Skip to content

ชาวบ้าน-กำนัน-ผญบ.ฝางฮือไล่นายอำเภอเหตุทุจริต

2557 เมษายน 4
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

 

นายชัยดี รัตนปรีดา นายกเทศบาลตำบลบ้านฝาง ปราศัยโจมตีการทุจริตของนายอำเภอบ้านฝาง

ชาวบ้านอำเภอบ้านฝางร่วมกับชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านฝาง  ชุมนุมขับไล่นายครรชิต ดีหนองยาง  นายอำเภอบ้านฝาง อ้างทุจริตหลายกรณีหลังย้ายมารับตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน

วันที่ 2  เมษายน 2557 เวลา  11.00 น. ชาวบ้านอำเภอบ้านฝางและกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่รวมตัวกันหน้าที่ว่าการอำเภอบ้านฝางเพื่อขับไล่  นายครรชิต  ดีหนองยาง  ซึ่งปัจจุบันตำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น ให้ออกจากตำแหน่งโดยเร็ว  โดยอ้างว่ามีการกระทำทุจริตหลายครั้งตลอดสองเดือนที่ย้ายมาจากอำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ผู้ชุมนุมที่เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ได้ผลัดกันออกมาปราศรัยโจมตีการทำงานของนายอำเภอคนดังกล่าวประเด็นทุจริตเรียกรับเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้าน

นายชัยดี รัตนปรีดา  นายกเทศบาลตำบลบ้านฝาง  แกนนำขับไล่นายครรชิตในครั้งนี้กล่าวว่า  “ความไม่พอใจเริ่มที่มีการเรียกเก็บเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้านและค่าต่อสัญญาการเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นเงินจำนวน 10,000 และ 5,000บาทตามลำดับ  ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหลายคนไม่พอใจจึงได้เข้ามาปรึกษากับผม  และยังมีกรณีเรียกรับเงินในการเดินทางไปเปิดงานพิธีการต่างๆ  มีการเรียกรับเงินส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆในพื้นที่  รวมถึงการใช้ทรัพย์สินต่างๆของทางราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว  เช่น  นำเงินจากการจัดงานประเพณี   “บุญคูณลาน” ซึ่งตกลงกันว่าจะนำไปช่วยเหลือชาวนาตามนโยบาลรัฐ แต่นายอำเภอกลับนำเงินส่วนดังกล่าวมาใส่ในบัญชีตัวเอง”

นายชัยดี รัตนปรีดา  กล่าวอีกว่า  “ตลอดระยะเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งนายอำเภอถึง5 คน  และไม่เคยมีนายอำเภอคนไหนทำอะไรแบบนี้มาก่อน ผมในฐานะคนรักบ้านเกิดจึงทนไม่ได้ ผมจึงได้ทำหนังสือมาในวันนี้เพื่อเรียนถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นให้มีคำสั่งย้าย นายครรชิต  ดีหนองยาง  ให้พ้นจากตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝางหรือออกจากพื้นที่ภายในกำหนดเวลา  24  ชั่วโมง”  โดยเนื้อหาในหนังสือเป็นการชี้แจงการทุจริต ที่มีภาพและคลิปเสียงแระกอบ อีกทั้งยังมีหนังสือรวบรวมรายชื่อผู้ร่วมขับไล่นายอำเภอคนดังกล่าว

ผู้ชุมนุมได้เรียกร้องขอพบตัวนายครรชิต ดีหนองยาง แต่กลับได้รับคำตอบว่าวันนี้เขาได้ขอลากิจ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก จากนั้นทางกลุ่มจึงประกาศว่าจะดำเนินวิธีการต่างๆเพื่อเอาผิดกับนายอำเภอผู้ฉ้อฉลคนนี้อย่างถึงที่สุด และยังได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นรีบดำเนินการออกคำสั่งย้ายนายครรชิต ดีหนองยางให้พ้นจากตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝางหรือออกจากพื้นที่ภายในกำหนดเวลา  24  ชั่วโมง โดยทางกลุ่มจะส่งตัวแทนเข้าไปยื่นหนังสือเรียกร้องดังกล่าวให้กับทางที่ว่าการจังหวัดต่อไป

หนึ่งในตัวแทนชมรมผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่า  “พวกเราแรกๆก็แปลกใจว่าทำไมมีการเรียกเก็บเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้านและจากผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจะมีการประเมินกันทุกห้าปีอยู่แล้ว  แต่ครั้งนี้กับมีการเรียกเก็บเงินแล้วบอกว่าเป็นเงินค่าต่อสัญญา  บางคนกลัวหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงยอมจ่ายเงินไป  ทั้งๆที่เป็นการเปรียบเหมือนเรียกมาใช้งานของผู้บังคับบัญชาแต่กลับมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้น  ซึ่งในตอนเช้าของวันนี้ก็มีการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านฝาง พวกเราบางคนก็ได้พูดคุยกันนอกรอบเกี่ยวกับปัญหาทุจริตเรื่องนี้ ทุกคนต่างเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องจึงรวมตัวกันออกมาร่วมแสดงพลังต่อต้านการคอรัปชั่นและต้องการเอาผิดกับนายอำเภอผู้นี้”

การหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่มีการเมือง

2557 มีนาคม 31
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

จังหวัดขอนแก่น  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายโกเมศ ฑีฆธนานนท์ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีหน้าศาลาว่าการจังหวัดขอนแก่นเกี่ยวกับประสบการณ์การเป็นเจ้าของธุรกิจและนักการเมืองท้องถิ่น นายโกเมศได้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒสภาและนี่เป็นโอกาสเดียวที่จะทำการปราศรัยแก่ประชาชนผู้ออกเสียงก่อนจะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันเสาร์นี้ ภายใต้เงื่อนไขที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดเกี่ยวกับการเมือง

“ในฐานะผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภานั้น มีกฎหมายหลายตัวที่คอยควบคุมสิ่งที่ผมจะพูด” นายโกเมศ ซึ่งมีอายุ 57 ปีและครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการตลาดนัดในจังหวัดขอนแก่นกล่าว “ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายในสิ่งที่ผมอยากจะให้ทุกท่านได้เข้าใจ”

นายโกเมศเป็นหนึ่งในเจ็ดผู้สมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น กฎที่เข้มงวดนั้นมีจุดประสงค์ที่จะดำรงไว้ซึ่งการวางตัวเป็นกลางของผู้ลงสมัครตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทยโดยการปฏิบัติตามกฎการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปรวมไปถึงการอภิปรายในหัวข้อการเมืองในปัจจุบัน

กิจกรรมที่สามารถทำได้อย่างเช่นการจัดทำป้ายประกาศหาเสียงโดยระบุชื่อผู้ลงสมัครและคำขวัญในสถานที่ราชการและการนำเสนอรูปภาพและประวัติโดยย่อโดยหมุนเวียนไปตามทางจดหมายและการออกอากาศในสถานีของรัฐบาล

ในวันพฤหัสที่ผ่านมา ผู้ลงสมัครในจังหวัดขอนแก่นแต่ละคนได้ทำการปราศรัยเป็นเวลา 15 นาที ณ เวทีหน้าศาลาว่าการจังหวัดต่อหน้าประชาชนประมาณ 2000 คน

เนื่องด้วยผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาถูกห้ามมิให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองในปัจจุบัน ผู้สมัครส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การปราศรัยคุณสมบัติของตนเอง

นายวัน สุวรรณพงษ์ ผู้จัดรายการวิทยุชื่อดังซึ่งมีอายุ 75 ปี ก็ได้กล่าวถึงข้อจำกัดในการปราศรัยของเขาเหมือนกับนายโกเมศ

“ผมเชื่อว่าเรายังต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูดมากเกี่ยวกับสิ่งที่ผมอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง” นายวันกล่าว

แต่แทนที่นายวันจะกล่าวถึงภูมิหลังของเขาในการเป็นทนาย เขากลับแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนต่อศาลรัฐธรรมนูญในการทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

“ผมเกรงว่าการเลือกตั้งในวันที่ 30 มีนาคมนี้อาจจะจบลงอย่างเช่นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา” นายวันกล่าว “ถ้ามันกลายเป็นโมฆะอีกครั้ง ผมจะฟ้องร้องใครก็ตามที่ทำให้มันเป็นโมฆะ”

นายฐิตินันท์ แสงนาค อายุ 53 ปี ก็ได้แสดงท่าทีต่อตำแหน่งทางการเมืองโดยไม่ให้โจ่งแจ้งเกินไป

“เราต้องทำงานกับคนที่มาจากระบบราชการ เหมือนกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เราต้องทำงานกับคนเหล่านี้ คุณรู้ว่าพวกเขาเป็นใครและพวกเขามีความเชื่ออย่างไร” นายฐิตินันท์กล่าว

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานของรัฐบาลที่เชื่อว่าเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

“ผมจะอยู่ข้างๆพ่อแม่พี่น้อง” นายฐิตินันท์กล่าวต่อชาวขอนแก่น “ผมเชื่อว่าเราอยู่ตำแหน่งเดียวกัน คิดเหมือนกัน”

ผู้สมัครคนอื่นเลี่ยงที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและพูดในเรื่องทั่วไป

นายสุวิทย์ นามบุญเรือง อายุ 62 ปี อ้างถึงการอุทิศตนต่อประชาธิปไตยและเน้นหนักไปที่ความสำคัญของการศึกษา

นายสุธน สอนคำแก้ว อายุ 47 ปี ผู้มีประสบการณ์ในด้านการบัญชี ได้เน้นในเรื่องของความยุติธรรมของตนเอง

“ผมไม่ขึ้นอยู่กับใครและไม่คิดที่จะสนับสนุนสีใดก็ตาม” นายสุธนกล่าว “ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของสมาชิกวุฒิสภาคือความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม”

ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถเข้าร่วมในพรรคการเมือง ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมากในการจดจำชื่อ

“ไม่ใช่จะเป็นใครก็ได้ที่จะลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา”  นายฐิติพล ทศรฐ กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่นกล่าว “จะมีผู้สมัครบางคนที่ไม่เป็นที่รู้จักนักจะใช้โอกาสนี้ในการแนะนำตัวต่อสาธารณะ แต่โดยทั่วไปแล้วผู้สมัครนั้นจะเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในจังหวัด”

ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลปฏิญาณที่จะขัดขวางการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นก่อนที่จะมีการปฏิรูปประเทศ พวกเขากล่าวว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งวุฒิสภาในวันเสาร์นี้ นั่นเป็นเพราะวุฒิสภาซึ่งกุมอำนาจในการฟ้องร้องนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 3 ใน 5 มีความสำคัญในการพยายามถอดถอนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์

สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 สมาชิกวุฒิสภาของไทยส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาโดยผู้พิพากษาและข้าราชการที่เป็นสมาชิกในการก่อตั้งกลุ่มต่อต้านตระกูลชินวัตร

คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาประกอบด้วยประธานจากศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน และ ผู้พิพากษาในศาลฎีกา

และด้วยอำนาจจากหน่วยงานเหล่านี้ ถ้าสำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอแนะให้ทำการฟ้องร้องนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ สมาชิกวุฒิสภาต้องนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง

สำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยังคงอยู่ในช่วงของการฟ้องร้องนางสาวยิ่งลักษณ์จากการเพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องมาชี้แจงต่อสำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก่อนวันที่ 31 มีนาคมนี้ และคณะกรรมการการทุจริตจะประกาศผลการตัดสินในเดือนหน้านี้

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของรัฐบาลที่แขวนอยู่นี้ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันอาทิตย์นี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ของประเทศ

“ดาวดิน” ยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดิน คัดค้านคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ

2557 มีนาคม 30
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ดาวดินแต่งคนป่าล้อเลียนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทำประชาธิปไตยล้าหลัง ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเลือกตั้งโมฆะกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นรัฐประหารจากองค์กรอิสระ ยืนยันการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ เรียกร้อง กกต.จัดเลือกตั้งทุกเขตที่เหลือ

24 มี.ค. 2557 เวลา 13.00 น. กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม(ดาวดิน)  จำนวน  18 คน  ได้ยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดินในข้อหากระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ต่อศาลปกครองภาค 4  จังหวัดขอนแก่น โดยมีโจทย์ร่วมจำนวน 9 คน  กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบธรรมของการจัดเลือกตั้งวันที่  2   กุมภาที่ผ่านมา  ซึ่งวินิจฉัยไปในแนวทางที่ว่าให้การจัดการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทางกลุ่มฯระบุว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจหน้าที่ในการนำเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจในการรับพิจารณาในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน  โดยในคำร้องได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายจากเดินทางไปใช้สิทธ์เลือกตั้งและค่าเสียสิทธิทางการเมือง

นอกเหนือไปจากการเข้ายื่นฟ้องทางกลุ่มยังได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงการคัดค้านคำตัดสินของ ตลก. ศาลรัฐธรรมนูญ โดยแต่งเป็นคนป่าและเขียนหน้าตัวตลกเพื่อล้อเลียนการทำงานของศาลที่มีความล้าหลังและไม่เป็นประชาธิปไตยซึ่งไม่ต่างกับคนป่า  โดยจำนวนคนที่แต่งล้อเลียนมี  6  คนนั้นก็เพราะต้องการสื่อถึงตุลากาลรัฐธรรมนูญทั้ง 6 คน ที่ลงมติให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ต่อมาสมาชิกกลุ่มดาวดิน จำนวน 4 คน เขียนหน้าขาวดูโศกเศร้าได้ยืนนิ่งชูบัตรประชาชนพร้อมกับถือป้ายที่มีข้อความว่า “เลือกตั้ง 2 กุมภาเป็นโมฆะ” เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐประหารได้เกิดขึ้นแล้วแม้ไม่ได้เกิดจากปลายกระบอกปืนแต่เกิดจากองค์กรอิสระ

ทางกล่มดาวดินยังได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ล้อเลียนกระแสนายกคนกลาง โดยมีชายใส่หน้ากากซุปเปอร์ฮีโร่ปิดใบหน้าแล้วถอดกระดุมเสื้อเชิ้ตออก ภายใต้เสื้อแสดงสัญลักษณ์คล้ายซุปเปอร์แมน แต่เขียนคำว่า  “มาตรา 7” และถูกชูป้ายแสดงข้อความว่า  “ไม่เอานายกคนกลาง  ประเทศไทยไม่ต้องการ Hero”  เป็นการแสดงออกถึงความคิดที่ไม่ต้องการนายกคนกลางที่ไม่ได้มาจากกระบวนประชาธิปไตย นางสาวจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) กล่าวว่ากิจกรรมทั้งหมดได้สร้างความสนใจให้กับคนที่สัญจรผ่านไปมาอย่างมาก พอกิจกรรมเสร็จสิ้นลงก็ได้ยื่นคำฟ้องต่อให้พนักงานศาลปกครองทำการประทับรับฟ้องตามขั้นตอนของศาล

จานนั้น กลุ่มนักกิจกรรมได้อ่านแถลงการณ์ประกาศจุดยืน โดยระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่เป็นโมฆะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยแต่เพียงว่าการกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ตาม พ.ร.ฎ. ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใน 28 เขตที่เหลือ ซึ่งยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมยืนยันต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ ไม่ว่าโดยทหารหรือองค์กรอิสระ หรืออำนาจนอกระบอบใดๆ และสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการนายกคนกลางหรือนายกพระราชทานซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

นางสาวจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ กล่าวอีกด้วยว่าสาเหตุที่มายื่นฟ้องศาลปกครองในวันนี้เนื่องจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นขัดต่อหลักกฎหมายที่ได้เรียนรู้มา และคิดว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่บรรทัดฐานที่ขัดต่อหลักกฎหมายและขัดต่อหลักประชาธิปไตยในอนาคต กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงการต่อต้านความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเราเลือกที่จะนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวคนป่า ซึ่งต้องการแสดงและบ่งบอกถึงความล้าหลังของคำวินิจฉัย ส่วนการแสดงละครใบ้ หมายถึงสิทธิที่เราถูกลิดรอนโดยไม่รู้ตัวแต่ก็พร้อมที่จะสู้ด้วยวิถีประชาธิปไตย และสุดท้ายคือการออกมาของ “ฮีโร่” หรือ นายกคนกลาง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็แสดงเห็นอย่างชัดเจนว่าการมีนายกคนกลางไม่ได้ช่วยให้ความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยเจริญงอกงามขึ้นแต่อย่างใด และวิธีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของกลุ่มล้วนเป็นวิธีการที่สงบ สันติ อหิงสาอย่างแท้จริง

 

 

งานสตรีสากลขอนแก่น

2557 มีนาคม 8
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต และอีกหลายหน่วยงานในจังหวัดจัดงานวันสตรีสากลขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม 2557 ณ ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น เนื่องในโอกาสวันสตรีสากลซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี โดยปีนี้มีผู้มาร่วมงานมากกว่า 500 คน

ในการจัดงานครั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ ดร.กระแส ชนะวงศ์ อายุ 80 ปี “หมอแมกไซไซ” สาขาผู้นำชุมชนและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับเชิญมาปาฐกถาหัวข้อ “พลังสตรี พลังสร้างสรรค์ประเทศ”

ดร.กระแส ได้ยกตัวอย่างหญิงแกร่งอย่าง นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ และสนับสนุนให้หญิงไทยพัฒนาภาวะผู้นำโดยกล่าวว่า “โลกนี้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าผู้ชายพัฒนาอย่างเดียวก็จะพัฒนาได้ครึ่งเดียว ถ้าผู้หญิงพัฒนาด้วยประเทศก็จะยิ่งเจริญมากขึ้น” อีกทั้งยังได้เผยว่าความสำเร็จของตนก็มาจากแรงสนับสนุนของภรรยา

งานสตรีสากลจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นการนำนโยบายส่วนกลางมาจัดงานโดยฝ่ายภูมิภาคหรือสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายสาย เตรียมไธสง ผู้อำนวยการการพัฒนาสังคมของจังหวัด และนางศรีสุดา ราชธา ผู้ร่วมจัดงานหลัก กล่าวว่า ทุกปีจะมีการมอบรางวัลยอดสตรีศรีขอนแก่น โดยการคัดสรรสตรีที่มีผลงานโดดเด่น 12 สาขา เช่น สาขาสาธารณสุข ผู้นำชุมชน เกษตรกร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการของหน่วยงานผู้ร่วมจัดงาน

เพราะเชื่อว่าความสามารถของสตรีไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชาย เจตนารมณ์ของงานสตรีในครั้งนี้ต้องการขับเคลื่อนให้สตรีไทยมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันกับเพศชายในทุกด้านและทุกภาคส่วนการทำงาน ซึ่งเน้น 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังต้องการปลูกฝังคุณค่าของสตรี ปรับเปลี่ยนทัศนคติและปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเข้าใจความเสมอภาคทางเพศ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงในทุกระดับ

ถึงแม้ว่าบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้นำทั้งส่วนกลางละส่วนภูมิภาคจะเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน แต่สถิติยังคงแสดงให้เห็นว่าจำนวนตัวเลขนั้นยังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ สหภาพรัฐสภาได้เปิดเผยสถิติการมีส่วนร่วมในรัฐสภาของ ส.ส.และส.ว. ที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 15.80 และ 15.40 ตามลำดับ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สัดส่วนผู้นำส่วนภูมิภาคที่เป็นผู้หญิง เช่น สมาชิกอบต. มีจำนวนเพียงร้อยละ 13.42

“กฎหมายยังไม่ครอบคลุมมากพอที่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกัน” นางกรรณิกา อุ่นคำ       อายุ 44 ปี ผู้ร่วมออกร้านขายสินค้าในงานได้แสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังกล่าวว่าควรมีการปรับปรุงด้านกฎหมายเพราะกฎหมายจะทำให้ผู้หญิงมีบทบาทเท่าเทียมกับผู้ชาย อย่างไรก็ตามนางกรรณิกาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นไปได้ยากเพราะคนไทยเลือกปฏิบัติตามเพศที่ต่างกันจนเคยชิน ความคิดแบบเดิมคงเปลี่ยนแปลงยาก

นางพิยาภรณ์ สุขโข อายุ 47 ปี จาก อ.ชนบท จ.ขอนแก่น และได้รับรางวัลสตรีทำงานในแรงงานนอกระบบที่สร้างคุณประโยชน์ ปี 2554 สาขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัล 12 สาขา กล่าวว่าเห็นด้วยกับการปรับปรุงกฎหมายและ“มาตราการบทลงโทษทางกฎหมายยังไม่เข้มงวดพอ ไม่ใช่ว่าข่มขืนกระทำชำเราเด็ก แล้วถูกยกฟ้อง คนกระทำมเงินก็จ่าย มันไม่น่าจะเป็นไปได้”

ดร.กระแส กล่าวเสริมว่า “จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงด้านความเสมอภาคทางเพศเป็นไปได้ยากเพราะมันเป็นความเชื่อเก่าแก่มาหลายสมัยว่าผู้หญิงต้องถ่อมตัวและไม่ค่อยแสดงออก” อย่างไรก็ตามหญิงไทยสามารถพัฒนาบทบาทของตัวเองให้เท่าเทียมกับชายโดยการหมั่นฝึกฝนภาวะผู้นำโดยการเพิ่มคุณค่าและความหมายให้กับตนเอง ผู้อื่น และงาน

ทั้งนี้ “ผู้หญิงไม่ควรลืมว่าตัวเองยังเป็นผู้หญิง” และควรสะสมพลังของสตรีไทยซึ่งทำได้จากการยึดหลักปฏิบัติตามคำกล่าวโบราณ ซึ่งก็คือ กฎ 3 น้ำ  “น้ำคำ น้ำมือ และน้ำใจ” “น้ำคำ”คือ การพูดจาน่ารัก ไพเราะ “น้ำมือ” คือ การรู้จักทำงาน ขยัน โดยเฉพาะเสน่ห์ปลายจวัก และสุดท้าย “น้ำใจ” คือ การมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น

นางพิยาภรณ์ แสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวนี้ว่า  “ผู้หญิงอีสานมีคุณสมบัติตาม 3 น้ำอยู่แล้ว ทั้งน้ำคำ น้ำมือและน้ำใจ แต่เอามาใช้แค่กับครอบครัวไม่ค่อยนำมาปฏิบัติกับคนอื่น” พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการจัดงานบทบาทของสตรีให้ต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้หญิงในภาคอีสาน “ผู้หญิงอีสานเก่งๆก็มีแต่มีน้อยที่มีโอกาสแสดงออก อยากให้มีหน่วยงานรัฐออกมาทำงานแบบจริงจัง ไม่สร้างกระแสเพียงแค่ละลายงบประมาณเพราะมันจะไม่มีประโยชน์”

นายสาย พูดทิ้งท้ายว่า “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง” แท้จริงแล้วอาจเปรียบกับคำพูดที่ ดร.กระแส กล่าวในวันนี้ว่า “ผู้ชายประสบความสำเร็จได้ก็เพราะมีผู้หญิงคอยสนับสนุนอยู่” เพราะ  “แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติ ช้างจะเดินด้วยช้างเท้าหลังก่อนเสมอ”

ม็อบชาวนาขอนแก่นให้กำลังใจรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว

2557 กุมภาพันธ์ 28
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

18 กุมภาพันธ์ 2557

ขอนแก่น – ประเด็นการจำนำข้าวกำลังอยู่ในกระแสการเมืองที่ทุกคนกำลังจับตามองขณะนี้เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความโกลาหลมากขึ้นเมื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลายมาเป็นเป้าหมายการโจมตี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ม็อบเกษตรกรชาวนาหลายร้อยคนออกมาล้อมที่ทำการชั่วคราวของรัฐบาลในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้รัฐบาลคืนเงินจำนำข้าวสำหรับผลผลิตข้าวปีก่อนที่ผลัดมานาน แต่ขณะเดียวกัน เกษตรกรชาวนาในภาคอีสานออกมารวมตัวกันในจังหวัดขอนแก่นเพื่อโต้กลับการประท้วงและให้กำลังใจรัฐบาลพร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายการจำนำข้าว

นายเจริญทรัพย์ จำปาทอง อายุ 65 ปี เกษตรกรจาก อ.บ้านไผ่ ที่มาร่วมชุมนุมในวันจันทร์ กล่าวว่า “พวกเราไม่ได้ออกมาประท้วงเพราะไม่ได้เงินจำนำข้าว พวกเราออกมาสนับสนุนหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อจ่ายเงินคืนให้ชาวนา”

เกษตรกรกว่า 400 คนออกมาชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่นในเช้าวันจันทร์และร่วมกันเดินไปยังสาขาของธนาคารต่างๆในละแวกใกล้เคียง เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน (GSB) เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนรัฐบาลและโครงการจำนำข้าวผ่านเสียงของเกษตรกรชาวนา

ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาขอนแก่น ธนู โตสัจจะ  กล่าว “ชาวนามาเพื่อขอบคุณเรา เป็นครั้งแรกที่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น”

กลุ่มหัวหน้าผู้ชุมนุมได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้ด้วย

นายพุทธิพงษ์ การแก่นพงษ์ ผู้จัดรายการวิทยุในจังหวัดขอนแก่น ผู้ร่วมชุมนุมในครั้งนี้กล่าวว่า “เราบอกท่านผู้ว่าว่าพวกเราสนับสนุนท่านในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐและต้องการฝากท่านไปบอกกับรัฐบาลว่าเราเห็นด้วยกับโครงการจำนำข้าว”

การชุมนุมของเกษตรกรชาวนาในขอนแก่นต่างกันสุดขั้วกับการชุมนุมของเกษตรกรชาวนาในกรุงเทพฯที่ออกมาปิดถนนหลายสายและหลายพื้นที่ในเดือนที่ผ่านมา ทั้งยื่นฟ้องศาลเพื่อที่จะได้เงินชดเชยจากรัฐบาลสำหรับการจ่ายเงินจำนำข้าวที่ล่าช้า และเมื่อวันจันทร์ได้ฝ่ากำแพงแนวปิดล้อมเข้าไปยังที่ทำการชั่วคราวของรัฐบาล

การตอบสนองต่อรัฐบาลที่ต่างกันของเกษตรกรภาคกลางในกรุงเทพฯและเกษตรกรต่างจังหวัดบ่งบอกถึงการแบ่งแยกทางการเมืองของประเทศ คนกรุงเทพฯออกมาปิดถนนประท้วงรัฐบาลเกือบ 4 เดือนแต่คนเหนือและอีสานยังคงอยู่ฝ่ายนางสาวยิ่งลักษณ์ ผู้นำรัฐบาลและเห็นด้วยกับนโยบายพัฒนาสังคมต่างๆของรัฐ

อย่างไรก็ตามการออกมารวมตัวชุมนุมของเกษตรกรชาวนาทั้งในกรุงเทพฯและขอนแก่นต่างก็เป็นการตอบสนองต่อการจ่ายเงินจำนำข้าวที่ล่าช้าของรัฐบาลมากกว่า 1.3 แสนล้านบาท แก่เกษตรกรกว่า 1 ล้านรายสำหรับผลผลิตข้าวปีก่อน เนื่องจากอำนาจการกู้ยืมเงินจำนำข้าวที่น้อยลงของรัฐบาลทำให้การจ่ายเงินต้องหยุดชะงัก และยังมีผลมาจากที่โครงการให้ผลเสียมากว่าผลดีอีกด้วย

ในปี 2554 รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ได้นำนโยบายการจำนำข้าวมาใช้โดยการซื้อข้าวจากเกษตรกรมากกว่าอัตราซื้อขายในตลาดกว่าร้อยละ 50 และลดการส่งออกข้าวทั่วโลกเพื่อเพิ่มราคาข้าว แต่โครงการล้มเหลวเพราะประเทศอื่นผลิตข้าวออกมาแย่งลูกค้าของตลาดไทยที่ตอนนั้นครองแชมป์การส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง ขณะนี้รัฐบาลกำลังดิ้นรนขายข้าวคุณภาพสูงโดยไม่ให้เสียกำไร

เกษตรกรภาคอีสานรู้สึกขอบคุณที่รัฐบาลรับประกันราคาข้าวไว้ 15,000 บาทต่อตัน ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแสดงให้เห็นว่าชาวนาได้รับเงินมากกว่าเดิมสามเท่าจากการขายข้าวเมื่อเทียบกับปีก่อนเริ่มนโยบายการจำนำข้าว

จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรชาวนาขอนแก่นประมาณร้อยละ 70 ยังไม่ได้รับเงินจำนำข้าวจากผลผลิตปีก่อน แต่ชาวนาหลายคนชื่นชอบแนวคิดของโครงการจำนำข้าวเพราะพวกเขาได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม

นายกองศรี มาตสมบัติ อายุ 56 ปี เกษตรกรจากหมู่บ้านหนองบัวคำมูล กล่าว “เราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป เราไม่คิดว่าการทำนาข้าวจะทำให้เรามีความสุขแบบนี้”

นายบรรจบ ไชยแสนทา อายุ 36 ปี เกษตรกรอีกรายหนึ่ง  “ผมสามารถปลูกบ้าน ซ่อมแซมบ้านได้ก็เพราะโครงการจำนำข้าว”

นางวราพร บัวผิว อายุ 39 ปี บอกว่าถึงแม้รัฐบาลจำเป็นจะต้องลดราคาการซื้อขายให้ต่ำลง ก็ยังจะเห็นด้วยกับโครงการนี้

“ถ้า 15,000 บาทต่อตันมันแพงเกินไปสำหรับรัฐบาล พวกเราก็ยังจะพอใจถ้าราคาจะต่ำลงมาอีกนิด”

นอกจากนี้ นักวิชาการ นักเศรษศาสตร์ และองค์กรใหญ่ของโลกอย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF รู้สึกกังวลกับนโยบายจำนำข้าวหลังจากที่เริ่มใช้นโยบายในปี 2554

รศ. นงลักษณ์ สุพรรณไชยมาตย์ อาจารย์สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่านโยบายให้ประโยชน์ด้านการเงินแก่เกษตรกรชาวนา แต่โดยภาพรวมของโครงการแล้วมีการจัดการด้านงบประมาณที่ไม่ยั่งยืน ไม่มีระบบ และเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการจำนำข้าวแล้วหันมามุ่งพัฒนาและให้งบประมาณแก่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในเกษตรกรรมมากกว่า

“รัฐบาลควรมีแผนการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต่างกันในแต่ละภูมิภาค จุดประสงค์หลักคือการลดต้นทุนการผลิตและเน้นคุณภาพของข้าว เช่น ชาวนาในภาคอีสานต้องการ ทรัพยากรน้ำมาก เครื่องทุ่นแรงในการปลูกข้าว เมล็ดพันธ์ที่ดี และปุ๋ยที่มีคุณภาพ”

นโยบายจำนำข้าวจะหมดอายุในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะต่ออายุ รัฐบาลคาดว่าจะจ่ายเงินจำนำข้าวให้เกษตรกรชาวนาโดยการกู้ยืมเงินจากธนาคารหลายแห่งและทยอยขายข้าวทั้งหมด 17 ล้านตันในโกดังของรัฐ

เนื่องจากมีเหตุการณ์ เช่น การดำเนินการการสืบสวนเรื่องงบประมาณโครงการจำนำข้าวโดย ป.ป.ช. เหตุการณ์ข้อตกลงการค้ากับจีนที่พึ่งล้มเหลว และปัญหาการประกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร ทำให้โอกาสที่รัฐบาลจะจ่ายเงินจำนำข้าวในเกษตรกรชาวนาในเร็ววันนี้แทบจะเป็นไม่ได้

ถึงแม้จะกู้เงินจากธนาคารออมสินได้ห้าร้อยล้านบาทเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เงินจำนวนนี้ก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้ชาวนา ที่สำคัญธนาคารออมสินยังได้รับปฏิกิริยาที่ไม่พอใจจากสหภาพแรงงานและลูกค้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เกษตรกรชาวนาภาคอีสานต่างรอคอยการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างสงบ

นายประสิทธิ เจริญสุข อายุ 66 ปี จากบ้านหนองบัวคำมูล กล่าว “ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือใครที่ต่อต้านรัฐบาลพยายามทำ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็จะทำสำเร็จและพวกเราพี่น้องเกษตรกรชาวนาก็จะได้รับเงินจำนำข้าวในที่สุด ผมไม่เห็นด้วยที่จะไปประท้วงเพราะมันมีแต่จะทำให้สถาณการณ์แย่ลง”

เข็นครกขึ้นภูเขา : การสอนภาษาอีสานในโรงเรียน

2557 กุมภาพันธ์ 11
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ถึงแม้ภาษาที่เราเรียกว่า ภาษา ‘ไทยลาว’ ‘อีสาน’ หรือภาษา ‘ลาว’ จะถูกระงับใช้ในห้องเรียนมามากว่า 100 ปี ภาษาถิ่นประจำภาคอีสานนี้ก็กำลังกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน (ICMRP) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (E.U)ทำให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการอ่านและเขียนเป็นภาษาไทยลาวในโรงเรียนเขตเทศบาล 11 แห่ง หลังจากที่ได้งบประมาณ 20 ล้านบาท โครงการก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็มีปัญหาที่จัดการได้ยากหลายอย่างรออยู่

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่แล้ว ครูในโรงเรียนเทศบาลจังหวัดขอนแก่นเริ่มสอนภาษาไทยลาวหรือไทยน้อยให้นักเรียนตั้งแต่ ป.4 ถึง ม.2

แต่ปัญหาหลักตอนนี้คือ ครูส่วนมากไม่มีความชำนาญในการเขียนภาษาไทยลาว ถึงแม้คนส่วนใหญ่ในภาคอีสานจะพูดภาษาไทยลาวได้ อัตราการอ่านออกเขียนได้ของภาษาไทยลาวเกือบเป็นศูนย์ ยกเว้นกลุ่มคนสูงอายุ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ และพระสงฆ์ นอกจากนี้งานเขียนหรืองานวรรณกรรมฉบับภาษาไทยลาวยังไม่ได้ตีพิมพ์ออกมาใหม่เป็นเวลาเกือบศตวรรษ นักวิชาการได้ดำเนินการปรับระบบการสะกดคำแบบเก่าของภาษาไทยน้อยให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น จึงมีครูหลายท่านในโรงเรียนเขตเทศบาลขอนแก่นที่เพิ่งได้เรียนตัวอักษรภาษาไทยน้อยเป็นครั้งแรก

นายอุดมทรัพย์ เหลืองอุบล ครูสอนภาษาไทยของโรงเรียนเทศบาลสวนสนุกที่เริ่มสอนภาษาไทยน้อยให้กับเด็กนักเรียนม.1ในเทอมนี้ กล่าวว่า “ผมฝึกประมาณหนึ่งเดือนก่อนที่จะได้มาสอนจริงๆ”

นายอุดมทรัพย์หยุดการสอนไปในเดือนธันวาคมสำหรับกิจกรรมลูกเสือและยุวกาชาด แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็ลืมการเขียน กขค ในภาษาไทยน้อย ครูอุดมอยากให้โครงการนี้มีต่อไปเรื่อยๆ แต่เขาไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองในการสอน “อาจจะดีกว่าถ้าจะมีใคสักคนเข้ามาเปลี่ยนผมสักอาทิตย์ละครั้งเพื่อสอนภาษาไทยน้อยให้นักเรียนดีกว่าที่จะให้ครูมือใหม่อย่างผมที่เพิ่งเริ่มเรียนและอยู่ในระดับพอๆกับกับนักเรียนมาสอน”

อย่างไรก็ตาม ครู ผู้ปกครอง และเด็กนักเรียนบางคนสงสัยว่าทำไมต้องมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาษาไทยน้อย

ผศ. ชอบ ดีสวนโคกผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภาคอีสาน เชื่อว่า การสอนนักเรียนให้อ่านเขียนภาษาไทยลาวได้ไม่ใช่แค่อยากให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้แต่เกี่ยวกับการนำวัฒนธรรมไทยอีสานกลับมาให้ลูกหลานได้เรียนรู้ด้วย

“คนกรุงเทพชอบคิดว่าคะแนนเสียง 300,000 เสียงของเค้ามีค่ากว่าหนึ่งล้านเสียงในภาคอีสาน พวกเขาดูถูกว่าเราไม่ฉลาด แต่การนำภาษาไทยน้อยกลับมาจะแสดงออกถึงพลัง ภูมิปัญญาและความภูมิใจของพวกเรา พวกเขาจะได้รับรู้ว่าเราก็มีสิทธิมีเสียงเท่ากับเขา”

และกล่าวเสริมว่า “เราต้องการให้ลูกหลานรู้ว่าบรรพบุรุษของเขาเป็นใคร และทำไมถึงควรที่จะรักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของอีสาน”

หลายคนเห็นว่าการอ่านและเขียนภาษาไทยลาวได้จะทำให้ระดับการศึกษาในภาคอีสานสูงขึ้น ในการทดสอบด้านการศึกษาแห่งชาติ ภาคอีสานจัดเป็นหนึ่งในอันดับที่มีคะแนนน้อยที่สุดของประเทศมาโดยตลอด นายจอห์น เดรปเปอร์ เจ้าหน้าที่โครงการ ICMRP กล่าวว่า นี่อาจจะเป็นผลมาจากที่เด็กนักเรียนในภาคอีสานไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือในภาษาแม่ของตนเอง

ในระยะเริ่มต้นของการฟื้นฟูภาษาถิ่นนี้ ครูในจังหวัดขอนแก่นยังขาดทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน เช่น คู่มือการสอนภาษาไทยน้อย หรือ พจนานุกรมอ้างอิงซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการเขียน การดำเนินงานไปต่อไม่ได้เพราะความเห็นที่ไม่ตรงกันของนักวิชาการ เรื่อง การสะกดคำ หรือการใส่วรรณยุกต์ที่ไม่มีในต้นฉบับดั้งเดิมแต่มีในภาษาพูด

ผศ.ดร.รัตนา จันทร์เทาว์ นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันภายในเร็วๆนี้ จึงตัดสินใจเริ่มเขียนพจนานุกรมภาษาไทยน้อย 600 คำสำหรับนักเรียนในระดับประถมในจังหวัดขอนแก่นและคิดว่าควรใส่วรรณยุกต์ลงไปเพื่อให้คนรุ่นหลังเข้าใจภาษาไทยน้อยได้ง่ายขึ้น “ภาษาไทยน้อยจะเข้าใจได้ยากมากถ้าไม่ใส่วรรณยุกต์ลงไป การนำภาษาถิ่นกลับมาใช้จะต้องกระทบหลายอย่าง และควรที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคและสมัยอีกด้วย”

นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางด้านระบบทางราชการของหน่วยงาน ถึงแม้โครงการนี้จะได้รับทุนร้อยละ 90 มาจากสหภาพยุโรปเพื่อสนับสนุนโครงการ การร่วมมือกันระหว่างเทศบาลของไทยและหน่วยงานต่างชาติก็มีปัญหาเกิดขึ้น

นายศรัณย์ เปานาเรียง เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาของเทศบาลขอนแก่น กล่าวว่า การปรับระบบบัญชีให้เป็นไปตามแบบของยุโรปทำได้ยาก

นายเดรปเปอร์เจ้าหน้าที่โครงการ ICMRP ยังเสริมว่า เงินสนับสนุนของสหภาพยุโรปยังมาถึงล่าช้าเพราะการตรวจสอบบัญชีภายในและให้เหตุผลว่าเงินทุนล่าช้าเพราะความต่างระหว่างวัฒนธรรมของหน่วยงานไทยและยุโรป

เพราะหน่วยงานเทศบาลไม่ค่อยรู้ข้อมูลของสหภาพยุโรปและในทางกลับกันทางสหภาพยุโรปก็ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานกับหน่วยงานของประเทศไทย “ผมคิดว่าปัญหานี้น่าจะมีผลมาจากความเข้าใจด้านสังคมและการเมืองที่ต่างกัน และปัญหานี้เกิดขึ้นจากการมีสัญญาร่วมกันระหว่างสององค์กรที่ไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับคู่สัญญา”

เงินสนับสนุนที่ล้าช่า รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพนักงานทั้งในหน่วยงานของสหภาพยุโรปและไทยในโครงการยิ่งทำให้มีผลกระทบร้ายแรงต่อส่วนอื่นๆของโครงการ ขณะนี้ยังมีความก้าวหน้าเพียงแค่เล็กน้อยในเขตเทศบาลของชุมแพ บ้านไผ่ พล ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าควรมีการใช้เครื่องหมายต่างๆในภาษาไทยลาว ผลิตชุดนักเรียนในแบบของอีสานพื้นบ้าน และสร้างฐานข้อมูลเกี่ยงกับการแสดงประเพณีอีสาน

ระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานไม่ได้เป็นผลมาจากการร่วมมือกับองค์กรต่างชาติเท่านั้น ร่างนโยบายภาษาแห่งชาติที่อนุมัติโดยนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเห็นความสำคัญของภาษาไทยลาวเป็นภาษาถิ่นและสนับสนุนให้นักเรียนเรียนสองภาษาควบคู่กับภาษาถิ่นของตน โดยเฉพาะมองเห็นความจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนที่ไม่ได้มีภาษาแม่เป็นภาษาไทยกลาง อย่างไรก็ตามนโยบายถูกหยุดไว้เนื่องจากเหตุการณ์การยุบรัฐบาลในเดือนธันวาคมก่อน

การนำภาษาอีสานกลับมาใช้อีกครั้งเป็นเรื่องที่เปรียบเสมือน ‘เข็นครกขึ้นภูเขา’ ไม่มีใครคิดว่าขั้นตอนการนำภาษาไทยลาวมาใช้อีกครั้งจะง่ายและเร็ว สำหรับเจ้าหน้าที่โครงการ ICMRP นายเดรปเปอร์คิดว่าถึงสิ่งที่ประสบความสำเร็จจะดูเหมือนเล็กน้อยก็ตาม แต่ที่สำคัญคือการขับเคลื่อนของกลุ่มคนที่มีเจตนาดีต่อชุมชน นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ในจังหวัดขอนแก่น ที่มารวมกลุ่มกันเพื่อที่จะสนับสนุนการกลับมาของภาษา วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของภาคอีสาน

ตัวอักษรภาษาไทยลาวบนประตูของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ติดเมื่อเดือนที่แล้วเป็นสัญญาณการริเริ่มของการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ นายเดรปเปอร์กล่าวทิ้งท้ายว่า “คนกว่าหลายพันคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องติดภาษาอีสานไว้ตรงนั้น แต่อีกไม่นานพวกเขาก็จะรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่จะรณรงค์ให้คนอีสานหันมารักและหวงแหนเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของพวกเขา”

2 กุมภาฯ กับการก้าวเข้ามาของพรรคการเมืองใหม่

2557 กุมภาพันธ์ 3
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

การเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนชาวไทยทุกคนกล่าวถึงได้มีการกำหนดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีสถานการณ์ความวุ่นวายขัดขวางการจัดการเลือกตั้ง  เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทำให้การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในจังหวัดขอนแก่นเงียบเหงากว่าปีก่อนๆ โดยครั้งนี้มีการเปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็กมากขึ้น

นางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีรักษาการประกาศยกเลิกการเลื่อนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการนับคะแนนผลการเลือกตั้งใน 28 เขตที่ยังขาดผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และสถานการณ์ที่ประชาชนหลายพันคนถูกขัดขวางการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร

หนึ่งในผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนฯพรรคเพื่อไทย นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งต่างออกไปจากปี 2554 โดยมีการใช้แผ่นป้ายโปสเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง มีผู้ร่วมการรณรงค์หาเสียงน้อยลง และแจกใบปลิวที่ไม่มีข้อความระบุถึงนโยบายพรรค นายจักรินอธิบายว่า การรณรงค์หาเสียงปีนี้ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่

“สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมีจุดมุ่งหมายเพียงแค่จะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จะได้รู้ว่ามีประชาชนจำนวนเท่าใดที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่สำคัญว่าประชาชนเลือกใครแค่ออกมาใช้สิทธิก็หมายความว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับคุณสุเทพ”

เนื่องจากคะแนนเสียงถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งก่อนและฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยที่มาจากภาคอีสานส่วนใหญ่ จึงเป็นไปได้ว่านายจักรินมีโอกาสที่จะได้รับเลือกอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าส.ส.ขอนแก่นคนอื่นไม่ออกมาใช้โอกาสหาเสียง ปีนี้มีพรรคการเมืองหลายพรรคที่ออกมาหาเสียงและหวังว่าสภาพการเมืองที่วุ่นวายและคาดการณ์ได้ยากนี้อาจจะให้ประโยชน์กับพรรคได้มาก

พรรคพลังสหกรณ์ส่งสมาชิกพรรคสามคนในเขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น และมีนโยบายหลักในการให้เกษตรกรกู้ยืมเงินและการส่งเสริมการเกษตรโดยการขยายกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์

นายสุภฤกษ์ พุฒิโพศรี สมาชิกพรรคพลังสหกรณ์ผู้ลงสมัครจังหวัดขอนแก่นเขตสอง กล่าวว่าไม่ประสงค์จะชนะการเลือกตั้ง เพียงหวังว่าสภาวะการเมืองที่ไม่มั่นคงจะเปิดโอกาสให้แก่ตนมากขึ้น “เป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งใหม่อีกภายในหกเดือน และถ้าพรรคเพื่อไทยมีปัญหากับกระบวนการทางด้านกฏหมายแล้วสมาชิกพรรคไม่ได้ที่นั่งในสภา ลำดับต่อไปก็อาจเป็นผมที่จะมีโอกาสขึ้นมาแทน”

พรรคประชาธิปไตยใหม่ที่เพิ่งเกิดได้สองปีมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นข้าราชการครูและมีนโยบายหลักในการช่วยเหลือคนยากจนในต่างจังหวัดก็หวังว่าพรรคจะได้คะแนนเสียงมากขึ้นจากการที่พรรคเพื่อไทยมีความนิยมลดลง  ส.ส. พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายสุรชัย หาญชิน หวังว่าพรรคจะสามารถเพิ่มคะแนนเสียงให้ตนเองได้ เนื่องจาก คาดว่า ฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานจะลดน้อยลง “ต้องมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือคนในต่างจังหวัด และเพราะเราเป็นพรรคการเมืองเล็ก ประชาชนจะสามารถติดต่อกับเราได้ง่าย”

พรรคการเมืองเล็กพรรคอื่น เช่น พรรคเงินเดือนประชาชน ก็ส่งสมาชิกพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดขอนแก่นโดยหวังว่าการแสดงความเป็นกลางกับการขัดแย้งระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์และนายสุเทพจะช่วยเพิ่มความนิยมของพรรคได้

นางปุญชรัสมิ์ ธาตุดี สมาชิกพรรคเงินเดือนประชาชน ผู้ลงสมัครขอนแก่น เขต 1 กล่าวว่า “พรรคเราเข้าใจสถานการณ์ดี เราเป็นกลาง ประชาชนจะพึ่งเราได้ เราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใด”

แม้พรรคเงินเดือนประชาชนจะก่อตั้งขึ้นมาเพียงแค่หนึ่งปี พรรคก็มีเป้าหมายที่สำคัญคือการก่อตั้งระบบที่เด็กทุกคนจะได้รับเงิน 15,000 บาทฝากเข้าในบัญชีทุกเดือนนับตั้งแต่วันเกิด

พรรคการเมืองอื่นๆส่งผู้สมัครประมาณสามคนในเขตเลือกตั้งขอนแก่น เช่น พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคเสียงของประชาชน ทั้งหมด 12 พรรคจาก 53 พรรคทั่วประเทศลงสมัครในเขตเลือกตั้งขอนแก่น มีแค่เพียงพรรคเพื่อไทยที่มีผู้สมัครในทุกเขตการเลือกตั้งขอนแก่นทั้งหมด 10 เขต

ในการเลือกตั้งวันนี้ จังหวัดขอนแก่นจะมีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 2,671 หน่วย นายฐิติพล ทศรส กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่นหวังว่าการเลือกตั้งพรุ่งนี้จะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

ชาวขอนแก่นแบ่งแยก แต่สงบ

2557 มกราคม 29
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ขอนแก่น – นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะร่วมกันตัดสินกำหนดการการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ว่าจะเลื่อนไปอีกหรือไม่ภายในเย็นนี้ ชาวขอนแก่น เช่นเดียวกันกับชาวไทยทั่วประเทศที่ยังคงยืนกรานต่างกันสำหรับกำหนดการการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเกิดเหตุวุ่นวายและความรุนแรงในการปิดถนนหลายแห่งในกรุงเทพมหานครฯในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวขอนแก่นก็ยังคงอยู่ในความสงบ แม้กำหนดการการเลือกตั้งจะเลื่อนหรือไม่ก็ตาม

กลุ่มต่อต้านรัฐบาลในจังหวัดขอนแก่นยังคงหวังว่าการเลือกตั้งจะมีกำหนดให้เลื่อนไปจนกว่ารัฐบาลจะมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ก่อน ในขณะที่กลุ่มนปช.ที่สนับสนุนรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ต้องการที่จะยุติความขัดแย้งของประเทศโดยให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด และหวังว่ากำหนดการการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์เช่นเดิม

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในจังหวัดขอนแก่นยังคงตั้งหลักประท้วงรัฐบาลที่ศาลเจ้าจังหวัดทุกคืนตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม และได้ส่งรถโดยสารปรับอากาศไปเข้าร่วมประท้วงกับเครือข่ายกปปส.กรุงเทพ แกนนำกลุ่มกปปส.ในจังหวัดขอนแก่น นายกมล กิจกสิวัฒน์ อายุ 58 ปี กล่าวว่าถึงจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ กลุ่มกปปส.ขอนแก่นก็จะไม่จัดการประท้วงคัดค้านอีกเพราะไม่ต้องการที่จะนำเรื่องนี้เข้าไปสู่เหตุความรุนแรง และกลุ่มยังไม่ต้องการที่จะกระตุ้นความรุนแรง ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีเหตุความรุนแรงกับกลุ่มนปช.

นายกมลเปิดเผยว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ กลุ่มผู้ชุมนุมจะรวมกลุ่มที่สถานที่เลือกตั้งในจังหวัดเพื่อแสดงถึงจุดยืนในการต่อต้านการเลือกตั้ง แต่จะไม่ขัดขวางผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการไปลงคะแนนเสียงเหมือนที่เคยเกิดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ

กลุ่มนปช.จังหวัดขอนแก่นหวังว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์จากการประชุมกำหนดการเลือกตั้งระหว่างรัฐบาลและกกต.บ่ายนี้ แต่ก็จะไม่มีการประท้วงหรือใช้ความรุนแรงถ้ากำหนดการจะไม่เป็นไปตามที่หวัง

นักจัดรายการวิทยุ ขอนแก่นเรดิโอ ดีเจสัญญา สิมมา อายุ 40 ปี แสดงความเห็นว่า ถ้าการเลือกตั้งถูกเลื่อนไป คนไทยจะต้องรออีกนานจนกว่าจะได้เลือกตั้งอีกครั้ง ดีเจพุทธิพงษ์ การแก่นพงษ์ อายุ 45 ปีมีความเห็นร่วมกันว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็จะไม่ทำให้พวกเราลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล            ดีเจพุทธิพงษ์ย้ำว่า “พวกเราพร้อมที่จะรับฟังเหตุผลของรัฐบาล ถึงแม้ว่าเหตุผลนั้นจะดีหรือไม่ดีพอ พวกเราก็จะรับฟังและคิด”

ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นายธนิก มาสีพิทักษ์กังวลว่าการเลื่อนกำหนดการการเลือกตั้งออกไป จะทำให้ผู้ลงคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยผิดหวัง แต่ก็จะรณรงค์หาเสียงเพื่อพรรคต่อไป

“เราจะต้องรณรงค์หาเสียงให้มากขึ้นเพื่อที่จะอธิบายให้ผู้สนับสนุนเข้าใจว่าทำไมเราต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป และเราก็หวังว่าพวกเขาจะเข้าใจ”

ความแตกต่างในการแสดงออกทางการเมืองในจังหวัดขอนแก่นและกรุงเทพฯต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์การขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ โดยการปิดล้อมและขัดขวางการเลือกตั้ง 49 แห่ง จากทั้งหมด 50 แห่ง แต่ไม่มีเหตุการขัดขวางของกลุ่มกปปส.ในจังหวัดขอนแก่นหรือจังหวัดอื่นๆในภาคอีสาน และเท่าที่ผ่านมา กลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างกันทางการเมืองในจังหวัดขอนแก่นและในภาคอีสานส่วนใหญ่ดูเหมือนว่าจะไม่มีความรุนแรงเท่าในกรุงเทพฯ

นายกมลแกนนำกปปส.ขอนแก่นกล่าวถึงเรื่องการประท้วงว่า “จะไม่มีการใช้ความรุนแรงในจังหวัดขอนแก่นเพราะเราเข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิที่จะคิดต่างกัน และมีมุมมองทางด้านการเมืองที่ต่างกัน เราสามารถพูดกันด้วยเหตุผลที่ว่า ‘เราเข้าใจที่คุณมีความคิดที่แตกต่างจากเราแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้’”

ผู้ว่าฯ และกลุ่มเสื้อแดงขอนแก่น ไม่เห็นด้วยต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

2557 ธันวาคม 9
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

นางซาบีน่า ซาห์ แกนนำเสื้อแดงขอนแก่น มอบหนังสือให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น

 

นางซาบีน่า ซาห์ ได้เข้ายื่นหนังสือให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผ่านนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ซึ่งท่านผู้ว่าฯได้รับหนังสือและตกลงที่จะส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรี

ขอนแก่น – ประมาณเที่ยงวันนี้ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้กล่าวสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ซึ่งกำลังถูกโจมตีอยู่ในขณะนี้ว่า

“ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐบาลที่ปกครองอยู่ขณะนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ”

“ระบอบประชาธิปไตยมีเวที มีพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย”

แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ท่านผู้ว่าฯได้รับหนังสือจากแกนนำเสื้อแดงที่มาแสดงความสนับสนุนที่พวกเขามีต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นางซาบีน่า ซาห์ พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 40 คน ที่ได้นำหนังสือมามอบให้นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “ตอนนี้รัฐบาลกำลังมีปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่นายสุเทพประกาศ เราได้พยายามวิเคราะห์ว่าสิ่งที่นายสุเทพกำลังพูดอยู่นั้นคืออะไร และเราคิดว่านายสุเทพได้ประกาศตัวออกมาเองว่าเขาเป็นกบฏ”

นางซาบีน่า กล่าวต่อว่า “เราสนับสนุนรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ เราอยากบอกรัฐบาลว่าให้ทำงานต่อไปให้ดีที่สุด เราขอเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาล”

หลังจากนั้นนางซาบีน่าได้ฉีกทิ้งแถลงการณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบัน เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.

“การที่กลุ่มคนเสื้อเเดงมาวันนี้เพื่อแสดงเจตจำนงอันเป็นการสะท้อนถึงหัวใจประชาธิปไตย ประเทศของเราขณะนี้กำลังต้องการคนที่มีหัวใจประชาธิปไตย ที่ต้องออกมาเพื่อแสดงความคิดเห็นของตนเองให้คนอื่นได้รับรู้” นายสมศักดิ์ได้กล่าวขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดง

เมื่อคืนวานนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนการประท้วงเข้าปิดศาลากลางทั่วประเทศ แต่ศาลากลางขอนแก่นยังคงเปิดทำการโดยมีทหารและตำรวจกว่า 200 นาย เข้ารักษาสถานการณ์

เทียบเท่าปัจจุบันยังไม่มีวี่แววการมาเยือนของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาการณ์กว่า 20 คน กล่าวกับกลุ่มแกนนำเสื้อแดงว่าจะส่งมอบหนังสือสนับสนุนนายกฯยิ่งลักษณ์ “เพื่อเป็นกำลังใจให้รัฐบาลผ่านวิกฤติไปได้”

นายสมศักดิ์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลว่า “เป็นการใช้กำลังเพื่อเข้ายึดสถานที่ราชการ ที่ซึ่งประชาชนเข้ามารับบริการนั้น ไม่ใช่การกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย”

“เจ้าหน้ารัฐมีภาระหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายจากรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย” นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์กับทางทีมงานอีสานเร็คคอร์ด “เราไม่มีหน้าที่ในการทำตามกลุ่มคนที่ใช้กำลังมวลชนเพื่อแก้ไขปัญหา”

ผู้ว่าฯขอนแก่นกล่าวต่อไปว่า “ราชการจังหวัดขอนแก่นจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราจะพยายามรักษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาแก้ได้ด้วยวิธีการสันติ ไม่ใช่พยายามใช้กำลังในการแก้ปัญหา”

เมื่อถามว่าอยากกล่าวอะไรกับนายสุเทพ เทือกสุบัน ผู้ว่าฯขอนแก่นกล่าวว่า “อยากบอกให้กลับไปเป็นระบอบประชาธิปไตยเหมือนเดิม อย่าสร้างความเชื่อหรือคุณค่าผิดๆในการแก้ไขปัญหาโดยการใช้กำลัง เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการแบบประชาธิปไตย”

ณ ขณะนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่นกำลังเฝ้ารอคอย นางซาบีน่ากล่าวว่า “ตอนนี้ เรากำลังเฝ้าดูว่านายสุเทพจะทำอะไรต่อไป เขาประกาศตัวชัดว่าเป็นกบฏและต้องการอำนาจ แต่รัฐบาลยังสามารถทำงานต่อไปได้ เรากำลังรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“การยื่นหนังสือเป็นภารกิจหลักของเราในวันนี้ หลังจากยื่นหนังสือเสร็จเราจะแยกย้ายกลับบ้าน เราเสื้อแดงรักประชาธิปไตย ไม่ว่าเราจะทำอะไร ขอให้ทำภายใต้กฎหมายอย่างสงบ และดูว่าสุเทพจะทำอะไรต่อไป เรามาที่นี่วันนี้เพื่อมาให้กำลังใจนายกฯ”

 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีร่วมชุมนุมที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมกับเผชิญการต่อต้านของกลุ่มเสื้อแดง

2557 มีนาคม 21
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เย็นวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2556 นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปราศรัยในการชุมนุมพรรคประชาธิปัตย์ ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น การมาเยือนในครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนพรรคในภาคอีสานซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีคนเสื้อแดงอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น


จากคติพจน์รณรงค์หาเสียง “ผ่าความจริง” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้ต่อต้านเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมของรัฐบาลยุคนี้ที่มีผลต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตรและทรัพย์สมบัติส่วนตัวของดร.ทักษิณ ชินวัตร นอกจากนี้อดีตนายกฯ ยังได้ทำการวิเคราะห์นโยบายเงินกู้ต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนโยบายจำนำข้าว เพราะตั้งแต่มีการนำนโยบายจำนำข้าวมาใช้ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ้ายค้านอย่างมาก


นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากว่า “พวกเราอยู่ตรงนี้เพื่อจะนำความจริงมาบอกกับพี่น้องประชาชนทุกท่านครับ” พวกเราต้องการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ใช่สมบัติชองทักษิณเพียงผู้เดียว พวกเราจะปกป้องประชาธิปไตยและพระมหากษัตริย์ของพวกเรา”

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยขอนแก่นสำหรับการเป็นเจ้าภาพด้านสถานที่ในการชุมนุม และกล่าวชมมหาวิทยาลัยขอนแก่นว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีสี ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่อาจคิดว่าทางมหาวิทยาลัยนั้นเอนเอียงไปทางฝ่ายเสื้อเหลืองทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคของคนเสื้อแดง

แต่ขณะที่ประชาชนกว่าพันคนกำลังให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์และหัวหน้าพรรคฝ้ายค้านด้วยการมอบดอกไม้และผูกผ้าขาวม้าคาดเอวให้นายอภิสิทธิ์จำนวนหลายผืนชาวเสื้อแดงกว่า 500 คนก็ได้มายืนรวมตัวกันเพื่อประท้วงนายอภิสิทธิ์อยู่ข้างนอกรั้วศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

กลุ่มแกนนำและชาวบ้านเสื้อแดงจัดการชุมนุมขึ้นเองโดยใช้รถปิคอัพหลายคันพร้อมด้วยลำโพงกระจายเสียง เพื่อโห่ร้องด่านายอภิสิทธิ์เรื่องบทบาทหน้าที่ของเขาเมื่อช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2553 เกี่ยวกับการปราบปรามของกองกำลังทหารและความอยุติธรรมต่อคนรากหญ้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 300 นายดูแลสถานการณ์ การชุมนุมของชาวเสื้อแดงที่ยังคงอยู่ข้างนอกศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเกิดเหตุอื่นๆ ขึ้น

การชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินไปตามแผนการส่วนฝ่ายผู้ประท้วงนั้นยังคงยืนหยัดอยู่ข้างนอกจนกระทั่งฝนตกจึงทำให้ชาวเสื้อแดงแยกย้ายและสลายการชุมนุมในที่สุด