นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีร่วมชุมนุมที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมกับเผชิญการต่อต้านของกลุ่มเสื้อแดง
เย็นวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2556 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปราศรัยในการชุมนุมพรรคประชาธิปัตย์ ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น การมาเยือนในครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนพรรคในภาคอีสานซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีคนเสื้อแดงอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
จากคติพจน์รณรงค์หาเสียง “ผ่าความจริง” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้ต่อต้านเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมของรัฐบาลยุคนี้ที่มีผลต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตรและทรัพย์สมบัติส่วนตัวของดร.ทักษิณ ชินวัตร นอกจากนี้อดีตนายกฯ ยังได้ทำการวิเคราะห์นโยบายเงินกู้ต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนโยบายจำนำข้าว เพราะตั้งแต่มีการนำนโยบายจำนำข้าวมาใช้ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ้ายค้านอย่างมาก
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากว่า “พวกเราอยู่ตรงนี้เพื่อจะนำความจริงมาบอกกับพี่น้องประชาชนทุกท่านครับ” พวกเราต้องการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ใช่สมบัติชองทักษิณเพียงผู้เดียว พวกเราจะปกป้องประชาธิปไตยและพระมหากษัตริย์ของพวกเรา”
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยขอนแก่นสำหรับการเป็นเจ้าภาพด้านสถานที่ในการชุมนุม และกล่าวชมมหาวิทยาลัยขอนแก่นว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีสี ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่อาจคิดว่าทางมหาวิทยาลัยนั้นเอนเอียงไปทางฝ่ายเสื้อเหลืองทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคของคนเสื้อแดง
แต่ขณะที่ประชาชนกว่าพันคนกำลังให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์และหัวหน้าพรรคฝ้ายค้านด้วยการมอบดอกไม้และผูกผ้าขาวม้าคาดเอวให้นายอภิสิทธิ์จำนวนหลายผืนชาวเสื้อแดงกว่า 500 คนก็ได้มายืนรวมตัวกันเพื่อประท้วงนายอภิสิทธิ์อยู่ข้างนอกรั้วศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
กลุ่มแกนนำและชาวบ้านเสื้อแดงจัดการชุมนุมขึ้นเองโดยใช้รถปิคอัพหลายคันพร้อมด้วยลำโพงกระจายเสียง เพื่อโห่ร้องด่านายอภิสิทธิ์เรื่องบทบาทหน้าที่ของเขาเมื่อช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2553 เกี่ยวกับการปราบปรามของกองกำลังทหารและความอยุติธรรมต่อคนรากหญ้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 300 นายดูแลสถานการณ์ การชุมนุมของชาวเสื้อแดงที่ยังคงอยู่ข้างนอกศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเกิดเหตุอื่นๆ ขึ้น
การชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินไปตามแผนการส่วนฝ่ายผู้ประท้วงนั้นยังคงยืนหยัดอยู่ข้างนอกจนกระทั่งฝนตกจึงทำให้ชาวเสื้อแดงแยกย้ายและสลายการชุมนุมในที่สุด
ชาวเสื้อแดงอุบลฯ 4 คนที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกอย่างไร้กำลัง ยังคงเขียนจดหมายเพื่อสู้ต่อไป
อุบลรราชธานี- เมื่อสองปีที่ผ่านมา
สมาชิกเสื้อแดงยังคงถูกคุมขังด้วยข้อกล่าวหาโทษฐานลอบวางเพลิงศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี
เนื่องจากเหตุการณ์ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมซึ่งมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทำใ
ห้กองกำลังทหารต้องปราบปรามอย่างรุนแรง ณ ตอนนี้ ถึงแม้ว่าผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่ในพื้นที่เล็กๆ
ของตารางคุกแต่ก็เหมือนคุกที่ปราศจากการล๊อกกุญแจประตู เพราะผู้ต้องหายังคงเขียนจดหมายเรื่อยๆ
เพื่อต่อสู้ให้กับอิสรภาพและประชาธิปไตยในเมืองไทยของพวกเขา
ผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งเขียนจดหมายถึงมูลนิธิครอบครัวเสื้อแดงซึ่งเป็นมูลนิธิที่อาจารย์และ
ผู้มีความรู้ในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2554
เพื่อบรรเทาและช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงินของครอบคนครัวผู้ถูกกล่าวหาและถู
กคุมขังในความผิดฐานลอบวางเพลิงศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี สมาชิกกลุ่มมูลนิธิใช้
เฟสบุ๊ค(Facebook) ซึ่งเป็นสื่อข้อมูลสู่สังคม(Social media)ให้เกิดประโยชน์
โดยโพสต์จดหมายของผู้ต้องหาเสื้อแดง 4 คนลงในเฟสบุ๊ค(Facebook)
เพื่อเผยแพร่เรื่องราวของพวกเขาให้สาธารณชนได้รับรู้และเพื่อรวบรวมแรงสนับสนุนให้พวกเขาได้รับการปล่อย
ตัวเป็นอิสระ
มูลนิธิครอบครัวเสื้อแดงถือว่านักโทษ 4 คนนี้เป็นนักโทษทางการเมือง
เพื่อยืนยันว่าพวกเขาถูกกักขังเพราะความเชื่อและกิจกรรมทางการเมืองของพวกเขา
จดหมายของพวกเขาไดสะท้อนถึงแนวคิดและความรู้สึกที่พวกเขาไม่เพียงดิ้นรนต่อสู้เพื่อได้รับการปล่อยตัวเท่านั้
น แต่ยังแสดงถึงความต้องการเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบที่ไม่เป็นธรรม
นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ เขียนไว้ในจดหมายโดยกล่าวถึงประชาชนที่มีรายได้น้อยว่า
“ผมเห็นประชาชนคนรากหญ้าเหมือนผมนั้นเป็นเช่นไร
เราไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างยุตธรรมหรือเป็นไปตามประชาธิปไตย”ผมเองยังไม่รู้เลยว่าจะ
มีโอกาสเห็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในวันข้างหน้าหรือเปล่า ผมไม่รู้เลย
คนรากหญ้าอย่างพวกเราอาจต้องประสบกับความทุกข์ทรมานไปอีกนาน พวกเรากี่คนบ้างที่จะต้องตาย”
ถึงแม้ว่าในตอนแรกที่ถูกจับกุมในฐานะนักโทษ พวกเขาจะอ้างถึงความบริสุทธิ์ก็ตาม
แต่หลังจากที่อยู่ในคุกมาเป็นเวลา 2 ปี ขณะนี้พวกเขาร้องขอการนิรโทษกรรม ดร.เสาวนีย์ อเล็กแซนเดอร์
อาจารย์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธาณีผู้ให้การช่วยเหลือในการริเริ่มมูลนิธิครอบครัวเสื้อแดงกล่าวว่า
การขอนิรโทษกรรมเป็นสิ่งที่ผู้ถูกกุมขังจำใจเลือกเพื่ออิสรภาพเพราะพวกเขาเชื่อว่านั่นคือการยอมรับว่าพวกเขาไ
ด้กระทำผิด
นักโทษเริ่มเขียนจดหมายในเดือนกันยายนปีนี้หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปร
องดองได้เผยแพร่รายงานเหตุการณ์การชุมนุมออกสู่สาธารณชนได้ไม่นานนัก
จากการรายงานดังกล่าวซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการกล่าวถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขัดแย้งทั้งสองฝ่าย
ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่ายว่า
มีความคลุมเครือไม่ชัดเจนอย่างมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม
ปี 2553 สมาชิกพรรคเพื่อไทยรวมถึง ดร.เสาวนีย์ อเล็กแซนเดอร์
กล่าวว่ารายงานดังกล่าวใช้ภาษากำกวมไม่ชัดเจนซึ่งไม่ช่วยห้คดีความผิดฐานลอบวางเพลิงนั้นกระจ่างขึ้นได้เลย
แต่กลับเป็นการปล่อยให้นักโทษเสื้อแดงทั้ง 4 คนถูกจำคุกต่อไปโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน
จากบทวิเคราะห์วิจารณ์รายงาน TRCT ของ ดร.เสาวนีย์ อเล็กแซนเดอร์ เขียนว่า
“รายงานฉบับนี้ไม่ได้แสดงถึงเจตจำนงในการค้นหาความจริงแต่มุ่งเน้นไปที่การสร้าง “ความปรองดอง”
แม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายใดจะยอมปฏิบัติตามรายงานดังกล่าวนี้”
ดังเช่น นักโทษ 4 คนถูกกักขังอยู่ที่คุกหลักสี่ ซึ่งเป็นคุกพิเศษสำหรับขังนักโทษทางการเมืองที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ
พวกเขาดำเนินการให้ข้อมูลที่พวกเขาเชื่อว่าขาดหายไปจากรายงาน TRCT ด้วยตนเอง ซึ่งได้แก่
มุมมองของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์การชุมนุม นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เนื้อความในจดหมายมีทั้งความรู้สึกหวังและสิ้นหวัง
แต่ถึงอย่างไรก็ยังสื่อการยืนหยัดที่จะสู้เพื่ออิสรภาพของเหล่านักโทษทั้งสี่คน และนักโทษคนอื่นๆ
เชื่อว่าได้ตกเป็นเหยื่อให้ถูกกักขังจากระบบอยุติธรรม
“ผมคิดถึงบ้านมากครับ” นายธีรวัติ สัตย์สุวรรณ เขียนในจดหมาย
“แต่ในการสู้นั้นมักต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเสียสละ
ผมไม่เศร้าครับอาจารย์เพราะผมคิดว่าผมสู้เพื่อพี่น้องและผมสู้เพื่อความยุติธรรมเพื่อคนไทย
ผมไม่ต้องการให้ใครมาเหยียบหัวคนจนหรอกครับ ดังนั้นผมสู้เพื่อประชาธิปไตยที่คนจนสมควรได้รับ”
อย่างไรก็ตาม สำหรับ นายสนอง เกตุสุวรรณ
แล้วเสียงสะท้อนจากจดหมายของเขาเป็นเสียงแห่งความสิ้นหวังจากส่วนลึกของความรู้สึ
กที่ต้องสูญเสียอิสรภาพไป 34ปี ของชีวิตเขา นายสนองเขียนเล่าว่า
“สำหรับตัวผมเองและเพื่อนๆของผมในคุกนี้เราต่างมีชีวิตที่เหมือนกันครับ
เพราะพวกเราติดอยู่ในความมืดที่ไม่มีใครสามารถช่วยพวกเราได้ ซึ่งพวกเราไม่อาจเห็นหนทางสู่แสงสว่างได้เลย
ผมไม่รู้ครับว่าเมื่อไหร่ที่ผมจะได้พบกับอิสรภาพ ผมรู้สึกเหมือนตายแล้วทั้งๆที่ยังหายใจอยู่”
แม้ความขัดแย้งเมื่อเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ในปี 2553 ยังคงเป็นประเด็นโต้แย้งอย่างมาก แต่
จดหมายก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของระบบยุติธรรม
ซึ่งจะเห็นได้จากข้อกล่าวหาเรื่องการฆาตรกรรมที่มีต่ออดีตนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปราบปรามของกองกำลังทหาร ในขณะที่อภิสิทธิ์เดินทางไปมาอย่างอิสระ
ในทางตรงกันข้ามนักโทษ 4 คนต้องถูกขังอยู่ในคุกโดยที่หลักฐานนั้นไม่มีน้ำหนักพอจะพิสูจน์ความผิดได้
ด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิครอบครัวเสื้อแดง
นักโทษยังคงตั้งความหวังเพื่อรออิสรภาพและพวกเขายังคงเขียนจดหมายต่อไปเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้รับการ
ปล่อยตัว นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ เขียนไว้ว่า “ผมจะสู้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจสุดท้ายของผม”
เลย – เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผนังกำแพงบริเวณขอบบ่อกากแร่ของเหมืองทองคำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นาหนองบง จังหวัดเลย ได้เกิดการพังทลายขึ้นถึง 3 ครั้ง บ่อแห่งนี้ใช้สำหรับกักเก็บน้ำทิ้งที่ละลายทองซึ่งได้มาจากแร่และในน้ำมีสาร ไซยาไนด์ปนเปื้อนอยู่มาก รวมทั้งสารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการสกัด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านใกล้กับเหมืองของบริษัททุ่งคำเพียง 1 กิโลเมตรได้ทำเรื่องร้องเรียนถึงผลกระทบที่พวกเขาหวาดกลัวและทำการต่อสู้ตลอดมาเพื่อให้มีการปิดเหมือง
ชาวบ้านรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มคนรักบ้านเกิด ทั้งนี้ประกอบด้วยชาวบ้านที่ต่อสู้ให้มีการปิดเหมืองตั้งแต่ปี 2549 เพื่อต้องการลดสารพิษที่เป็นบ่อเกิดของสารปนเปื้อนในน้ำและในอาหาร ตั้งแต่ที่มีเหมืองแร่เกิดขึ้น ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบที่ขึ้นจากการปฏิบัติงานของเหมืองแร่ คือ ผลผลิตในการเก็บเกี่ยวทางการเกษตรลดลง ชาวบ้านเป็นผดผื่นบนผิวหนัง และมีการตรวจพบปริมาณไซยาไนด์และสารหนูในระดับสูงในเลือด ซึ่งชาวบ้านคาดว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อนที่มาจา กการปฎิบัติการของเหมืองแร่ ดังนั้นรอยรั่วของบ่อกากแร่ที่มีสารเคมีอันตรายอยู่มากมายจึงสร้างความกังวล ให้กับชาวบ้านมากยิ่งขึ้น
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม บ่อกักเก็บน้ำไซยาไนด์พังทลายถึง 2 ครั้ง จากข้อมูลของแกนนำกลุ่มคนรักบ้านเกิดบอกเล่าว่า “พวก เราพบว่า น้ำจากบ่อซึมออกมาและไหลไปยังพื้นที่การเกษตรที่ปลูกถั่วฝักยาวไว้ ชาวนาไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพราะน้ำจากบ่ออยู่ในนา เราไม่รู้ว่าน้ำที่รั่วออกมานั้นอันตรายหรือไม่”
หลัง จากที่สมาชิกกลุ่มคนรักบ้านเกิดพบการรั่วซึมของบ่อน้ำ ชาวบ้านก็เป็นคนกลุ่มแรกที่ได้แจ้งเรื่องการไหลซึมของบ่อกากแร่ไปทางหน่วย งานรัฐให้ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งรายงานเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานอุตสาหกรรมจังหวัด (PIO) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (DPIM) จากนั้นจึงติดต่อไปยังองค์การบริหารส่วนตำบล (TAO) เพื่อให้มาสำรวจพื้นที่
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม องค์การบริหารส่วนตำบล (TAO) ได้ส่งคณะกรรมการไปตรวจสอบบ่อที่แตกและตรวจสอบคุณภาพของน้ำที่ซึมไหลออกจากบ่อ องค์การบริหารส่วนตำบล (TAO) รายงานว่า “บริษัททุ่งคำได้ยอมรับในเรื่องการพังทลายของบ่อน้ำและได้ทำการซ่อมแซมความเสียหายของบ่อ”
อย่างไรก็ตาม ชุมชนชาวบ้านยังคงไม่เชื่อและไม่ไว้วางใจว่าการรั่วไหลของน้ำจะไม่มีผลกระทบใดๆ
หนึ่ง ในแกนนำของกลุ่มคนรักบ้านเกิดกล่าวว่า “เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่บริษัทต้องเตือนชาวบ้าน เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าน้ำที่ซึมออกมาเป็นอันตรายหรือไม่ เพราะยังไม่มีการตรวจสอบ แต่เราก็กลัวผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น”
หลังจากได้ทราบการรายงานของชาวบ้าน ทาง DPIM ก็ได้ ประกาศแจ้งไปยังบริษัทเพื่อให้ทำการหยุดการปฏิบัติงานของเหมืองจนกว่าจะมี การแก้ไขปัญหา บริษัทได้ขออุทธรณ์ต่อหน่วยงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อเรียกร้องถึงแนวทางการ ทำงานที่สามารถยอมรับร่วมกันได้ ตามพระราชบัญญัติเหมือง มาตราที่ 58 นอกจากนี้ ทางบริษัทมีความจำเป็นต้องดำเนินการทำเหมืองต่อ เพื่อจะผลิตหินชนิดพิเศษมาซ่อมแซมส่วนแตก ปัจจุบัน บริษัทเหมืองแร่ก็ยังคงดำเนินการต่อโดยให้สัญญากับภาครัฐว่าบริษัทจะปฏิบัติงานโดยทำการป้องกันในส่วนของผนังบ่อกักเก็บด้วย
การรั่วไหลของบ่อน้ำที่เกิดขึ้นถือเป็นสิ่งสำคัญต่อกลุ่มคนรักบ้านเกิดเพราะบริษัททุ่งคำจะจัดการประชุมสาธารณะ ในวันที่ 22 ของเดือนนี้ การจัดการประชุมนี้ได้มีการเลื่อนมา 4 ครั้งแล้วเพราะกระประท้วงของกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งการประชุมนี้เป็นขั้นตอนอย่างหนึ่งในกระบวนการรับสัมปทานเพื่อเปิด เหมืองแห่งใหม่ ณ บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับเหมืองที่สร้างมาก่อนแล้ว สมาชิกกลุ่มคนรักบ้านเกิดหวังว่าข่าวของบ่อแร่ที่แตกและมีน้ำไหลซึมจะเป็น ปัจจัยสำคัญต่อการปิดเหมืองปัจจุบัน และหยุดสัมปทานเหมืองที่จะถูกสร้างใหม่เร็วๆ นี้
บริษัท ทุ่งคำซึ่งตกอยู่ในประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นและตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยในเรื่องการจัดการทางการเงินอย่างมีพิรุธตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา ก็เหมือนว่าขณะนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงกว่าเดิม
ขอนแก่น – ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้ให้การสนับสนุน European
Union Thailand National Inter-varsity Debate Tournament (EUTH)
หรือ การแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ระดับประเทศ
โดยมีวัตถุประสงค์ต่อเยาวชนไทย ดังนี้คือเพื่อกระตุ้นให้มีความคิดแบบมีวิจารณญาณ
สร้างคุณค่าเกี่ยวกับประชาธิปไตย และพัฒนาประสิทธิภาพในด้านภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม
ปีนี้ถือเป็นวาระแรกสำหรับผู้จัดที่ได้ย้ายสถานที่การจัดการแข่งขันครั้งนี้ออกจากเขตเ
มืองหลวงเพื่อขยายโอกาสให้ผู้เข้าร่วมในพื้นที่อื่นๆที่นอกเหนือจากคนที่อยู่กรุงเทพฯ
ซึ่งกรแข่งขันที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพ
นักเรียนและนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ
ทั่วประเทศเดินทางมายังจังหวัดขอนแก่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันโต้
วาทีในหัวข้ออภิปรายที่มีความหลากหลายในแต่ละประเด็น ได้แก ประเด็นสิทธิมนุษยชน
ประเด็นเกี่ยวกับ เลสเบี้ยน(หญิงรักหญิง) เกย์(ชายรักชาย) ไบเซ็กชัวล์(คนที่รักได้ทั้งสองเพศ)
ทรานซ์เจ็นเดอร์(คนที่แสดงออกในลักษณะเพศตรงข้ามที่ตนเองเป็น) และกะเทย
ซึ่งรู้จักกันในตัวย่อ LGBTQ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็นสื่อมวลชน
ประเด็นสิ่งแวดล้อม และประเด็นสังคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมีขึ้น
ที่ปรึกษาการแข่งขันคุณชัยณรงค์ แสงษะน้อยกล่าวว่า
การย้ายการจัดโต้วาทีมายังขอนแก่นในปีนี้ถือเป็นกลยุทธ์ในการปลุกวัฒนธรรมการโต้วาทีให้เกิ
ดการพัฒนาและเติบโต ซึ่งไม่กี่ปีมานี้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในจังหวัดขอนแก่น
คุณจอห์น เดรบเปอร์
อาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นและเป็นหนึ่งในกรรมการการตัดสินการโต้วาที อธิบายว่า
มีการวิพากวิจารณ์ระบบการศึกษาไทยว่ามุ่งให้ผู้เรียนท่องจำมากกว่ามุ่
งให้ผู้เรียนสร้างความคิดแบบมีวิจารณญาณ
และด้วยระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมนี้จึงทำให้ในภาคอิสานหรือภาคตะวันออกเฉียง
เหนือมีมาตรฐานการศึกษาตกในเกณฑ์ที่ต่ำและแหล่งการเรียนรู้ในภาคอิสานก็ถือว่
ายังตามหลังหลังภาคอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันครั้งนี้
ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยขอนแก่นและคณาจารย์หวังที่จะพยายามสร้างความแตกต่างจ
ากแนวทางการศึกษาแบบดั้งเดิมนั้นโดยการสนับสนุนทักษะด้านโต้วาทีในแบบตะวันตก
และบ่มเพาะเยาวชนรุ่นใหม่ให้เปิดใจเรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆ และให้รู้จักคิดวิเคราะห์
ผู้เข้าร่วมและผู้เข้าชม
ต่างก็แสดงความรู้สึกไม่พอใจต่อระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมโดยแสดงความคิดเห็นไว้ว่า
การจัดการแข่งขันครั้งนี้สามารถสร้างความท้าทายต่อระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมอย่างสำเร็จได้อ
ย่างไร
ศิรวิทย์ สินเจริญกุล
ผโต้วาทีจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้สะท้อนความเห็นต่อการวิจารณ์การศึกษาไทย ไว้ว่า
“จากการโต้วาทีทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการใช้ความคิดอย่างพินิจพิเคราะห์เพื่อที่
จะตอบโต้ออกมาให้ได้มากขึ้น เราไม่สามารถเรียนด้วยการท่องจำข้อมูลเท่านั้น
การเรียนแบบนี้ไม่เกิดผลเพราะเราไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใด้ในอนาคต
นักเรียนผู้มาเข้าร่วมที่มาจากภาคอื่นๆ
ตระหนักถึงนัยสำคัญของการย้ายพื้นที่ในการจัดการแข่งขันออกมาจากกรุงเทพฯ
ที่มีต่อระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอิสาน ศิรวิทย์กล่าวว่า
“ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการศึกษาและโอกาสในการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้
องถูกจำกัดไว้เพียงที่เมืองหลวงซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศไทยเพียงที่เดียว
พื้นที่อื่นๆ มีโอกาสมากขึ้นในการเข้าถึงอุปกรณ์ ข้อมูล และการศึกษา
ผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของประเทศไทยที่จะพัฒนากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา”
มิกะ อภิฉัตรสกุล
ผู้โต้วาทีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเป็นผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอธิบาย
ว่าการโต้วาที่เป็นการกระตุ้นให้เธอติดตามประเด็นข่าวคราวบนโลก เธอกล่าวว่า
“กาโต้วาทีเป็นสิ่งกระตุ้นเพื่อให้เกิดการค้นคว้า ฉันอยากเป็นบุคคลที่รอบรู้”
แต่ทั้งนี้ มิกะ ก็ยอมรับว่า ความคิดแบบนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลายในกลุ่มเยาวชนไทย
แต่ก็หวังว่าเธอจะสามารถกระตุ้นให้เยาวชนคนอื่นๆ
มีความคิดวิเคราะห์และแรงผลักดันในตัวเองได้โดยการใกรโต้วาทีเป็นสิ่งช่วย
มีหลากหลายญัตติที่ใช้ในการโต้วาทีจัดขึ้นทั้งสัปดาห์ ซึ่งมีตั้งแต่
การสนับสนุนให้มีโรงเรียนของผู้ที่มีความแตกต่างทางเพศ (LGBTQ)
การใช้อากาศยานไร้คนขับในการทำสงคราม ไปจนถึงญัตติการย้ายเมืองหลวงของประเทศไทย
หัวข้อเหล่านี้ดูเหมือนจะจุดประกายให้ทั้งผู้เข้าชมและนักเรียนและนักศึกษาอาสาสมัครได้พูดคุย
กันภายนอกห้องประชุม แม้ว่าการแข่งขันจะจบไปแล้วก็ตาม
ความหวังของผู้จัดการแข่งขันและสหภาพยุโรป คือ
การแข่งขันนี้จะช่วยสร้างเสริมผู้คนที่อยู่นอกเขตกรุงเทพฯ
ในเรื่องของทักษะด้านภาษาอังกฤษและอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็น
โดยการสานต่อและผลักดันให้วัฒนธรรมการโต้วาทีดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
และทางสหภาพยุโรปก็ได้ช่วยสร้างเวิร์คชอปส่วนภูมิภาค(งานเชิงปฏิบัติ)
ซึ่งหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นส่วนช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้มหาวิทยาลัยต่างๆ
ที่อยู่นอกเขตกรุงเทพฯ ให้เข้าร่วมกิจกรรมนี้เพิ่มขึ้น
ด้วยการมอบโอกาสในการฝึกฝนและการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน
EUTH NATION ในครั้งต่อๆ ไป ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา
ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เข้าร่วมได้โต้วาทีระดับภูมิภาคในปีนี้โดยหวังว่าพวกเขาจะสามารถเข้าร่วมก
ารแข่งขันในระดับประเทศครั้งต่อไป
คุณแอนนา บรีทริซ มาตินส์ หัวหน้าฝ่ายการเมือง ข่าวและ ข้อมูล แห่งสหภาพยุโรป และรับหน้าที่ตัดสินการโต้วาทีรอบสุดท้าย
พูดถึงอิทธิพลที่เธอหวังให้การขยายวัฒนธรรมโต้วาทีมีต่อเยาวชนไทยรุ่นถัดไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องกระแสทางด้านการเมืองในปัจจุบัน โดยกล่าวว่า “เจตนาของเรา คือ
การสร้างเยาวชนรุ่นใหม่และสังคมใหม่ซึ่งเรียนรู้วิธีการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์
และเรียนรู้ที่จะเอาชนะความคิดเห็นที่แตกต่างกันด้วยการสนทนามากกว่าที่จะใช้การรุกรานหรือความรุนแรง”
และฉันคิดว่าประเทศไทยกำลังดำเนินมาในเส้นทางนี้”
คุณแอนนาเชื่อว่าการย้ายการแข่งขันในปีนี้มาจัดที่ขอนแก่นถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสห
ภาพยุโรปและภาคอีสานโดยผ่านทางการสนับสนุนวัฒนธรรมการโต้วาทีให้เติบโตในภูมิภาคนี้ “พวกเรามีความรู้สึก
สุขใจอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นยินดีเป็นเจ้าภาพ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
มหาวิทยาลัยขอนแก่นเสมือนเป็นผู้ร่วมมือโดยธรรมชาติสำหรับพวกเรา
เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะดำเนินการสนับสนุนวัฒนธรรมการโต้วาทีนอกเขตกรุงเทพฯ
และเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ต่อภูมิภาคอื่นๆด้วย”
ขอนแก่น-ผู้คน ส่งเสียงร้องด้วยความชื่นชมทันทีเมื่อภาพอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปรากฏอยู่ในภาพโปรเจคเตอร์ แต่ถ้าว่าเสียงแซ่ซ้องนั้นก็ไม่ได้เป็นการสนับสนุนอดีตนายกท่านนี้แต่อย่าง ใด แท้ที่จริงแล้วผู้ชมในห้องประชุมต่างพากันส่งเสียงสนับสนุนคำกล่าวของผู้พูดบรรยายภาพสไลด์นั่นเอง
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่ม ผู้สัมนากล่าวสนับสนุนบทบาทสำคัญของศาลอาญาระหว่างประเทศที่จะสามารถสร้าง ความยุติธรรมต่อระบบศาลไทยโดยยุติการยกเว้นโทษให้ผู้มีอำนาจทางการเมือง
นอกจากภาพของอดีตนายกอภิสิทธิ์แล้ว ทั้งนี้ยังมีการแสดงภาพของผู้นำของโลก เช่น Thomas Lubanga Dyilo ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, Charles Taylor ผู้นำลิเบีย ซึ่งไดถูกนำขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติผู้ ร่วมอภิปรายยังกล่าวอีกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีควรเป็นรายต่อไป
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย คุณจารุพันธ์ กุลดิลก กล่าวว่า “ผู้มีอำนาจสั่งให้กองกำลังทหารฆ่าประชาชนซึ่งการปฏิบัตินี้ยังคงมีอยู่ และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง”
การถกเถียงนี้ได้มีขึ้นในการสัมนาอภิปรายภายใต้หัวข้อ “สิทธิของประชาชนในการปกป้องตนเองกับศาลอาญาระหว่างประเทศ” ชาวเสื้อแดงท้องถิ่นมาร่วมประชุมในห้องประชุมอย่างหนาแน่นเพื่อฟัง คุณสุนัย จุลพลสธร , คุณปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณสุทสันจวน สุทธิศร, คุณกิตติบดี ใยพูน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และคุณจารุพรรณ นำเสนอเรื่องราวดังกล่าว
ผู้ ร่วมอภิปรายเน้นย้ำว่า ในประวัติศาสตร์ ระบบการพิจารณาคดีความของประเทศไทยนั้น ค่อนข้างลำเอียงโดยเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจด้วยการละเว้นโทษให้บุคคลที่ กระทำความผิดซื่งผู้อภิปรายเชื่อว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และตัวอย่างที่เห็นได้เมื่อไม่นานมานี้ก็คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องราวเหตุการณ์การใช้กำลังปราบปรามของกองกำลังทหาร เมื่อเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมปี 2553 นอกจากนี้เหล่าผู้ร่วมอภิปรายยังกล่าวอีกว่าศาลไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คน ยากจนที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเสื้อแดงจากภาคอีสาน
การจัดสัมนาครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการต่อสู้ของคนไทยในเรื่องสิทธิมนุษยชน เนื่องจากจัดในวันเดียวกับวันครบรอบ 36 ปีของการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือเหตุการณ์ 14 ตุลา โศกนาฏกรรมครั้งนั้นยังคงสะท้อนอยู่ในความทรงจำของชาวไทยจำนวนมาก เหตุปราบปรามนั้นนำไปสู่การเสียชาติของชีวิตนักศึกษาผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวน อย่างน้อย 46 คน และการบาดเจ็บอีกมากมายมหาศาล ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งดังกล่าวไม่เคยถูกนำตัวขึ้นต่อศาลไทย แม้ความผิดดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ผู้ร่วมอภิปรายยืนยันว่าเป็นอาชญากรรมที่ รุนแรงต่อมวลมนุษยชาติก็ตาม เหตุการณ์ 14 ตุลานี้ถือเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่ใช้ยืนยันว่าความอยุติธรรมยังคงมีอยู่ทั่วไปในระบบศาลไทย
คุณสุดสันจวน กล่าวว่า “รัฐบาลมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิประชาชนแต่รัฐบาลกลับข่มเหงประชาชนด้วยอำนาจ” ดังนั้นศาลอาญาระหว่างประเทศจะสามารถเป็นหนทางในการช่วยบรรเทาความไม่เสมอ ของศาลไทยและสร้างความแข็งแกร่งให้กับสิทธิทางการเมืองของประชาชนชาวไทย ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะผู้มีอำนาจเหล่านั้น
ในปี พ.ศ. 2542 องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ ระบุให้ศาลดังกล่าวเป็นที่พึ่งแห่งสุดท้าย อำนาจในการตัดสินคดีของศาลนี้รวมถึงตัวบุคคลผู้ที่ได้กระทำผิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมอัน เป็นการรุกราน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าระบบยุติธรรมของประเทศนั้นๆ ไม่มีความสามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะจัดการเอง อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบันแก่สนธิสัญญาฉบับนี้ ถึงแม้ว่าได้ลงนามทำสัญญาไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
คุณกิตติบดีตั้งคำถามให้ผู้เข้าร่วมสัมนาที่ฟังอย่างตั้งใจว่า “สังคมประชาธิปไตยพื้นฐานควรมีความเท่าเทียมกัน มนุษย์ทุกคนควรมีความเท่าเทียมกัน แต่สังคมไทยเคารพในสิ่งนี้แล้วหรือไม่” ภาคอีสานมีแร่ธาตุและทรัพยากรทางธรรมชาติมากมาย แต่ทำไมคนอีสานยังยากจนอยู่ทำไมคนอีสานไม่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม”
ถึง แม้ว่าผู้เข้าฟังการอภิปรายส่วนใหญ่จะเป็นชาวเสื้อแดง แต่คุณปิยบุตรก็ได้อภิบบายเพิ่มเติมว่า ศาลระหว่างประเทศจะเป็นขั้นสำคัญต่อการช่วยเหลือชาวไทยทุกคน ไม่ใช่เฉพาะการเคลื่อนไหวของชาวเสื้อแดงเท่านั้น “หาก ศาลระหว่างประเทศก่อตั้งขึ้นสำเร็จในเมืองไทย สิ่งนี้จะช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อาวไทยเพราะอำนาจของทหารจะถูกยับยั้งและทหารจะหยุดการ ทำร้ายประชาชนอย่างที่เคยปฏิบัติมาเช่นอดีต”
คุณ ปิยบุตร สมาชิกกลุ่มนิติรัตน์ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาการกฎหมายแห่งธรรมศาสตร์ กล่าวอย่างหนักแน่นถึงความจำเป็นในการกำจัดการละเว้นโทษให้ผู้มีอำนาจทางการ เมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณปิยบุตรได้เน้นย้ำเรื่อง มาตราที่12 วรรค 3 ของ ศาลอาญาระหว่างประเทศที่ระบุไว้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถสอบสวนและมี อำนาจในการตัดสินคดีในประเทศที่ยังไม่เข้าร่วมในธรรมนูญ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ และมาตรานี้คุณปิยบุตรยืนยันว่ามีส่วนสำคัญเพราะอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณสามารถถูกนำตัวมาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้ หากประเทศไทยมีคุณสมบัติตรงต่อเงื่อนไขเบื้องต้น
ถึง กระนั้นก็ตาม ผู้ร่วมอภิปรายก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนการแทรกแซงของศาลอาญาระหว่างประเทศ ทั้งหมด โดยคุณกิตติบดีที่แม้จะสนับสนุนบทบาทและศักกายภาพของศาลอาญาระหว่างประเทศ ในการยุติการละเว้นโทษให้กับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง แต่คุณกิตติบดีก็ยังเสริมว่าประเทศไทยควรมีมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงระบบ พิจารณาคดีเพื่อลดความจำเป็นในนำคดีดังกล่าวขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ และคุณสุดสันจวนก็ได้ให้การสนับสนุนความคิดนี้ โดยกล่าวว่า “ประเทศอื่นอาจหัวเราะเยาะประเทศไทยว่าไม่สามารถดูแลเรื่องภายในประเทศเองและจำเป็นต้องพึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา”
ใน ขณะที่คนไทยโต้แย้งถึงการวิธีปูทางสู่การปรองดองของคนในชาติ คนไทยอีกจำนวนมากยังคงมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องการสนับสนุนศาลระหว่าง ประเทศอย่างองค์กรศาลอาญาระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามการตอบสนองของผู้ชมในห้องประชุมก็บ่งี้ไดว่าการส่งเสริมการ แทรกแซงของศาลระหว่างประเทศเริ่มขยายวงกว้างขึ้นในหมู่คนเสื้อแดงในคอีสาน
กระแสความเคลื่อนไหวของงานศิลปะแขนงหนึ่งที่เรียกว่า สตรีทอาร์ท ซึ่งอาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นเคยกันนักตอนนี้ งานศิลปะแขนงนี้ได้เกิดขึ้นในใจกลางเมืองขอนแก่นแล้ว โดยกลุ่มนักศึกษาที่พึ่งจบจากมหาวิทยาลัยและเคยเล่นกีฬาอย่าง สเก็ตบอร์ดได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวขอนแก่นด้วยงานศิลปะที่แปลกตา ซึ่งพวกเขาได้วาดรูปลงบนกำแพงและพนังของตึกมากมายในขอนแก่น พวกเขาเรียกตัวเองว่า ดู๊ด แฟคทอร์รี่
กระแสของศิลปะร่วมสมัยอย่างสตรีทอาร์ทนั้น ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักในภาคอีสาน แต่กลุ่มศิลปินเหล่านี้ได้ทำให้ศิลปะชนิดนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นและ จุดมุ่งหมายของพวกเขาคือการสร้างความเคลื่อนไหวด้านศิลปะให้กับภูมิภาคนี้ เดอะอีสานเรคคอร์ดได้มีโอกาสนั่งสนทนาและสัมภาษณ์กับสามศิลปินจากดู๊ด แฟคทอร์รี่ – ฟลอยด์, เบเบี้เอดตี้ทรี และวิงค์ (ชื่อเรียกขานในวงการศิลปะ) ซึ่งพวกเขาได้เล่าเกี่ยวกับงานและประสบการณ์การวาดภาพของพวกเขาทั้งในเขตตัวเมืองและพื้นที่ชนบท
ท่านสามารถชมผลงานและอ่านบทสัมภาษณ์ได้ด้านล่าง
อีสาน เรคคอร์ด – ทำไมต้องเป็นสตรีทอาร์ท?
เบบี้เอดตี้ทรี – โดยส่วนตัวได้รู้จักกับวิงค์และฟลอย ซึ่งเคยเล่นกีฬาเอ็กตรีม อย่างบีเอ็มเอ็ก สเก็ตบอร์ดด้วยกัน และเมื่อได้มาคลุกคลีกับรุ่นน้องที่เล่นกีฬาเหล่านี้ ซึ่งอยู่ในวัฒนะธรรมสตรีทอาร์ทอยู่แล้ว เข้าใจว่าอย่างนั้น ก็เลยศึกษาเพิ่มเติมและพบว่าจริงๆ แล้ว สตรีทอาร์ทก็เป็นศิลปะสมัยใหม่แขนงหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นเพอฟอร์มมานซ์ (performance) และเข้าถึงคนได้ง่าย อย่างเราทำงานบนเฟรม ซึ่งทำที่บ้าน คนจะเข้าถึงงานเราได้ ก็ต่อเมื่อเราจัดนิทรรศการ แต่สตรีทอาร์ทคนดูจะเห็นตอนที่เราทำงาน เขาจะถามถึงแนวคิดการทำงาน ซึ่งมันมีความสดและรู้สึกว่ามันสนุก
วิงค์ – ก่อนจะจบการศึกษา(คณะศิลปะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น) ได้รู้ว่ามีการทำงานแบบนี้ด้วยซึ่งก็คือ สตรีทอาร์ท หลังจากที่ผมเรียนจบ ผมก็เห็นช่องว่างระหว่างศิลปะกับคน ซึ่งมีช่องว่างตรงนี้อยู่ ก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ศิลปะเข้าถึงคนได้มากขึ้น เพราะว่าขอนแก่นยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ความเคลื่อนไหวของศิลปะมีน้อยมาก ผมเลยหยิบเอาการแสดงออกทางศิลปะแบบนี้มานำเสนอ ผมเริ่มสนใจสตรีทอาร์ทหลังจากจบการศึกษา ประมาณสองปีแล้วครับ จริงๆ แล้วผมก็เล่นสเก็ตบอร์ดด้วย
ฟลอยด์ – ผมเห็นสตรีทอาร์ทมาตั้งแต่เด็ก แล้วรู้สึกว่าชอบ สนใจแต่ก็ไม่รู้จะสนใจยังไง หลังจากได้ไปเล่นบีเอ็มเอ็กและอยู่ในวงการนี้มานานได้เรียนศิลปะ เมื่อเรียนศิลปะมา ก็เหมือนที่วิงค์บอก สังคมศิลปะที่นี่มันงี่เง่ามาก แก่ด้วย มีแต่คนแก่ที่ทำ วัยรุ่นก็เป็นเด็กแนวไป เชยไป ก็เลยได้นั่งคุยว่า จะทำอย่างไรให้แรงปะทะมันเยอะๆ ให้สตรีทอาร์ทเป็นที่รู้จัก ให้มันงง เราจึงเอาสตรีทอาร์ทมาใช้ดีกว่า และเราชอบด้วยเราคิดว่าทำแล้วมันเท่ด้วย
เบบี้เอดตี้ทรี – การวาดรูปหรือการวาดภาพในกระดาษ หากเปรียบเทียบกับดนตรี การทำงานบนเฟรมเหมือนกับการฟังซีดี แต่การออกมาทำสตรีทอาร์ทมันเหมือนกับการเล่นคอนเสริต มันมีชีวิต คือเราพูดอะไร เล่นอะไรตอนที่เล่นคอนเสริต มักจะมีพลังมากกว่าฟังจากซีดี
อีสานเรคคอร์ด – ผลตอบรับของงานจากคนที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองขอนแก่นเป็นอย่างไรบ้าง?
เบบี้เอดตี้ทรี – มีการขออนุญาตทุกครั้ง และให้ดูแบบสเก็ตด้วย ซึ่งเหตุผลที่ลุกขึ้นมาทำสตรีทอาร์ทก็คือ ประเทศไทยนั้นต่างกับที่ยุโรป หรืออเมกาอยู่มาก คือที่นั้นศิลปินไม่ต้องขออนุญาต เพราะคนที่นั้นไม่กลัวศิลปะ ศิลปะไม่ใช่เรื่องหน้ากลัว แต่ที่นี่จะต้องมีการขออนุญาต ซึ่งเขากลัวแม้กระทั้งศิลปะ คือเข้าถึงศิลปะไม่ได้มาก
วิงค์ – เคยไปเพ้นท์งานที่บ้านของคนจีน รูปนั้นครึ่งหนึ่งจะเป็นหัวกะโหลก อีกครึ่งหนึ่งเป็นหน้าตาน่ารัก เป็นกะโหลกบวมๆ แต่ต้องลบออก เพราะคนจีนเขาถือ ถือมาก คนจีนจะไม่ชอบอะไรที่เป็นหัวกะโหลก เหมือนวัฒนธรรมพังค์ในจีนจะไม่เป็นที่ยอมรับเพราะว่ามีรูปหัวกะโหลก จึงต้องลบออกทำใหม่หมดเลย ผมเข้าใจในส่วนนี้ แต่บางทีก็มันส์มือ (หัวเราะ) โอเคผมรับผิดชอบตรงนี้ เพราะเขาเป็นเจ้าของบ้าน จากหน้ากลัวก็ทำให้ภาพน่ารักมากขึ้น แต่ยังคงคอนเซปเอาไว้ เพราะเราต้องแชร์งานกับข้างนอกด้วย คุณยอมรับได้เท่านี้ ผมก็จะทำเพียงเท่านี้ คือมันเป็นการเชื่อมต่อและทำให้รู้ตัว ว่าตรงนี้อาจจะน่ากลัวเกินไป สังคมอาจจะรับไม่ได้ ซึ่งมันเป็นคำตอบ
ฟลอยด์ – แต่บางทีก็ไม่ได้ขออนุญาต ไปทำเลย แอบทำ เพื่อความตื่นเต้นบ้าง ซึ่งทำให้เราได้ตื่นเต้นด้วย…การปะทะเป็นนโยบายหลักของการทำงานสตรีทอาร์ทอยู่แล้ว เช่น แบงสกี้ ที่เอางานตัวเองเข้าไปติดในพิพิธภัณฑ์ คนดูก็จะงง และจะตั้งคำถาม
อีสานเรคคอร์ด – เราทราบว่าดู๊ด แฟคทอร์รี่ได้ไปทำงานศิลปะสตรีทอาร์ทในชนบทด้วย การตอบรับของคนที่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง?
ฟลอยด์ – สำหรับผม การวาดภาพในชนบทดีกว่าวาดในเมือง แบบว่าในชนบทจะอินโนเซน ไม่มีคำถามจุกจิก เช่นว่า ใครมาจ้างวาด แต่เขาจะรู้สึกดีว่างานมันสวย มาวาดบ่อยๆ นะ แต่ถ้าเป็นในเมืองจะมีคำถามเยอะมาก ดูเหมือนจะต้องมีเหตุผล ทำไปทำไม ได้เงินไหม ขอเทศบาลรึป่าว
เบบี้เอดตี้ทรี – เคยไปวาดที่โรงเรียนบ้านไก่นา เด็กๆ เขาชอบนะที่มีอะไรอย่างนี้ เขาไม่รู้ว่าการเพ้นท์ผนังเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง เขาเข้าใจว่างานศิลปะคือการวาดรูปในกระดาษแล้วส่งครู
ฟลอยด์– คนชนบทจะมองงานศิลปะด้วยความรู้สึกมากกว่า คือจะไม่ถามหาเหตุผลมากมาย ซึ่งการมองศิลปะแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มันยังใสๆ เขายังเห็นความงามแม้จะเข้าไม่ถึงก็ตาม
อีสานเรคคอร์ด – ทำไมถึงคิดว่าคนเมือง รู้สึกกลัวกับงานศิลปะร่วมสมัย?
เบบี้เอดตี้ทรี – อาจจะเป็นข้อจำกัดในการรับรู้ทางวัฒนธรรมด้วย คือการเคลื่อนไหวของวัฒนธรรมมันมาถึงช้า ตอนที่ผมเรียนที่คณะยังไม่มีห้องสมุดเลย ทั้งๆ ที่มันเป็นปี ๒๐๐๐แล้ว
ฟลอยด์ – สมัยก่อนยังไม่มีร้านหนังสือ หนังสือในห้องสมุดก็โบราณเหลือเกิน และไม่มีการเคลื่อนไหวในการนำหนังสือใหม่ๆ เข้ามา พอมีร้านหนังสือก็เหมือนกับการเปิดโลก แต่น้องๆ ที่คณะ ก็ยังดูหนังสือเก่าๆ อยู่ งานก็เลยออกมาเป็นเก่าๆ
วิงค์ – ความกลัวที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากตัวงาน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นมากับงาน ซึ่งมันมีความกลัวอยู่สองอย่าง เขาจะกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นมากับงาน
อีสานเรคคอร์ด – งานที่ทำนี้ช่วยในการสร้างหรือสงเสริมเอกลักษณ์ความเป็นอีสานอย่างไร?
ฟลอยด์- ขอนแก่นไม่มีเอกลักษณ์ เราหยิบของเขามาใช้ทุกอย่าง อย่างเชียงใหม่นี่ก็ชัดเจนเลยเรื่องศิลปะ กิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะจะเยอะมาก คนจะเข้าถึงง่าย แต่ขอนแก่นเอามาแบบดาดๆ ไม่เข้าใจลึกซึ้ง เลยกลายเป็นการขายของซะ แล้วคนอย่างพวกเราจะอยู่อย่างไร ก็เราไม่อยากขายของ เขาเอาเรื่องของธุรกิจมา แต่ไม่ได้เอาเรื่องของวัฒนธรรมจริงๆ มา เรายังไม่ได้เอาวัฒนธรรมของขอนแก่นออกไปโชว์จริงๆ ว่าขอนแก่นมีอะไร
เบบีเอดตี้ทรี – เราพยายามทำให้เกิดเอกลักษณ์ ทำจากจุดเล็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี
สำหรับแผนที่ผลงานของกลุ่ม ดู๊ด แฟคทอร์รี่ สามารถ คลิ๊ก ชมได้ที่นี้ หรือท่านสามารถเข้าเยี่ยมชมผลงานและรูปภาพเพิ่มเติมของดู๊ด แฟคทอร์รี่ ได้ที่ เฟสบุ๊ค
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมจัดหางานได้แถลงถึงการอนุญาตให้ส่งแรงงานไทยกลับไปทำงานยังประเทศลิเบีย แรงงานไทยกว่า ๑๐,๐๐๐ คนที่ทำงานในโรงกลั่นน้ำมันและก่อสร้างต้องอพยพออกจากประเทศลิเบียซึ่งอยู่ตอนเหนือของทวีปแอฟริกาเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลังจากการโค่นล้มอำนาจของประธานาธิบดี โมฮัมมา อัล กัดดาฟีย์ ในขณะที่แรงงานไทยหลายพันคนกำลังจะกลับเข้าไปทำงานในประเทศลิเบีย ก็ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะพิจาณาว่าโครงการจัดส่งแรงงานไปทำงานยังต่างประเทศของรัฐบาลนั้นได้มีการคุ้มครองผลประโยชน์ของแรงงานไทยเพียงพอหรือไม่มีความปลอดภัยจริงหรือสำหรับแรงงานไทยในการกลับไปทำงานยังประเทศลิเบีย และรัฐบาลควรจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการเงินของแรงงานเหล่านี้
รายได้ที่มาพร้อมกับการเสี่ยงชีวิต
กว่า ๓๕ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ให้การส่งเสริมแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ และแรงงานส่วนใหญ่ก็มาจากภาคอีสานซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยากจนที่สุดและมีการพัฒนาน้อยที่สุดของประเทศ ประเทศไทยได้แข่งขันกับอีกสิบกว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ในการจัดหาตำแหน่งงานที่มีค่าจ้างสูงในตลาดงานในต่างประเทศ
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประเทศศรีลังกาได้อนุญาตให้แรงงานประเทศของตนกลับไปทำงานยังประเทศลิเบีย นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมจัดหางาน จึงตอบสนองต่อกรณีนี้โดยการเร่งให้กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบยืนยันถึงความปลอดภัยในประเทศลิเบีย ก่อนที่แรงงานไทยจะถูกแรงงานาวศรีลังกาแย่งงานไป ในการแถลงการณเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายประวิทย์ไม่ได้กล่าวถึงการกลับไปทำงานในลิเบียของประเทศศรีลังกา แต่บอกเพียงว่าสถานทูตไทยในประเทศลิเบียแจ้งว่าประเทศลิเบียกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของกรมจัดหางานฯ ที่ต้องส่งเสริมให้แรงงานไปทำงานยังต่างประเทศอาจต้องแลกด้วยการผ่อนผันเรื่องการรับรองความปลอดภัยของประเทศปลายทาง นโยบายใหม่ของกระทรวงแรงงานได้กำหนดให้กรมจัดหางานฯ เพิ่มจำนวนแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศเป็นร้อยละ ๑๐ ในปี ๒๕๕๕ โดยตั้งเป้าจำนวนทั้งหมดไว้ที่ ๖๐๐,๐๐๐คน แต่เป้าหมายนี้อาจจะไม่สามารถทำได้หากต้องสูญเสียตลาดงานในประเทศลิเบีย ก่อนเกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้ว ประเทศลิเบียเป็นประเทศที่มีแรงงานไทยทำงานอยู่มากเป็นลำดับที่ ๖ จาก ๕๐ กว่าประเทศที่มีแรงงานไทยทำงานอยู่
มีรายงานจากองค์การนิรโทษกรรมสากลเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ประเทศลิเบียเป็นประเทศที่ประสบปัญหา และไร้กฎหมายซึ่งแตกต่างจากการประเมินสถานการณ์ของสถานทูตไทยในประเทศลิเบีย ซึ่งประเมินไว้ว่าประเทศลิเบียกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รายละเอียดจากรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวว่ายังมีกองกำลังติดอาวุธนับร้อยที่ทางการไม่สามารถควบคุมได้ และการกระทำของคนกลุ่มดังกล่าวได้คุกคามต่อความมั่นคงของประเทศลิเบีย ยิ่งไปกว่านั้นรายงานดังกล่าวยังระบุถึงความถี่ของการเกิดการปะทะของกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นผลทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บและเสียชีวิต
ไม่ใช่เพียงแค่รายงานขององค์การนิรโทษกรรมที่ชวนให้สงสัยต่อสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศลิเบีย ข้อบังคับใหม่ที่ใช้กับตัวแทนจัดหางานคนไทยให้กับนายจ้างชาวลิเบียนั้นชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ปัจจุบัน การส่งแรงงานไปยังลิเบีย บริษัทจัดหางานต้องทำประกันชีวิตให้กับแรงงาน นอกจากนี้ ตัวแทนจัดหางานต้องส่งแผนอพยพและใบรับรองว่าพวกเขาจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับการอพยพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
กฎข้อบังคับใหม่ที่ออกในปีนี้ทำให้แน่ใจว่ารัฐบาลไทยไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการอพยพในรอบที่สองเหมือนกับในปี ๒๕๕๔ แม้กฎข้อบังคับใหม่นั้นจะสามารถลดภาระความเสี่ยงทางการเงินของรัฐบาลไทยในการส่งแรงงานไปทำงานในประเทศลิเบีย แต่ข้อบังคับเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงด้านการเงินของตัวแรงงานไทยเองลดลงแต่อย่างใด และความเสี่ยงดังกล่าวก็เห็นได้ชัดเจนเมื่อมีการส่งแรงงานไทยกลับอย่างกะทันหันในปีที่แล้ว
ค่าใช้จ่ายของการส่งแรงงานไปทำงานยังต่างประเทศ
เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะดีนัก ที่บริษัทจัดหางานมักเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะจากแรงงานซึ่งสูงกว่าที่รัฐกำหนด นายแดง ผิวขำ ชาวอุดรธานีที่ทำงานในประเทศลิเบียมามากกว่าสิบห้าปี กล่าวว่าในการไปทำงานยังลิเบียครั้งแรกนั้นบริษัทจัดหางานจะเรียกเก็บค่านายหน้าประมาณ ๙๐,๐๐๐ บาทและแรงงานส่วนใหญ่ต้องไปกู้เงินที่มีดอกเบี้ยสูงมาจ่าย นายแดงคาดว่าแรงงานส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาประมาณปีครึ่งถึงสองปีกว่าถึงจะคุ้มทุน ซึ่งแรงงานเหล่านี้ได้เงินเดือนขณะที่ทำงานในประเทศลิเบียเพียง ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น
เมื่อแรงงานต้องถูกส่งกลับก่อนกำหนด บ่อยครั้งที่พวกเขาก็จะกลับประเทศไทยด้วยหนี้สินท่วมตัว ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับการทำงานในประเทศเพื่อใช้หนี้ดังกล่าว จากรายงานของกระทรวงการต่างประเทศ มีเพียงแรงงาน ๔๐ รายจาก ๑๐,๐๐๐ รายของแรงงานที่ทำงานในลิเบียเลือกที่จะไม่กลับประเทศไทยขณะที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในลิเบียเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นายแดงกล่าวว่า สำหรับแรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานในประเทศลิเบียในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วกลับมาประเทศไทยและไม่มีเงินจ่ายหนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากกว่าการอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงของประเทศลิเบีย “ถ้าอยู่ก็ตาย กลับบ้านก็ตาย เพราะหนี้สินและหาเงินใช้หนี้ไม่ได้” นายแดงกล่าว
ปัญหาอย่างที่สองจากการอพยพแรงงานเมื่อปีที่แล้วคือแรงงานหลายคนที่กลับมายังประเทศไทยไม่ได้รับเงินเดือน เป็นเรื่องปกติสำหรับแรงงานที่ทำงานในประเทศลิเบีย จะได้รับเงินเดือนทุกๆ สามเดือน จำนวนเงินที่ติดค้างต่อแรงงานไทยนั้นเป็นจำนวนเงินไม่ใช่น้อย และจากสถิติของกรมจัดหางานฯ แสดงให้เห็นว่าแรงงานกว่าหนึ่งในสี่ของแรงงานยังไม่ได้รับเงินจากนายจ้างชาวลิเบีย
แรงงานที่ถูกส่งกลับโดยเฉพาะคนที่มียังมีหนี้สินกับบริษัทจัดหางานอยู่ ก็อยากเร่งกลับไปทำงานยังประเทศลิเบีย ปัจจุบันกรมการจัดหางานฯ ได้อนุญาตให้แรงงานกลับไปยังประเทศลิเบียที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นอยู่ กรมจัดหางานฯ ได้เตรียมมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินขององค์กรแล้วหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ซึ่งทางกรมจัดหางานฯ ควรจะปฏิบัติอย่างเช่นเดียวกันต่อแรงงาน และควรออกกฎข้อบังคับให้บริษัทจัดหางานคืนเงินเกือบทั้งหมดให้แก่แรงงานหากมีการถูกส่งกลับประเทศไทยก่อนกำหนดในกรณีที่การส่งกลับไม่ใช่ความผิดของแรงงาน นอกจากนี้ ทางกรมจัดหางานฯ ควรเร่งรัดติดตามการจ่ายเงินเดือนให้กับแรงงาน และควรจะออกข้อบังคับให้นายจ้างชาวลิเบียจ่ายเงินให้กับแรงงานทุกๆ สองสัปดาห์ หรือจ่ายเดือนต่อเดือน ท้ายที่สุดนี่ อาจจะเป็นเวลาที่รัฐบาลไทยควรทบทวนอีกครั้งว่าโครงการส่งแรงงานไปทำงานยังต่างประเทศมีผลดีต่อประชาชนในประเทศตนอย่างแท้จริงหรือไม่ ในเมื่ออัตราการว่างงานภายในประเทศมีเพียงไม่ถึงร้อยละหนึ่ง ทำไมรัฐบาลต้องกลัวที่จะสูญเสียรายได้จากการจ้างงานในประเทศที่มีสงคราม และกรมจัดหางานฯ ควรพยายามสร้างงานในประเทศให้มีค่าตอบแทนที่คุ้มค่าสูงกว่าการไปทำงานยังต่างประเทศ
มหาสารคาม – ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เจ้าหน้าที่รัฐจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ได้เสนอการทำเกษตรแบบทางเลือกนอกจากการทำเกษตรเคมี และด้วยอุดมการณ์ที่มีประกอบกับทุนสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น พวกเขาได้ริเริ่มโครงการฝึกอบรมและสร้างกลุ่มเครือข่ายเล็กๆ ของเกษตรกรอินทรีย์ขึ้น จากผลการทำงานดังกล่าวชาวนากว่า ๙๐๐ คนในชุมชนของ ๔ จังหวัดภาคอีสานสามารถทำการเกษตรที่หลากหลาย ปราศจากการใช้สารเคมี เกิดองค์ความรู้ และจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ในชุมชน
ในช่วงไม่กี่สิบปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนโยบายของรัฐบาลมากมายที่ใช้ในการกระตุ้นให้เกษตรกรปลูกพืช เศรษฐกิจ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และอ้อย ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าว และยางพาราเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นการกระตุ้นภาคเกษตรกรรมที่ประสบผลสำเร็จ และสามารถลดระดับความยากจนของประเทศลงได้อย่างมาก แต่จากการปลูกพืชเศรษฐกิจที่มากขึ้นนั้นก็นำมาซึ่งการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสาร กำจัดศัตรูพืช การทำเกษตรเคมีเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ดินที่เคยอุดมสมบูรณ์นั้นค่อยๆ หายไป
จำนวนสารเคมีที่ใช้ใน การทำการเกษตรของประเทศไทยที่พบในพืชเศรษฐกิจจำนวนมากเมื่อปีที่แล้วมี ปริมาณสูงมาก ซึ่งทำให้นานาชาติให้ความสนใจต่อพฤติกรรมการทำการเกษตรของเกษตรกรไทย เมื่อปีที่แล้ว สหภาพยุโรปขู่ห้ามนำเข้าผักหลายชนิดจากประเทศไทย โดยอ้างว่าพบสารเคมีปนเปื้อนในระดับที่อันตราย ช่วงสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีมากถึง ๓ เท่าจากอดีต ซึ่งหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าถ้ากระบวนการการตรวจสอบควบคุมในเรื่องนี้ เกษตรกรจะใช้สารเคมีจำนวนมากเพื่อเพิ่มผลผลิตซึ่งจะทำให้มีรายได้มากขึ้น อีกทั้งความกังวลเรื่องของสุขภาพของผู้บริโภคและปัญหาสิ่งแวดล้อมใน ประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยนั้นยังเป็นเรื่องยาก ตัวอย่างเช่น ผลผลิตส่งออกในภาคธุรกิจการเกษตรนั้นสามารถขายได้ในราคาสูง และเกษตรกรก็หลงเชื่อว่าจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างง่ายดาย นอกจากนี่ รัฐบาลยังมีมาตรการปกป้องเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจมากกว่าเกษตรกรที่ปลูก พืชหลากหลายในแปลงนา ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) แสดงให้เห็นว่า ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้มีนโยบายรับประกันและประกันราคาผลผลิตสำหรับพืชเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้าม เกษตรกรที่ทำเกษตรกรที่ปลูกพืชหลากหลายในแปลงนากลับถูกปล่อยให้เผชิญกับความ เสี่ยงจากภัยธรรมชาติต่างๆ ด้วยตนเอง
ด้วยความกังวลดังกล่าว สำหนักงานปฏิรูปที่ดินฯ (สปก.) จึงได้มีการติดต่อกับชาวนาในจังหวัดสกลนคร มุกดาหาร มหาสารคาม และขอนแก่น หลายปีที่ผ่านมา สปก. ประสบผลสำเร็จในการให้ความรู้และสอนเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับ เกษตรกรที่เคยปลูกพืชเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้หมดไปแล้ว แต่เกษตรกรเหล่านี้ก็ใกล้จะช่วยเหลือตนเองแบบยั่งยืนได้ พวกเขาแบ่งหน้าที่กันทำงานในสหกรณ์ หารือกันเพื่อกำหนดราคาที่เป็นมาตรฐานและเหมาะสม และขายสินค้าของพวกเขาในตลาดนัดสีเขียนในชุมชน พวกเขาพบว่าการทำเกษตรแบบหลากหลายก็เปรียบเสมือนกับการทำซุปเปอร์มาเกตของ ท้องถิ่น ความกังวลเรื่องหนี้สินและรายได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลุดปัจจุบันไม่มีทีท่าว่าจะขยายโครงการนี้ต่อในอนาคต
สำหรับ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว เดอะ อีสาน เรคคอร์ด ได้พบกับเกษตรกรที่หันกลับมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์และทำงานร่วมกับสำนักงาน ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร นายสาคร ทับทิมใส เกษตรกรอินทรีย์ในอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคามได้เล่าถึงเรื่องราวของเขาในวิดีโอข้างบนนี้
อดีตคณะบดีคณะนิติศาสตร์พ้นข้อกล่าวหา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวโทษม.ขอนแก่น
ขอนแก่น – เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีรายงานตำหนิมหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่อการปลดนายกิติบดี ใยพูล รักษาการคณบดีนิติศาสตร์ออกจากตำแหน่ง นายกิติบดีถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ จากนั้นเขาได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพราะเชื่อว่าสำนักอธิการบดีใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยเหตุผลทางการเมือง
เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สำนักงานอธิการบดีได้ปลดรักษาการคณบดีคณะนิติศาสตร์ นายกิติบดีออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาจากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทำลายเอกสารทางราชการ นายกิติบดีและเจ้าหน้าที่ใต้บัญชายังถูกห้ามเข้าไปภายในเขตคณะนิติศาสตร์และถูกย้ายโอนไปยังคณะอื่น เพื่อเป็นการตอบโต้ นายกิติบดีได้ยื่นเรื่องไปที่คณะกรรมการสิทธิฯ เพื่อให้มีการตรวจสอบที่เหมาะสม นายกิติบดีได้ปฏิเสธเกี่ยวกับการเข้าไปพัวพันกับการทำลายเอกสารทางราชการและเขาเชื่อว่าการที่เขาถูกลงโทษนั้นเป็นเพราะเขาสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชนและการเคลื่อนไหวทางสังคม
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีข้อสรุปว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่มีเหตุผลเพียงพอในการโยกย้ายนายกิติบดีและเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญา และจากรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯ ยังได้เร่งให้ทางมหาวิทยาลัยทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ถูกย้ายพ้นข้อกล่าวหา และพิจารณายายเจ้าหน้าที่เหล่านั้นกลับไปทำงานยังตำแหน่งเดิม
เนื้อหาบางส่วนในรายงานระบุว่า “ทางมหาวิทยาลัยควรทำหนังสือแสดงความเสียใจต่อข้อผิดพลาด บกพร่อง อันส่งผลกระทบต่อความเข้าใจผิดของประชาคมในมหาวิทยาลัยขอนแก่น และชี้แจงว่าบุคคลที่ถูกตัดโอนนั้น มิได้เป็นผู้กระทำความผิดใดๆ”
แต่มหาวิทยาลัยยังไม่มีท่าทีตอบสนองต่อเรื่องนี้แต่อย่างใด
นักเคลื่อนไหวและชาวบ้านกว่าร้อยคนที่ไม่พอใจต่อการเพิกเฉยของมหาวิทยาลัยได้รวมตัวกันเดินขบวนไปที่สำนักงานอธิการบดีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นรับผิดชอบต่อความผิดของตน นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ซึ่งเป็นผู้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้นำประชาชนเรียกร้องให้อธิการมหาวิทยาลัยขอนแก่นลาออกจากตำแหน่ง
“ตั้งแต่เราเห็นรายงานของคณะกรรมการสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ว่าการย้ายนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ละเมิดสิทธิมนุษยชน อธิการจะความรับผิดชอบอย่างไร คุณต้องลาออก” นายสุวิทย์ให้สัมภาษณ์
นายกิติบดีเป็นผู้ร่วมในการก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อปี ๒๕๔๙ หลังจากนั้นเขาก็ได้ทุ่มเททำงานด้านสิทธิเสรีภาพของชุมชนในภาคอีสาน เขายังได้ก่อตั้งหลักสูตรเรียนฟรีสำหรับชาวบ้านที่ต้องการศึกษาเรียนรู้ระบบกฎหมาย และยังสนับสนุนให้นักศึกษาในคณะนิติศาสตร์ออกไปเป็นอาสาสมัครในชุมชนห่างไกลเพื่อต่อสู้กับเรื่องราวที่เกี่ยวกับกฎหมายอีกด้วย ตอนนี้นายกิติบดีกำลังต่อสู้เพื่อจะพิสูจน์ต่อสาธารณะว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของเขา
นายกิติบดีให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า “ผมเรียกร้องสิทธิ์โดยมีกฎหมายรองรับ ซึ่งตรงนี้ผมได้อาศัยสิทธิ์ อาศัยกฎหมายอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นช่องทางในการแสวงหาความเป็นธรรม ต่อไปก็จะอยู่ที่มหาวิทยาลัยว่าจะรับผิดชอบต่อผลการตัดสินขององค์กรกลางตามรัฐธรรมนูญอย่างไร… ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยยิ่งต้องแสดงความรับผิดชอบเพื่อจะเป็นตัวอย่างให้กับสังคม”
ขอนแก่น – เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หน่วยงานสนับสนุนการปฏิบัติงานนอกประเทศแห่งสหภาพยุโรป ได้ให้การสนับสนุนโครงการภาษาอีสาน ภายใต้โครงการอนุรักษ์และพื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน ที่วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยสหภาพยุโรปได้สนับสนุนเงินทุนกว่าห้าแสนยูโรเพื่อจัดทำการรวบรวมภาษาอีสาน เพื่อใช้ในการเรียนรู้ในโรงเรียนเทศบาลต่างๆ และทำป้ายภาษาท้องถิ่น
โครงการนี้จะพัฒนาหลักสูตรภาษาอีสานซึ่งจะใช้ในโรงเรียนเทศบาล ๑๗ แห่ง บันทึกและรวบรวมเกี่ยวกับการฟ้อนรำและการแสดงต่างๆ ใช้ป้ายภาษาอีสานอย่างเป็นทางการในเมือง และริเริ่ม “วันอีสาน” ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการและพนักงานของรัฐสวมใส่เสื้อผ้าท้องถิ่นของอีสาน ซึ่งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองพล ชุมแพ และบ้านไผ่จะทำงานร่วมกันตลอดสี่ปี ด้วยหวังว่าจะทำให้เกิดมุมมองต่อภาษาและวัฒนธรรมอีสานที่ดีขึ้น
นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้กล่าวเปิดงาน(เป็นภาษาอีสาน) เกี่ยวกับความจำเป็นในการรักษาภาษาอีสานไว้ให้คนรุ่นหลัง และส่งเสริมให้คนอีสานไม่รู้สึกละอายที่จะใช้ภาษาอีสานว่า “คนอีสานนั้นอายที่จะพูดภาษาของตัวเอง ผมต้องการให้คนอีสานรู้ถึงคุณค่าของมัน”
สื่อหลักของประเทศทำให้คนอีสานไม่ต้องการใช้ภาษาอีสานในการพูดแบบทางการ จอห์น แดรปเปอร์ นักวิจัยด้านภาษาศาสตร์เชิงสังคมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน อธิบายว่า ในละครโทรทัศน์ชาวอีสานมักจะได้รับบทให้เล่นเป็น “คนรับใช้ แรงงาน และลูกจ้าง และถูกเน้นให้ชัดเจนมากขึ้นผ่านสำเนียงการพูดของพวกเขา ซึ่งมักถูกทำให้เป็นเรื่องขำขัน” และจากการศึกษาโดยการสำรวจความคิดเห็นของคนทั่วประเทศเกี่ยวกับคนที่พูดภาษาอีสานแสดงให้เห็นว่า “คนส่วนใหญ่จะมองว่า คนอีสานไม่มีการศึกษา และเป็นคนซื่อ แต่มีความซื่อสัตย์และขยันทำงาน”
นายแดรปเปอร์ (ซึ่งเขียนบทความให้กับ เดอะ อีสาน เรคคอร์ด) กล่าวว่าโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างมุมมองเกี่ยวกับคนอีสานให้ดีขึ้นผ่านการยอมรับจากสาธารณะ แต่ยังจะช่วยปิดช่องว่างของคะแนนสอบระหว่างนักเรียนในภาคอีสานและภาคกลางได้ จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ใช้ภาษาแม่ในการเขียนอ่านตั้งแต่ตอนเด็กนั้น มักจะประสบผลสำเร็จมากขึ้นในการเรียนในโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม การสอนภาษาอีสานยังคงเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง ภาษาไทยกลางเป็นเพียงภาษาเดียวของประเทศไทยที่ใช้เป็นภาษาราชการ และรัฐบาลก็ได้ต่อสู้มายาวนานในการรักษาความสามัคคีภายใต้การใช้ภาษาเพียงภาษาเดียว และกีดกันการใช้ภาษาถิ่นในชั้นเรียน
คุณปรียา แววหงษ์ เจ้าหน้าที่โครงการของสหภาพยุโรปซึ่งได้เข้าร่วมพิธีเปิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กล่าวว่า ถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยที่เริ่มใช้เมื่อร้อยปีที่ผ่านมาแล้ว คุณปรียาอธิบายว่า “การใช้เพียงภาษาเดียวเป็นวิธีการเพื่อใช้ในการควบคุมไม่ใช่เพื่อผลทางด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการควบคุมประชาชนโดยการใช้ภาษาไทยกลางในโรงเรียน (ในช่วงการรวมประเทศ) ในขณะนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ตอนนี้เราพบว่ามันไม่ใช่ควรเป็นแบบนั้นอีกต่อไปเราจำเป็นต้องฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น”
แม้ใครหลายคนอาจจะกลัวว่าการอนุญาตให้ใช้ภาษาถิ่นในโรงเรียนอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้าง “ความสามัคคีในชาติ” แต่โครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับโรงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานได้ให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป มูลนิธิเอเชีย ซึ่งเป็นองค์อิสระที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาของภูมิภาคนี้ ได้ใช้วิธีการคล้ายๆ กันในจังหวัดชายแดนใต้มาเกือบห้าสิบปีแล้ว คิม แมคเคย์ ตัวแทนองค์กรประจำประเทศไทยกล่าวว่า “เมื่อเราทำการสำรวจความมุมมองของประชานทั่วไป ผู้คนจำนวนมากพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระ แต่พวกเขาต้องการความเข้าใจร่วมกันและความเคารพ โครงการภาษาของเรานั้นได้นำความต้องการนั้นมาทำในเชิงปฏิบัติ”
มิสเตอร์ แดรปเปอร์ เจ้าหน้าที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน มั่นใจว่าโครงการนี้จะยังคงได้รับการสนับสนุนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ อย่างผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายสมบัติ ตรีวัฒน์-สุวรรณ ด้วยการสนับสนุนให้คนอีสานสนใจในการเรียนรู้ภาษาแม่ มิสเตอร์แดรปเปอร์เปิดเผยว่า “การสนับสนุนนั้นจะต้องไล่ลงมาจากคนที่มีอำนาจสูงสุดมา แต่หลักการและวิธีการเสนอองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปนั้นจะมาจากโครงการริเริ่มอย่างเป็นทางการในวันน ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายโครงงานให้กว้างขึ้นต่อไป”








