแค่ไหนกับนักเขียนคนรุ่นใหม่ในอีสาน

ผมมีความหวังนะกับคนรุ่นใหม่ อย่างผมเห็นคุณ(isaan record ) มาหาผมก็ว่าเข้าท่าดี หลายๆคนก็เป็นคนที่แวะเวียนมาหาผมส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ก็เห็นพวกเขายังมีแนวคิดที่ยังยึดมั่นอยู่ในอุดมคติ ผมว่าคนรุ่นใหม่เก่งนะที่ยังเดินตามอุดมคติของพวกเขาได้ คนรุ่นผมสู้รุ่นพวกคุณไม่ได้หรอกเงื่อนไขสังคมสมัยผมไมได้ซับซ้อนเหมือนสมัยนี้ ถ้าพวกคุณขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนตัวเองยืนตั้งมั่นให้สังคมผ่านยุคสมัยนี้ไปได้พวกคุณจะเก่งมากนะ ผมก็จะอายุหกสิบแล้วใกล้เป็นผู้ชราโดยสมบูรณ์แล้ว มีโอกาสทำชายคาเรื่องสั้นก็อยากจะเป็นกำลังใจหรือสร้างคนทำงานในฟากวรรณกรรม ที่จริงผมไม่ได้สร้างเขาหรอกที่จริงเขาสร้างตัวของเขาเอง ผมเองเท่าที่มีแรงอยู่ก็ทำหนังสือเพื่อเป็นพื้นที่ให้รุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาจะมีนักคิดนักเขียนมากขึ้นในสังคมในวันข้างหน้าในวันที่ผมไม่อยู่แล้ว จะได้มีคนสานต่อกันสืบไป

IR:คำถามสุดท้ายอาจจะเป็นคำถามที่ยากที่สุดของวันนี้ก็ได้ อยากให้คุณมาโนชตั้งชื่อบทสัมภาษณ์หรือบทสนทนานี้ให้เราครับ จะเป็นเกียรติ์กับ อีสานเรคคอร์ด มากเลยครับ

“ตัวหนังสือของคนสวน” แล้วกันครับ หลังจากลาออกจากการรับราชการครูซึ่งตอนนั้นรับราชการมาแล้วประมาณ 10 ปี ผมก็ออกมาปลูกดอกไม้ ส่วนใหญ่ไปไหนผมก็จะบอกคนอื่นว่าผมเป็นคนสวน ผมทำอาชีพชาวสวน แต่ถ้ากรอกอาชีพในแบบฟอร์มผมมักจะกรอกว่า “นักเขียน”

ปล่อยแล้ว 14 นักศึกษา-นักกิจกรรม กลุ่ม “ประชาธิปไตยใหม่” ทางกลุ่มยืนยันจะเคลื่อนไหวต่อ

2558 กรกฎาคม 9
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร – กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ทั้ง  14 คนได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ  หลังศาลทหารมีคำสั่งไม่อนุญาตฝากขังผลัดที่  2  โดยมีกลุ่มญาติ และประชาชนทั่วไปมารอต้อนรับที่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้  โดยทางทั้ง  14 คนประกาศจะสู้ต่อไปและประกาศไม่ยอมรับประกาศทุกฉบับของ ค. ส. ช

สืบเนื่องจากวันที่  7  กรกฎาคม ที่ผ่านมาทางพนักงานสอบสวนนำตัวทั้ง  14 คนมายื่นขอคำร้องขอฝากขังผลัดที่ 2 กับศาลทหารกรุงเทพ  โดยมีประชาชนออกมาชุมนุมให้กำลังใจอยู่ภายนอกศาลทหาร  ในเวลาต่อมาทนายความของทั้ง  14 ได้เปิดเผยว่า  ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฝากขัง  โดยให้เหตุผลว่าพนักงานได้ทำการสอบสวนเสร็จเรียบร้อยแล้วและหาพยานหลักฐานรีบร้อยแล้ว  จึงไม่มีเหตุให้ฝากขังต่อ  จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวทั้ง14คน กลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพเพื่อรอปล่อยตัวในช่วงเช้าเพราะต้องฝากขังให้ครบจำนวนเวลา 12 วัน  จึงมีกลุ่มประชาชนตามไปรอคอยการปล่อยตัวที่บริเวณหน้าเรือนพิเศษกรุงเทพพร้อมจัดกิจกรรม  จุดเทียนเพื่อให้กำลังใจนักศึกษา-นักกิจกรรมทั้ง  14 คน

บรรยากาศหน้าศาลทหารกรุงเทพมหานครประชาชนมารอฟังคำสั่งศาลและรวมให้กำลังใจนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง14 คน

บรรยากาศหน้าศาลทหารกรุงเทพมหานครประชาชนมารอฟังคำสั่งศาลและรวมให้กำลังใจนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง14 คน

เมื่อเวลา 5.40 .น ของวันนี้ เจ้าหน้าราชทัณฑ์ที่นำตัว ทั้ง 14 คนออกมาส่งที่หน้าเรือนจำท่ามกลางประชาชนที่เข้ามอบดอกให้ให้กำลังใจ โดย รังสิมันต์ หรือ โรมหนึ่งในนักศึกษา 14คน กล่าวกับสื่อมวลชนว่า การที่ทั้ง 14 คนไม่ประกันตัวคือการยืนยันหลักการ 5 ข้อของทางกลุ่ม และปฏิเสธในคำสั่งของ ค.ส.ช ทุกฉบับเพราะคิดว่าคำสั่งของ ค.ส.ช ไม่ใช่กฎหมายจึงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องคดี ส่วนเรื่องเมื่อวานเราจำเป็นที่ต้องไปศาลทหารเพราะถูกจองจำ ตอนนี้เราต้องเข้าใจว่าทหารกำลังใช้จิตวิทยาทำร้ายเรา จากนี้ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จะเคลื่อนไหวต่อแน่นอนเพราะ นี้เป็นแค่การเริ่มต้น

09-07-2015-2

แม้ว่านักศึกษาทั้ง 14 คนถูกปล่อยตัวจากคดีที่กระทำการในวันที่ 25 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นข้อหายุงยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 แต่ทั้ง 14 คนยังมีอีกหนึ่งคดี คือคดีในวันที่ 22 พฤษภาคม ในการจัดกิจกรรมครบรอบรัฐประหารที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติและที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ห้ามชุมมุมเกิน 5 คน ซึ่งตอนนี้ขั้นตอนยังอยู่ในชั้นตำรวจ

กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดเข้าเยี่ยม 14 นักศึกษา-นักกิจกรรม “ประชาธิปไตยใหม่” พร้อมเล่นดนตรีให้กำลังใจ

2558 กรกฎาคม 6
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร – กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จังหวัดเลย เดินทางเข้าเยี่ยมนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 14 ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน จากการจัดกิจกรรมเชิงสัญญาลักษณ์คัดค้านการทำรัฐประหาร จากนั้นทางกลุ่มกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ร่วมทำกิจกรรมเล่นดนตรีเพื่อให้กำลังใจทั้ง 14 คน

กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดเข้าเยี่ยม 14 นักศึกษา

วันนี้เวลาประมาณเที่ยง ตัวแทนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดจำนวน10 คน ซึ่งออกเดินทางมาจากจังหวัดเลยตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้ เพื่อติดต่อขอเข้าเยี่ยมและพูดคุยให้กำลังใจกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ทั้ง 14 คน หลังจากได้เข้าพูดคุยให้กำลังใจที่ห้องเยี่ยมของทางเรือนจำแล้ว ต่อมาทางกลุ่มจึงเดินทางไปที่บริเวณหน้าเรือนจำเพื่อทำกิจกรรมเล่นดนตรีและขับร้องบทเพลงชื่อ “รักษ์บ้านเกิด” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยมี นาย วิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของ จตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ หนึ่งในนักศึกษา 14 คน ร่วมเป่าแคนให้จังหวะประกอบไปด้วย

พรทิพย์ หงส์ชัย หนึ่งในสมาชิกกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด เป็นตัวแทนกล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน โดยเรียกร้อง ให้ปล่อยตัวนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 14 คนโดยไม่มีเงื่อน และได้อธิบายการทำกิจกรรมหน้าเรือนจำครั้งนี้ว่า ทางกลุ่มเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ทั้ง 14 ที่เคยร่วมทำกิจกรรมกับทางกลุ่มเพื่อต่อต้านการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่จังหวัดเลย และ “รักษ์บ้านเกิด” เป็นบทเพลงที่เคยร่วมขับร้องกันกับนักศึกษาเมื่อครั้งที่อยู่ในพื้นที่

กลุ่มนักศึกษานักกิจกรรม ประชาธิปไตยใหม่ที่ถูกคุมขังในเรือนจำนั้น มีนักศึกษา จากกลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม หรือรู้จักกันในชื่อ “ดาวดิน” รวมอยู่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทางกลุ่มดาวดินได้ลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ปัญหาและ ต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ กับประเด็นปัญหา ผลกระทบจากทำเหมืองแร่ทองคำ ที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จนเป็นที่รู้จักในสังคม

 

แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง สนับสนุนการทอผ้าพื้นเมือง และพหุวัฒนธรรม-ชาติพันธุ์ในสังคมไทย

2558 พฤษภาคม 25
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 เทศบาลเมืองบ้านไผ่ ได้ส่งมอบเสื้อพื้นเมือง จำนวน 1,200 ชุด ให้แก่นักเรียนโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ กิจกรรมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองบ้านไผ่กับวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานโดยการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (อียู)

การสวมใส่ชุดผ้าฝ้ายและผ้าไหมพื้นเมืองเป็นการสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์เครื่องแต่งกายพื้นเมืองของไทย และเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีของชาติพันธุ์ล้วนมีคุณค่าและควรแก่การสนับสนุน เช่น การสนับสนุนแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

IR4_600px

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเทศบาลบ้านไผ่ และคุณจอห์น เดรเปอร์ ผู้ประสานงานโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน มอบเสื้อพื้นเมืองให้กับนักเรียนในเขตเทศบาลบ้านไผ่

“การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องผ้า ซึ่งกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่เราก็ได้ผลิตอยู่แล้ว จึงเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตในชุมชน ทำให้กลุ่มแม่บ้านฯ มีรายได้และนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องผ้าพื้นเมือง” ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ กล่าวให้สัมภาษณ์กับเดอะ อีสาน เรคคอร์ด เขายังเสริมอีกว่า นักเรียนโรงเรียนในเขตเทศบาลบ้านไผ่จะใส่เสื้อพื้นเมืองทุกวันศุกร์ และเทศบาลเมืองบ้านไผ่จะต้องจัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป

ลักษณะเสื้อยูนิฟอร์มผ้าพื้นเมืองของนักเรียนเป็นเสื้อคอปก มีกระเป๋าบนหน้าอกด้านซ้าย ติดกระดุมกะลามะพร้าว “ชอบครับ สวยดี ฟรีด้วย” ด.ช. ศุภวิทย์ ตาแสง อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนเทศบาลบ้านไผ่ กล่าวขณะที่เขาและเพื่อนๆ ต่างดีใจพร้อมกับแสดงเสื้อที่เพิ่งได้รับจากนายกเทศมนตรีฯ

ชุดเครื่องแต่งกายพื้นเมืองสำหรับเจ้าหน้าที่เทศบาลและนักเรียนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตผ้าไหมและผ้าฝ้ายบ้านละว้า ซึ่งเคยได้รางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ระดับประเทศ กลุ่มแม่บ้านฯ ได้รับแรงบันดาลใจในการสืบทอดการทอผ้าพื้นเมืองแบบโบราณโดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่จากศูนย์ศิลปาชีพภายใต้การอุปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเสื้อพื้นเมืองสำหรับนักเรียนโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ผลิตจากผ้าฝ้ายทอมือตาหมากรุก พัฒนามาจากลายผ้าขาวม้าซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองสารพัดประโยชน์สำหรับชายชาวอีสาน เช่น ผูกคาดเอว โพกศีรษะ อาบน้ำ ผูกเปล และคลุมไหล่

11062940_10206536129545001_8440696298920651763_n

นักเรียนในเขตเทศบาลบ้านไผ่ได้รับแจกเสื้อลายพื้นเมืองจากเทศบาลบ้านไผ่ โดยการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานนางวิไลวัลย์ บุญสิทธิ อายุ 47 ปี ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตผ้าไหมและผ้าฝ้ายบ้านละว้า และยังเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น กล่าวว่าทางกลุ่มใช้เวลาหนึ่งเดือนครึ่งในการผลิตเสื้อพื้นเมืองจำนวน 1,200 ตัว และรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนให้คนในท้องถิ่นได้อนุรักษ์ผ้าพื้นเมืองอีสานไว้ เธอยังกล่าวเสริมอีกว่า “หลังจากที่รัฐบาลมีการรณรงค์ให้ข้าราชการไทยใส่ผ้าพื้นเมือง ก็มีคนสนใจมากขึ้น ทำให้ทางกลุ่มมีรายได้ให้สมาชิกเพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานเชื่อว่า ในอนาคต การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐมีความจำเป็นต่อการพัฒนาแหล่งผลิตผ้าทอพื้นเมือง รวมทั้งการสนับสนุนให้สวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองทั้งในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย กระทรวง และสังคมวงกว้างต่อไป ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งกิจกรรมของโครงการได้ที่เว็บไซท์ www.icmrpthailand.org หรือทางโทรศัพท์ 083-283-0027 และทางอีเมลล์ icmrpthailand@gmail.com

“ออกนอกระบบ” มหาลัย’ ขอนแก่น กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

2558 พฤษภาคม 19
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

สองสัปดาห์ที่แล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างพ.ร.บ. อนุมัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น และอีก 3 สถาบันออกนอกระบบ การผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลในหมู่นักศึกษานักกิจกรรมและคณะอาาจารย์ ซึ่งได้ย้ำเตือนถึงปัญหาค่าเล่าเรียนที่อาจเพิ่มขึ้น การปิดกั้นโอกาสด้านการศึกษาของนักศึกษาที่มาจากครอบครัวรายได้น้อย และการเพิ่มอำนาจในการจัดการมากเกินไปแก่คนเพียงกลุ่มเดียว

ขณะที่ประเทศไทยยังคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยกองทัพ หลายคนตั้งคำถาม ถึงความเหมาะสมของกรอบเวลาในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนสถานะจากองค์กรสาธารณะไปสู่องค์กรจัดการตนเอง

เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา นักศึกษานักกิจกรรมได้กางป้ายประท้วงจากดาดาฟ้าศูนย์อาหาร และบริการ ใจกลาง มข. เพื่อเสียดสีและต่อต้านแผนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (ขอบคุณภาพจาก เจเรมี เจฟเฟอร์สัน)

เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา นักศึกษานักกิจกรรมได้กางป้ายประท้วงจากดาดาฟ้าศูนย์อาหาร และบริการ ใจกลาง มข. เพื่อเสียดสีและต่อต้านแผนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (ขอบคุณภาพจาก เจเรมี เจฟเฟอร์สัน)

นอกจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) แล้ว มีการผ่านพ.ร.บ. กฎหมายเดียวกันกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้แก่ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และราชภัฎสวนดุสิต

แผนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ กลายเป็นประเด็นการประท้วงของนักศึกษาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว นักศึกษาธรรมศาสตร์ได้ยื่นข้อเรียกร้องพร้อมกับรายชื่อนักศึกษา 2,702 คน เสนอต่อสนช. โดยเรียกร้องให้กระบวนการการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมีความโปร่งใส และนักศึกษาต้องมีส่วนร่วม

เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักศึกษานักกิจกรรม มข. ปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าอาคารศูนย์อาหารและบริการ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัย นักศึกษาคนดังกล่าวได้ติดป้ายข้อความ บริษัท ม.ขอนแก่น จำกัด มหาอธิ(เผด็จ)การ เพื่อแสดงการต่อต้านการผลักดันของรัฐที่จะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยรัฐให้เป็นเพียงสถาบันภายใต้กำกับของรัฐ

การปรับเปลี่ยนระบบมหาวิทยาลัยของรัฐให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 2530 จากการกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ให้มีการแปรรูปหน่วยงานบริการสาธารณะ สืบเนื่องมาจากผลกระทบวิกฤติทางการเงินของเอเชียในปี 2540

หลังจากนั้นเป็นต้นมา สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศทั้งหมด 185 แห่ง มีมหาวิทยาลัย 15 แห่ง ถูกแปรรูปเป็นสถาบันการศึกษาในกำกับของรัฐ ซึ่งเกือบทุกมหาลัยที่ออกนอกระบบมักมีนักศึกษาประท้วงอยู่เสมอ

เมื่อกลายเป็นสถาบันในกำกับของรัฐ สถาบันนั้นๆ จะพ้นจากระบบราชการ สถาบันดังกว่าสร้างระบบจัดการและโครงสร้างทางการเงินของตนเองขึ้นมา อำนาจการตัดสินใจในการบริหารและการใช้จ่ายเงินต่างๆ รวมถึงนโยบายด้านบุคลากรและหลักสูตรจะขึ้นอยู่กับสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด

จากข้อมูลเอกสารร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เดอะอีสานเรคคอร์ดได้มา สภามหาวิทยาลัยจะประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 30 คน ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่มาจากการโปรดเกล้าแต่งตั้ง และจะอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี ภายหลังครบวาระสภาสามารถสรรหากรรมการใหม่ได้

คณะกรรมการส่วนใหญ่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง อธิการบดี และฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย ตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากคณะต่างๆ 5 คน ตัวแทนที่ได้รับเลือกโดยเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย 1 คน ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการอย่างน้อย 1 คน

สภามหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการใดๆ ด้านการบริหารและการเงินโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลกลาง อย่างเช่นที่เคยต้องทำเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ

ผู้ที่สนับสนุนระบบนี้ ย้ำว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จะเพิ่มความยืดหยุ่นและความมีอิสระจากหน่วยงานรัฐ แต่ฝ่ายส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้กลับเตือนว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบจะทำให้ความน่าเชื่อถือในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยลดลง

กลุ่มดาวดิน กลุ่มนักศึกษานักกิจกรรมกลุ่มหลักที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิจารณ์ว่ากระบวนการการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ขาดการมีส่วนร่วมของนักศึกษา พวกเขาวิตกกังวลว่าหลังการออกนอกระบบ สภามหาวิทยาลัยจะเข้ามาใช้อำนาจในกิจการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ

“ถ้าจำเป็นจริงๆ ที่มหาวิทยาลัย (ขอนแก่น) ต้องออกนอกระบบ เราในฐานะนักศึกษาก็ต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ” พายุ บุญโสภณ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มดาวดิน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

ตามข้อมูลของกลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยเคยเปิดจัดวงเสวนาสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากแวดวงนักศึกษาเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วเพียงหนึ่งครั้ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มหาวิทยาลัยได้อ้างถึงผลประชามติครั้งนั้นครั้งเดียวเพื่อใช้เป็นหลักฐานการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในกระบวนการออกนอกระบบอยู่ตลอดเวลา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตรแสดงความวิตกกังวลในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เขากล่าวผ่านการสัมภาษณ์ทางอีเมลล์กับเดอะ อีสาน เรคคอร์ดว่า ความพยายามที่จะทำให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจจัดการตนเองมาพร้อมกับการรวมอำนาจมาอยู่ส่วนกลางส่วนเดียวมากขึ้น

“สำหรับมหาวิทยาลัยในกำกับ จะมีการควบคุมศาสตราจารย์ และคณาะอาจารย์ รวมถึงบุคลากรและนักศึกษา ที่เข้มงวดมากขึ้น ” ดร.ยุกติ กล่าว “อธิการบดีและคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะมีอำนาจมากขึ้น และผู้แทนจากคณะต่างๆ จะมีส่วนร่วมในการจัดการน้อยลงไปอีก”

ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในด้านงบประมาณตามจำนวนนักศึกษาอย่างเต็มที่เช่นเดิม แต่จะได้รับการจัดสรรเม็ดเงินจำนวนหนึ่งจากงบประมาณประจำปีของรัฐ ด้วยเหตุผลนี้ มหาวิทยาลัยในกำกับจะถูกบีบให้หารายได้จากแหล่งอื่น เช่น การเพิ่มค่าเล่าเรียน หรือรายได้จากโครงการ “พิเศษ” อื่นๆ

ความวิตกกังวลดังกล่าวถูกยกขึ้นผ่านประเด็นต่างๆ เช่น การทำให้งานบริการทางการศึกษาเป็นธุรกิจการศึกษา ความเท่าเทียมด้านการศึกษา และการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงของกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย

ในปี พ.ศ.2555 เว็บไซต์ ไทยพับลิก้า พบว่า ค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยบูรพาเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากการออกนอกระบบในปี พ.ศ.2551 คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์เพิ่มค่าเล่าเรียนประจำภาคการเรียนปกติจากไม่ถึง 10,000 บาท เป็น 14,000 บาท ซึ่งค่าเทอมดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณ 40%

“รัฐมีหน้าที่ให้บริการด้านการศึกษากับประชาชน โดยต้องไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อรัฐถูกครอบงำโดยกลุ่มทุน การศึกษาก็เลยกลายเป็นธุรกิจ” นายเดชา เปรมฤดีเลิศ นักเคลื่อนไหวด้านการศึกษาในขอนแก่นผู้ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษามานานกล่าว “ผลกระทบหนึ่ง คือ คนจนจะเข้าถึงการศึกษาระดับสูงได้น้อยลง และช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น”

ดร. อลงกรณ์ อรรคแสง รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าว อธิบายว่า ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่ยากจนที่ในประเทศ ภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยรัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นไม่เหมือนกับภาคอื่นๆ มหาวิทยาลัยในอีสานอำนวยการศึกษาให้กับนักศึกษาจำนวนมาก ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งต่างจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องตัดสินใจว่า ต้องการสร้างกำไรหารายได้ หรือสนับสนุนสังคม ด้วยการให้บริการด้านการศึกษา” ดร. อลงกรณ์กล่าว

นักศึกษาอาจไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่ได้รับผลกระทบจากการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย แม้ว่าพนักงานของมหาวิทยาลัยและคณะอาจารณ์จะได้รับเงินเดือนที่มากขึ้น แต่พวกเขาอาจได้รับผลประโยชน์ด้านอื่นๆ น้อยลง เมื่อไม่ได้ถูกจ้างในฐานะข้าราชการพลเรือนอีกต่อไป

“ในมหาวิทยาลัยของรัฐ พนักงานเกือบทั้งหมด คือข้าราชการพลเรือน ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านสาธารณสุข และสิทธิประโยชน์เมื่อเกษียรอายุราชการ โดยตามสาระเนื้อหาแล้ว ผมคิดว่าการออกนอกระบบ คือกระบวนการลดค่าใช้จ่ายและงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมของพนักงาน รวมถึงอาจารย์และศาสตราจารย์ทุกคน” ดร. ยุกติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบไม่ได้รับการต่อต้านมากนัก ถ้ามีการดำเนินการที่ถูกต้อง การเป็นอิสระจากรัฐราชการอาจหมายถึงระบบการบริหารมหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจหมายถึงคุณภาพด้านการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น ดร. สถาพร เริงธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

“มีปัญหาเดียวคือ จนถึงตอนนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้นจะช่วยแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ในมหาวิทยาลัยจริงๆ ได้อย่างไร ซ้ำยังขาดซึ่งกระบวนการความน่าเชื่อถือ ทำให้ผมไม่ค่อยหวังกับกระบวนการทั้งหมดนี้เท่าใดนัก” ดร.สถาพร กล่าว

หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 มหาวิทยาลัยจำนวน 7 แห่ง ออกนอกระบบอย่างฉุกละหุก รวมถึงสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะมีารประท้วงของนักศึกษาในตอนนั้น และมีเพียงมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ถอนตัวออกจากการออกนอกระบบเพื่อตอบสนองความต้องการของฝ่ายคัดค้านกระบวนการดังกล่าว

แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนสถานะของมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสาธารณะ

เพื่อให้การดำเนินการนี้ปราศจากการประท้วงจากนักศึกษาและคณะต่างๆ ดร.ยุกติ กล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องการใช้ประโยชน์จากอำนาจของรัฐบาลทหารที่กำลังบริหารประเทศอยู่”

สืบเนื่องจากการรัฐประหารโดยทหารเมื่อปีที่แล้ว นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในสภาตรายางของเผด็จการทหาร

นายพายุ นักศึกษานักกิจกรรม กล่าวว่า “อธิการบดีของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย) อาสาเป็นสมาชิกของ สนช. เพียงเพื่อที่จะสามารถเสนอกฎหมายมหาวิทยาลัยนอกระบบ และสามารถลงเสียงผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. ออกนอกนระบบได้นั่นเอง”

สัมภาษณ์: อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล พูดคุยเกี่ยวกับหนังเรื่องใหม่ – ทหารนิทรา เรือกำลังล่มและไดโนเสาร์

2558 พฤษภาคม 17
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ถึงแม้ว่าภาคอีสานจะไม่ค่อยปรากฎอยู่ในภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ภูมิภาคแห่งนี้กลับได้รับเลือกเป็นฉากของหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่มีความงดงามทางด้านบรรยากาศและภาพเนื้อหาอันมีนัยยะ มานานหลายปี

อภิชาติพงศ์เติบโตที่ภาคอีสานและเรียนจบจากคณะสถาปัตย์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังจากนั้นเขาได้ศึกษาต่อด้านสาขาภาพยนตร์ที่สถาบันศิลปะชิคาโก (Art Institute of Chicago)

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นักทำหนังและศิลปินด้านทัศนศิลป์ จะนำเสนอผลงานหนังเรื่องใหม่ Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น ที่เทศกาลภาพยนต์เมืองคานส์ ในสัปดาห์นี้

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นักทำหนังและศิลปินด้านทัศนศิลป์ จะนำเสนอผลงานหนังเรื่องใหม่ Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น ที่เทศกาลภาพยนต์เมืองคานส์ ในสัปดาห์นี้

ในหนังหลายเรื่องของเขา อภิชาติพงศ์มักสร้างสรรค์ภาพอันงดงามตรึงตาและโครงเรื่องที่ตัดสลับเหตุการณ์ไปมา ซึ่งทำให้ขอบเขตระหว่างความเป็นจริงกับจินตนาการนั้นค่อนข้างดูเลือนลาง ขณะที่ผลงานภาพยนตร์ของเขานั้นหลีกเลี่ยงที่จะไม่แสดงออกชัดเจนว่าเอนเอียงอยู่กับการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อภิชาติพงศ์ก็ยังแสดงความสนใจอย่างชัดเจนต่อเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับคนชายขอบ เขาให้ความสำคัญกับตัวละครที่ไม่ค่อยปรากฎอยู่บนจอภาพยนตร์หรือหนังไทยมากเท่าใดนัก ตัวอย่างเช่น ทหารที่มีรสนิยมรักร่วมเพศและแรงงานข้ามชาติ

สิ่งที่ดึงดูดให้อภิชาติพงศ์กลับมายังภูมิภาคอีสาน คือ ความหลงใหลเกี่ยวกับเขตพรมแดนและความรู้สึกผูกพันธ์ที่เขามีต่อจังหวัดขอนแก่น ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวว่าภาคอีสานนั้นเป็น “ขุมทรัพย์อันล้ำค่า” ของโอกาสการทำหนังในประเทศไทย และเขาเองก็รู้สึกสงสัยว่าความมีชีวิตชีวาของอีสานนั้นคือ “กระดูกสันหลังของสังคมและวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย”

หลังจากหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ซึ่งได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2553 และ  แม่โขงโฮเต็ล หนังที่มีความยาวเพียงหนึ่งชั่วโมง สร้างปี 2555 วันนี้อภิชาติพงศ์กลับมาพร้อมกับหนังเรื่องใหม่ซึ่งหนังทั้งเรื่องถ่ายทำในภาคอีสาน

ภาพยนตร์เรื่อง Cemetery of Splendour (ชื่อไทย: รักที่ขอนแก่น) บอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงวัยกลางคน ผู้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลนายทหารที่นอนเจ็บป่วยจากโรคลึกลับเกี่ยวกับการนอน อภิชาติพงศ์เรียกหนังเรื่องนี้ว่า “ภาพความทรงจำส่วนตัว” ที่มีต่อจังหวัดขอนแก่นบ้านเกิด และ “การครุ่นคิดตรึกตรองถึงชะตากรรมประเทศไทย ชาติที่ป่วยไข้”

ในสัปดาห์นี้ จะมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Cemetery of Splendour ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เดอะ อีสาน เรคคอร์ด ได้มีโอกาสพูดคุยกับอภิชาติพงศ์ ถึงความทรงจำในวัยเด็กของเขา, ภาพบรรยากาศคล้ายฝันในอีสาน, เรือที่กำลังจะล่ม และอดีตอันเกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ในภาคอีสาน

IR: ภาพยนตร์ของคุณสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตส่วนตัวของคุณกับภาคอีสานอย่างไรบ้าง

A: ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของผมสร้างขึ้นจากความทรงจำช่วงที่ผมเติบโตที่จังหวัดขอนแก่น ในด้านทัศนียภาพและสิ่งก่อสร้าง ผมตั้งใจให้มีภาพของความเป็นอีสาน ผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของแถบนี้นะ

คุณปู่ผมท่านเดินทางมาจากเมืองจีนแล้วท่านก็มาตั้งรกรากที่จังหวัดนครสวรรค์ พ่อผมก็เลยเป็นคนนครสวรรค์ ส่วนคุณแม่ก็มาจากครอบครัวจีนในกรุงเทพ หลังจากที่ท่านทั้งสองจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ ท่านก็เลือกมาทำงานในโรงพยาบาลที่ขอนแก่น ตอนนั้นไม่มีใครอยากมาอีสานหรอกครับ

ตอนเป็นเด็กผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แถวๆ โรงพยาบาล ครอบครัวเราอาศัยอยู่ที่บ้านพักสำหรับแพทย์ซึ่งอยู่ในบริเวณโรงพยาบาล หมอส่วนใหญ่ในขณะนั้นก็มาจากที่อื่น ไม่ได้มาจากภาคอีสาน

จริงๆ แล้วผมไม่ได้นึกถึงการเน้นภาพอีสานในหนังที่ผมสร้างในช่วงแรกๆ นะ ผมสนใจประเด็นเรื่องชายแดนระหว่างประเทศมากกว่า เช่น หนึ่งในหนังเรื่องแรกๆ ของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายแดนไทย-พม่า ผมหลงไหลเรื่องการเดินทางข้ามไปมาระหว่างชายแดนมาก

ช่วงระยะหลังตอนที่ผมเริ่มมีงบประมาณในการสร้างหนังมากขึ้น  ผมเพิ่งมาเริ่มคิดว่าผมอยากทำให้หนังของผมมีความใกล้ชิดกับภาคอีสานมากกว่านี้ อย่างฉากในหนังเรื่อง แสงศตวรรษ  (Syndromes and a Century)  กว่าครึ่งเรื่องก็ถ่ายทำที่อีสาน ส่วนเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) ถ่ายทำในอีสานประมาณ 95% ทั้งในจังหวัดขอนแก่นแล้วก็จังหวัดเลย ผลงานล่าสุดของผม Cemetery of Splendor ทั้งเรื่องถ่ายทำในขอนแก่น

“ตั้งแต่ผมยังเด็ก ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง” อภิชาติพงศ์กล่าวเกี่ยวกับบึงแก่นนครหนึ่งในฉากหนังเรื่องใหม่ของเขา

“ตั้งแต่ผมยังเด็ก ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง” อภิชาติพงศ์กล่าวเกี่ยวกับบึงแก่นนครหนึ่งในฉากหนังเรื่องใหม่ของเขา

IR: คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าตอนที่คุณเด็กกว่านี้ คุณพยายามปกปิดว่าคุณมาจากขอนแก่น ความคิดแบบนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

A: ใช่ครับ ความคิดแง่นั้นมันเปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อตอนผมเด็กกว่านี้ จนกระทั่งผมอายุ 20 กว่าๆ เช่น เมื่อตอนที่ผมเข้าเรียนโรงเรียนกวดวิชาสถาปัตย์ ผมบอกคนอื่นว่าผมมาจากขอนแก่น ทุกคนคงหัวเราะเยาะ แต่ตอนนี้คงไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ผมคิดว่าปัจจุบันเรื่องพวกนี้มันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ ถึงแม้ว่าจะยังมีอยู่บ้าง แต่ก็น้อยกว่าสมัยก่อน

หลายคนก็คงมีประสบการณ์แบบเดียวกับผม เช่น คุณเจนจิรา พงศ์พัศ (วิดเนอร์) นักแสดงขาประจำของผม ตอนที่เธออาศัยอยู่ในกรุงเทพ เธอทำงานให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นคนจัดหานักแสดงตัวประกอบป้อนให้กับวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ ซึ่งหนึ่งในงานที่ป้าเจนต้องทำคือ ช่วยฝึกนักแสดงเหล่านั้นให้ใช้สำเนียงภาคกลางแทนสำเนียงอีสาน

IR: ทำไมภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของคุณถึงถ่ายทำในจังหวัดขอนแก่นทั้งหมด

A: ส่วนหนึ่งก็เพราะผมไม่ได้กลับบ้านบ่อยนัก แม่กับพี่ชายของผมยังอาศัยอยู่ที่ขอนแก่น ก็เลยเกือบจะเป็นข้ออ้างที่จะทำให้ผมได้ใช้เวลาอยู่ใกล้กับเขาหน่อย แม้จะไม่มาก

นอกจากนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าขอนแก่นเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ ทุกครั้งที่ผมกลับมา ผมมักนึกถึงความทรงจำในอดีต สิ่งเก่าๆ ทับซ้อนกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ตอนนี้ ที่สำคัญหนังเรื่องนี้ก็คล้ายว่าจะเป็นหนังสั่งลา เพราะผมคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะก้าวออกไปทำอะไรที่ท้าทายขึ้น ด้วยการทำหนังที่ไม่ได้อยู่แค่ภายในประเทศ ดังนั้น ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นความคิดที่ดีที่จะใช้บ้านเกิดของผมเป็นฉากของหนังเรื่องนี้

เริ่มแรกผมตั้งใจว่าจะใช้หนองคายเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะว่าป้าเจน นักแสดงหนังผม เธอมาจากจังหวัดนั้น เธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผมในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องราวความทรงจำของเธอที่มีเกี่ยวกับอีสาน นอกจากนี้ ผมก็ยังรู้สึกรักแม่น้ำโขงมาก  และแน่นอนผมมีความหลงไหลเกี่ยวกับเรื่องชายแดนระหว่างประเทศ ชายแดนไทย-ลาว จริงๆแล้วผมคิดว่าขอนแก่นเองไม่ได้มีภาพที่เหมาะแก่การถ่ายทำหนังมากเท่ากับหนองคาย ซึ่งก็เป็นความท้าทายของผมอีกอย่างหนึ่ง

IR: ความทรงจำในวัยเด็กของคุณสะท้อนออกมาในภาพยนตร์ของคุณอย่างไรบ้าง

A: เรื่องราวในหนังจะเน้นที่โรงพยาบาล แล้วก็โรงเรียนของผมเป็นหลัก เพราะว่าเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่นเมื่อผมยังเด็ก เพราะโลกของผมในตอนนั้นมีอยู่เท่านั้นจริงๆ มีโรงพยาบาล โรงเรียน แล้วก็โรงหนังแถวนั้น ดังนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยเป็นการผสมผสานระหว่างสถานที่ 3 แห่งนี้

พวกเราเลือกโรงเรียนที่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกไปสัก 15 นาที ซึ่งในแง่ของสถาปัตยกรรม ตัวอาคารโรงเรียนเป็นอาคารไม้ผสมกับคอนกรีต จริงๆ แล้วเป็นเหมือนกับการผสมผสานระหว่างโรงเรียนกับบ้านไม้ในโรงพยาบาลที่ผมโตขึ้นมา

ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอภาพจังหวัดขอนแก่นผ่านมุมมองความรู้สึกเศร้าสลด

ตอนช่วงที่ผมกำลังโต เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ถนนในตัวเมืองยังเป็นถนนดินลูกรัง แล้วก็ไม่ได้มีตึกเยอะมากมายเท่ากับปัจจุบัน ประกอบกับว่าผมเรียนด้านสถาปัตย์ฯ มา สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกว่าขอนแก่นเป็นเมืองที่มีความล้มเหลวด้านภูมิสถาปัตย์ การจราจรก็เริ่มแย่และต้นไม้ก็แทบจะไม่เหลือให้เห็นแล้ว

ผมรู้สึกแย่นะที่ต้องพูดว่าขอนแก่นกำลังเป็นเหมือนกับเมืองอื่นๆ ในประเทศที่ไม่มีอัตลักษณ์ของตัวเองอีกต่อไป มีความพยายามเอารูปปั้นไดโนเสาร์มาวางไว้ตามจุดต่างๆ รอบเมือง ผมเอาภาพนี้ใส่ไว้ในหนังด้วยนะ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอภาพจังหวัดขอนแก่นผ่านมุมมองความรู้สึกเศร้าสลด

อภิชาติพงศ์ ขณะถ่ายทำหนังเรื่องล่าสุด Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น ในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่นเมื่อปีที่แล้ว

อภิชาติพงศ์ ขณะถ่ายทำหนังเรื่องล่าสุด Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น ในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่นเมื่อปีที่แล้ว

IR: ฉากในภาพยนตร์เรื่องใหม่จะเป็นฉากในเมืองมากกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ เช่น ลุงบุญมีระลึกชาติ หรือ แม่โขงโฮเต็ล หรือเปล่า

A: คือมันเป็นการผสมผสานระหว่างสถานที่ที่เป็นกลางๆ นะ ในตอนแรกของหนังจะเสนอภาพโรงเรียนในชนบท แล้วหลังจากนั้นคนดูก็จะถูกพาเข้าสู่ความเป็นเมืองมากขึ้น แต่ก็จะไม่ได้เป็นภาพเมืองที่กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ แต่จะเป็นภาพของตลาดโต้รุ่งในตัวเมืองขอนแก่น แล้วก็มีภาพของบึงแก่นนคร ซึ่งสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่แบบกลางๆ ที่ผมเลือก เพราะตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็กจนถึงปัจจุบัน สถานที่เหล่านี้ก็ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่

IR: คุณพูดเกี่ยวกับความหลงไหลในเรื่องชายแดนและการข้ามชายแดน คุณมีความรู้สึกว่าหนังหลายๆ เรื่องของคุณมักจะเกี่ยวข้องกับชายแดนระหว่างอีสานกับกรุงเทพบ้างไหม

A:แน่นอนครับ ไม่ใช่แค่ภาคอีสานนะ แต่รวมไปถึงภาคเหนือและภาคใต้ด้วย ภูมิภาคเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์รักแนบแน่นกับกรุงเทพหรอกนะ  ซึ่งยังถูกถ่ายทอดออกมาในด้านมิติของการเมืองอีกด้วย

แต่ในหนังของผม มันก็มีพรมแดนหลายรูปแบบ เช่น พรมแดนระหว่างคนตายกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมไปถึงพรมแดนระหว่างชีวิตประจำวันทั่วไปกับความฝัน และผมเชื่อว่าสำหรับภาคอีสานแล้ว มันค่อนข้างชัดเจนในประเด็นนี้นะ คือมันมีช่วงชั้นของโลกสองแห่งตั้งอยู่บนจินตนาการของผู้คน ลองดูอย่างนิทานพื้นบ้านอีสานสิ คือมันเต็มไปด้วยจินตนาการและความเชื่อเรื่องวิญญาณ ดังนั้นมันก็เลยดูเหมือนกับว่าคนอีสาน รวมทั้งตัวผมเอง ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แค่มิติเดียว แต่อยู่ในมิติแห่งความเป็นจริงและความฝันอันหลากหลาย สิ่งเหล่านี้เป็นได้ทั้งความฝันเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องโลกของวิญญาณ รวมไปถึงการฝันใฝ่ถึงอนาคตที่ดีขึ้น

IR: คุณจะอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในไทยตอนนี้อย่างไร แล้วสถานการณ์ดังกล่าวมีอิทธิพลอย่างไรในการสร้างภาพยนตร์ของคุณ

สำหรับผม การอยู่ในประเทศนี้มันแสดงถึงความที่เราไม่มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันแรงผลักดันในเชิงลบแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากทำงาน

A: ผมคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่มันน่าเบื่อนะ มันแทบจะเป็นเหมือนฤดูกาลหนึ่งของไทย มีช่วงหน้าหนาวสั้นๆ หน้าฝน หน้าร้อน แล้วก็หน้ารัฐประหาร มันเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจมาก และผมรู้สึกเหนื่อยกับมันน่ะ

นี่คือสาเหตุว่าทำไมหนังเรื่องนี้กับเรื่องที่ผ่านๆ มามองประเทศไทยในลักษณะที่ค่อนข้างเศร้า สำหรับผม การอยู่ในประเทศนี้มันแสดงถึงความที่เราไม่มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันแรงผลักดันในเชิงลบแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากทำงาน ผมเองก็ไม่รู้นะว่าถ้าผมอยู่ประเทศอื่น ผมจะผลิตผลงานออกมาได้ขนาดนี้ไหม

IR: ภาพยนตร์ของคุณเรื่องก่อนหน้านี้ถูกเซ็นเซอร์ คุณคิดว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ของคุณจะเจอปัญหาลักษณะดังกล่าวไหม

A:  จริงๆ แล้วมีแค่เรื่อง “แสงศตวรรษ” ที่เจอกับปัญหาเรื่องการเซ็นเซอร์ สำหรับผมแล้ว หนังเรื่องดังกล่าวมันมีความบริสุทธิ์ใสซื่อ แต่ก็นะ คุณไม่มีทางคาดเดาได้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้บ้าง

IR: คุณเคยรู้สึกกลัวหรือรู้สึกถูกคุกคามเพราะงานที่คุณทำบ้างหรือเปล่า

A: แน่นอนครับ ในฐานะที่เป็นคนทำหนังและศิลปิน อาชีพของเราคือการแสดงออก ดังนั้นคุณต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง แต่ว่าคุณเองสามารถทำแบบนี้ในสถานการณ์นี้ได้ไหม ซึ่งก็มีหลายครั้งที่ผมเองก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินจริงๆ ได้

คือผมว่าตอนนี้ประเทศไทยเหมือนเรือกำลังจะล่ม แต่เรือที่ว่ามันดูดีมีความสะดวกสบาย มีดนตรีและอาหารอร่อยๆ แต่เรือกำลังจมโดยที่เราไม่รู้ตัว

IR: คุณคิดว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย แล้วเกี่ยวข้องกับงานของคุณอย่างไร

A: มันเป็นวงจรของการรักษาสมดุลทางอำนาจ แต่ปัญหาก็คือคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนั้น ดังนั้นตอนนี้จึงควรเป็นเรื่องของการจัดการอำนาจระหว่างสถาบันต่างๆ เหล่านั้นเสียใหม่ ผมจะพูดอะไรได้อีก ผมยังแปลกใจเลยว่าเรายังอยู่รอดมาได้ไกลขนาดนี้

คือผมว่าตอนนี้ประเทศไทยเหมือนเรือกำลังจะล่ม แต่เรือที่ว่ามันดูดีมีความสะดวกสบาย มีดนตรีและอาหารอร่อยๆ แต่เรือกำลังจมโดยที่เราไม่รู้ตัว

ในหนังเรื่อง Cemetery of Splendour  หรือ รักที่ขอนแก่น กลุ่มทหารนอนเจ็บป่วยจากโรคอันลึกลับเกี่ยวกับการนอน

ในหนังเรื่อง Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น กลุ่มทหารนอนเจ็บป่วยจากโรคอันลึกลับเกี่ยวกับการนอน

IR: ธีมของการหลับและการฝันซึ่งถูกเน้นย้ำหลายครั้งในภาพยนตร์ที่คุณสร้าง สะท้อนความเห็นทางสังคมหรือเปล่า

A: มันแล้วแต่การตีความ เมื่อคุณไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ คุณก็แค่นอนหลับไป และนี่ก็เป็นรูปแบบหนึ่งในการที่จะหลบหนีไปยังโลกของความฝัน ธีมนี้ผมเริ่มทำมาตั้งแต่หนังของผมเรื่อง สุดเสน่หา (Blissfully Yours) แล้วก็รวมไปถึงนิทรรศการ Primitive Project ในจังหวัดนครพนม ที่วัยรุ่นทั้งหมดเดินทางยามหลับ

มันเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งตอนที่ผมดูข่าว คือมันมีแรงผลักดันของความบ้าคลั่งอย่างเปี่ยมล้น ในโปรเจ็กต์ก่อนหน้านี้ ผมมักจะสนใจเรื่องการนอนในฐานะที่มันเป็นรูปแบบหนึ่งของการหลีกหนี ผมทำการค้นคว้าเรื่องความป่วยที่เกี่ยวข้องกับการนอน แล้วผมก็ค้นพบกรณีต่างๆ ของทหารที่ต้องทนทรมานกับความป่วยดังกล่าวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งตอนนี้ เราก็ยังไม่มีรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับกรณีเหล่านั้น

นอกจากนี้ ผมยังหลงไหลในเรื่องเครื่องแบบ ทั้งในด้านของเพศและเรื่องของอำนาจในสังคม ในหนังเรื่อง Cemetery of Splendour ผมก็ได้ผสมผสานทั้งสองแง่มุมนี้เข้าด้วยกัน

IR: อะไรคือความสำคัญของอดีตอันเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ในอีสานของหนังหลายเรื่องของคุณ

A: ในแง่หนึ่ง นี่คือความพยายามของผมในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ในช่วงที่ผมทำงานกับป้าเจน ผมเรียนรู้ว่าพ่อของเธอเป็นส่วนหนึ่งของกอ.รมน. (กองกำลังรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) ในช่วงดังกล่าว ในหน่วยนี้จะถูกส่งไปยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยการจัดฉายภาพยนต์เชิงต่อต้านลัทธิดังกล่าวตามวัดต่างๆ ผมจึงพยายามโยงใยเกี่ยวกับภาพยนตร์และอำนาจทางความเชื่อ การเมือง

ผมสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไงที่ผมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมากๆ

หลังจากนั้นผมก็เดินทางไปตามแม่น้ำแม่โขงและได้แวะพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับช่วงเวลานั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรใหม่ทั้งหมด แต่ก็มีผลกับผมในแง่ของการได้รับรู้เรื่องราวของคนในสมัยนั้นที่ถูกทรมานในรูปแบบต่างกันไป

และนี่ก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของผม ผมสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไงที่ผมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมากๆ และผมก็เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้มีผลกระทบสำคัญที่ส่งผลกับประเทศมาจนถึงทุกวันนึ้

ตอนที่ผมเด็กๆ บางครั้งมีการฉายการ์ตูนทางโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มันเป็นเวลาที่บ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์ฉุกเฉิน มีการทำรัฐประหาร มีการฆ่าคน สิ่งโสมมเหล่านี้เกิดขึ้นขณะที่ผมกำลังดูการ์ตูนอย่างเพลิดเพลิน

ผมจำได้ว่ามีกองทัพสหรัฐฯ ประจำการอยู่ที่ขอนแก่น ผมคิดว่าตอนนั้นทหารอเมริกันได้ฉายหนังขาวดำ 16 มม. เช่น “คิงคอง” ผมจำได้ว่าผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ซึ่งผมว่าความชอบเกี่ยวกับภาพยนตร์และวัฒนธรรมอเมริกันคงมาจากช่วงเวลานี้ และในขณะเดียวกันก็เป็นการเผยแพร่ให้คนกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์

IR: ในภาพยนตร์เรื่องลุงบุญมีระลึกชาติ มีฉากหนึ่ง ที่โต๊ะอาหาร วิญญาณของน้องสาวปรากฎขึ้นมา แล้วมีการพูดถึงสามีชาวต่างชาติของเธอที่ชื่อว่า ฮานส์ ในหนังเรื่องล่าสุดของคุณก็มีตัวละครที่เป็นสามีชาวต่างชาติ ความสำคัญของตัวละครดังกล่าวสำหรับคุณคืออะไร

ในอนาคตอีสานจะแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก อีสานอาจกลายเป็นศูนย์กลางของประเทศ

A: หนังของผมทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของผม และมักจะมีตัวละครที่เกี่ยวข้องกับคนที่ผมรัก ซึ่งป้าเจนก็เป็นหนึ่งในนั้น หลายปีที่ผ่านมา ภารกิจหลักของเธอคือการหาสามีชาวต่างชาติ (หัวเราะ) ผมหมายถึงสามีที่เป็นคนดีนะ พวกเราทุกคนก็พยายามหาคนที่ดีสำหรับตัวเองทั้งนั้น และคุณเจนจิราก็เคยแต่งงานกับฝรั่งมาก่อน แต่เขาเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง ดังนั้นทั้งสองจึงแยกทางกัน หลังจากนั้นเธอก็ได้ลองคบหาดูใจกับคนอื่นอีก 2 คน จนกระทั่งเธอได้เจอกับแฟนคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนดีมาก ทั้งสองคนแต่งงานกันมา 4 ปีแล้ว และใช้ชีวิตอยู่ที่หนองคาย และฝรั่งใน Cemetery of Splendour ก็มีที่มาจากคนๆนี้

ผมสนใจเกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคอีสานในเรื่องการแต่งงานระหว่างผู้หญิงอีสานกับชายชาวต่างชาติ ผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคนี้ ในอนาคตอีสานจะแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก อีสานอาจกลายเป็นศูนย์กลางของประเทศ คือเต็มไปด้วยลูกครึ่งหลากหลายนานาชาติ มาจากครอบครัวมีฐานะและแน่นอนหลายๆ คนก็ได้ไปโรงเรียนดีๆ ดังนั้นภูมิทัศน์ของอีสานจะเปลี่ยนไป

อิฐ (บัลลพ ล้อมน้อย) และ ป้าเจน (เจนจิรา พงพัศ วิดเนอร์) กำลังเข้าฉากที่ตลาดโต้รุ่งเมืองขอนแก่น

อิฐ (บัลลพ ล้อมน้อย) และ ป้าเจน (เจนจิรา พงพัศ วิดเนอร์) กำลังเข้าฉากที่ตลาดโต้รุ่งเมืองขอนแก่น

IR: การถ่ายทำและตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง Cemetery of Splendour เป็นอย่างไรบ้าง

A: ประสบการณ์การถ่ายทำในขอนแก่นค่อนข้างราบรื่น เพราะได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลขอนแก่น ตำรวจ และคนขอนแก่น และก็เป็นครั้งแรกที่ผมทำแทบทุกอย่างในขอนแก่น เป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผมเลยทีเดียว

ปกติแล้ว กระบวนการผลิตและถ่ายทำต่างๆ มักเกิดขึ้นที่กรุงเทพ ตอนคัดเลือกนักแสดงอีสาน เราก็เลือกจากคนที่อยู่ในกรุงเทพ แต่ครั้งนี้เราคัดเลือกนักแสดงในขอนแก่น และประสบการณ์ที่ได้เจอผู้คนใหม่ๆ เป็นอะไรที่น่าประทับใจ คือตอนนี้ผมมีรายชื่อนักแสดงสมัครเล่นที่มีพรสวรรค์อยู่จำนวนมาก พวกเขาทำงานทำการอย่างอื่น แต่พวกเขาก็แสดงเก่งมาก

สำหรับหนังเรื่องนี้ การถ่ายทำค่อนข้างตรงไปตรงมา เราถ่ายทำตามสคริปต์ที่วางไว้ ไม่ได้แสดงสดกันเยอะขนาดนั้น เราเน้นความสำคัญของเวลาในการถ่ายทำ คือมันต้องตามเวลาแสงอาทิตย์ และแม้ว่าเราจะไม่ได้แสดงสดเยอะขนาดนั้น แต่งานที่ออกมาก็ถือว่าดีมาก

สำหรับการตัดต่อหนังเรื่องนี้ มีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย เราตัดหนังออกไปประมาณ 30% คือเราเน้นไปที่ตัวละครของป้าเจน ก่อนหน้านี้มันจะมีตัวละครอื่นๆ ประกอบ แต่ตอนนี้หนังเรื่องนี้คือป้าเจนทั้งเรื่อง

อภิชาติพงศ์ กับเบื้องหลังการถ่ายทำที่โรงเรียนร้างแห่งหนึ่งที่กลายเป็นสถานที่ดูแลพยาบาลผู้ป่วยทหาร

อภิชาติพงศ์ กับเบื้องหลังการถ่ายทำที่โรงเรียนร้างแห่งหนึ่งที่กลายเป็นสถานที่ดูแลพยาบาลผู้ป่วยทหาร

IR: ในขอนแก่น มีชุมชนหรือสถาบันที่สนับสนุนกลุ่มคนทำหนังบ้างไหม

A:ไม่เยอะครับ แต่ก็มีกลุ่มของคนทำหนังรุ่นใหม่ แล้วก็มีพรสวรรค์ค่อนข้างเยอะเลยนะ มีเอเจ้นท์โมเดลลิ่ง โฆษณา จัดอีเว้นท์ แต่ก็ไม่เยอะ

เท่าที่ผมรู้ก็คือ มีนักทำหนังคนหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักกัน คุณอุเทน ศรีริวิ ผู้สร้างหนังเรื่อง ผู้บ่าวไทบ้าน  คุณอุเทนมีบริษัทอยู่ที่นี่ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือ คุณอุเทนมีลูกชาย ลูกของเขาชื่อ อภิชาติพงศ์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากเลยครับ

IR: คุณได้วันเปิดตัวภาพยนตร์ของคุณหรือยัง

A: มีแค่ที่ฝรั่งเศสเท่านั้น เดือนกันยายน ซึ่งมันเป็นอะไรที่คนมักมองผมเป็นแบบนั้น เพราะคนส่วนใหญ่จะชอบพูดว่าผมไม่ได้ทำหนังให้คนไทยดู และสิ่งที่ทำให้แย่ขึ้นอีกคือการที่ผมไม่ได้ฉายหนังของผมที่นี่ แต่มันไม่ใช่เรื่องจริงเลย เพราะจริงๆ แล้วหนังแนวนี้มีคนดูจำนวนไม่มากไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม มันเป็นหนังกระแสรองในทุกประเทศเลย

IR: แต่ในต่างประเทศก็มีคนติดตามผลงานของคุณเยอะนี่

A: ใช่ครับ คือเรามีวัฒนธรรมเกี่ยวกับหนัง-ภาพยนตร์ที่แตกต่างกัน ผมหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะมีวัฒนธรรมดังกล่าวในประเทศไทย เช่นในไต้หวันหรือเกาหลีใต้ รัฐบาลประเทศเขาสนับสนุนการผลิตหนังหลากหลายอย่างเต็มที่ ดังนั้นไม่เพียงแต่การทำหนังในประเทศจะแพร่หลายเติบโต แต่มุมมองที่คนในประเทศของเขามีต่อหนังต่างประเทศก็เปลี่ยนไปด้วย คนเหล่านี้เริ่มที่จะชื่นชอบหนังที่มาจากต่างประเทศมากขึ้น แต่สำหรับประเทศไทย เราสามารถดูหนังจากหลากหลายประเทศและประเภทผ่านแค่สื่อออนไลน์ และส่วนใหญ่ก็ดูกันแบบผิดกฎหมายด้วย คือมันไม่มีช่องทางฉายหนังพวกนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

ผมว่าคงจะดีขึ้น ถ้ารัฐบาลสนับสนุนศิลปะด้านภาพยนตร์อย่างจริงจัง เพราะผมเชื่อว่าหนัง-ภาพยนตร์ทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ คือมันทำให้คนตระหนักถึงเรื่องต่างๆ บนโลกใบนี้และยอมรับมุมมองที่แตกต่างมากขึ้นด้วย

Cemetery of Splendour (ชื่อไทย: รักที่ขอนแก่น) จะฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ วันที่ 18 พฤษภาคมนี้