Skip to content

“ตัวหนังสือของคนสวน”- สัมภาษณ์ : มาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการ “ชายคาเรื่องสั้น” วารสารสายเลือดอีสาน

2558 กรกฎาคม 10
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ชายคาเรื่องสั้น  เกิดจากการรวมตัวนักเขียนอิสระในภาคอีสานเช่น ภูกระดาษ , ภูมิชาย  คชมิตร, ฮอยล้อ เพื่อจัดทำหนังสือรวมเรื่องสั้นแบบต่อเนื่องออกตีพิมพ์อย่างน้อยปีล่ะ  1  เล่ม  ซึ่งปัจจุบันได้ขับเคลื่อนกันมาถึง 5  เล่มแล้ว  โดยเล่มล่าสุด เพิ่งคลอดออกสู่สายตาสาธารณชน เมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมาโดยใช้ชื่อเล่มว่า  “สุสานของความสุข”   และปีนี้เป็นวาระพิเศษที่ทางชายคาเรื่องสั้น  จะตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มที่ 2 ในรอบปีโดยกำลังอยู่ในขั้นตอนคัดเลือกต้นฉบับเรื่องสั้นที่ส่งเข้ามาจากทั่วประเทศมากกว่า 30 เรื่อง ให้เหลือเพียง 10 – 12 เรื่อง  โดยมีคุณ  มาโนช  พรหมสิงห์  นักเขียนรุ่นใหญ่ของอีสานมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ

เดอะ อีสาน  เรคคอร์ด  ได้รับโอกาสในการได้เข้าไปสัมภาษณ์ถึงบ้านของคุณมาโนช  ณ อำเภอ  วารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี  ซึ่งใช้เป็นที่ทั้งพักอาศัยและเป็นที่ผลิตงานเขียนออกมากมาย   จาก  “น้ำตาและความเจ็บปวด” เรื่องสั้นแรกที่ถูกตีพิมพ์ผ่านนิตยสารชื่อว่า หนุ่มสาว ในปี พ.ศ 2521 และตามมากับงานเขียนและรางวัลอีกมากมายบนเวทีใหญ่ๆ  ไม่ว่าจะเป็นรางวัลช่อการะเกด  ปี พ.ศ  2538 เอ็มบีเค อินดี้บุ๊ค อวอร์ด ปี พ.ศ 2545 ไปจนถึงได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล “รพีพร”  โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปี 2551และอีกมากมาย

IR: ความคิดริเริ่มในการทำ “ชายคาเรื่องสั้น” คืออะไร

เริ่มจากกลุ่มนักเขียนอีสานรุ่นใหม่ๆกลุ่มหนึ่ง อยากจะขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมภาคอีสาน  ในรูปวารสารแบบต่อเนื่อง  ที่เรียกว่าเป็น บุ๊กกาซีนที่เป็นหนังสือเล่มที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เหมือนเล่มอื่นๆที่เคยมีอย่างเช่น ช่อการะเกด เขาก็ชวนผมเข้าไปประชุมกันที่จังหวัดยโสธร  แล้วที่ประชุมก็เลือกผมเป็นบรรณาธิการ  แรกๆผมเองก็หวั่นๆ อยู่บ้างจากการที่ผมเคยเป็นนักเขียนช่อการะเกด  ได้เห็นการทำงาน และ ความสามารถในการเป็นบรรณาธิการของพี่  สุชาติ สวัสดิ์ศรี (บรรณาธิการช่อการเกด และ ศิลปินแห่งชาติ)ผมก็ค่อนข้างเกรงอยู่บ้างว่าอาจจะไม่ได้งานที่ดีเท่าที่ควร  แต่ก็รับปากกับน้องๆ  ไปว่าจะรับเป็นบรรณาธิการให้  เพราะว่ามองเห็นน้องๆที่นั่งล้อมวงกันอยู่  ยังมีต้นทุนในทางวรรณกรรมหรือประสบการณ์การเขียนก็ยังไม่แก่กล้าพอที่จะเป็นที่ยอมรับ  ที่จะทำหน้าที่บรรณาธิการได้  ก็มีแต่ตัวเราที่จะดูแก่  ดูอาวุโสด้วยอายุ  และประสบการณ์การทำงานวรรณกรรม  ได้รางวัล รพีพรมาด้วยก็น่าจะเป็นกำแพงที่เอาไว้พิงได้  อีกอย่างหนึ่งคิดว่าในขณะที่เป็นบรรณาธิการก็จะพยายามศึกษาและค้นหาให้มากขึ้นแล้วทำให้เต็มที่  คงจะทำให้เราจัดเจนขึ้นเลยรับปากจะทำ  พวกเราก็ตกลงกันว่าเป็นการลงขันใครมีเท่าไหร่ก็เอามาแชร์กัน  ใครมีมิตรสหายท่านไหนเห็นดีเห็นงามด้วยกับโครงการแบบนี้ก็ขอมาช่วยกัน  เราเลยได้เงินก้อนแรกมาได้มาหมื่นกว่าบาท   เราก็ขับเคลื่อนด้วยการขอเรื่องไปยังมิตรสหายนักเขียนทั่วประเทศที่ดูมีชื่อมีเสียง  ดูมีแนวคิดอุดมคติเหมือนเราตรงกับกลุ่มเรา  ขอกันดื้อๆนี้ล่ะ เช่น คุณเดือนวาด  พิมวนา บ้าง คุณ เรวัตร์  พันธุพิพัฒน์   บ้าง    ซึ่งหลายคนก็มีหัวใจน่ากราบมากที่ได้ส่งเรื่องเข้ามา   เราก็บอกเขาตรงๆว่าเราขอเฉยๆ เราเสียค่าพิมพ์ให้ได้แต่ค่านักเขียนเราไม่มีปัญญาจ่าย  ไม่ได้ดูถูกหรือหมิ่นแคลนมนุษย์พันธุ์เดียวกันหรอก  เพียงแค่เรายังไม่มีเงินจ่ายเรามีแต่ใจที่อยากจะทำ  ซึ่งมิตรสหายเหล่านั้นก็ยินดีส่งมาให้  เป็นบุญคุณอย่างยิ่ง
เราก็ขับเคลื่อนกันมาถึงเล่มที่4   ซึ่งผมก็อยากพักไม่อยากทำนาน กลัวว่าทุกอย่างจะมาติดที่ผม  ผมจะกลายเป็นสถาบัน  ผมก็เลยให้คนอื่นมาทำเล่มที่ 4     ที่นี้เงินมันจะหมดเล่มที่ 5 ก็คงออกไม่ได้แต่พวกผมยังมีความฝันอยู่   พอดีอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  คือ อ.เสนาะ  เจริญพร และ อ. ธีรพล  อันมัย  ก็เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำอยู่ว่ามันมีพื้นที่มีพลังของมันอยู่น่าจะสานตรงนี้ต่อ  จึงอนุมัติเงินสนับสนุนภายใต้โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ตั้งแต่เล่มห้าเป็นต้นมา  ผมเองก็กลับมาทำในเล่มที่  5  ภายใต้โครงการของมหาวิทยาลัยอุบล

10-07-2015-1

IR:  ชายคาเรื่องสั้นเล่มล่าสุดคือเล่มที่5  ที่มีชื่อเล่มว่า “สุสานของความสุข”  มีความหมายยังไง

ก็คือ.. รัฐบาลเขามาคืนความสุขกันทุกเย็นนะ  จริงๆแล้วความสุขที่เขายื่นมาให้นี้แน่ใจหรอว่ามันจะตรงกับความสุขที่เราต้องการ  เราอาจจะฝัน  ผมฝัน  คุณฝัน  ชาวบ้านฝัน  มันไม่เคยได้เจอความสุขจริงๆฝันมันก็ตาย  ผมมีความรู้สึกว่าอีสานก็ฝันกันไว้เยอะนะ  แต่มันก็ไม่เคยได้รับโอกาสที่จะสัมผัสฝันจริงๆมันก็เลยเป็นศพตายไป  เพราะฉะนั้นทั่วทั้งแผ่นดินนี้มันก็เป็นสุสาน  มันก็สอดคล้องกับที่เขาคืนจะคืนความสุขให้กับเรา  เราก็อยากบอกว่าเฮ้ยเราไม่ต้องการความสุขแบบนั้นนะ

IR: ในฐานะเป็นคนทำงานวรรณกรรม  คิดยังไงกับเสรีภาพในการแสดงออกในยุคของรัฐบาลทหาร

ชายคาเรื่องสั้นได้ก่อตั้งมาแล้วตั้งแต่ช่วงปี  53   ซึ่งเป็นช่วงที่ความขัดแย้งและความคิดในสังคมก็เริ่มปรากฏ  ที่จริงมันมีมานานแล้วล่ะแต่มันเริ่มปรากฏชัดขึ้นในช่วงปี 53  ส่วนหนึ่งเราก็พยายามทำวรรณกรรมให้มันเป็นปากเป็นเสียง หรือตีแผ่ความจริงให้ปรากฏ  เพราะเรามีความรู้สึกว่าคนในองค์กรวรรณกรรม ตัววรรณกรรมเอง หรือตัวนักเขียนเอง  ค่อนข้างจะนิ่งดูดายกับสภาพทางสังคมเหมือนทำตัวลอยอยู่เหนือปัญหา  ผมมีความรู้สึกว่ามาถึงโลกยุคปัจจุบันมันต้องชัดเจน   จะไปลอยตัวทำตัวอึมครึมกินตามน้ำไปแบบนี้ไม่ได้  ถ้าพูดถึงเสรีภาพในการเขียนนี้  โดยตัววรรณกรรมเองเรื่องศิลปะในการเขียนเรื่องสั้น, บทกวี อะไรประเภทนี้ผู้มีอำนาจจะไม่ค่อยจับจ้องไม่เหมือนกับประเภทอื่นเช่น  บทความหรือ ข่าว อะไรอย่างนั้น ในส่วนของวรรณกรรมมันมีความเป็นศิลปะคนทั่วไปจะคิดว่าเป็นเรื่องแต่ง   แต่ที่จริงมันเป็นอาวุธเราสามารถเอาศิลปะมาทำเป็นสัญลักษณ์ หรือ เอามันไปซ้อนไว้โดยใช้ศิลปะ  เหมือนกันที่เขาบอกว่าศิลปะมันจะอยู่ในที่ซ่อนเพื่อรอคนที่มีประสบการณ์การอ่าน หรือประสบการณ์ชีวิตเพื่อมาเจอมัน  งานวรรณกรรมดูจึงเป็นพื้นที่ปลอดพ้นจากอำนาจพอควร แต่ก็รู้สึกอึดอัดอยู่กับสภาพสังคมเช่นนี้   ผมกับมีความรู้สึกว่าวรรณกรรมนี้แหละจะสู้กับอำนาจได้  เหมือนกับโรล็อง  บาร์ธ บอกไว้ว่าในยุคสมัยนี้มีเพียงแค่วรรณกรรมเท่านั้นแหละที่จะหาญไปต่อกรกับผู้มีอำนาจอย่างซึ่งหน้าได้  และผมก็เชื่ออย่างนั้น

10-07-2015-2

IR: ในฐานะที่คุณมาโนช  ผ่านวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศมาทั้งสองครั้งทั้งปี 2516-2519 และช่วง2549  ถึงปัจจุบัน คิดว่าคนทำวรรณกรรมเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ผมเองในตอนนี้ก็อายุเยอะแล้วผมก็มีความรู้สึกยังสบตากับ  จิตร  ภูมิศักดิ์ ได้สนิทใจนะ  นายผี  (อัศนี  พลจันทร์) หรือ ศรีบูรพาเองก็ยังรู้สึกสนิทใจกับท่าน   ผมทั้งสองยุคสมัยนี้มันเชื้อที่ส่งผ่านกันมาอยู่นะ  หลักการหลักคิด หรือ  อุดมคติก็ยังเหมือนกัน  เพียงแต่ว่าวันนี้คนที่ไม่มาร่วมอยู่บนเส้นทางนี้เขาก็แปรพรรคไปอีกแบบหนึ่งแล้ว  แต่บางคนเขาก็เตือนผมนะ  “พี่ก็อายุมากแล้วพี่ทำอยู่อย่างนี้มันเหมือนจำกัดสิทธิ์ตัวเองนะพี่พื้นที่แบบนี้มันจะแคบลง”    เพราะว่าพื้นที่ ที่เป็นเวทีหลักๆก็จะอยู่ซีกโน่น  อย่าง สมาคมนักเขียน อะไรต่างๆมันอยู่ซีกโน่นหมดดังนั้นพื้นที่บนเวที  การปรากฏตัว  โชว์งาน  อะไรแบบนี้จึงอยู่กับเขาหมด  ส่วนพื้นที่ฝั่งคนแบบผมจะยิ่งแคบลง  ผู้มีความรู้สึกว่าเฮ้ย!!  เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเวทีแบบนี้  ทางเขาเองก็เคยบอก “เหมือนตัดเส้นทางทำมาหากินของตัวเองเลยนะพี่ถ้าเลือกเส้นทางแบบนี้”  ผมคิดว่ามันคงไม่ใช่เส้นทางของผมคงไม่เดินเส้นทางแบบนี้  ซึ่งก็จริงอยู่เวลาเสร็จงานขึ้นเวทีไปนั้นไปนี้มันก็ได้ซอง  เปิดดูโอ้โฮ แบงก์ล่ะพันหลายใบมันก็พอได้อยู่ได้กิน  แต่ว่าถ้าจะให้ผมอยู่อย่างนั้น  ขออยู่แบบแล้งแค้นอย่างหยิ่งทะนงดีกว่า

อย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นเกี่ยวนักเขียนรุ่นเดียวกับผม  เขาก็ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาหลายครั้งเข้าป่าก็เข้ามาแล้ว  ผมว่าพวกเขายังอ่านศึกษาค้นคว้าไม่มากพอ  เดี๋ยวนี้สังคมมันซับซ้อนขึ้นถ้ายังมาอ่านหนังสือมาร์กซิสต์รุ่นเก่าสมัย  พ.ค.ท (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)  บางทีมันอธิบายปรากฏการณ์ในปัจจุบันไม่ได้  ถ้าไม่อ่านให้มากขึ้นอย่างพวกงานรูปแบบใหม่ๆ เช่น   หลังสมัยใหม่(post-modern),  โครงสร้าง(structuralism), หลังโครงสร้างนิยม (Post-structuralism) หรือนักเขียนใหม่ๆอย่าง  มิแชล ฟูโก , ณาร์ค  แดริดา   อะไรพวกนี้   ถ้ามันไม่อ่านผมคิดว่ามันไปไม่ได้  จะมาใช้ชุดวิเคราะห์แบบเดิมไม่ได้จะยังใช้  มาร์กซิสต์แบบ พ.ค.ท  ด่าทุนนิยม ด่านักการเมือง  มาใช้กับสังคมปัจจุบันที่มันซับซ้อนขึ้นมันไม่ได้

10-07-2015-3

IR: พูดถึงวรรณกรรมในพื้นที่ต่างๆของโลกจะมีลักษณะพิเศษของแต่ล่ะภูมิภาคของโลกอยู่  เช่นงานทางเอเชียจะมีลักษณะบางอย่าง  ส่วนงานของยุโรปจะมีลักษณะเฉพาะตัวอีกอย่าง  คิดว่างานของอีสานมีลักษณะพิเศษอย่างไร ?และอัตตาลักษณ์พิเศษนั้นมีอะไรที่มันขับเคลื่อนมัน

ผมว่าอีสานมันมีลักษณะเฉพาะ  ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการต่อสู้ของคนอีสานที่มันฝังอยู่ในจิตวิญญาณมาตั้งแต่บรรพบุรุษ  การขับเคลื่อนเรื่องการต่อสู้จึงมีมาตลอด  เพียงแต่ว่านักเขียนปัจจุบันยังไม่สามารถสถาปนางานของตนได้เท่าขีดขั้นของจิตวิญญาณตรงนั้น  เพราะฉะนั้นนักเขียนอีสานจึงต่อทำงานเคี่ยวกรำกับตัวเองให้มากกว่านี้  รวมถึงตัวผมถึงเองด้วย

งานอีสานที่มักจะเป็นต้นแบบที่เรามักจะถึงดึงขึ้นมาพูดบ่อยๆจากคนที่มองเข้าก็มาจะมีอยู่อย่างเช่น “ฟ้าบ่กั้น” ของลาวคำหอม และ “ลูกอีสาน” ของคำพูน  บุญทวี อันนี้ก็ถือว่าเป็นงานที่สามารถดึงอัตตาลักษณ์ของอีสานออกมาได้อย่างโดดเด่นในรูปแบบของวรรณกรรมได้ อ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์  แห่งสำนักท่าพระจันทร์ได้กล่าวถึงลูกฟ้าบ่กั้นว่า  มันมีความเงียบเยอะประหยัดถ้อยคำมันโหวงเหวงมันเหมือนเอาภาพจำลองภูมิทัศน์ของอีสานที่มันที่มันแห้งแล้งมันอดอยาก  ฉายออกมาแทนตัวหนังสือหรือเรื่องราวเหล่านั้น  ซึ่งผิดกันกับงาน “ลูกอีสาน”มันเป็นงานที่รุ่มรวยไปด้วย ถอยคำขนบธรรมเนียมประเพณีของอยู่ของกินการหาอยู่หากิน   มันมีข้อสังเกตหนึ่ง อ.นพพร ประชากุล  ซึ่งท่านเป็นเจ้าสำนักของหลังโครงสร้างนิยมที่ธรรมศาสตร์  ท่านบอกว่างาน ลูกอิสานเทียบได้กับงานประเภท โรล็อง  บาร์ธ เคยบอกไว้ว่าเป็นงานแบบศูนย์องศาแห่งประพันธะกรรม  คือเป็นงานที่ผู้เขียนไม่โน้มน้าวให้ผู้อ่านไปสู่จุดใดจุดหนึ่ง  อดุมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือแนวคิดทางการเมืองใดการเมืองหนึ่งเลย  มันเหมือนเป็นการเปลือยตัวเองอย่างล่อนจ้อนอย่างไร้เดียงสาแบบเด็กๆ  ให้เห็นแง่มุมทุกอย่าง   สองชิ้นงานก็อาจจะนับได้ว่าเป็นอัตตาลักษณ์ ของคนอีสานของรูปร่างของวรรณกรรม  ในยุคสมัยนี้  ซึ่งคนรุ่นผมที่เป็นรุ่นถัดมาก็ยังต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจะไปถึงตรงนั้น

10-07-2015-4

IR:คุณมาโนช มีความหวังแค่ไหนกับนักเขียนคนรุ่นใหม่ในอีสาน

ผมมีความหวังนะกับคนรุ่นใหม่ อย่างผมเห็นคุณ(isaan record ) มาหาผมก็ว่าเข้าท่าดี หลายๆคนก็เป็นคนที่แวะเวียนมาหาผมส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ก็เห็นพวกเขายังมีแนวคิดที่ยังยึดมั่นอยู่ในอุดมคติ ผมว่าคนรุ่นใหม่เก่งนะที่ยังเดินตามอุดมคติของพวกเขาได้ คนรุ่นผมสู้รุ่นพวกคุณไม่ได้หรอกเงื่อนไขสังคมสมัยผมไมได้ซับซ้อนเหมือนสมัยนี้ ถ้าพวกคุณขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนตัวเองยืนตั้งมั่นให้สังคมผ่านยุคสมัยนี้ไปได้พวกคุณจะเก่งมากนะ ผมก็จะอายุหกสิบแล้วใกล้เป็นผู้ชราโดยสมบูรณ์แล้ว มีโอกาสทำชายคาเรื่องสั้นก็อยากจะเป็นกำลังใจหรือสร้างคนทำงานในฟากวรรณกรรม ที่จริงผมไม่ได้สร้างเขาหรอกที่จริงเขาสร้างตัวของเขาเอง ผมเองเท่าที่มีแรงอยู่ก็ทำหนังสือเพื่อเป็นพื้นที่ให้รุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาจะมีนักคิดนักเขียนมากขึ้นในสังคมในวันข้างหน้าในวันที่ผมไม่อยู่แล้ว จะได้มีคนสานต่อกันสืบไป

IR:คำถามสุดท้ายอาจจะเป็นคำถามที่ยากที่สุดของวันนี้ก็ได้ อยากให้คุณมาโนชตั้งชื่อบทสัมภาษณ์หรือบทสนทนานี้ให้เราครับ จะเป็นเกียรติ์กับ อีสานเรคคอร์ด มากเลยครับ

“ตัวหนังสือของคนสวน” แล้วกันครับ หลังจากลาออกจากการรับราชการครูซึ่งตอนนั้นรับราชการมาแล้วประมาณ 10 ปี ผมก็ออกมาปลูกดอกไม้ ส่วนใหญ่ไปไหนผมก็จะบอกคนอื่นว่าผมเป็นคนสวน ผมทำอาชีพชาวสวน แต่ถ้ากรอกอาชีพในแบบฟอร์มผมมักจะกรอกว่า “นักเขียน”

ปล่อยแล้ว 14 นักศึกษา-นักกิจกรรม กลุ่ม “ประชาธิปไตยใหม่” ทางกลุ่มยืนยันจะเคลื่อนไหวต่อ

2558 กรกฎาคม 9
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร – กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ทั้ง  14 คนได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ  หลังศาลทหารมีคำสั่งไม่อนุญาตฝากขังผลัดที่  2  โดยมีกลุ่มญาติ และประชาชนทั่วไปมารอต้อนรับที่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้  โดยทางทั้ง  14 คนประกาศจะสู้ต่อไปและประกาศไม่ยอมรับประกาศทุกฉบับของ ค. ส. ช

สืบเนื่องจากวันที่  7  กรกฎาคม ที่ผ่านมาทางพนักงานสอบสวนนำตัวทั้ง  14 คนมายื่นขอคำร้องขอฝากขังผลัดที่ 2 กับศาลทหารกรุงเทพ  โดยมีประชาชนออกมาชุมนุมให้กำลังใจอยู่ภายนอกศาลทหาร  ในเวลาต่อมาทนายความของทั้ง  14 ได้เปิดเผยว่า  ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฝากขัง  โดยให้เหตุผลว่าพนักงานได้ทำการสอบสวนเสร็จเรียบร้อยแล้วและหาพยานหลักฐานรีบร้อยแล้ว  จึงไม่มีเหตุให้ฝากขังต่อ  จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวทั้ง14คน กลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพเพื่อรอปล่อยตัวในช่วงเช้าเพราะต้องฝากขังให้ครบจำนวนเวลา 12 วัน  จึงมีกลุ่มประชาชนตามไปรอคอยการปล่อยตัวที่บริเวณหน้าเรือนพิเศษกรุงเทพพร้อมจัดกิจกรรม  จุดเทียนเพื่อให้กำลังใจนักศึกษา-นักกิจกรรมทั้ง  14 คน

บรรยากาศหน้าศาลทหารกรุงเทพมหานครประชาชนมารอฟังคำสั่งศาลและรวมให้กำลังใจนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง14 คน

บรรยากาศหน้าศาลทหารกรุงเทพมหานครประชาชนมารอฟังคำสั่งศาลและรวมให้กำลังใจนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง14 คน

เมื่อเวลา 5.40 .น ของวันนี้ เจ้าหน้าราชทัณฑ์ที่นำตัว ทั้ง 14 คนออกมาส่งที่หน้าเรือนจำท่ามกลางประชาชนที่เข้ามอบดอกให้ให้กำลังใจ โดย รังสิมันต์ หรือ โรมหนึ่งในนักศึกษา 14คน กล่าวกับสื่อมวลชนว่า การที่ทั้ง 14 คนไม่ประกันตัวคือการยืนยันหลักการ 5 ข้อของทางกลุ่ม และปฏิเสธในคำสั่งของ ค.ส.ช ทุกฉบับเพราะคิดว่าคำสั่งของ ค.ส.ช ไม่ใช่กฎหมายจึงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องคดี ส่วนเรื่องเมื่อวานเราจำเป็นที่ต้องไปศาลทหารเพราะถูกจองจำ ตอนนี้เราต้องเข้าใจว่าทหารกำลังใช้จิตวิทยาทำร้ายเรา จากนี้ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จะเคลื่อนไหวต่อแน่นอนเพราะ นี้เป็นแค่การเริ่มต้น

09-07-2015-2

แม้ว่านักศึกษาทั้ง 14 คนถูกปล่อยตัวจากคดีที่กระทำการในวันที่ 25 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นข้อหายุงยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 แต่ทั้ง 14 คนยังมีอีกหนึ่งคดี คือคดีในวันที่ 22 พฤษภาคม ในการจัดกิจกรรมครบรอบรัฐประหารที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติและที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ห้ามชุมมุมเกิน 5 คน ซึ่งตอนนี้ขั้นตอนยังอยู่ในชั้นตำรวจ

กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดเข้าเยี่ยม 14 นักศึกษา-นักกิจกรรม “ประชาธิปไตยใหม่” พร้อมเล่นดนตรีให้กำลังใจ

2558 กรกฎาคม 6
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร – กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จังหวัดเลย เดินทางเข้าเยี่ยมนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 14 ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน จากการจัดกิจกรรมเชิงสัญญาลักษณ์คัดค้านการทำรัฐประหาร จากนั้นทางกลุ่มกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ร่วมทำกิจกรรมเล่นดนตรีเพื่อให้กำลังใจทั้ง 14 คน

กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดเข้าเยี่ยม 14 นักศึกษา

วันนี้เวลาประมาณเที่ยง ตัวแทนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดจำนวน10 คน ซึ่งออกเดินทางมาจากจังหวัดเลยตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้ เพื่อติดต่อขอเข้าเยี่ยมและพูดคุยให้กำลังใจกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ทั้ง 14 คน หลังจากได้เข้าพูดคุยให้กำลังใจที่ห้องเยี่ยมของทางเรือนจำแล้ว ต่อมาทางกลุ่มจึงเดินทางไปที่บริเวณหน้าเรือนจำเพื่อทำกิจกรรมเล่นดนตรีและขับร้องบทเพลงชื่อ “รักษ์บ้านเกิด” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยมี นาย วิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของ จตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ หนึ่งในนักศึกษา 14 คน ร่วมเป่าแคนให้จังหวะประกอบไปด้วย

พรทิพย์ หงส์ชัย หนึ่งในสมาชิกกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด เป็นตัวแทนกล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน โดยเรียกร้อง ให้ปล่อยตัวนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 14 คนโดยไม่มีเงื่อน และได้อธิบายการทำกิจกรรมหน้าเรือนจำครั้งนี้ว่า ทางกลุ่มเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ทั้ง 14 ที่เคยร่วมทำกิจกรรมกับทางกลุ่มเพื่อต่อต้านการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่จังหวัดเลย และ “รักษ์บ้านเกิด” เป็นบทเพลงที่เคยร่วมขับร้องกันกับนักศึกษาเมื่อครั้งที่อยู่ในพื้นที่

กลุ่มนักศึกษานักกิจกรรม ประชาธิปไตยใหม่ที่ถูกคุมขังในเรือนจำนั้น มีนักศึกษา จากกลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม หรือรู้จักกันในชื่อ “ดาวดิน” รวมอยู่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทางกลุ่มดาวดินได้ลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ปัญหาและ ต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ กับประเด็นปัญหา ผลกระทบจากทำเหมืองแร่ทองคำ ที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จนเป็นที่รู้จักในสังคม

 

แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง สนับสนุนการทอผ้าพื้นเมือง และพหุวัฒนธรรม-ชาติพันธุ์ในสังคมไทย

2558 พฤษภาคม 25
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 เทศบาลเมืองบ้านไผ่ ได้ส่งมอบเสื้อพื้นเมือง จำนวน 1,200 ชุด ให้แก่นักเรียนโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ กิจกรรมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองบ้านไผ่กับวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานโดยการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (อียู)

การสวมใส่ชุดผ้าฝ้ายและผ้าไหมพื้นเมืองเป็นการสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์เครื่องแต่งกายพื้นเมืองของไทย และเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีของชาติพันธุ์ล้วนมีคุณค่าและควรแก่การสนับสนุน เช่น การสนับสนุนแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

IR4_600px

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเทศบาลบ้านไผ่ และคุณจอห์น เดรเปอร์ ผู้ประสานงานโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน มอบเสื้อพื้นเมืองให้กับนักเรียนในเขตเทศบาลบ้านไผ่

“การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องผ้า ซึ่งกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่เราก็ได้ผลิตอยู่แล้ว จึงเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตในชุมชน ทำให้กลุ่มแม่บ้านฯ มีรายได้และนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องผ้าพื้นเมือง” ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ กล่าวให้สัมภาษณ์กับเดอะ อีสาน เรคคอร์ด เขายังเสริมอีกว่า นักเรียนโรงเรียนในเขตเทศบาลบ้านไผ่จะใส่เสื้อพื้นเมืองทุกวันศุกร์ และเทศบาลเมืองบ้านไผ่จะต้องจัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป

ลักษณะเสื้อยูนิฟอร์มผ้าพื้นเมืองของนักเรียนเป็นเสื้อคอปก มีกระเป๋าบนหน้าอกด้านซ้าย ติดกระดุมกะลามะพร้าว “ชอบครับ สวยดี ฟรีด้วย” ด.ช. ศุภวิทย์ ตาแสง อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนเทศบาลบ้านไผ่ กล่าวขณะที่เขาและเพื่อนๆ ต่างดีใจพร้อมกับแสดงเสื้อที่เพิ่งได้รับจากนายกเทศมนตรีฯ

ชุดเครื่องแต่งกายพื้นเมืองสำหรับเจ้าหน้าที่เทศบาลและนักเรียนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตผ้าไหมและผ้าฝ้ายบ้านละว้า ซึ่งเคยได้รางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ระดับประเทศ กลุ่มแม่บ้านฯ ได้รับแรงบันดาลใจในการสืบทอดการทอผ้าพื้นเมืองแบบโบราณโดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่จากศูนย์ศิลปาชีพภายใต้การอุปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเสื้อพื้นเมืองสำหรับนักเรียนโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ผลิตจากผ้าฝ้ายทอมือตาหมากรุก พัฒนามาจากลายผ้าขาวม้าซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองสารพัดประโยชน์สำหรับชายชาวอีสาน เช่น ผูกคาดเอว โพกศีรษะ อาบน้ำ ผูกเปล และคลุมไหล่

11062940_10206536129545001_8440696298920651763_n

นักเรียนในเขตเทศบาลบ้านไผ่ได้รับแจกเสื้อลายพื้นเมืองจากเทศบาลบ้านไผ่ โดยการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานนางวิไลวัลย์ บุญสิทธิ อายุ 47 ปี ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตผ้าไหมและผ้าฝ้ายบ้านละว้า และยังเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น กล่าวว่าทางกลุ่มใช้เวลาหนึ่งเดือนครึ่งในการผลิตเสื้อพื้นเมืองจำนวน 1,200 ตัว และรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนให้คนในท้องถิ่นได้อนุรักษ์ผ้าพื้นเมืองอีสานไว้ เธอยังกล่าวเสริมอีกว่า “หลังจากที่รัฐบาลมีการรณรงค์ให้ข้าราชการไทยใส่ผ้าพื้นเมือง ก็มีคนสนใจมากขึ้น ทำให้ทางกลุ่มมีรายได้ให้สมาชิกเพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานเชื่อว่า ในอนาคต การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐมีความจำเป็นต่อการพัฒนาแหล่งผลิตผ้าทอพื้นเมือง รวมทั้งการสนับสนุนให้สวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองทั้งในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย กระทรวง และสังคมวงกว้างต่อไป ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งกิจกรรมของโครงการได้ที่เว็บไซท์ www.icmrpthailand.org หรือทางโทรศัพท์ 083-283-0027 และทางอีเมลล์ icmrpthailand@gmail.com

“ออกนอกระบบ” มหาลัย’ ขอนแก่น กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

2558 พฤษภาคม 19
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

สองสัปดาห์ที่แล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างพ.ร.บ. อนุมัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น และอีก 3 สถาบันออกนอกระบบ การผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลในหมู่นักศึกษานักกิจกรรมและคณะอาาจารย์ ซึ่งได้ย้ำเตือนถึงปัญหาค่าเล่าเรียนที่อาจเพิ่มขึ้น การปิดกั้นโอกาสด้านการศึกษาของนักศึกษาที่มาจากครอบครัวรายได้น้อย และการเพิ่มอำนาจในการจัดการมากเกินไปแก่คนเพียงกลุ่มเดียว

ขณะที่ประเทศไทยยังคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยกองทัพ หลายคนตั้งคำถาม ถึงความเหมาะสมของกรอบเวลาในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนสถานะจากองค์กรสาธารณะไปสู่องค์กรจัดการตนเอง

เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา นักศึกษานักกิจกรรมได้กางป้ายประท้วงจากดาดาฟ้าศูนย์อาหาร และบริการ ใจกลาง มข. เพื่อเสียดสีและต่อต้านแผนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (ขอบคุณภาพจาก เจเรมี เจฟเฟอร์สัน)

เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา นักศึกษานักกิจกรรมได้กางป้ายประท้วงจากดาดาฟ้าศูนย์อาหาร และบริการ ใจกลาง มข. เพื่อเสียดสีและต่อต้านแผนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (ขอบคุณภาพจาก เจเรมี เจฟเฟอร์สัน)

นอกจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) แล้ว มีการผ่านพ.ร.บ. กฎหมายเดียวกันกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้แก่ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และราชภัฎสวนดุสิต

แผนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ กลายเป็นประเด็นการประท้วงของนักศึกษาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว นักศึกษาธรรมศาสตร์ได้ยื่นข้อเรียกร้องพร้อมกับรายชื่อนักศึกษา 2,702 คน เสนอต่อสนช. โดยเรียกร้องให้กระบวนการการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมีความโปร่งใส และนักศึกษาต้องมีส่วนร่วม

เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักศึกษานักกิจกรรม มข. ปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าอาคารศูนย์อาหารและบริการ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัย นักศึกษาคนดังกล่าวได้ติดป้ายข้อความ บริษัท ม.ขอนแก่น จำกัด มหาอธิ(เผด็จ)การ เพื่อแสดงการต่อต้านการผลักดันของรัฐที่จะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยรัฐให้เป็นเพียงสถาบันภายใต้กำกับของรัฐ

การปรับเปลี่ยนระบบมหาวิทยาลัยของรัฐให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 2530 จากการกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ให้มีการแปรรูปหน่วยงานบริการสาธารณะ สืบเนื่องมาจากผลกระทบวิกฤติทางการเงินของเอเชียในปี 2540

หลังจากนั้นเป็นต้นมา สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศทั้งหมด 185 แห่ง มีมหาวิทยาลัย 15 แห่ง ถูกแปรรูปเป็นสถาบันการศึกษาในกำกับของรัฐ ซึ่งเกือบทุกมหาลัยที่ออกนอกระบบมักมีนักศึกษาประท้วงอยู่เสมอ

เมื่อกลายเป็นสถาบันในกำกับของรัฐ สถาบันนั้นๆ จะพ้นจากระบบราชการ สถาบันดังกว่าสร้างระบบจัดการและโครงสร้างทางการเงินของตนเองขึ้นมา อำนาจการตัดสินใจในการบริหารและการใช้จ่ายเงินต่างๆ รวมถึงนโยบายด้านบุคลากรและหลักสูตรจะขึ้นอยู่กับสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด

จากข้อมูลเอกสารร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เดอะอีสานเรคคอร์ดได้มา สภามหาวิทยาลัยจะประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 30 คน ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่มาจากการโปรดเกล้าแต่งตั้ง และจะอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี ภายหลังครบวาระสภาสามารถสรรหากรรมการใหม่ได้

คณะกรรมการส่วนใหญ่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง อธิการบดี และฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย ตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากคณะต่างๆ 5 คน ตัวแทนที่ได้รับเลือกโดยเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย 1 คน ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการอย่างน้อย 1 คน

สภามหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการใดๆ ด้านการบริหารและการเงินโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลกลาง อย่างเช่นที่เคยต้องทำเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ

ผู้ที่สนับสนุนระบบนี้ ย้ำว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จะเพิ่มความยืดหยุ่นและความมีอิสระจากหน่วยงานรัฐ แต่ฝ่ายส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้กลับเตือนว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบจะทำให้ความน่าเชื่อถือในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยลดลง

กลุ่มดาวดิน กลุ่มนักศึกษานักกิจกรรมกลุ่มหลักที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิจารณ์ว่ากระบวนการการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ขาดการมีส่วนร่วมของนักศึกษา พวกเขาวิตกกังวลว่าหลังการออกนอกระบบ สภามหาวิทยาลัยจะเข้ามาใช้อำนาจในกิจการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ

“ถ้าจำเป็นจริงๆ ที่มหาวิทยาลัย (ขอนแก่น) ต้องออกนอกระบบ เราในฐานะนักศึกษาก็ต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ” พายุ บุญโสภณ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มดาวดิน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

ตามข้อมูลของกลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยเคยเปิดจัดวงเสวนาสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากแวดวงนักศึกษาเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วเพียงหนึ่งครั้ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มหาวิทยาลัยได้อ้างถึงผลประชามติครั้งนั้นครั้งเดียวเพื่อใช้เป็นหลักฐานการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในกระบวนการออกนอกระบบอยู่ตลอดเวลา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตรแสดงความวิตกกังวลในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เขากล่าวผ่านการสัมภาษณ์ทางอีเมลล์กับเดอะ อีสาน เรคคอร์ดว่า ความพยายามที่จะทำให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจจัดการตนเองมาพร้อมกับการรวมอำนาจมาอยู่ส่วนกลางส่วนเดียวมากขึ้น

“สำหรับมหาวิทยาลัยในกำกับ จะมีการควบคุมศาสตราจารย์ และคณาะอาจารย์ รวมถึงบุคลากรและนักศึกษา ที่เข้มงวดมากขึ้น ” ดร.ยุกติ กล่าว “อธิการบดีและคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะมีอำนาจมากขึ้น และผู้แทนจากคณะต่างๆ จะมีส่วนร่วมในการจัดการน้อยลงไปอีก”

ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในด้านงบประมาณตามจำนวนนักศึกษาอย่างเต็มที่เช่นเดิม แต่จะได้รับการจัดสรรเม็ดเงินจำนวนหนึ่งจากงบประมาณประจำปีของรัฐ ด้วยเหตุผลนี้ มหาวิทยาลัยในกำกับจะถูกบีบให้หารายได้จากแหล่งอื่น เช่น การเพิ่มค่าเล่าเรียน หรือรายได้จากโครงการ “พิเศษ” อื่นๆ

ความวิตกกังวลดังกล่าวถูกยกขึ้นผ่านประเด็นต่างๆ เช่น การทำให้งานบริการทางการศึกษาเป็นธุรกิจการศึกษา ความเท่าเทียมด้านการศึกษา และการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงของกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย

ในปี พ.ศ.2555 เว็บไซต์ ไทยพับลิก้า พบว่า ค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยบูรพาเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากการออกนอกระบบในปี พ.ศ.2551 คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์เพิ่มค่าเล่าเรียนประจำภาคการเรียนปกติจากไม่ถึง 10,000 บาท เป็น 14,000 บาท ซึ่งค่าเทอมดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณ 40%

“รัฐมีหน้าที่ให้บริการด้านการศึกษากับประชาชน โดยต้องไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อรัฐถูกครอบงำโดยกลุ่มทุน การศึกษาก็เลยกลายเป็นธุรกิจ” นายเดชา เปรมฤดีเลิศ นักเคลื่อนไหวด้านการศึกษาในขอนแก่นผู้ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษามานานกล่าว “ผลกระทบหนึ่ง คือ คนจนจะเข้าถึงการศึกษาระดับสูงได้น้อยลง และช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น”

ดร. อลงกรณ์ อรรคแสง รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าว อธิบายว่า ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่ยากจนที่ในประเทศ ภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยรัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นไม่เหมือนกับภาคอื่นๆ มหาวิทยาลัยในอีสานอำนวยการศึกษาให้กับนักศึกษาจำนวนมาก ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งต่างจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องตัดสินใจว่า ต้องการสร้างกำไรหารายได้ หรือสนับสนุนสังคม ด้วยการให้บริการด้านการศึกษา” ดร. อลงกรณ์กล่าว

นักศึกษาอาจไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่ได้รับผลกระทบจากการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย แม้ว่าพนักงานของมหาวิทยาลัยและคณะอาจารณ์จะได้รับเงินเดือนที่มากขึ้น แต่พวกเขาอาจได้รับผลประโยชน์ด้านอื่นๆ น้อยลง เมื่อไม่ได้ถูกจ้างในฐานะข้าราชการพลเรือนอีกต่อไป

“ในมหาวิทยาลัยของรัฐ พนักงานเกือบทั้งหมด คือข้าราชการพลเรือน ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านสาธารณสุข และสิทธิประโยชน์เมื่อเกษียรอายุราชการ โดยตามสาระเนื้อหาแล้ว ผมคิดว่าการออกนอกระบบ คือกระบวนการลดค่าใช้จ่ายและงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมของพนักงาน รวมถึงอาจารย์และศาสตราจารย์ทุกคน” ดร. ยุกติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบไม่ได้รับการต่อต้านมากนัก ถ้ามีการดำเนินการที่ถูกต้อง การเป็นอิสระจากรัฐราชการอาจหมายถึงระบบการบริหารมหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจหมายถึงคุณภาพด้านการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น ดร. สถาพร เริงธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

“มีปัญหาเดียวคือ จนถึงตอนนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้นจะช่วยแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ในมหาวิทยาลัยจริงๆ ได้อย่างไร ซ้ำยังขาดซึ่งกระบวนการความน่าเชื่อถือ ทำให้ผมไม่ค่อยหวังกับกระบวนการทั้งหมดนี้เท่าใดนัก” ดร.สถาพร กล่าว

หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 มหาวิทยาลัยจำนวน 7 แห่ง ออกนอกระบบอย่างฉุกละหุก รวมถึงสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะมีารประท้วงของนักศึกษาในตอนนั้น และมีเพียงมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ถอนตัวออกจากการออกนอกระบบเพื่อตอบสนองความต้องการของฝ่ายคัดค้านกระบวนการดังกล่าว

แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนสถานะของมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสาธารณะ

เพื่อให้การดำเนินการนี้ปราศจากการประท้วงจากนักศึกษาและคณะต่างๆ ดร.ยุกติ กล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องการใช้ประโยชน์จากอำนาจของรัฐบาลทหารที่กำลังบริหารประเทศอยู่”

สืบเนื่องจากการรัฐประหารโดยทหารเมื่อปีที่แล้ว นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในสภาตรายางของเผด็จการทหาร

นายพายุ นักศึกษานักกิจกรรม กล่าวว่า “อธิการบดีของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย) อาสาเป็นสมาชิกของ สนช. เพียงเพื่อที่จะสามารถเสนอกฎหมายมหาวิทยาลัยนอกระบบ และสามารถลงเสียงผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. ออกนอกนระบบได้นั่นเอง”

สัมภาษณ์: อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล พูดคุยเกี่ยวกับหนังเรื่องใหม่ – ทหารนิทรา เรือกำลังล่มและไดโนเสาร์

2558 พฤษภาคม 17
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ถึงแม้ว่าภาคอีสานจะไม่ค่อยปรากฎอยู่ในภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ภูมิภาคแห่งนี้กลับได้รับเลือกเป็นฉากของหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่มีความงดงามทางด้านบรรยากาศและภาพเนื้อหาอันมีนัยยะ มานานหลายปี

อภิชาติพงศ์เติบโตที่ภาคอีสานและเรียนจบจากคณะสถาปัตย์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังจากนั้นเขาได้ศึกษาต่อด้านสาขาภาพยนตร์ที่สถาบันศิลปะชิคาโก (Art Institute of Chicago)

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นักทำหนังและศิลปินด้านทัศนศิลป์ จะนำเสนอผลงานหนังเรื่องใหม่ Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น ที่เทศกาลภาพยนต์เมืองคานส์ ในสัปดาห์นี้

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นักทำหนังและศิลปินด้านทัศนศิลป์ จะนำเสนอผลงานหนังเรื่องใหม่ Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น ที่เทศกาลภาพยนต์เมืองคานส์ ในสัปดาห์นี้

ในหนังหลายเรื่องของเขา อภิชาติพงศ์มักสร้างสรรค์ภาพอันงดงามตรึงตาและโครงเรื่องที่ตัดสลับเหตุการณ์ไปมา ซึ่งทำให้ขอบเขตระหว่างความเป็นจริงกับจินตนาการนั้นค่อนข้างดูเลือนลาง ขณะที่ผลงานภาพยนตร์ของเขานั้นหลีกเลี่ยงที่จะไม่แสดงออกชัดเจนว่าเอนเอียงอยู่กับการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อภิชาติพงศ์ก็ยังแสดงความสนใจอย่างชัดเจนต่อเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับคนชายขอบ เขาให้ความสำคัญกับตัวละครที่ไม่ค่อยปรากฎอยู่บนจอภาพยนตร์หรือหนังไทยมากเท่าใดนัก ตัวอย่างเช่น ทหารที่มีรสนิยมรักร่วมเพศและแรงงานข้ามชาติ

สิ่งที่ดึงดูดให้อภิชาติพงศ์กลับมายังภูมิภาคอีสาน คือ ความหลงใหลเกี่ยวกับเขตพรมแดนและความรู้สึกผูกพันธ์ที่เขามีต่อจังหวัดขอนแก่น ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวว่าภาคอีสานนั้นเป็น “ขุมทรัพย์อันล้ำค่า” ของโอกาสการทำหนังในประเทศไทย และเขาเองก็รู้สึกสงสัยว่าความมีชีวิตชีวาของอีสานนั้นคือ “กระดูกสันหลังของสังคมและวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย”

หลังจากหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ซึ่งได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2553 และ  แม่โขงโฮเต็ล หนังที่มีความยาวเพียงหนึ่งชั่วโมง สร้างปี 2555 วันนี้อภิชาติพงศ์กลับมาพร้อมกับหนังเรื่องใหม่ซึ่งหนังทั้งเรื่องถ่ายทำในภาคอีสาน

ภาพยนตร์เรื่อง Cemetery of Splendour (ชื่อไทย: รักที่ขอนแก่น) บอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงวัยกลางคน ผู้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลนายทหารที่นอนเจ็บป่วยจากโรคลึกลับเกี่ยวกับการนอน อภิชาติพงศ์เรียกหนังเรื่องนี้ว่า “ภาพความทรงจำส่วนตัว” ที่มีต่อจังหวัดขอนแก่นบ้านเกิด และ “การครุ่นคิดตรึกตรองถึงชะตากรรมประเทศไทย ชาติที่ป่วยไข้”

ในสัปดาห์นี้ จะมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Cemetery of Splendour ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เดอะ อีสาน เรคคอร์ด ได้มีโอกาสพูดคุยกับอภิชาติพงศ์ ถึงความทรงจำในวัยเด็กของเขา, ภาพบรรยากาศคล้ายฝันในอีสาน, เรือที่กำลังจะล่ม และอดีตอันเกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ในภาคอีสาน

IR: ภาพยนตร์ของคุณสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตส่วนตัวของคุณกับภาคอีสานอย่างไรบ้าง

A: ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของผมสร้างขึ้นจากความทรงจำช่วงที่ผมเติบโตที่จังหวัดขอนแก่น ในด้านทัศนียภาพและสิ่งก่อสร้าง ผมตั้งใจให้มีภาพของความเป็นอีสาน ผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของแถบนี้นะ

คุณปู่ผมท่านเดินทางมาจากเมืองจีนแล้วท่านก็มาตั้งรกรากที่จังหวัดนครสวรรค์ พ่อผมก็เลยเป็นคนนครสวรรค์ ส่วนคุณแม่ก็มาจากครอบครัวจีนในกรุงเทพ หลังจากที่ท่านทั้งสองจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ ท่านก็เลือกมาทำงานในโรงพยาบาลที่ขอนแก่น ตอนนั้นไม่มีใครอยากมาอีสานหรอกครับ

ตอนเป็นเด็กผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แถวๆ โรงพยาบาล ครอบครัวเราอาศัยอยู่ที่บ้านพักสำหรับแพทย์ซึ่งอยู่ในบริเวณโรงพยาบาล หมอส่วนใหญ่ในขณะนั้นก็มาจากที่อื่น ไม่ได้มาจากภาคอีสาน

จริงๆ แล้วผมไม่ได้นึกถึงการเน้นภาพอีสานในหนังที่ผมสร้างในช่วงแรกๆ นะ ผมสนใจประเด็นเรื่องชายแดนระหว่างประเทศมากกว่า เช่น หนึ่งในหนังเรื่องแรกๆ ของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายแดนไทย-พม่า ผมหลงไหลเรื่องการเดินทางข้ามไปมาระหว่างชายแดนมาก

ช่วงระยะหลังตอนที่ผมเริ่มมีงบประมาณในการสร้างหนังมากขึ้น  ผมเพิ่งมาเริ่มคิดว่าผมอยากทำให้หนังของผมมีความใกล้ชิดกับภาคอีสานมากกว่านี้ อย่างฉากในหนังเรื่อง แสงศตวรรษ  (Syndromes and a Century)  กว่าครึ่งเรื่องก็ถ่ายทำที่อีสาน ส่วนเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) ถ่ายทำในอีสานประมาณ 95% ทั้งในจังหวัดขอนแก่นแล้วก็จังหวัดเลย ผลงานล่าสุดของผม Cemetery of Splendor ทั้งเรื่องถ่ายทำในขอนแก่น

“ตั้งแต่ผมยังเด็ก ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง” อภิชาติพงศ์กล่าวเกี่ยวกับบึงแก่นนครหนึ่งในฉากหนังเรื่องใหม่ของเขา

“ตั้งแต่ผมยังเด็ก ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง” อภิชาติพงศ์กล่าวเกี่ยวกับบึงแก่นนครหนึ่งในฉากหนังเรื่องใหม่ของเขา

IR: คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าตอนที่คุณเด็กกว่านี้ คุณพยายามปกปิดว่าคุณมาจากขอนแก่น ความคิดแบบนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

A: ใช่ครับ ความคิดแง่นั้นมันเปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อตอนผมเด็กกว่านี้ จนกระทั่งผมอายุ 20 กว่าๆ เช่น เมื่อตอนที่ผมเข้าเรียนโรงเรียนกวดวิชาสถาปัตย์ ผมบอกคนอื่นว่าผมมาจากขอนแก่น ทุกคนคงหัวเราะเยาะ แต่ตอนนี้คงไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ผมคิดว่าปัจจุบันเรื่องพวกนี้มันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ ถึงแม้ว่าจะยังมีอยู่บ้าง แต่ก็น้อยกว่าสมัยก่อน

หลายคนก็คงมีประสบการณ์แบบเดียวกับผม เช่น คุณเจนจิรา พงศ์พัศ (วิดเนอร์) นักแสดงขาประจำของผม ตอนที่เธออาศัยอยู่ในกรุงเทพ เธอทำงานให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นคนจัดหานักแสดงตัวประกอบป้อนให้กับวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ ซึ่งหนึ่งในงานที่ป้าเจนต้องทำคือ ช่วยฝึกนักแสดงเหล่านั้นให้ใช้สำเนียงภาคกลางแทนสำเนียงอีสาน

IR: ทำไมภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของคุณถึงถ่ายทำในจังหวัดขอนแก่นทั้งหมด

A: ส่วนหนึ่งก็เพราะผมไม่ได้กลับบ้านบ่อยนัก แม่กับพี่ชายของผมยังอาศัยอยู่ที่ขอนแก่น ก็เลยเกือบจะเป็นข้ออ้างที่จะทำให้ผมได้ใช้เวลาอยู่ใกล้กับเขาหน่อย แม้จะไม่มาก

นอกจากนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าขอนแก่นเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ ทุกครั้งที่ผมกลับมา ผมมักนึกถึงความทรงจำในอดีต สิ่งเก่าๆ ทับซ้อนกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ตอนนี้ ที่สำคัญหนังเรื่องนี้ก็คล้ายว่าจะเป็นหนังสั่งลา เพราะผมคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะก้าวออกไปทำอะไรที่ท้าทายขึ้น ด้วยการทำหนังที่ไม่ได้อยู่แค่ภายในประเทศ ดังนั้น ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นความคิดที่ดีที่จะใช้บ้านเกิดของผมเป็นฉากของหนังเรื่องนี้

เริ่มแรกผมตั้งใจว่าจะใช้หนองคายเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะว่าป้าเจน นักแสดงหนังผม เธอมาจากจังหวัดนั้น เธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผมในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องราวความทรงจำของเธอที่มีเกี่ยวกับอีสาน นอกจากนี้ ผมก็ยังรู้สึกรักแม่น้ำโขงมาก  และแน่นอนผมมีความหลงไหลเกี่ยวกับเรื่องชายแดนระหว่างประเทศ ชายแดนไทย-ลาว จริงๆแล้วผมคิดว่าขอนแก่นเองไม่ได้มีภาพที่เหมาะแก่การถ่ายทำหนังมากเท่ากับหนองคาย ซึ่งก็เป็นความท้าทายของผมอีกอย่างหนึ่ง

IR: ความทรงจำในวัยเด็กของคุณสะท้อนออกมาในภาพยนตร์ของคุณอย่างไรบ้าง

A: เรื่องราวในหนังจะเน้นที่โรงพยาบาล แล้วก็โรงเรียนของผมเป็นหลัก เพราะว่าเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่นเมื่อผมยังเด็ก เพราะโลกของผมในตอนนั้นมีอยู่เท่านั้นจริงๆ มีโรงพยาบาล โรงเรียน แล้วก็โรงหนังแถวนั้น ดังนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยเป็นการผสมผสานระหว่างสถานที่ 3 แห่งนี้

พวกเราเลือกโรงเรียนที่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกไปสัก 15 นาที ซึ่งในแง่ของสถาปัตยกรรม ตัวอาคารโรงเรียนเป็นอาคารไม้ผสมกับคอนกรีต จริงๆ แล้วเป็นเหมือนกับการผสมผสานระหว่างโรงเรียนกับบ้านไม้ในโรงพยาบาลที่ผมโตขึ้นมา

ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอภาพจังหวัดขอนแก่นผ่านมุมมองความรู้สึกเศร้าสลด

ตอนช่วงที่ผมกำลังโต เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ถนนในตัวเมืองยังเป็นถนนดินลูกรัง แล้วก็ไม่ได้มีตึกเยอะมากมายเท่ากับปัจจุบัน ประกอบกับว่าผมเรียนด้านสถาปัตย์ฯ มา สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกว่าขอนแก่นเป็นเมืองที่มีความล้มเหลวด้านภูมิสถาปัตย์ การจราจรก็เริ่มแย่และต้นไม้ก็แทบจะไม่เหลือให้เห็นแล้ว

ผมรู้สึกแย่นะที่ต้องพูดว่าขอนแก่นกำลังเป็นเหมือนกับเมืองอื่นๆ ในประเทศที่ไม่มีอัตลักษณ์ของตัวเองอีกต่อไป มีความพยายามเอารูปปั้นไดโนเสาร์มาวางไว้ตามจุดต่างๆ รอบเมือง ผมเอาภาพนี้ใส่ไว้ในหนังด้วยนะ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอภาพจังหวัดขอนแก่นผ่านมุมมองความรู้สึกเศร้าสลด

อภิชาติพงศ์ ขณะถ่ายทำหนังเรื่องล่าสุด Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น ในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่นเมื่อปีที่แล้ว

อภิชาติพงศ์ ขณะถ่ายทำหนังเรื่องล่าสุด Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น ในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่นเมื่อปีที่แล้ว

IR: ฉากในภาพยนตร์เรื่องใหม่จะเป็นฉากในเมืองมากกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ เช่น ลุงบุญมีระลึกชาติ หรือ แม่โขงโฮเต็ล หรือเปล่า

A: คือมันเป็นการผสมผสานระหว่างสถานที่ที่เป็นกลางๆ นะ ในตอนแรกของหนังจะเสนอภาพโรงเรียนในชนบท แล้วหลังจากนั้นคนดูก็จะถูกพาเข้าสู่ความเป็นเมืองมากขึ้น แต่ก็จะไม่ได้เป็นภาพเมืองที่กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ แต่จะเป็นภาพของตลาดโต้รุ่งในตัวเมืองขอนแก่น แล้วก็มีภาพของบึงแก่นนคร ซึ่งสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่แบบกลางๆ ที่ผมเลือก เพราะตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็กจนถึงปัจจุบัน สถานที่เหล่านี้ก็ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่

IR: คุณพูดเกี่ยวกับความหลงไหลในเรื่องชายแดนและการข้ามชายแดน คุณมีความรู้สึกว่าหนังหลายๆ เรื่องของคุณมักจะเกี่ยวข้องกับชายแดนระหว่างอีสานกับกรุงเทพบ้างไหม

A:แน่นอนครับ ไม่ใช่แค่ภาคอีสานนะ แต่รวมไปถึงภาคเหนือและภาคใต้ด้วย ภูมิภาคเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์รักแนบแน่นกับกรุงเทพหรอกนะ  ซึ่งยังถูกถ่ายทอดออกมาในด้านมิติของการเมืองอีกด้วย

แต่ในหนังของผม มันก็มีพรมแดนหลายรูปแบบ เช่น พรมแดนระหว่างคนตายกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมไปถึงพรมแดนระหว่างชีวิตประจำวันทั่วไปกับความฝัน และผมเชื่อว่าสำหรับภาคอีสานแล้ว มันค่อนข้างชัดเจนในประเด็นนี้นะ คือมันมีช่วงชั้นของโลกสองแห่งตั้งอยู่บนจินตนาการของผู้คน ลองดูอย่างนิทานพื้นบ้านอีสานสิ คือมันเต็มไปด้วยจินตนาการและความเชื่อเรื่องวิญญาณ ดังนั้นมันก็เลยดูเหมือนกับว่าคนอีสาน รวมทั้งตัวผมเอง ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แค่มิติเดียว แต่อยู่ในมิติแห่งความเป็นจริงและความฝันอันหลากหลาย สิ่งเหล่านี้เป็นได้ทั้งความฝันเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องโลกของวิญญาณ รวมไปถึงการฝันใฝ่ถึงอนาคตที่ดีขึ้น

IR: คุณจะอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในไทยตอนนี้อย่างไร แล้วสถานการณ์ดังกล่าวมีอิทธิพลอย่างไรในการสร้างภาพยนตร์ของคุณ

สำหรับผม การอยู่ในประเทศนี้มันแสดงถึงความที่เราไม่มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันแรงผลักดันในเชิงลบแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากทำงาน

A: ผมคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่มันน่าเบื่อนะ มันแทบจะเป็นเหมือนฤดูกาลหนึ่งของไทย มีช่วงหน้าหนาวสั้นๆ หน้าฝน หน้าร้อน แล้วก็หน้ารัฐประหาร มันเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจมาก และผมรู้สึกเหนื่อยกับมันน่ะ

นี่คือสาเหตุว่าทำไมหนังเรื่องนี้กับเรื่องที่ผ่านๆ มามองประเทศไทยในลักษณะที่ค่อนข้างเศร้า สำหรับผม การอยู่ในประเทศนี้มันแสดงถึงความที่เราไม่มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันแรงผลักดันในเชิงลบแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากทำงาน ผมเองก็ไม่รู้นะว่าถ้าผมอยู่ประเทศอื่น ผมจะผลิตผลงานออกมาได้ขนาดนี้ไหม

IR: ภาพยนตร์ของคุณเรื่องก่อนหน้านี้ถูกเซ็นเซอร์ คุณคิดว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ของคุณจะเจอปัญหาลักษณะดังกล่าวไหม

A:  จริงๆ แล้วมีแค่เรื่อง “แสงศตวรรษ” ที่เจอกับปัญหาเรื่องการเซ็นเซอร์ สำหรับผมแล้ว หนังเรื่องดังกล่าวมันมีความบริสุทธิ์ใสซื่อ แต่ก็นะ คุณไม่มีทางคาดเดาได้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้บ้าง

IR: คุณเคยรู้สึกกลัวหรือรู้สึกถูกคุกคามเพราะงานที่คุณทำบ้างหรือเปล่า

A: แน่นอนครับ ในฐานะที่เป็นคนทำหนังและศิลปิน อาชีพของเราคือการแสดงออก ดังนั้นคุณต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง แต่ว่าคุณเองสามารถทำแบบนี้ในสถานการณ์นี้ได้ไหม ซึ่งก็มีหลายครั้งที่ผมเองก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินจริงๆ ได้

คือผมว่าตอนนี้ประเทศไทยเหมือนเรือกำลังจะล่ม แต่เรือที่ว่ามันดูดีมีความสะดวกสบาย มีดนตรีและอาหารอร่อยๆ แต่เรือกำลังจมโดยที่เราไม่รู้ตัว

IR: คุณคิดว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย แล้วเกี่ยวข้องกับงานของคุณอย่างไร

A: มันเป็นวงจรของการรักษาสมดุลทางอำนาจ แต่ปัญหาก็คือคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนั้น ดังนั้นตอนนี้จึงควรเป็นเรื่องของการจัดการอำนาจระหว่างสถาบันต่างๆ เหล่านั้นเสียใหม่ ผมจะพูดอะไรได้อีก ผมยังแปลกใจเลยว่าเรายังอยู่รอดมาได้ไกลขนาดนี้

คือผมว่าตอนนี้ประเทศไทยเหมือนเรือกำลังจะล่ม แต่เรือที่ว่ามันดูดีมีความสะดวกสบาย มีดนตรีและอาหารอร่อยๆ แต่เรือกำลังจมโดยที่เราไม่รู้ตัว

ในหนังเรื่อง Cemetery of Splendour  หรือ รักที่ขอนแก่น กลุ่มทหารนอนเจ็บป่วยจากโรคอันลึกลับเกี่ยวกับการนอน

ในหนังเรื่อง Cemetery of Splendour หรือ รักที่ขอนแก่น กลุ่มทหารนอนเจ็บป่วยจากโรคอันลึกลับเกี่ยวกับการนอน

IR: ธีมของการหลับและการฝันซึ่งถูกเน้นย้ำหลายครั้งในภาพยนตร์ที่คุณสร้าง สะท้อนความเห็นทางสังคมหรือเปล่า

A: มันแล้วแต่การตีความ เมื่อคุณไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ คุณก็แค่นอนหลับไป และนี่ก็เป็นรูปแบบหนึ่งในการที่จะหลบหนีไปยังโลกของความฝัน ธีมนี้ผมเริ่มทำมาตั้งแต่หนังของผมเรื่อง สุดเสน่หา (Blissfully Yours) แล้วก็รวมไปถึงนิทรรศการ Primitive Project ในจังหวัดนครพนม ที่วัยรุ่นทั้งหมดเดินทางยามหลับ

มันเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งตอนที่ผมดูข่าว คือมันมีแรงผลักดันของความบ้าคลั่งอย่างเปี่ยมล้น ในโปรเจ็กต์ก่อนหน้านี้ ผมมักจะสนใจเรื่องการนอนในฐานะที่มันเป็นรูปแบบหนึ่งของการหลีกหนี ผมทำการค้นคว้าเรื่องความป่วยที่เกี่ยวข้องกับการนอน แล้วผมก็ค้นพบกรณีต่างๆ ของทหารที่ต้องทนทรมานกับความป่วยดังกล่าวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งตอนนี้ เราก็ยังไม่มีรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับกรณีเหล่านั้น

นอกจากนี้ ผมยังหลงไหลในเรื่องเครื่องแบบ ทั้งในด้านของเพศและเรื่องของอำนาจในสังคม ในหนังเรื่อง Cemetery of Splendour ผมก็ได้ผสมผสานทั้งสองแง่มุมนี้เข้าด้วยกัน

IR: อะไรคือความสำคัญของอดีตอันเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ในอีสานของหนังหลายเรื่องของคุณ

A: ในแง่หนึ่ง นี่คือความพยายามของผมในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ในช่วงที่ผมทำงานกับป้าเจน ผมเรียนรู้ว่าพ่อของเธอเป็นส่วนหนึ่งของกอ.รมน. (กองกำลังรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) ในช่วงดังกล่าว ในหน่วยนี้จะถูกส่งไปยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยการจัดฉายภาพยนต์เชิงต่อต้านลัทธิดังกล่าวตามวัดต่างๆ ผมจึงพยายามโยงใยเกี่ยวกับภาพยนตร์และอำนาจทางความเชื่อ การเมือง

ผมสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไงที่ผมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมากๆ

หลังจากนั้นผมก็เดินทางไปตามแม่น้ำแม่โขงและได้แวะพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับช่วงเวลานั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรใหม่ทั้งหมด แต่ก็มีผลกับผมในแง่ของการได้รับรู้เรื่องราวของคนในสมัยนั้นที่ถูกทรมานในรูปแบบต่างกันไป

และนี่ก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของผม ผมสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไงที่ผมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมากๆ และผมก็เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้มีผลกระทบสำคัญที่ส่งผลกับประเทศมาจนถึงทุกวันนึ้

ตอนที่ผมเด็กๆ บางครั้งมีการฉายการ์ตูนทางโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มันเป็นเวลาที่บ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์ฉุกเฉิน มีการทำรัฐประหาร มีการฆ่าคน สิ่งโสมมเหล่านี้เกิดขึ้นขณะที่ผมกำลังดูการ์ตูนอย่างเพลิดเพลิน

ผมจำได้ว่ามีกองทัพสหรัฐฯ ประจำการอยู่ที่ขอนแก่น ผมคิดว่าตอนนั้นทหารอเมริกันได้ฉายหนังขาวดำ 16 มม. เช่น “คิงคอง” ผมจำได้ว่าผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ซึ่งผมว่าความชอบเกี่ยวกับภาพยนตร์และวัฒนธรรมอเมริกันคงมาจากช่วงเวลานี้ และในขณะเดียวกันก็เป็นการเผยแพร่ให้คนกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์

IR: ในภาพยนตร์เรื่องลุงบุญมีระลึกชาติ มีฉากหนึ่ง ที่โต๊ะอาหาร วิญญาณของน้องสาวปรากฎขึ้นมา แล้วมีการพูดถึงสามีชาวต่างชาติของเธอที่ชื่อว่า ฮานส์ ในหนังเรื่องล่าสุดของคุณก็มีตัวละครที่เป็นสามีชาวต่างชาติ ความสำคัญของตัวละครดังกล่าวสำหรับคุณคืออะไร

ในอนาคตอีสานจะแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก อีสานอาจกลายเป็นศูนย์กลางของประเทศ

A: หนังของผมทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของผม และมักจะมีตัวละครที่เกี่ยวข้องกับคนที่ผมรัก ซึ่งป้าเจนก็เป็นหนึ่งในนั้น หลายปีที่ผ่านมา ภารกิจหลักของเธอคือการหาสามีชาวต่างชาติ (หัวเราะ) ผมหมายถึงสามีที่เป็นคนดีนะ พวกเราทุกคนก็พยายามหาคนที่ดีสำหรับตัวเองทั้งนั้น และคุณเจนจิราก็เคยแต่งงานกับฝรั่งมาก่อน แต่เขาเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง ดังนั้นทั้งสองจึงแยกทางกัน หลังจากนั้นเธอก็ได้ลองคบหาดูใจกับคนอื่นอีก 2 คน จนกระทั่งเธอได้เจอกับแฟนคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนดีมาก ทั้งสองคนแต่งงานกันมา 4 ปีแล้ว และใช้ชีวิตอยู่ที่หนองคาย และฝรั่งใน Cemetery of Splendour ก็มีที่มาจากคนๆนี้

ผมสนใจเกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคอีสานในเรื่องการแต่งงานระหว่างผู้หญิงอีสานกับชายชาวต่างชาติ ผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคนี้ ในอนาคตอีสานจะแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก อีสานอาจกลายเป็นศูนย์กลางของประเทศ คือเต็มไปด้วยลูกครึ่งหลากหลายนานาชาติ มาจากครอบครัวมีฐานะและแน่นอนหลายๆ คนก็ได้ไปโรงเรียนดีๆ ดังนั้นภูมิทัศน์ของอีสานจะเปลี่ยนไป

อิฐ (บัลลพ ล้อมน้อย) และ ป้าเจน (เจนจิรา พงพัศ วิดเนอร์) กำลังเข้าฉากที่ตลาดโต้รุ่งเมืองขอนแก่น

อิฐ (บัลลพ ล้อมน้อย) และ ป้าเจน (เจนจิรา พงพัศ วิดเนอร์) กำลังเข้าฉากที่ตลาดโต้รุ่งเมืองขอนแก่น

IR: การถ่ายทำและตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง Cemetery of Splendour เป็นอย่างไรบ้าง

A: ประสบการณ์การถ่ายทำในขอนแก่นค่อนข้างราบรื่น เพราะได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลขอนแก่น ตำรวจ และคนขอนแก่น และก็เป็นครั้งแรกที่ผมทำแทบทุกอย่างในขอนแก่น เป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผมเลยทีเดียว

ปกติแล้ว กระบวนการผลิตและถ่ายทำต่างๆ มักเกิดขึ้นที่กรุงเทพ ตอนคัดเลือกนักแสดงอีสาน เราก็เลือกจากคนที่อยู่ในกรุงเทพ แต่ครั้งนี้เราคัดเลือกนักแสดงในขอนแก่น และประสบการณ์ที่ได้เจอผู้คนใหม่ๆ เป็นอะไรที่น่าประทับใจ คือตอนนี้ผมมีรายชื่อนักแสดงสมัครเล่นที่มีพรสวรรค์อยู่จำนวนมาก พวกเขาทำงานทำการอย่างอื่น แต่พวกเขาก็แสดงเก่งมาก

สำหรับหนังเรื่องนี้ การถ่ายทำค่อนข้างตรงไปตรงมา เราถ่ายทำตามสคริปต์ที่วางไว้ ไม่ได้แสดงสดกันเยอะขนาดนั้น เราเน้นความสำคัญของเวลาในการถ่ายทำ คือมันต้องตามเวลาแสงอาทิตย์ และแม้ว่าเราจะไม่ได้แสดงสดเยอะขนาดนั้น แต่งานที่ออกมาก็ถือว่าดีมาก

สำหรับการตัดต่อหนังเรื่องนี้ มีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย เราตัดหนังออกไปประมาณ 30% คือเราเน้นไปที่ตัวละครของป้าเจน ก่อนหน้านี้มันจะมีตัวละครอื่นๆ ประกอบ แต่ตอนนี้หนังเรื่องนี้คือป้าเจนทั้งเรื่อง

อภิชาติพงศ์ กับเบื้องหลังการถ่ายทำที่โรงเรียนร้างแห่งหนึ่งที่กลายเป็นสถานที่ดูแลพยาบาลผู้ป่วยทหาร

อภิชาติพงศ์ กับเบื้องหลังการถ่ายทำที่โรงเรียนร้างแห่งหนึ่งที่กลายเป็นสถานที่ดูแลพยาบาลผู้ป่วยทหาร

IR: ในขอนแก่น มีชุมชนหรือสถาบันที่สนับสนุนกลุ่มคนทำหนังบ้างไหม

A:ไม่เยอะครับ แต่ก็มีกลุ่มของคนทำหนังรุ่นใหม่ แล้วก็มีพรสวรรค์ค่อนข้างเยอะเลยนะ มีเอเจ้นท์โมเดลลิ่ง โฆษณา จัดอีเว้นท์ แต่ก็ไม่เยอะ

เท่าที่ผมรู้ก็คือ มีนักทำหนังคนหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักกัน คุณอุเทน ศรีริวิ ผู้สร้างหนังเรื่อง ผู้บ่าวไทบ้าน  คุณอุเทนมีบริษัทอยู่ที่นี่ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือ คุณอุเทนมีลูกชาย ลูกของเขาชื่อ อภิชาติพงศ์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากเลยครับ

IR: คุณได้วันเปิดตัวภาพยนตร์ของคุณหรือยัง

A: มีแค่ที่ฝรั่งเศสเท่านั้น เดือนกันยายน ซึ่งมันเป็นอะไรที่คนมักมองผมเป็นแบบนั้น เพราะคนส่วนใหญ่จะชอบพูดว่าผมไม่ได้ทำหนังให้คนไทยดู และสิ่งที่ทำให้แย่ขึ้นอีกคือการที่ผมไม่ได้ฉายหนังของผมที่นี่ แต่มันไม่ใช่เรื่องจริงเลย เพราะจริงๆ แล้วหนังแนวนี้มีคนดูจำนวนไม่มากไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม มันเป็นหนังกระแสรองในทุกประเทศเลย

IR: แต่ในต่างประเทศก็มีคนติดตามผลงานของคุณเยอะนี่

A: ใช่ครับ คือเรามีวัฒนธรรมเกี่ยวกับหนัง-ภาพยนตร์ที่แตกต่างกัน ผมหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะมีวัฒนธรรมดังกล่าวในประเทศไทย เช่นในไต้หวันหรือเกาหลีใต้ รัฐบาลประเทศเขาสนับสนุนการผลิตหนังหลากหลายอย่างเต็มที่ ดังนั้นไม่เพียงแต่การทำหนังในประเทศจะแพร่หลายเติบโต แต่มุมมองที่คนในประเทศของเขามีต่อหนังต่างประเทศก็เปลี่ยนไปด้วย คนเหล่านี้เริ่มที่จะชื่นชอบหนังที่มาจากต่างประเทศมากขึ้น แต่สำหรับประเทศไทย เราสามารถดูหนังจากหลากหลายประเทศและประเภทผ่านแค่สื่อออนไลน์ และส่วนใหญ่ก็ดูกันแบบผิดกฎหมายด้วย คือมันไม่มีช่องทางฉายหนังพวกนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

ผมว่าคงจะดีขึ้น ถ้ารัฐบาลสนับสนุนศิลปะด้านภาพยนตร์อย่างจริงจัง เพราะผมเชื่อว่าหนัง-ภาพยนตร์ทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ คือมันทำให้คนตระหนักถึงเรื่องต่างๆ บนโลกใบนี้และยอมรับมุมมองที่แตกต่างมากขึ้นด้วย

Cemetery of Splendour (ชื่อไทย: รักที่ขอนแก่น) จะฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ วันที่ 18 พฤษภาคมนี้

ภัยแล้ง “งดปลูกข้าว” ชาวนาสุดช้ำ หนี้สินเพิ่มขึ้น

2558 พฤษภาคม 3
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอัตราหนี้สินค่อนข้างสูง หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศห้ามไม่ให้ปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งนี้ ทำให้ชาวนาขาดรายได้จากการปลูกข้าวนอกฤดู เกษตรกรที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักต่างดิ้นรนหารายได้เพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย กระนั้นก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลดีต่อยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล

หนึ่งในชาวนาที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ได้แก่ นางสุมัตรา โสดาทุม ผู้ซึ่งนั่งหลบแดดอยู่ใต้ร่มต้นลำไยหน้าบ้านของเธอในจังหวัดขอนแก่น โดยปกติแล้วในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี นางสุมัตรามักจะนำข้าวที่เป็นผลผลิตจากการทำนาปรังออกไปจำหน่าย แต่ปีนี้ รัฐบาลประกาศห้ามให้ชาวนาใช้น้ำในระบบชลประทานเพื่อปลูกข้าว จึงทำให้ชาวนาหลายคนในพื้นที่แห้งแล้งอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สามารถทำนานอกฤดูอันเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของครอบครัวได้อีก

เมื่อปลายปีที่แล้ว เสียงตามสายในหมู่บ้านประกาศว่ารัฐบาลจะงดจ่ายน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่บ้านหนองค้า ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หลังจากที่ระดับน้ำที่กักเก็บลดลงต่ำสุดในรอบ 15 ปี กรมชลประทานประกาศเตือนว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

หลังการเก็บเกี่ยวข้าวตามฤดู ชาวนาในประเทศไทยที่สามารถเข้าถึงระบบชลประทานมักปลูกข้าวนอ ฤดู(นาปรัง)  เช่นเดียวกับชาวนาคนอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นางสุมัตราจำเป็นต้องหารายได้จากกาปลูกข้าวนาปรังเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้ต่างๆ

ครอบครัวของเธอเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) อยู่ประมาณ 800,000 บาท ส่วนตัวของสุมาตราเองนั้น เธอมีหนี้สินซึ่งกู้ยืมมาเพื่อศึกษาในระดับปริญญาตรี อยู่ถึง 280,000 บาท

“ปีหน้าคงจะยิ่งแย่กว่านี้ เพราะถึงกำหนดต้องจ่ายค่ารถไถที่ค้างให้หมด” นางสุมัตราบอก

หนี้สินจำนวนมากของครอบครัวของสุมาตรานั้นมาจากความล้มเหลวหลังการลงทุนทำฟาร์มไก่ในระบบพันธสัญญา  แต่การตกอยู่ในสภาวะดังกล่าวไม่ได้มีแค่ครอบครัวของเธอเท่านั้น นางบัวเงิน ปลามศิลป์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองค้าระบุว่า ชาวบ้านเกือบทั้งหมดจาก 165 หลังคาเรือน เป็นหนี้ ธกส. หรือ โครงการกองทุนหมู่บ้าน

ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้ ถ้ารัฐบาลรับประกันราคาข้าวให้พวกเรา แทนที่จะพูดถึงเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐบาลควรทำให้เราสามารถขายข้าวให้ได้ในราคาที่ดีจะดีกว่า” นางสุมัตรา โสดาทุม อายุ 31 ปี กล่าว

"ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้ ถ้ารัฐบาลรับประกันราคาข้าวให้พวกเรา แทนที่จะพูดถึงเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐบาลควรทำให้เราสามารถขายข้าวให้ได้ในราคาที่ดีจะดีกว่า” นางสุมัตรา โสดาทุม อายุ 31 ปี กล่าว

สำหรับชาวนาอย่าง นายทองหลาม ทองน้อย ผู้ซึ่งต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวอีกถึง 4 คน กล่าวว่า ความหวังของปีนี้ช่างมืดมนยิ่งนัก

“ผมไม่มีเงินพอที่จะจ่ายหนี้ เพราะขาดรายได้จากการทำนาปรัง” เขากล่าว “เสียหายครับ สำหรับเรื่องเงินแล้ว ปีนี้หมดหวังจริงๆ”

ตามข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556 ระบุว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือตกเป็นภาคที่มีหนี้สินต่อรายได้สูงสุดในประเทศ ซึ่งอยู่ที่จำนวนร้อยละ 65  ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนร้อยละของรายได้ประจำเดือนของครัวเรือนที่ถูกนำไปชำระหนี้ หากเปรียบเทียบกับสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ของครัวเรือนในภาคใต้ในปีเดียวกัน พบว่ามีเพียงร้อยละ 42 เท่านั้นที่ถูกนำไปชำระหนี้

นางคำพอง ว่องไว ชาวนาและช่างเย็บผ้า อายุ 50 ปี จากจังหวัดยโสธร บอกว่า เธอมีหนี้ทั้ง ธกส. และกองทุนหมู่บ้าน โดยเงินที่กู้มานั้นถูกนำมาใช้เพื่อเป็นทุนในการปลูกข้าว ใช้สอยประจำวัน และจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับลูกๆ

นางคำพองกู้เงินระยะสั้นกับ ธกส. เป็นหลัก ซึ่งสามารถกู้ยืมได้ก่อนก่อนฤดูทำนาและต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยหลังฤดูเก็บเกี่ยว เธอพบว่าตัวเองได้ติดกับดักวงจรหนี้จากการกู้ยืม คำปองกู้เงินก้อนใหม่จำนวนเท่าเดิมทุกๆ ปี และสามารถจ่ายคืนได้แค่ดอกเบี้ยของเงินต้นเท่านั้น

“กำไรที่ได้จากขายข้าว ก็จ่ายหนี้ธนาคารหมด แต่เงินต้นก็ไม่เคยลดลง” นางคำพอง กล่าว

“ปีนี้ราคาข้าวไม่ดี ปุ๋ยเคมีก็ยังแพงเหมือนเดิม” นางคำพอง ว่องไว ชาวนาและช่างเย็บผ้า วัย 50 ปี จากจังหวัดยโสธรกล่าว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนหนี้สินครัวเรือนในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยข้อมูลแสดงให้เห็นว่า จำนวนหนี้สินครัวเรือนนั้นได้เพิ่มจากร้อยละ 61 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ในปี 2552 มากขึ้นเป็นร้อยละ 85 ในช่วงปลายปี 2557 ทำให้หนี้สินครัวเรือนของไทยนั้นมีมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สืบเนื่องตามมติ ครม.  ธกส. ได้ประกาศโครงการผ่อนผันชำระหนี้ให้กับเกษตรกร จำนวน 818,000 ราย รวมทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งรัฐบาลห้ามปลูกข้าวนอกฤดู

ดร. ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งได้ทำวิจัยเกี่ยวกับนโยบายข้าวประเทศไทย ให้ความเห็นว่า โครงการผ่อนผันการชำระหนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

“แต่ก่อน ก็มีโครงการพักชำระหนี้อยู่แล้ว แต่ผมคิดว่า เราควรจะหาวิธีที่ยั่งยืนเพื่อช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกร โดยสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ให้มากขึ้น แทนการผ่อนผันหนี้แบบนี้” ดร. ฐิติพล กล่าวให้เหตุผล

บางคนบอกว่าการเพิ่มของหนี้สินชาวนา ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของโครงการที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักของรัฐบาลที่แล้วอย่างโครงการจำนำข้าว ซึ่งรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าราคาตามท้องตลาดถึงสองเท่า

“ภายใต้นโยบายจำนำข้าว ชาวนาหลายคนลงทุนทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มผลผลิต” นางกุลภัสสรณ์ จึงรุ่งเรืองภัส พนักงานโรงสีข้าวแห่งหนึ่งในจังหวัดยโสธรให้ข้อสังเกต “ตอนนี้ราคาข้าวตก แต่พฤติกรรมชาวนายังไม่เปลี่ยน พวกเขายังลงทุนมากเหมือนเดิม หนี้ก็เพิ่มตาม”

นโยบายข้าวของรัฐบาลที่แล้วได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งช่วยกระตุ้นรายได้ในชนบท และทำให้หลายคนสามารถปลดหนี้ของตนเองได้ อย่างน้อยก็ช่วยได้ในช่วงระยะหนึ่ง

“ชีวิตดีขึ้นมาก” นายไป่ แก้วบุญเรือง ชาวนาจังหวัดขอนแก่น ย้อนความทรงจำในช่วงดังกล่าว “ผมไม่ได้ซื้ออะไรมากเท่าไหร่ แค่เอาเงินให้ลูกๆ ใช้ แล้วก็ปลดหนี้ ธกส.  ไม่มีภาระอะไรแล้ว รู้สึกโล่ง สบายใจ”

รัฐบาลทหารที่เข้าสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารเมื่อปีกลาย กล่าวหาว่าโครงการจำนำข้าวเป็น “นโยบายประชานิยม” และยังได้ถอดถอนนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้อนหลัง ข้อหามีส่วนร่วมในนโยบายดังกล่าว

เพื่อทดแทนนโยบายจำนำข้าว รัฐบาลปัจจุบันกลับเลือกแจกจ่ายเงินให้กับชาวนารายย่อยในจำนวน 1,000 บาทต่อไร่ นโยบายดังกล่าวรัฐบาลถือว่า “ไม่ใช่ประชานิยม” แต่นโยบายดังกล่าวทำให้ชาวนาเสี่ยงต่อความผันแปรของตลาดมากยิ่งขึ้น

“ผมซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาเรียบร้อยแล้ว แต่รัฐบาลก็ประกาศว่า มีน้ำไม่พอ ผมเลยต้องขายเมล็ดทิ้งไป ผมซื้อมากิโลละ 15 บาท แต่ขายไปได้แค่โลละ 7 บาท ขาดทุนยับเลย” นายพารัต สะพรมมา ชาวนาอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กล่าว

ราคาข้าวไทยในตลาดโลกตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และเนื่องมาจากปริมาณข้าวในตลาดโลกมีมากจนล้นตลาด ราคาข้าวจึงไม่น่าจะมีการปรับขึ้นในเร็ววันนี้

คำพองปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวในที่ดินจำนวน 12 ไร่ เธอเล่าว่า “รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ช่วยเหลือเกษตรกร รัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะราคาของข้าวยังต่ำเหมือนเดิม”

ภายใต้นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดก่อน คำปองมีรายได้จากการขายข้าวประมาณ 70,000 – 80,000 บาท แต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมา รายได้ประจำปีของเธอลดลงเหลือเพียง 40,000 บาท

ในขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาหนี้สิน ราคาข้าวที่ตกต่ำ รัฐไม่ให้ความช่วยเหลือ และการห้ามไม่ให้ปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้ง ภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศอาจมีส่วนช่วยเสริมยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล

ผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายจำนำข้าวทำให้ประเทศไทยมีข้าวกักตุนไว้ถึง 17.8 ล้านตัน และเนื่องจากจำนวนการผลิตที่ลดลงในฤดูแล้งนี้ รัฐบาลทหารจึงสามารถลดปริมาณข้าวที่กักตุนไว้ เพื่อลดต้นทุนด้านการเก็บรักษาข้าว และการซื้อข้าวเพิ่มจากชาวนาจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลต้องการกระทำ

ตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปริมาณข้าวนาปรังที่ผลิตคาดว่าจะลดลงถึงร้อยละ 43 ซึ่งเป็นจำนวนระดับต่ำสุดในรอบ 15 ปี

สถานีสูบน้ำของรัฐบาล บ้านหนองผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น

นายประสิทธิ์ ทางวน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองค้า แสดงความสงสัยถึงสาเหตุที่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ชาวนาใช้น้ำจากระบบชลประทาน “น้ำก็มีอยู่ในนั้น คนที่ทำงานในเขื่อนก็บอกเราว่ามีน้ำพอให้ทำนาปรังได้”

เมื่อไม่มีรายได้จากการทำนาปรัง ครอบครัวเกษตรกรหลายครอบครัวจึงต้องพึ่งพาอาศัยเงินจากบุตรหลานซึ่งออกไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด ชาวนาหลายคนต้องไปทำงานเป็นแรงงานตัดอ้อย หรือตามโรงงานต่างๆ ใกล้เคียงหมู่บ้าน

นายพารัตกล่าวว่า รัฐบาลแนะนำให้ชาวนาเปลี่ยนอาชีพไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า “บอกให้เราปลูกพริก หรือไม่ก็ปลูกข้าวโพดแทน แล้วปลูกพืชพวกนี้มันจะทดแทนรายได้ที่เสียไปได้ยังไง”

“แล้วถ้าทุกคนปลูกข้าวโพดกันหมด เดี๋ยวราคาก็คงจะตกต่ำเหมือนเดิม”

 

“ร่าง” รัฐธรรมนูญ “ร้าง” สนับสนุนจากประชาชน

2558 เมษายน 6
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ขอนแก่น – เมื่อปลายเดือนมกราคม 2558 ประชาชนราว 250 คน จาก 6 จังหวัดทั่วภาคอีสาน ได้เข้าร่วมกระบวนการในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไทย ฉบับที่ 20 ณ ห้องประชุมโรงแรมเพชรรัชต์ การ์เด้น จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งรัฐบาลทหารอ้างว่าเป็นกระบวนการสรรหาการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่การจัดเวทีประชาเสวนาเพื่อรับฟังเสียงของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศนั้น ในภาคอีสานดูเหมือนจะเป็นแค่กิจกรรมผักชีโรยหน้า

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีกลาย รัฐบาลแต่งตั้งสมาชิกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน นำโดย ศาสตราจารย์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักวิชาการด้านกฎหมายจากสถาบันพระปกเกล้า เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีเวลา 4 เดือน ในการจัดร่างรัฐธรรมนูญก่อนนำเสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาอนุมัติ และพล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา กล่าวว่ากระบวนการจัดร่างรัฐธรรมนูญเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ในประเทศที่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถมีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว จึงแทบไม่มีใครแปลกใจเมื่อรัฐบาลประกาศจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ 2550 และจะเริ่มร่างฉบับใหม่ แต่การให้คำมั่นว่าจะเปิดรับฟังเสียงของประชาชนชาวไทยดูเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากลสำหรับระบอบการปกครองที่ปิดกันการคัดค้านและยุติซึ่งกระบวนการประชาธิปไตยใดๆ

สัญลักษณ์ “เวทีประชาเสวนา หาทางออกประเทศไทย”

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้จัดเวทีประชาเสวนาเพื่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภายใต้หัวข้อ เวทีประชาเสวนาหาทางออก “สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย” ลักษณะกิจกรรมจัดขึ้นภายในระยะเวลา 2 วัน ซึ่งคณะผู้จัดได้เดินสายจัดเวทีใน  10 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนในภาคอีสานนั้น จัดขึ้นทั้งหมด 3 เวที ใน 3 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด อุดรธานี และสุรินทร์

แถลงการณ์ของรัฐบาลในตอนต้นนั้นระบุว่า จะสุ่มเลือกประชาชนจากระบบฐานข้อมูลทะเบียนกลาง แต่จำนวนประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่นตอบรับเข้าร่วมเวทีประชาเสวนาที่จัดขึ้นในจังหวัดร้อยเอ็ดมีน้อยกว่า 10 คน และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์เข้าร่วมโดยคณะผู้จัดกิจกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รู้จักกันหรืออยู่ในแวดวงเดียวกัน นายสมพงษ์ ประทุมทอง ประธานสภาประชาชนจังหวัดขอนแก่นและเป็นหนึ่งในผู้จัดเวทีประชาเสวนา บอกว่า ประชาชนมีความสนใจต่อกิจกรรมดังกล่าวค่อนข้างน้อย

ระหว่างการเสวนาในจังหวัดร้อยเอ็ด ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการเจรจาไกล่เกลี่ย  สถาบันพระปกเกล้า แนะให้ผู้เข้าร่วมเวทีประชาเสวนาเคารพความคิดเห็นของกันและกัน และกล่าวเตือนว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้เข้าร่วมงานในวันดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้ จากนั้นจึงมีการแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นการประชาเสวนาหาทางออก 8 กลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มมีผู้ดำเนินการอภิปรายและผู้ทำหน้าที่จดบันทึก

ระหว่างการเสวนาของกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่ง ผู้ดำเนินการอภิปรายเริ่มการเสวนาโดยถามผู้เข้าร่วมถึงวิสัยทัศน์ที่มีต่อประเทศไทยหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากนั้นทั้งห้องประชุมย่อยก็ตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งผู้เข้าร่วมคนหนึ่งยกมือขึ้นและกล่าวว่า “ผมไม่ต้องการให้มีรัฐประหารอีก” ผู้ดำเนินการอภิปรายรีบตอบกลับไปว่าประเด็นดังกล่าวจะต้องพูดคุยโดยตรงกับคณะผู้จัดงานเป็นการส่วนตัว

กลุ่มประชาสังคมในอีสานหลายกลุ่มต่างกำลังถกเถียงถึงประโยชน์ของการเข้าร่วมเวทีประชาเสวนา บางกลุ่ม เช่น นายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ เลขาธิการ กป. พอช. อีสาน กล่าวว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยทหารและกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความชอบธรรม

“พวกเขาพูดถึงการปฏิรูป แต่มันไม่มีความหมายอะไร กระบวนปฏิรูปไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อประชาชน แต่เพื่อกลุ่มปกครองที่มีอำนาจ ที่กำลังพยายามจัดแจงความสัมพันธ์และจัดการปัญหาที่พวกเขามี” นายสุวิทย์ กล่าว โดยอ้างถึงปัญหาที่มีมานานระหว่างกลุ่มอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกลุ่มฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

ในหมู่กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ พวกเขาเชื่อว่า การสานเสวนาแบบเปิดเกี่ยวกับเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและอนุญาตให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออก ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่เปิดรับก็จะไม่มีประโยชน์

“หัวใจหลักของประชาธิปไตยคือการรับฟังเสียงของประชาชน เราไม่ได้เข้าร่วมเวทีประชาเสวนาเพราะเราไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอีสานได้” นายจักรพงษ์ ธนวรพงศ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมด้านการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในอีสาน กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

แต่นายพิพัฒนชัย พิมพ์หิน แกนนำประชาสังคมในอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กลับเชื่อว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชั้นนั้นจะไม่เปล่าประโยชน์ และเขาเลือกที่จะเข้าร่วมเวทีประชาเสวนา “เราไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลทหาร แต่การปฏิรูปเป็นหนทางเดียวของเราและประชาชนที่จะสามารถแสดงข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ” ทั้งนี้ นายพิพัฒนชัย ยอมรับว่ามีโอกาสน้อยมากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะพิจารณาข้อเสนอแนะของภาคประชาสังคม

ในแต่ละเวทีประชาเสวนา จะมีการสรุปรายละเอียดข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมเพื่อพิจารณาประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผู้เข้าร่วมเวทีประชาเสวนาในขอนแก่นบางคนแสดงความวิตกกังวลว่า รัฐบาลนั้นได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วและคงไม่สนใจข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชน

นายสุพจน์ ทองเนื้อขาว ประธานรุ่นเสวนาหาทางออกประเทศไทย รุ่นปฏิรูปอีสาน กล่าวว่าตัวเขานั้นไม่เชื่อว่าข้อเสนอแนะจะถูกนำไปใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญ “ในความคิดผมแล้ว กระบวนการทั้งหมดเป็นแค่การสร้างภาพ มันเหมือนว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรมนูญและสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นมีร่างที่จัดทำเสร็จแล้ว การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็เหมือนกับการโยนหินถามทาง ถ้าข้อเสนอแนะของเราตรงกับสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าไม่ตรง เขาก็ไม่สนใจ”

ขณะที่มีการจัดตั้งเวทีประชาเสวนาต่อสาธารณธะ ซึ่งคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้าง แต่ ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลับเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลักของเวทีประชาเสวนานั้นไม่ใช่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแท้จริง “วัตถุประสงค์คือเพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบธรรมตามกฏหมายในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ” ดร.ฐิติพล อธิบาย “รัฐบาลจึงจะสามารถแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาจากความต้องการของประชาชน”

บรรดานักสังเกตการณ์ทางการเมืองสังเกตว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบไปด้วยสมาชิกฝ่ายชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ตามที่ได้มีการรายงานข่าว สมาชิกคณะกรรมาธิการฯ บางคนเคยเข้าร่วมหรือสนับสนุนการประท้วงรัฐบาลเมื่อปีกลาย ประเด็นนี้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลถึงความไม่เป็นกลางในการร่างรัฐธรรมนูญ

ดร.ฐิติพล โต้แย้งว่าสมาชิกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นตัวแทนคนไทยรุ่นเก่า ตัวเขาเองนั้นได้พยายามให้นักศึกษาของตนเองมีส่วนร่วมโดยผ่านการประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย แต่นักศึกษาหลายคนเชื่อว่าสำหรับรัฐบาลแล้ว เสียงของพวกเขาไม่มีค่าหรือความหมายใดๆ อีกทั้งพวกเขายังหวาดกลัวว่าหากแสดงความคิดเห็นเชิงไม่เห็นด้วย จะก่อให้เกิดปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐ

“มีคนวัยระหว่างหกสิบและเจ็ดสิบปีกำลังเขียนรัฐธรรมนูญไทยฉบับใหม่ แต่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใดๆ นั้นควรรวมเอาการมีส่วนร่วมของเยาวชนเข้าด้วย เพราะว่าท้ายที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เราอยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 และเราไม่อยากเห็นประเทศไทยก้าวถอยหลัง หรือล้าหลัง ใช่หรือไม่?”

 

วิตกอนาคตประชาธิปไตยไทย หลัง ‘ถอดถอน’ ยิ่งลักษณ์

2558 เมษายน 3
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เดอะอีสานเรคคอร์ดรายงานต่อเนื่องเกี่ยวกับปฏิกิริยาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลังการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งกระตุ้นให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของกระบวนการ และการถอดถอนดังกล่าวทำลายความหวังของหลายคนที่จะได้ประชาธิปไตยกลับคืน

เมื่อไม่นานมานี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ในข้อหาทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี นางสาวยิ่งลักษณ์ยังต้องรับโทษทางอาญาข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นฟ้องตามกระบวนการสืบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. )

มีความเป็นไปได้ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะถูกพิจารณาคดีอาญาโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่นเดียวกับที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชาย ที่ถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกันนี้เมื่อปี 2551 และได้หนีการพิจารณาคดีเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ

“กรณีนี้เป็นเรื่องยากที่จะต่อสู้ เพราะว่าศาลจะใช้สำนวนคดีของ ปปช. เป็นพื้นฐานในการดำเนินคดีตามข้อกล่าวหา ซึ่งพบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตตามข้อกล่าวหา” นายวัน สุวรรณพงษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น ให้สัมภาษณ์กับเดอะอีสานเรคคอร์ด “ในกรณีนี้ ถ้านางสาวยิ่งลักษณ์ถูกตัดสินว่ามีความผิด ก็จะไม่สามารถอุทธรณ์ได้”

โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดถึงสองเท่า และกักตุนไว้เพื่อดึงราคาข้าวในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นแล้วจึงจะขายเพื่อสร้างกำไร ในขณะนั้นไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดในโลก แต่ประเทศอื่น ๆ ต่างก็เพิ่มอัตราการส่งออกข้าวเช่นกัน นั่นทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดต่ำลงอย่างมาก เป็นสาเหตุให้ไทยขาดทุนทางการเงินประมาณ  6 แสนล้านบาท และมีข้าวคงเหลือค้างในโกดังประมาณ 18 ล้านตัน

ในบางกรณีพบว่ามีการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านและขายให้กับรัฐบาลในราคารับประกัน

ทั้งนี้ มีหลายคนเชื่อว่านโยบายดังกล่าวไม่มีความผิดทางอาญา ดร. วิบูลย์ แช่มชื่น อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า นโยบายนี้รัฐบาลทราบอยู่แล้วว่าจะก่อให้เกิดการขาดทุนทางการเงิน ทุกรัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งต่างเผชิญกับความท้าทายเพื่อหาแนวทางกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เลือกใช้โครงการรับจำนำข้าวเป็นกลไกกระจายรายได้เพื่อช่วยเหลือชาวนา และเป็นการฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

“โดยตรรกะทางการเมืองแล้ว นโยบายประชานิยม คนก็ชอบสิ ได้เงิน แล้วคนชอบมันเสียหายยังไง ประชานิยมมันเสียหายหรือ ถ้าเป็นรัฐบาล คนไม่นิยม จะเป็นรัฐบาลทำไม ข้อกล่าวหาว่าประชานิยม ก็เป็นข้อกล่าวหาเลื่อนลอย ทำให้คนรักคนชอบมันเสียหายหรือ” ดร. วิบูลย์ ยังตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามกฎหมายในการกำจัดนางสาวยิ่งลักษณ์พ้นจากอำนาจ เขาเห็นแย้งว่าการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีมูลเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายได้ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ก็ไม่ได้ครอบคลุมกลไกการถอดถอน หรือระบุซึ่งการพิจารณาคดีดังกล่าวแต่อย่างใด

“เพราะประเทศนี้ปกครองโดยระบบรัฐสภาซึ่งการถอดถอน ที่เขาใช้ในระบบประธานาธิบดี มันไม่มีในระบบรัฐสภา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องมั่วของประเทศไทย ไม่รู้จะอ้างหลักปกครองแบบใด อ้างหลักกฎหมายก็ไม่ได้ ที่ฝรั่งเรียกว่า การถอดถอน (impeachment) เนี่ย ประเทศไทยเอามาใช้ตรงนี้ จึงผิดฝาผิดตัว”

นายวสันต์ ชูชัย กรรมการและเลขานุการสภาทนายความจังหวัดขอนแก่น ไม่เห็นด้วยและแย้งว่า ตามกฎหมายแล้ว สนช. มีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่กระนั้นก็ตาม นายวสันต์ยอมรับว่าการตัดสินของ สนช. ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการพิสูจน์ตัดสินการกระทำผิดกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งต้องตัดสินโดยศาลเท่านั้น

“การถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ เพื่อกันให้เขาพ้นจากบทบาททางการเมือง และป้องกันไม่ให้กลับเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอีก อันเป็นกลไกที่จำเป็นในระบบการปกครองของเรา” นายวสันต์กล่าวว่า

นายตุลย์ ประเสริฐศิลป์ ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น จังหวัดขอนแก่น ระบุว่า ความชอบธรรมด้วยกฎหมายในการยื่นญัตติถอดถอนตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎหมายรัฐธรรมนูญ กลุ่มเครือข่ายของเขาเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านรัฐบาล นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งกระตุ้นให้มีการล้มล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อปีกลาย

นายตุลย์กล่าวว่า “การถอดถอนบังคับให้นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดทางการเมืองที่รัฐบาลได้กระทำ ให้กับรัฐสภาและประชาชนได้เห็น”

หลังการถอดถอน รัฐบาลทหารอ้างกฎอัยการศึกห้ามไม่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์แถลงข่าว  แต่ในหน้าเฟสบุคส่วนตัวของเธอ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ประชาธิปไตยได้ตายไปแล้ว พร้อมกับหลักนิติธรรม”

นายวสันต์กล่าวว่า การโพสต์ข้อความดังกล่าว “ไม่เคารพระบบกฎหมายในประเทศของเรา นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่เคยยอมรับผิด และไม่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดใดๆ อันเกิดขึ้นจากการกระทำของเธอ ได้แต่ปกป้องตนเอง และโทษว่าเป็นความล้มเหลวระบบเสียมากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่นางสาวยิ่งลักษณ์โพสท์นั้น มีหลายคนเห็นด้วย สะท้อนให้เห็นถึงอนาคตอันมืดมัวของประชาธิปไตยและความสมานฉันท์อันแท้จริงในประเทศ

“ในหลายกรณี เราคิดว่าประชาธิปไตยในไทยกำลังจะตาย แต่เราก็ยังคงมีความหวังซ่อนอยู่ลึกๆ ตอนนี้ หลังจากการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ เราเห็นแล้วว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยได้ตายไปแล้วแน่นอน” นายสุทิน คลังแสง สมาชิกและผู้สมัคร สส. ระบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม กล่าว  เขาเสริมอีกว่า พรรคเพื่อไทยนั้นได้หมดความเชื่อมั่นในกระบวนการปรองดองรัฐบาลทหารแล้ว

นายวัน สุวรรณพงษ์ สะท้อนความรู้สึกยอมรับสภาพเช่นนี้ออกมา เขาแทบไม่มีหวังว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นจะกลับคืนมา ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เขากล่าวสรุปว่า “จะเพาะชำต้นกล้าประชาธิปไตยที่ไหนไม่ได้แล้วล่ะ ในประเทศไทยในเวลานี้ เพราะว่ามันเปรียบเสมือนภูเขาไฟระเบิด ลาวามันไหลอออกมาทั่วแผ่นดินแล้ว มีแต่ความร้อน จะไปเพาะชำต้นกล้า มันก็คงทำไม่ได้”

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา การถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คณะผู้ยึดอำนาจได้เรียกตัวแกนนำหลักพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดง ให้เข้ารายงานตัวอีกรอบ หลังจากที่พวกเขาได้แสดงออกซึ่งการคัดค้านการตัดสินใจของ สนช. แต่การที่รัฐบาลจะระงับเสียงวิจารณ์จากต่างประเทศนั้นมีความยุ่งยากมากกว่า

ระหว่างการมาเยือนประเทศไทย นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯ กล่าวถึงประเด็นการกำจัดนางสาวยิ่งลักษณ์และข้อหาทางอาญาว่า น่าจะมี “แรงจูงใจทางการเมือง” เขาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการควบคุมเสรีภาพของประชาชนตั้งแต่ทหารเข้ายึดอำนาจ

ในทางตรงกันข้าม นายตุลย์ เห็นแย้งว่า กฎอัยการศึกและการควบคุมเสรีภาพการแสดงออกยังคงมีความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าสังคมจะมีความสงบสุข แม้ว่าประชาคมระหว่างประเทศอาจจะเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ของ “ความล้าหลัง” ของระบอบประชาธิปไตยไทยก็ตาม

“เสรีภาพที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ นั่นมันหมายความว่า ทุกคนสามารถใช้สิทธิของตนเองได้ แต่ถ้าการที่คนใช้สิทธิไปกระตุ้นให้เกิดการความขัดแย้ง แบ่งพรรคแบ่งพวก และมีการละเมิดกฎหมาย อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่า เสรีภาพ” นายตุลย์อธิบาย

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ความคิดเห็นของนายรัสเซล โดยได้เรียกตัวอุปทูตสหรัฐ รักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำการสถานทูตกรุงเทพฯ ให้เข้าพบเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อกรณีดังกล่าว  นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่เข้าใจการเมืองไทย

ทั้งนี้ สำหรับ ดร. วิบูลย์ แล้ว ปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องนั้น “ตอนนี้รัฐบาลอ้างว่าสหรัฐฯ ไม่เข้าใจประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่เข้าใจประชาธิปไตยมากกว่า”

 

จำคุกศิลปินนักศึกษา มข. หมิ่นเบื้องสูง

2558 มีนาคม 17
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม นักศึกษาภาควิชาดนตรีและการแสดงพื้นเมือง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ม. 112) จากบทบาทการเล่นละคร “เจ้าสาวหมาป่า”  นายปติวัฒน์เป็นนักศึกษาคนล่าสุดที่ถูกคุมขังภายใต้กฎหมายมาตรานี้ และตัวเขาเองนั้นยังเป็นนักรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิต่างๆ ของคนอีสานมาหลายปี

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลอาญาตัดสินจำคุกนายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และนางสาวพรทิพย์ มั่นคง นักเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นเวลา 5 ปี ข้อหาร่วมแสดงละครที่เชื่อว่า “สร้างความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” เนื่องจากผู้ต้องหารับสารภาพ ศาลจึงลดโทษลงให้กึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน

นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อปีกลาย ตัวเลขจำนวนนักโทษคดีหมิ่นฯ อาจสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ ดำเนินงานโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน กลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนที่มีสำนักงานในกรุงเทพฯ   ทั้งนี้ นายปติวัฒน์นับว่าเป็นนักศึกษาคนแรกที่ถูกศาลตัดสินจำคุกในข้อหานี้ในรอบ 30 ปี

นายปติวัฒน์ถูกจับกุมในเดือนสิงหาคม 2557 ข้อหาร่วมแสดงละคร “เจ้าสาวหมาป่า” ที่จัดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดือนตุลาคม 2556 เนื้อหาและสถานที่ในละครเป็นเรื่องราวสมมติขึ้น และนายปติวัฒน์ได้รับบทเป็นพราหมณ์ที่ปรึกษาของกษัตริย์ ละครเรื่องนี้จัดแสดงเนื่องในโอกาสรำลึก 40 ปี เหตุการณ์การชุมนุมของนักศึกษาในเดือนตุลาคม 2516

นายปติวัฒน์ หรือ “แบงค์” อายุ 23 ปี เป็นนักศึกษาในคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนฝูงและครูอาจารย์ต่างเรียกเขาว่าเป็นนักรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย นักแสดงที่มีพรสวรรค์และคนที่มีไหวพริบชาญฉลาดไม่เหมือนใคร

บ้านเกิดของแบงค์อยู่ที่จังหวัดสกลนคร เขาเติบโตในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากเทือกเขาภูพาน พื้นที่ครั้งหนึ่งในช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 2508 เคยเป็นฐานที่มั่นกลางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (คปท.)  ลุงของเขาเมื่อยังหนุ่มก็ได้เข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ และสิ่งที่ทำให้แบงค์เริ่มสนใจเกี่ยวกับสวัสดิการทางสังคมก็คือมุมมองทางการเมืองของคนในครอบครัวและหมู่บ้านของเขานั่นเอง

“ครอบครัวและคนที่หมู่บ้านก็มีเล่าให้ฟัง เรื่องการเคลื่อนไหวของคนอีสาน และการต่อสู้ ก็ได้เรียนมาจากแบบนี้” แบงค์ให้สัมภาษณ์กับอีสานเรคคอร์ด่ในเดือนพฤษภาคม 2557

ในปีพ.ศ. 2553 แบงค์ย้ายมาอยู่ขอนแก่นเพื่อศึกษาต่อในสาขาดนตรีและการแสดงพื้นเมือง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การตัดสินใจของเขาขัดใจที่บ้าน แต่แบงค์ไม่ต้องการอะไรมากกว่าการแสดงหมอลำ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านดั้งเดิมของลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประเทศไทย

ในช่วงวันหยุดเทศกาล แบงค์เลือกอยู่มหาวิทยาลัยแทนที่จะกลับบ้านเหมือนกับนักศึกษาคนอื่นๆ  ผู้คนในหมู่บ้านต่างหัวเราเยาะกับความอยากเป็นนักแสดงหมอลำของเขา เพราะเชื่อว่ามันจะพายากจนและเลี้ยงชีพไม่ได้

แบงค์โพสต์ท่าถ่ายรูปในชุดแสดงหมอลำ เขาไม่ได้ใส่ชุดนี้เฉพาะในการแสดงเท่านั้น แต่บางทียังเดินใส่ทั่วมหาวิทยาลัยด้วย

“เขามุ่งมั่นและมีพรสวรรค์มาก”  แม่ครูหมอลำของแบงค์กล่าว  เธอไม่ขอเปิดเผยชื่อ “ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แม่ก็รู้สึกว่าบรรพบุรุษของแบงค์น่าจะเป็นหมอลำมาก่อน” เธอเล่าพลางเปิดเพลงหมอลำที่แบงค์ขับร้อง

แบงค์เป็นที่รู้จักในมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างรวดเร็ว เขาเป็นทั้งดาราเด่นและตัวตลกประจำห้องเรียน แบงค์ทุ่มเทแรงกายและใจเพื่อพัฒนาทักษะการแสดงบนเวทีและการเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานหลายชนิดให้เชี่ยวชาญ  เช่น แคน หรือเครื่องเป่าที่นิยมใช้เล่นประกอบการแสดงหมอลำที่ตัวเขาสามารถเล่นได้อย่างชำนาญ ครูหมอลำยังได้เล่าเสริมอีกว่า พรสวรรค์ที่แท้จริงของแบงค์คือ การร้องและแต่งกลอนลำ เนื้อหาที่เขาแต่งนั้นเหมือนกับกลอนลำส่วนใหญ่ มักเกี่ยวข้องกับความรักที่ทั้งสมหวังและไม่สมหวัง แต่แบงค์ได้เลือกเอาประเด็นทางการเมืองมาใส่ในกลอนลำ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิของคนอีสาน ทุกบทกลอนที่แบงค์แต่งขึ้นต่างแฝงด้วยอารมณ์ขันปนเหน็บแนม

บนเวทีแบงค์เรียกตัวเองตามหนวดเคราบนใบหน้าว่า “บักหนวดเงินล้าน” แต่อาชีพที่เขาเลือกนั้น ดูจะสวนทางกับฉายานามดังกล่าว

แม้ว่าคนอีสานจะเผชิญกับการเหยียดหยามต่างๆ นานา แต่แบงค์ก็ภูมิใจในรากเหง้าคนอีสานของตนเอง ขณะที่เพื่อนวัยเดียวกันต่างคลั่งไคล้ยีนส์แฟชั่นสมัยใหม่ แบงค์กลับเลือกที่จะสวมเสื้อผ้าพื้นเมืองอีสานแทนเครื่องแบบนักศึกษาตามระเบียบบังคับ เขาเรียกร้องให้เครื่องแบบนักศึกษาแบบใหม่ควรทำมาจากผ้าพื้นเมืองอีสาน

แบงค์และผ้าขะม้า ผ้าสารพัดประโยชน์สำหรับผู้ชาย เขาเห็นปู่ใช้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ความลำบากที่เกิดขึ้นกับคนอีสานผลักดันให้แบงค์กลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม “ตามประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าอำนาจส่วนกลางได้กดขี่และและตักตวงผลประโยชน์จากอีสานมาโดยตลอด” แบงค์พูดตอบด้วยสำเนียงอีสานชัดเจน

เหตุการณ์การปราบปรามผู้ประท้วงเสื้อแดงในกรุงเทพฯ เดือน พ.ค. 2553 ทำให้แบงค์มุ่งมั่นเต็มที่ที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคม

“ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในครั้งนั้น มีผลต่อเขามากจริงๆ เขาทนไม่ได้ที่เห็นคนจำนวนมากถูกฆ่าตายเพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตย” เพื่อนนักเคลื่อนไหวทางสังคมคนหนึ่งกล่าว ผู้ประท้วงที่ถูกฆ่าหลายคนมาจากภาคอีสาน นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แบงค์เริ่มเข้าร่วมกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวระดับประเทศ เขาเริ่มไม่เข้าเรียน แต่กลับเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อร่วมแสดงหมอลำตามเวทีประท้วงของคนเสื้อแดง

แต่นี่ไม่ได้ทำให้เขาหายไปจากการทำงานร่วมกับกลุ่มกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปี 2553 แบงค์ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการทั่วไปของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขายังเป็นสมาชิกสภานักศึกษาในปี 2554 และสมาชิกคณะกรรมการองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อปี 2556

เดือนกันยายน 2553 แบงค์ได้รับคัดเลือกเพื่อรับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงการณ์ พระราชทานรางวัลด้วยพระองค์เอง

แบงค์พร้อมที่จะอุทิศเวลาว่างที่เขามีให้กับ “ซุ้มเกี่ยวดาว” กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งในจำนวนไม่กี่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซุ้มเกี่ยวดาวทำงานร่วมกับนักพัฒนาเอกชนหัวก้าวหน้าภาคอีสาน และประสานการทำงานร่วมกันของนักศึกษาจากหลากหลายสถาบันเพื่อผลักดันประเด็นทางสังคมและการเมือง แบงค์เห็นว่าการที่กิจกรรมเหล่านี้ไม่มีสอนอยู่ในหลักสูตรการศึกษามหาวิทยาลัยนั้นถือเป็นความอัปยศอดสูและน่าอับอาย

แบงค์ร่วมประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหารหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น เดือน พ.ค. 2557 ภาพถ่ายโดย ซาร่า สตีลห์

“นักศึกษาก็ไม่ต้องคิดอะไร พวกเขาถูกครอบสมองไว้หมดแล้ว คือขอโทษนะครับ นักศึกษาก็แค่กิน ขี้ ปี้ นอน” แบงค์กล่าวพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะ เขาพูดเสริมว่า มหาวิทยาลัยควรสอนให้นักศึกษาสามารถคิดเป็นและวิเคราะห์โดยไม่ถูกครอบงำ เมื่อเรียนจบออกมาก็จะสามารถช่วยเหลือและสร้างสังคมที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย สำหรับแบงค์แล้ว นักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศถูกชักนำโดยระบบการศึกษาที่ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ อันขัดกับเงื่อนไขทางการเมืองและสังคมในปัจจุบัน

ช่วงต้นปี 2554 หลังการจับกุมนายอำพล ตั้งนพคุณ หรือ “อากง” ข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีดังกล่าวก่อให้เกิดการพิพาทในสังคมอย่างแพร่หลาย กลุ่มซุ้มเกี่ยวดาวเองก็ได้จัดการรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกฎหมายอันเดียวกันนี้เองที่ทำให้แบงค์ต้องติดคุก

เพื่อนของแบงค์เล่าว่า แบงค์เองนั้นรู้และเข้าใจว่าการร่วมแสดงละครดังกล่าวอาจทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน แต่เขาไม่ได้คิดว่าการแสดงจะถูกตีความว่าเป็นการหมิ่นซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

แบงค์ขณะแสดงเป็นที่ปรึกษาในละครเวที "เจ้าสาวหมาป่า" ปี พ.ศ. 2556 การแสดงของเขาถูกตีความว่าหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน

เพียงไม่กี่เดือนก่อนการจับกุม แบงค์แสดงความกังวลเกี่ยวกับจำนวนการจับกุมตามข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กำลังเพิ่มขึ้น “ผมกลัวพวกล่าแม่มด ก็มีปัญหานี้ล่ะ องค์กรเก็บขยะจะมาเก็บเอา”  แบงค์กล่าวถึงองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน กลุ่มคลั่งเจ้าในกรุงเทพฯ “คิดต่าง คือ มีความผิด เพียงแค่ตั้งถามก็มีความผิด”

ในช่วงสายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ แบงค์ยืนฟังผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก หลังจากศาลตัดสินจำคุกแบงค์และน.ส. พรทิพย์ กลุ่มเพื่อนนักเคลื่อนไหวที่มารอฟังผลอยู่ด้านนอกศาลต่างร่วมร้องเพลงเพื่อส่งกำลังใจให้กับทั้งสองคน

“แม้นผืนฟ้ามืดดับ เดือนลับมลาย ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน” พวกเขาร้องเพลงขณะที่รถตู้สีเงินนำผู้ต้องขังทั้งสองคนกลับไปเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำตัดสิน