Skip to content

จำคุกศิลปินนักศึกษา มข. หมิ่นเบื้องสูง

2558 มีนาคม 17
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม นักศึกษาภาควิชาดนตรีและการแสดงพื้นเมือง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ม. 112) จากบทบาทการเล่นละคร “เจ้าสาวหมาป่า”  นายปติวัฒน์เป็นนักศึกษาคนล่าสุดที่ถูกคุมขังภายใต้กฎหมายมาตรานี้ และตัวเขาเองนั้นยังเป็นนักรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิต่างๆ ของคนอีสานมาหลายปี

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลอาญาตัดสินจำคุกนายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และนางสาวพรทิพย์ มั่นคง นักเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นเวลา 5 ปี ข้อหาร่วมแสดงละครที่เชื่อว่า “สร้างความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” เนื่องจากผู้ต้องหารับสารภาพ ศาลจึงลดโทษลงให้กึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน

นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อปีกลาย ตัวเลขจำนวนนักโทษคดีหมิ่นฯ อาจสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ ดำเนินงานโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน กลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนที่มีสำนักงานในกรุงเทพฯ   ทั้งนี้ นายปติวัฒน์นับว่าเป็นนักศึกษาคนแรกที่ถูกศาลตัดสินจำคุกในข้อหานี้ในรอบ 30 ปี

นายปติวัฒน์ถูกจับกุมในเดือนสิงหาคม 2557 ข้อหาร่วมแสดงละคร “เจ้าสาวหมาป่า” ที่จัดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดือนตุลาคม 2556 เนื้อหาและสถานที่ในละครเป็นเรื่องราวสมมติขึ้น และนายปติวัฒน์ได้รับบทเป็นพราหมณ์ที่ปรึกษาของกษัตริย์ ละครเรื่องนี้จัดแสดงเนื่องในโอกาสรำลึก 40 ปี เหตุการณ์การชุมนุมของนักศึกษาในเดือนตุลาคม 2516

นายปติวัฒน์ หรือ “แบงค์” อายุ 23 ปี เป็นนักศึกษาในคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนฝูงและครูอาจารย์ต่างเรียกเขาว่าเป็นนักรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย นักแสดงที่มีพรสวรรค์และคนที่มีไหวพริบชาญฉลาดไม่เหมือนใคร

บ้านเกิดของแบงค์อยู่ที่จังหวัดสกลนคร เขาเติบโตในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากเทือกเขาภูพาน พื้นที่ครั้งหนึ่งในช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 2508 เคยเป็นฐานที่มั่นกลางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (คปท.)  ลุงของเขาเมื่อยังหนุ่มก็ได้เข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ และสิ่งที่ทำให้แบงค์เริ่มสนใจเกี่ยวกับสวัสดิการทางสังคมก็คือมุมมองทางการเมืองของคนในครอบครัวและหมู่บ้านของเขานั่นเอง

“ครอบครัวและคนที่หมู่บ้านก็มีเล่าให้ฟัง เรื่องการเคลื่อนไหวของคนอีสาน และการต่อสู้ ก็ได้เรียนมาจากแบบนี้” แบงค์ให้สัมภาษณ์กับอีสานเรคคอร์ด่ในเดือนพฤษภาคม 2557

ในปีพ.ศ. 2553 แบงค์ย้ายมาอยู่ขอนแก่นเพื่อศึกษาต่อในสาขาดนตรีและการแสดงพื้นเมือง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การตัดสินใจของเขาขัดใจที่บ้าน แต่แบงค์ไม่ต้องการอะไรมากกว่าการแสดงหมอลำ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านดั้งเดิมของลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประเทศไทย

ในช่วงวันหยุดเทศกาล แบงค์เลือกอยู่มหาวิทยาลัยแทนที่จะกลับบ้านเหมือนกับนักศึกษาคนอื่นๆ  ผู้คนในหมู่บ้านต่างหัวเราเยาะกับความอยากเป็นนักแสดงหมอลำของเขา เพราะเชื่อว่ามันจะพายากจนและเลี้ยงชีพไม่ได้

แบงค์โพสต์ท่าถ่ายรูปในชุดแสดงหมอลำ เขาไม่ได้ใส่ชุดนี้เฉพาะในการแสดงเท่านั้น แต่บางทียังเดินใส่ทั่วมหาวิทยาลัยด้วย

“เขามุ่งมั่นและมีพรสวรรค์มาก”  แม่ครูหมอลำของแบงค์กล่าว  เธอไม่ขอเปิดเผยชื่อ “ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แม่ก็รู้สึกว่าบรรพบุรุษของแบงค์น่าจะเป็นหมอลำมาก่อน” เธอเล่าพลางเปิดเพลงหมอลำที่แบงค์ขับร้อง

แบงค์เป็นที่รู้จักในมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างรวดเร็ว เขาเป็นทั้งดาราเด่นและตัวตลกประจำห้องเรียน แบงค์ทุ่มเทแรงกายและใจเพื่อพัฒนาทักษะการแสดงบนเวทีและการเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานหลายชนิดให้เชี่ยวชาญ  เช่น แคน หรือเครื่องเป่าที่นิยมใช้เล่นประกอบการแสดงหมอลำที่ตัวเขาสามารถเล่นได้อย่างชำนาญ ครูหมอลำยังได้เล่าเสริมอีกว่า พรสวรรค์ที่แท้จริงของแบงค์คือ การร้องและแต่งกลอนลำ เนื้อหาที่เขาแต่งนั้นเหมือนกับกลอนลำส่วนใหญ่ มักเกี่ยวข้องกับความรักที่ทั้งสมหวังและไม่สมหวัง แต่แบงค์ได้เลือกเอาประเด็นทางการเมืองมาใส่ในกลอนลำ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิของคนอีสาน ทุกบทกลอนที่แบงค์แต่งขึ้นต่างแฝงด้วยอารมณ์ขันปนเหน็บแนม

บนเวทีแบงค์เรียกตัวเองตามหนวดเคราบนใบหน้าว่า “บักหนวดเงินล้าน” แต่อาชีพที่เขาเลือกนั้น ดูจะสวนทางกับฉายานามดังกล่าว

แม้ว่าคนอีสานจะเผชิญกับการเหยียดหยามต่างๆ นานา แต่แบงค์ก็ภูมิใจในรากเหง้าคนอีสานของตนเอง ขณะที่เพื่อนวัยเดียวกันต่างคลั่งไคล้ยีนส์แฟชั่นสมัยใหม่ แบงค์กลับเลือกที่จะสวมเสื้อผ้าพื้นเมืองอีสานแทนเครื่องแบบนักศึกษาตามระเบียบบังคับ เขาเรียกร้องให้เครื่องแบบนักศึกษาแบบใหม่ควรทำมาจากผ้าพื้นเมืองอีสาน

แบงค์และผ้าขะม้า ผ้าสารพัดประโยชน์สำหรับผู้ชาย เขาเห็นปู่ใช้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ความลำบากที่เกิดขึ้นกับคนอีสานผลักดันให้แบงค์กลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม “ตามประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าอำนาจส่วนกลางได้กดขี่และและตักตวงผลประโยชน์จากอีสานมาโดยตลอด” แบงค์พูดตอบด้วยสำเนียงอีสานชัดเจน

เหตุการณ์การปราบปรามผู้ประท้วงเสื้อแดงในกรุงเทพฯ เดือน พ.ค. 2553 ทำให้แบงค์มุ่งมั่นเต็มที่ที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคม

“ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในครั้งนั้น มีผลต่อเขามากจริงๆ เขาทนไม่ได้ที่เห็นคนจำนวนมากถูกฆ่าตายเพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตย” เพื่อนนักเคลื่อนไหวทางสังคมคนหนึ่งกล่าว ผู้ประท้วงที่ถูกฆ่าหลายคนมาจากภาคอีสาน นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แบงค์เริ่มเข้าร่วมกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวระดับประเทศ เขาเริ่มไม่เข้าเรียน แต่กลับเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อร่วมแสดงหมอลำตามเวทีประท้วงของคนเสื้อแดง

แต่นี่ไม่ได้ทำให้เขาหายไปจากการทำงานร่วมกับกลุ่มกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปี 2553 แบงค์ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการทั่วไปของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขายังเป็นสมาชิกสภานักศึกษาในปี 2554 และสมาชิกคณะกรรมการองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อปี 2556

เดือนกันยายน 2553 แบงค์ได้รับคัดเลือกเพื่อรับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงการณ์ พระราชทานรางวัลด้วยพระองค์เอง

แบงค์พร้อมที่จะอุทิศเวลาว่างที่เขามีให้กับ “ซุ้มเกี่ยวดาว” กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งในจำนวนไม่กี่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซุ้มเกี่ยวดาวทำงานร่วมกับนักพัฒนาเอกชนหัวก้าวหน้าภาคอีสาน และประสานการทำงานร่วมกันของนักศึกษาจากหลากหลายสถาบันเพื่อผลักดันประเด็นทางสังคมและการเมือง แบงค์เห็นว่าการที่กิจกรรมเหล่านี้ไม่มีสอนอยู่ในหลักสูตรการศึกษามหาวิทยาลัยนั้นถือเป็นความอัปยศอดสูและน่าอับอาย

แบงค์ร่วมประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหารหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น เดือน พ.ค. 2557 ภาพถ่ายโดย ซาร่า สตีลห์

“นักศึกษาก็ไม่ต้องคิดอะไร พวกเขาถูกครอบสมองไว้หมดแล้ว คือขอโทษนะครับ นักศึกษาก็แค่กิน ขี้ ปี้ นอน” แบงค์กล่าวพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะ เขาพูดเสริมว่า มหาวิทยาลัยควรสอนให้นักศึกษาสามารถคิดเป็นและวิเคราะห์โดยไม่ถูกครอบงำ เมื่อเรียนจบออกมาก็จะสามารถช่วยเหลือและสร้างสังคมที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย สำหรับแบงค์แล้ว นักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศถูกชักนำโดยระบบการศึกษาที่ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ อันขัดกับเงื่อนไขทางการเมืองและสังคมในปัจจุบัน

ช่วงต้นปี 2554 หลังการจับกุมนายอำพล ตั้งนพคุณ หรือ “อากง” ข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีดังกล่าวก่อให้เกิดการพิพาทในสังคมอย่างแพร่หลาย กลุ่มซุ้มเกี่ยวดาวเองก็ได้จัดการรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกฎหมายอันเดียวกันนี้เองที่ทำให้แบงค์ต้องติดคุก

เพื่อนของแบงค์เล่าว่า แบงค์เองนั้นรู้และเข้าใจว่าการร่วมแสดงละครดังกล่าวอาจทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน แต่เขาไม่ได้คิดว่าการแสดงจะถูกตีความว่าเป็นการหมิ่นซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

แบงค์ขณะแสดงเป็นที่ปรึกษาในละครเวที "เจ้าสาวหมาป่า" ปี พ.ศ. 2556 การแสดงของเขาถูกตีความว่าหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน

เพียงไม่กี่เดือนก่อนการจับกุม แบงค์แสดงความกังวลเกี่ยวกับจำนวนการจับกุมตามข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กำลังเพิ่มขึ้น “ผมกลัวพวกล่าแม่มด ก็มีปัญหานี้ล่ะ องค์กรเก็บขยะจะมาเก็บเอา”  แบงค์กล่าวถึงองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน กลุ่มคลั่งเจ้าในกรุงเทพฯ “คิดต่าง คือ มีความผิด เพียงแค่ตั้งถามก็มีความผิด”

ในช่วงสายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ แบงค์ยืนฟังผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก หลังจากศาลตัดสินจำคุกแบงค์และน.ส. พรทิพย์ กลุ่มเพื่อนนักเคลื่อนไหวที่มารอฟังผลอยู่ด้านนอกศาลต่างร่วมร้องเพลงเพื่อส่งกำลังใจให้กับทั้งสองคน

“แม้นผืนฟ้ามืดดับ เดือนลับมลาย ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน” พวกเขาร้องเพลงขณะที่รถตู้สีเงินนำผู้ต้องขังทั้งสองคนกลับไปเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำตัดสิน

 

 

 

 

 

 

 

 

แผนแม่บทแก้ปัญหาการทำลายป่าฯ หรือจะเป็นยุทธการรื้อบ้าน ไล่คน อีกครั้ง!

2558 มกราคม 18
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

The Master Plan

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช). ได้ประกาศที่จะยุติความขัดแย้งประเด็นสิทธิในที่ดินทำกินระหว่างชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติกับรัฐไทย ถึงแม้ว่าหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง พลเอกประยุทธ์ จันโอชา จะร้องขอ “ความร่วมมืออย่างจริงใจและโปร่งใสของทุกฝ่าย”  ในการแก้ปัญหา แต่ยุทธวิธีที่ทางคสช.ได้นำมาใช้จัดการกับชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่านั้นไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ส่วนมีร่วมแต่อย่างใด

ในวันที่ 17 มิถุนายน 2557 คสช. ออกคำสั่งที่ 64/2557  ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถปฏิบัตการหยุดการบุกรุกป่าไม้ โดยการไล่รื้อผู้บุกรุกที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมาในเดือนสิงหาคม ทางคสช. ก็ได้ประกาศใช้แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการสืบเนื่องมาจากคำสั่งที่ 64/2557  โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในประเทศให้ได้ 40% ภายในสิบปี

วาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทฯ คือ การกล่าวอ้างว่า “นายทุน” เป็นผู้ตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและเป็นผู้ทำลายป่าไม้ในประเทศ  ซึ่งรัฐจะต้องหยุดยั้งนายทุนเหล่านี้  จากนั้นทางคสช. ได้ออกคำสั่งที่ 66/2557 ที่ระบุว่าการกระทำใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้และผู้ไร้ที่ดินทำกินซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งมีผลบังคับใช้  คำสั่งเพิ่มเติมดังกล่าวทำให้ คสช. ดูเหมือนมีความจริงใจและปรารถนาที่จะจัดการกับนายทุน

แต่ตามที่ทางคสช.ได้นำเอาแผนแม่บทฯ มาประกาศใช้ ชาวบ้านคนยากไร้ที่อาศัยอยู่กับป่ามาหลายทศวรรษกลับถูกทหารและเจ้าหน้าที่รัฐระบุว่าเป็น “นายทุน” ทำให้ชาวบ้านสูญเสียสิทธิที่จะได้รับการปกป้องตามคำสั่งที่ 66  และทาง คสช.ยังได้กล่าวหาชาวบ้านในบางพื้นที่โดยปราศจากหลักฐานใดๆ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับวงจรการผลิตลงทุนโดยนายทุนผู้มั่งคั่ง

ชุมชนและหมู่บ้านหลายแห่งในภาคอีสานได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวโดยตรง ซึ่งคสช.ได้ดำเนินการจับกุมชาวบ้าน 17 คน ข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าและได้ทำการยึดพื้นที่ทำกินคืนจากชาวบ้านจำนวน 70 ครัวเรือนในอำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ และเช่นเดียวกันในอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ทหารและเจ้าหน้าที่รับได้ดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนกับชาวบ้าน 37 คนและทำการตัดต้นยางพาราชาวบ้านทิ้งมากกว่า 383 ไร่ ถ้าหากว่าศาลตัดสินว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกจริง พวกเขาจะต้องถูกจำคุกมากถึงสองปี

ในอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านบ่อแก้วและชุมชนโคกยาวกำลังเผชิญกับการไล่รื้อออกจากพื้นที่และที่ทำกินเดิมของตนเองหลังจากที่ทหารได้เข้ามาติดป้ายประกาศให้ย้ายออกจากพื้นที่โดยด่วน และที่ชุมชนบ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุริรัมย์ ชาวบ้านมากกว่า 1,000 คนถูกไล่รื้อออกจากบ้านและที่ทำกินเดิมของตนเอง

ในเดือนพฤศจิกายน คสช. รายงานว่าได้ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่าจำนวน 501 คนและได้เข้ายึดคืนพื้นที่จำนวน 343,750 ไร่ ทั่วประเทศ ปัจจุบันทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่าได้รับร้องเรียนการละเมิดสิทธิในที่ดินทำกินเพียง 32 ราย แต่เชื่อว่ามีชาวบ้านและชุมชนที่ได้รับผลกระทบมากกว่านั้น

สงครามทวงคืนพื้นที่ป่าของทางคสช.ได้สร้างผลกระทบอันโหดร้ายและไม่มีประโยชน์อันใด แทนที่จะแก้ปัญหาระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นธรรม แต่กลับเลือกที่จะไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพูดคุยเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ดินทำกิน การประกาศใช้กฎอัยการศึกทำให้ชาวบ้านไม่สามารถแสดงออกหรือคัดค้านภายใต้การเคลื่อนไหวภาคประชาชนในทุกระดับทางสังคม ชาวบ้านทำได้เพียงแต่รอคอยถึงวันที่พวกเขาจะสามารถแสดงออกและเรียกร้องสิทธิของตนเอง เพื่อที่พวกเขาจะสามารถมีโอกาสได้ทำกินและกลับไปอยู่บนผืนดินของตนเองอีกครั้ง…

จัดทำโดย นายพอล ซัลลิวาน และ นายไวล์เดอร์ นิโคลสัน

ข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อ:   กลุ่มศึกษาปัญหาที่ดินภาคอีสาน (กป.อพช.) ภาคอีสาน

686/5 ซอยวุฒาราม ถนนหน้าเมือง อ. เมือง จ. ขอนแก่น 40000

โทรศัพท์ /แฟกซ์ 043-228992 /322267

 

 

ชีวิตที่แทบหยุดชะงัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล

2558 มกราคม 18
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

7 เดือนที่แล้ว ผู้ต้องหา 26 คนถูกจับกุมและถูกฟ้องร้องคดีก่อการร้ายและก่อกบฏ ซึ่งเป็นข้อหาที่อาจนำไปสู่การตัดสินโทษประหารชีวิต คดีดังกล่าว ซึ่งเรียกกันว่า“ขอนแก่นโมเดล”เป็นคดีที่ตกเป็นเป้าสายตาของสาธารณะชนเนื่องจากเป็นการพิจารณาคดีของศาลทหารนับตั้งแต่การยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เคท โควี่แฮสเคล และ เพลีย ชาง ได้ติดตามคดีในจังหวัดขอนแก่น เพื่อศึกษากระบวนการตัดสินคดีของศาลทหารและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้ต้องหา (เนื่องจากความหวาดกลัวว่าจะมีผลกระทบกับสมาชิกครอบครัวผู้ต้องหา ทางผู้ให้สัมภาษณ์จึงไม่ต้องการให้ใช้ชื่อจริงหรือภาพถ่ายใดๆ)

เวลาล่วงเลยมาจนคล้อยบ่ายแล้ว แต่ “นก” (นามสมมติ) ยังคงอยู่ในชุดนอน เธอยืนอยู่หน้าตู้เย็นที่เปิดทิ้งไว้ จ้องมองอาหารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด นกตกงานมาหลายเดือนแล้วและเสบียงอาหารที่กักตุนไว้ก็เริ่มร่อยหรอ นกหยิบไข่ออกมาสองฟองและเดินเข้าไปในครัวที่รกรุงรัง “ฉันออกไปไหนไม่ได้ รายได้ก็เลยไม่มี” นกพูดขณะตอกไข่ใส่ในกระทะ “ทหารตามตลอด ไม่ว่าจะออกจากบ้านไปไหน”
เมื่อเดือนที่แล้ว นก ในวัย 40 ปี ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำกลางขอนแก่น เนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ นกถูกจำคุกเป็นเวลา 5 เดือน พร้อมกับผู้ต้องหาอีก 25 คนข้อหาวางแผนก่อการร้าย “ขอนแก่นโมเดล” ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นแผนการของกลุ่มเสื้อแดงที่จะโค่นล้มรัฐบาลทหารซึ่งเข้ามายึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม ผู้ต้องหาถูกจับกุมภายหลังการทำรัฐประหารเพียงหนึ่งวันและถูกคุมขังตั้วแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2557

แม้ว่านกจะถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำแล้ว แต่เธอก็ยังไม่สามารถกลับไปทำหน้าที่กำลังสำคัญในการหาเลี้ยงสามาชิกครอบครัวทั้ง 7 คน แต่นกกลับใช้เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุมขังตนเองอยู่ในบ้านเพราะไม่ต้องการให้ทหารสามารถมีข้ออ้างในการตั้งข้อกล่าวหาว่าเธอกำลังรวบรวมคนหรือกำลังเข้าการประชุม เธอจึงตัดขาดการติดต่อใดๆจากเพื่อนฝูงและไม่เดินเตร็ดเตร่ออกจากบ้านเกินสองสามร้อยเมตร นกกลัวแม้กระทั้งจะออกไปหางานทำ เธอกลัวว่าการติดต่อสัมพันธ์กับคนนอกเหนือไปจากคนในครอบครัวเดียวกันจะทำให้เธอถูกจับอีก สถานภาพทางการเงินของครอบครัวนกเลวร้ายลงตั้งแต่เธอถูกจับกุม และดูเหมือนว่าจะยิ่งเลวร้ายลงต่อไปอีกถึงแม้ว่าเธอจะได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกมาแล้วก็ตาม

“ครอบครัวลำบากมากตอนนี้” พ่อของนกกล่าว ผู้ซึ่งนับวันก็แทบจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เพราะโรคกล้ามเนื้อลีบฝ่อกำลังกัดกินร่างกายของเขา ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ชายผู้นี้ได้แต่นั่งเหม่อมองออกมาจากห้องนอน สถานที่ซึ่งได้กลายเป็นโลกทั้งใบของเขา “สุขภาพร่างกายแย่ลงทุกวัน หาเลี้ยงครอบครัวก็ไม่ได้ ตอนนี้ก็มีปัญหาเรื่องเงินเยอะ ค่าใช้จ่ายของเด็กๆสามคน ค่าไปโรงเรียน รวมทั้งค่ากินอยู่ต่าง”

นกไม่รู้ว่าตนเองนั้นจะหางานทำได้เมื่อไหร่ ด้วยตระหนักรู้ว่าทหารสามารถตีความได้ต่างๆนานาๆจากอะไรก็ตามแต่ที่เธอทำ เพื่อเป็นเหตุผลในการส่งตัวเธอกลับเข้าไปในเรือนจำอีก ตอนนี้นกก็แทบไม่ต่างไปจากคนเป็นอัมพาต

“เราไม่มีรายได้ ต้องคิดก่อนทุกอย่างไม่ว่าจะทำอะไร ตอนนี้ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรมันกระทบครอบครัวได้ ไม่อยากทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้”

* * *

นับตั้งแต่การจับกุมในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเผด็จการทหารก็ได้จับตาเฝ้าดูเลห่าผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดลและครอบครัวของพวกเขา ผู้ต้องหาทั้ง 26 คนถูกดำเนินคดี 9 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันสะสมอาวุธและวางแผนการก่อการร้าย

คำสั่ง คสช. ที่ 37 ระบุว่าการกระทำใดๆที่ส่งผลต่อ “ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” จักอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ซึ่งประกาศใช้หลังจากมีการจับกุมผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล ทนายความคนหนึ่งผู้ซึ่งคุ้นเคยกับคดีดังกล่าวเรียกการตระเตรียมการเช่นนี้ว่า “ผิดแปลก” และ “ไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่ควร” กระนั้นก็ตาม คดีขอนแก่นโมเดล ก็ถูกดำเนินการในศาลทหาร

November 26th—Shackled, the defendants enter the court at the Sri Patcharin military base for the case's third hearing as their families look on.
26 พฤศจิกายน 2557— ผู้ต้องหาเดินทางมาศาลทหารที่ค่ายศรีพัชรินทร์ ขอนแก่น

องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรได้ออกมาต่อต้านการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหารว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน การพิจารณาคดีของศาลทหารนั้นไม่มีกระบวนการอุทธรณ์ฎีกา ผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดลไม่ได้รับอนุญาตให้ประกัน ยกเว้นผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นไปได้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 26 คนอาจถูกถูกตัดสินประหารชีวิต

ทนายฝ่ายจำเลยพยายามขอย้ายการพิจารณาคดีไปที่ศาลพลเรือนเนื่องจากการพิจารณาคดีโดยศาลทหารนั้นเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี พ.ศ. 2557 ซึ่งระบุอย่างคลุมเคลือว่ารัฐบาลจำเป็นที่จะต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน

นายไวล์เดอร์ เทย์เลอร์ เลขาธิการของทางคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า “ภายใต้มาตรฐานสากลนั้น พลเรือนต้องไม่ถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร โดยเฉพาะในเหตุการณ์ ดังเช่นที่ทหารได้เข้ายึดอำนาจในประเทศไทย ศาลทหารขาดความเป็นอิสระทางสถาบันจากฝ่ายบริหาร ตามกฎหมายสากลที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม

กระบวนการการพิจารณาคดีขอนแก่นโมเดลทำให้ผู้ต้องหาและทนายความตกอยู่ในความหวาดกลัว เนื่องจากตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการเปลี่ยนคณะผู้พิพากษาไปแล้วถึงสองครั้ง ผู้พิพากษาสองในสามคนเป็นเจ้าหน้าที่ทหารและไม่มีข้อมูลประวัติการพิจารณาคดีมาก่อน ประกอบกับความไม่ชัดเจนในการนัดวันพิจารณาคดีซึ่งที่มีการแจ้งเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายนิรนามคนหนึ่งซึ่งคอยติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับคดีดังกล่าว กล่าวว่าตัวเขานั้นรู้สึกเคลือบแคลงกับความไม่โปร่งใสของกระบวนการศาล “ผมไม่รู้ว่าศาลทำงานโดยยึดหลักการอะไร จะรอให้สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นก่อน หรือรอการสั่งการจากผู้ที่มีอำนาจมากกว่าหรือเปล่า? ยิ่งรู้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าครอบครัวของผู้ต้องหาเหล่านี้คงจะไม่ได้รับความยุติธรรม”

เนื่องจากเป็นคดีที่ตกเป็นเป้าสายตาของสาธารณชน โดยเฉพาะข้อหาวางแผนก่อการร้าย ทำให้ผู้ต้องหาและครอบครัวได้กลายเป็นจุดสนใจ รวมทั้งสื่อยังได้วาดภาพว่าครอบครัวของพวกเขาเหล่านี้เป็นกบฎและคนหัวรุนแรง ผลที่เกิดขึ้นคือพวกเขาถูกปฏิเสธจากทางชุมชน

* * *

ดาว (นามสมมติ) ถูกกีดกันจากสังคมหลังจากที่สามีของเธอถูกจับกุม ดาวนั่งอยู่ในบ้านที่ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้น ซึ่งสำหรับเธอแล้วบ้านหลังนี้มีแต่ความว่างเปล่าอันโหดร้าย

“ไม่มีใครมาหาเลย เขามองว่าเราเป็นอาชญากร คิดว่าเราจะทำลายประเทศชาติ” ดาวกล่าวทั้งน้ำตา “ฉันเป็นเสื้อแดง แต่ฉันไม่มีอาวุธสงคราม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาวุธสงครามหน้าตาเป็นยังไง”

ก่อนที่จะมีการจับกุม ดาวและสามีประกอบอาชีพขายไส้กรอกทอด ด้วยรายได้ประมาณ 1,000 บาทต่อวัน แต่หลังจากที่สามีของเธอถูกจับกุม รายได้ของดาวมีแค่วันละประมาณ 200 บาทเท่านั้น ทุกวันนี้ลูกค้าประจำของเธอก็คือฝูงหมาที่ดาวเอาไส้กรอกเหลือจากการขายให้กินอยู่ทุกค่ำ

“แต่ก่อนเพื่อนบ้านเคยมาซื้อไส้กรอก แต่ตอนนี้กลับไม่อยากมาเข้าใกล้ เคยถามว่าทำไมไม่ซื้อไส้กรอกแล้ว เขาก็บอกแค่ว่าเขาไม่อยากกินแล้ว”

ดาวยังบอกอีกว่าเพื่อนหลายคนได้รับโทรศัพท์เตือนไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเธอ ดาวไม่รู้ว่าโทรศัพท์ดังกล่าวนั้นมาจากใคร

เนื่องจากทนไม่ได้กับสายตาที่ผู้คนเพ่งมอง (หรือแย่ไปกว่านั้นคือบางคนก็เมินเธอไปเลย) ดาวขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน เดียวที่ดาวรู้สึกสบายใจในตอนนี้คือช่วง 15 นาทีที่เธอได้เข้าเยี่ยมสามีในเรือนจำ ดาวไปเยี่ยมสามีของเธอทุกครั้งที่มีค่ารถเพียงพอ เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องใช้เงินโดยไว ดาวต้องอดมื้อกินมื้อ ขายรถมอเตอร์ไซค์ จักรเย็บผ้า หม้อหุงข้าว และทุกอย่างที่ขายได้โดยชั่งกิโลขายที่ร้านรับซื้อของเก่าในราคา 1ใน 5 ของราคาสิ่งของ หลังจากเยี่ยมสามีเสร็จดาวมักจะอยู่ที่เรือนจำต่ออีกหลายชั่วโมง และอยู่ที่นั่นจนกว่าเจ้าหน้าที่จะบอกให้เธอกลับบ้าน

เพียงไม่กี่เดือนหลังการจับกุม ดาวมีเพียงแค่ น้อย (นามสมมติ) ลูกสาววัย 18 ปีที่คอยเป็นทั้งเพื่อนและผู้หารายได้ช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวเพียงคนเดียว น้อยเป็นนักมวยที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่นและเคยได้ค่าขึ้นชกครั้งละ 5,000 บาทมาแล้ว แต่พอขาดพ่อไป น้อยกับแม่ต้องขึ้นรถโดยสารเพื่อไปที่สนามมวยทุกอาทิตย์ หลังจากการชกมวยเสร็จสิ้นลงในเวลาที่ค่อนข้างดึก น้อยและแม่ต้องอาศัยนอนบนเสื่อข้างสนามมวยโดยใช้กระเป๋าเป็นหมอนรองศีรษะเนื่องจากไม่มีรถโดยสารกลับบ้าน หลังจากที่ผู้จัดการค่ายมวยรู้ข่าวเรื่องพ่อของน้อยถูกจับกุม ก็จัดให้น้อยขึ้นชกแต่ในระดับต่ำลงกว่าซึ่งได้ค่าขึ้นชกเพียง 300 บาท

น้อยทนไม่ได้กับการถูกกระทำดังกล่าวได้ ประกอบกับการล้อเลียนจากเพื่อนที่โรงเรียน จึงลาออกจากการเรียนชั้นมัธยมศึษาปีที่ 5 น้อยต้องทิ้งแม่ให้อยู่คนเดียวและย้ายไปอยู่อีกภาคหนึ่งในจังหวัดที่ไม่มีใครรู้เรื่องคดีขอนแก่นโมเดล ทุกวันนน้อยชกมวยในวันธรรมดาและเรียน กศน. ในวันเสาร์อาทิตย์ และส่งกลับมาให้แม่เท่าที่ทำได้

* * *

อ้อม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ต้องหยุดเรียนเนื่องจากคดีขอนแก่นโมเดล พ่อของอ้อมเป็นหนึ่งในผู้ต้องหา 26 คนที่ถูกจับกุมในเดือนพฤษภาคม รายได้ของครอบครัวนับวันก็เริ่มจะลดลงไปเรื่อยๆ
ในห้องครัวที่มีเพียงแสงสลัวๆ อ้อมกำลังหั่นผักเพื่อเตรียมประกอบอาหารเย็น หางตาของเธอยังคงจ้องมองกระเป๋านักเรียนที่วางพิงอยู่ข้างฝาซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือเรียนที่ยังอ่านไม่จบและการบ้านที่ต้องทำส่ง อ้อมยังไม่ได้มีโอกาสหยิบหนังสือเรียนออกมาอ่านหรือทำงานที่ค้างไว้ตั้งแต่เมื่อสี่วันก่อนหน้านั้น วันที่ได้มีโอกาสไปโรงเรียนครั้งสุดท้าย แต่คืนนี้ อ้อมรู้ว่าจะต้องเร่งทำงานที่คั่งค้างไว้ตั้งแต่เริ่มเปิดเทอมเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ค่าเทอมของอ้อมเริ่มกลายมาเป็นภาระที่หนักหน่วง เงิน 100 บาทที่อ้อมเคยใช้ในการไปโรงเรียนกลับต้องนำมาใช้จ่ายเพื่อสิ่งของที่จำเป็นสำหรับตัวอ้อม น้องชายที่มีอายุเพียง 4 ขวบ และแม่ของอ้อมเอง เมื่อไม่นานมานี้ ใหม่ (นามสมมติ) แม่ของอ้อม รู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องหารายได้เข้าครอบครัวจึงได้ขอร้องให้อ้อมออกจากโรงเรียนเพื่อมาหางานทำ

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่หนักใจในการพูดคุยระหว่างแม่กับลูก อ้อมยืนยันที่จะเรียนต่ออีกหนึ่งปี
จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่ในตอนนี้ ครอบครัวของอ้อมเองก็กำลังตกอยู่ในสภาพที่ระส่ำระส่าย อ้อมจึงสามารถไปเรียนได้เพียงอาทิตย์ละสองถึงสามวันเท่านั้น

“ไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกตัวเองออกจากโรงเรียนหรอก” ใหม่กล่าวขณะที่ตาก็จ้องมองไปที่ลูกสาวที่กำลังปัดกวาดพื้นห้องครัวอยู่ “แม่อยากให้ลูกเรียนสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้มีงานดีๆ ทำในอนาคต แต่แม่ก็ไม่รู้จะหาเงินมาจากไหน ถ้าพ่ออยู่พ่อก็คงจะช่วยคิด”

ในช่วงหนึ่งเทอมครึ่งที่ผ่านมา เรื่องเรียนก็เริ่มจะเป็นปัญหาที่หนักขึ้น อ้อมไผ่นหลายวิชา การขาดเรียนเพื่อไปทำงานทำให้อ้อมหมดสิทธิ์สอบในรายวิชาต่างๆมากกว่าครึ่งจากวิชาที่ต้องเรียนทั้งหมด อ้อมต้องแก้เกรดด้วยการทำงานส่งในเทอมต่อไป พร้อมๆ กับการบ้านในวิชาเรียนใหม่ที่จะมีเข้ามาในเทอมหน้า
“ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม” อ้อมกล่าว “แต่อยากเรียนให้จบจะได้หางานดีๆทำ”

อ้อมอยากเรียนต่อที่คณะวิทยาการจัดการ สาขาการโรงแรม ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยชั้นนำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บุคลิกของอ้อมน่าจะเหมาะกับการเรียนวิชานี้ “อ้อมอยากแต่งตัวสวยๆ” อ้อมกล่าวพลางหัวเราะ

แต่ความฝันของอ้อมก็ดูเหมือนจะเริ่มอยู่ไกลเกินเอื้อม อ้อมต้องช่วยหาเงินจุนเจือครอบครัว อีกทั้งแม่ของอ้อมซึ่งกำลังอยู่ในสภาพอารมณ์ที่เปราะบาง ก็ยิ่งเป็นสาเหตุที่อ้อมต้องเข้ามาแบ่งเบาภาระต่างๆ หลังจากพ่อของอ้อมถูกจับ

ใหม่พยายามคงสีหน้าที่เข้มแข็งไว้และยิ้มให้ลูกทั้งสองคน แต่ความเศร้าที่อยู่ข้างในบางครั้งก็หนักจนแทบที่จะแบกทนต่อไปไม่ได้ “หลังจากที่พ่อถูกจับ แม่ร้องไห้อยู่หลายอาทิตย์” ใหม่กล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบา “แม่ทำอะไรไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับชีวิต พอลูกสาวเห็นก็เลยไม่ยอมไปโรงเรียนสองอาทิตย์ อยู่เป็นเพื่อนแม่”

ด้วยความที่ยังเป็นห่วงเรื่องอนาคตอยู่ อ้อมต้องพยายามที่จะอดทนกับสถานการณ์การเงินที่ย่ำแย่และความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับครอบครัว พร้อมๆกับการทำใจเรื่องการสูญเสียพ่อไป
“คิดถึงพ่อ” อ้อมกล่าว “เวลานึกถึงพ่อก็อยากจะร้องไห้”

7 เดือนหลังจากการจับกุมทำให้เห็นได้ชัดว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผู้ที่ถูกกุมขังนั้นเป็นบาดแผลลึกมากกว่าเป็นเพียงแค่บาดแผลทางด้านการเงิน เมื่อไม่มีคนที่รักอยู่ใกล้ พวกเขาก็เหมือนตกอยู่ในความโศกเศร้าที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด กระบวนการที่ซับซ้อนของระบบศาลทหารทำให้ความหวังของครอบครัวผู้ถูกคุมขังเหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้น

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การจับกุม ครอบครัวของผู้ต้องหาก็แทบจะไม่ได้รับคำตอบในคำถามที่พวกเขามีเลย พวกเขาร้องขอที่จะดูหลักฐานจากข้อกล่าวหาดังกล่าว ขอร้องให้มีการประกันตัว เฝ้าถามถึงวันที่คนที่พวกเขารักจะได้รับการปล่อยตัว หรือแม้แต่กระทั้งวันพิจารณาคดีของทางศาล ผู้ต้องหาต่าตั้งคำถามเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “พวกเราทำผิดอะไรถึงถูกลงโทษอย่างรุนแรงเช่นนี้?”

ทนายความที่รับผิดชอบคดีมีความเป็นห่วงเก่ยวกับอนาคตของครอบครัวผู้ที่ถูกกุมขัง “การไม่รู้วันพิจารณาคดีครั้งต่อไปเมื่อไหร่ และการที่ศาลไม่อนุญาตประกันตัวส่งผลกระทบกับทางครอบครัวเป็นอย่างมาก เหมือนตกอยู่ในนรก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอคนที่พวกเขารักอีก”

* * *

เช่นเดียวกับแม่ของอ้อม สมาชิกครอบครัว “ดำรง” นามสมมติ ต้องจมอยู่กับความโศกเศร้านับตั้งแต่ “สมศักดิ์” นามสมมติ ผู้ที่เป็นทั้งสามี พ่อ และปู่ของครอบครัว

“จอย” นามสมมติ แต่งงานและอยู่กินกับสมศักดิ์มานานถึง 36 ปี การจับกุมสมศักดิ์ส่งผลกระทบต่อสภาพทางจิตใจของจอยเป็นอย่างมาก จอยหยุดยืนนิ่งขณะเดินอยู่บนสนามหน้าบ้านและพูดว่า “เห็นอะไรก็นึกถึงแต่พ่อ” จอยมองออกไปที่แปลงผักหน้าบ้านหลังเล็กๆของจอย ซึ่งตอนนี้มีหญ้าขึ้นอยู่รกรุงรัง “พ่อชอบปลูกผัก” จอยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสะอื้น “พ่อเป็นคนทำแปลงผัก เป็นคนสร้างบ้านหลังนี้ เป็นคนขุดบ่อปลา มองไปทางไหนก็นึกถึงแต่พ่อ”

การขาดสมศักดิ์ไปได้สร้างความว่างเปล่าที่สมาชิกในครอบครัวของสมศักดิ์ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ เพื่อนฝูงที่เคยมารับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ทุกคนต่างก็คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตโดยมีสมศักดิ์อยู่ด้วย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพวกเขาสังเกตได้จากการหยุดชะงักของบทสนทนาที่เคยมีสมศักดิ์คอยหยอดมุขตลกอยู่ตลอด แต่ตอนนี้มีเพียงแต่ความเงียบ

“เหมือนว่าครอบครัวไม่มีความสุข” จอยกล่าว “แม่ไม่มีกำลังแล้ว ตอนนี้คิดแต่ว่าจะช่วยพ่อยังไง”
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ครอบครัวได้พยายามทุกวิธีทางที่จะประกันตัวสมศักดิ์ออกมา พวกเขาพยายามหาเงินประกัน เดินเอกสาร แต่ทางทหารก็ปฏิเสธการประกันตัว นับเป็นเวลา 7 เดือนผ่านมาแล้ว สมศักดิ์ยังคงอยู่ในเรือนจำทั้งๆ ที่ภรรยาของสมศักดิ์ยังไม่รู้แม้กระทั้งเหตุผลของการถูกจับกุม
“ถ้าเรารู้ว่าพ่อทำผิดก็คงจะไม่รู้สึกแบบนี้ เพราะอย่างน้อยก็รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมพ่อถึงโดยจับ แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าพ่อทำผิดอะไร”

เหตุผลของสมศักดิ์เหมือนกันกับจำเลยคนอื่นๆ ซึ่งต่างก็อ้างว่าตนบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาทั้งหมด แม้แต่ทางทนายซึ่งบอกว่าหลักฐานที่ทหารจับกุมนั้นไม่มีน้ำหนัก แต่คดีก็ยังคงดำเนินต่อไป
สิ่งเดียวที่จอยมั่นใจคือสามีของจอยน่าจะได้รับการปล่อยตัวนานแล้ว “เราแค่ต้องการให้พ่อกลับมาอยู่กับเรา ถ้าความยุติธรรมมีจริงพ่อคงจะได้กลับบ้านแล้ว”

แต่ความยุติธรรม ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีขอนแก่นโมเดลจะได้รับในเร็ววันนี้ การพิจารณาคดีครั้งที่ 3 ในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา การตัดสินของศาลก็ยังคงไม่มีความชัดเจนอยู่เช่นเคย มีการยกเลิกวันนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปและไม่แจ้งวันและเวลาใหม่ ทีมทนายได้ร้องขอให้ย้ายการพิจารณาคดีไปที่ศาลอาญาพลเรือนแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ

A relative of one of the defendants reacts after seeing her husband walk into the courtroom in chains.
ญาติของผู้ต้องหาร่ำไห้ขณะรอเจอผู้ต้องหาหน้าศาลทหาร

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวเหล่านี้ต้องต่อสู้กับความไม่แน่นอนซึ่งกำลังกัดกร่อนชีวิตของพวกเขา ต้องเผชิญกับคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ และอำนาจทหารที่ไม่มีจำกัดที่เริ่มเข้ามาแทรกซึมในชีวิตของพวกเขาเหล่านี้

* * *

ความมืดกำลังคลืบคลานเข้ามา นกขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปซื้อผักใกล้บ้าน ในขณะที่รถมอเตอร์ไซค์กำลังจะลับตาไป น้องชายของนกลุกขึ้นเดินออกไปนอกบ้านและยืนอยู่บนถนนที่มีฝุ่นคลุ้งตลบ เขาจ้องมองตามยังไฟรถมอเตอร์ไซค์ไป เขายืนรออยู่ที่นั่นในความมืดด้วยใบหน้าที่เป็นกังวล มีแต่เพียงแสงไฟรถที่ผ่านไปมาเป็นระยะเท่านั้นที่สาดส่อง เขารออยู่ประมาณ 15 นาทีจนพี่สาวกลับมา

“น้องคิดว่านกอาจจะไม่ได้กลับมาบ้านอีก” นกอธิบาย “ทุกครั้งที่น้องชายกลับบ้าน ก็จะมาหานก น้องดีใจทุกครั้งที่รู้ว่านกยังไม่ได้ไปไหน”

นกวางถุงผักไว้บนโต๊ะและแขวนถุงใส่สิ่งอื่นๆบนผนังบ้าน บ้านที่ ณ ตอนนี้กลายเป็นเสมือนห้องขังสำหรับนกเอง

เคท โควี่-แฮสเคล กำลังศึกษาสาขามนุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ และ เพลีย ชาง กำลังศึกษาสาขาการพัฒนามนุษย์และครอบครัวศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดดิสัน ทั้งสองคนเป็นนักข่าวนักศึกษาที่โครงการศึกษาต่างประเทศ โครงการซีไออีอี-ขอนแก่น

ชาวอีสานใช้งานเทศกาลสิทธิมนุษยชนระบายความคับแค้นใจ ภายใต้กฎอัยการศึก และการปิดกั้นการแสดงออก

2558 มกราคม 18
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

 

ขอนแก่น – ประชาชนประมาณ 400 คนจาก 13 จังหวัด ได้เดินทางมาเพื่อเข้าร่วมงานเทศกาลสิทธิมนุษยชนภาคอีสานประจำปี ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวานนี้ที่โรงแรมขวัญมอ จังหวัดขอนแก่น ถึงแม้ว่าทางทหารจะแสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับการจัดงาน และงานในปีนี้แตกต่างไปจากปีที่ผ่านๆมา คือ คณะทูตจากสหราชอาณาจักร แคนาดา นิวซีแลนด์ สหภาพยุโรป สวีเดน และสหรัฐอเมริกา ได้เดินทางเพื่อมาร่วมงานเช่นเดียวกัน

งานเทศกาลสิทธิมนุษยชนภาคอีสานจัดขึ้นแทบทุกปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เพื่อรำลึกวันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ  แต่การดำเนินงานในครั้งนี้ได้รับเงินสนับสนุนหลักจากสหภาพยุโรปตามโครงการ “ความช่วยเหลือการแลกเปลี่ยนด้านนโยบายของไทยและสหภาพยุโรป” และโดยผู้จัดงานกล่าวว่า เทศกาลประจำปีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้ชุมชน และเครือข่ายต่างๆ ได้พบปะแลกเปลี่ยนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและกำหนดข้อเรียกร้องต่างๆ

กิจกรรมในช่วงเช้าเริ่มด้วยการกล่าวแถลงการณ์ โดย คุณจาร์รอด เวียร์ ตัวเเทนจากสหภาพยุโรป คุณแอน-ชาร์ลอตต์ มอลม์ หัวหน้าระดับภูมิภาคโครงการซีดา ประเทศสวีเดน และคุณนอร์แมน แฟลนซ์ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนจากสหรัฐอเมริกา

ตามมาด้วย “การอภิปรายด้านสิทธิมนุยชนโดยคณะเอกอัครราชทูต” โดย คุณมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย คุณฟิลลิป คาลเวิร์ท เอกอัครราชทูตแคนาดา และคุณรูเบน เลเวอร์มอร์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์

จากซ้ายไปขวา: คุณแฮนโน เทรย์เบิร์น เจ้าหน้าที่ด้านการเมือง, สถานทูตอังกฤษ; คุณนอร์แมน แฟลนซ์; คุณคามิลลา ออตโตสซัน เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน สถานทูตสวีเดน คุณแอน-ชาร์ลอตต์ มอลม์; เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์; เอกอัครราชทูต ฟิลลิป คาลเวิร์ท เอกอัครราชทูตรูเบน เลเวอร์มอร์; คุณจาร์รอด เวียร์
จากซ้ายไปขวา: คุณแฮนโน เทรย์เบิร์น เจ้าหน้าที่ด้านการเมืองจากสถานทูตอังกฤษ คุณนอร์แมน แฟลนซ์ คุณคามิลลา ออตโตสซัน เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนจากสถานทูตสวีเดน คุณแอน-ชาร์ลอตต์ มอลม์ เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูต ฟิลลิป คาลเวิร์ท เอกอัครราชทูตรูเบน เลเวอร์มอร์ และคุณจาร์รอด เวียร์

เอกอัครราชทูตแต่ละท่านเล่าถึงความเป็นมาเป็นไปของสิทธิมนุษยชนในประเทศตนเอง โดยให้ความสำคัญกับความจำเป็นที่จะต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมกลุ่มกันเพื่อแสวงหาสังคมประชาธิปไตย นายฟิลลิป คาลเวิร์ท และนายรูเบน เลเวอร์มอร์ ยังได้กล่าวถึงว่าสิทธิของชนพื้นเมืองกลายเป็นส่วนสำคัญของ “โครงสร้าง” ทางภูมิทัศน์ด้านสิทธิมนุษยชนในแคนาดาและนิวซีแลนด์ได้อย่างไรอีกด้วย

เอกอัครราชทูตคาลเวิร์ท: สิทธิด้านวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิมนุษยชนในแคนาดา
เอกอัครราชทูตฟิลลิป คาลเวิร์ท พูดถึงสิทธิด้านวัฒนธรรมว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิมนุษยชนในแคนาดา

เอกอัครราชทูตฟิลลิป คาลเวิร์ทกล่าวว่า “แคนาดาได้เรียนรู้ว่า เมื่อมีการกีดกันสิทธิด้านวัฒนธรรม เช่น สิทธิการพูดภาษาดั้งเดิมของตนเอง และการครอบครองที่ดิน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความหายนะ”

เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์ กล่าวกับผู้ฟังในห้องเป็นภาษาไทยเรื่องความสำคัญของความเสมอภาคและโอกาสที่เท่าเทียม

“ผมมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของอังกฤษ พ่อของผมทำงานเป็นคนขับรถบรรทุก แต่ผมก็มีโอกาสได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด จากนั้นผมก็ได้เห็นถึงความสำคัญของโอกาสในการเข้าถึงและสิทธิที่เท่าเทียมกันสำหรับคนทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะรวยหรือจน ไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือคนชนบท”

การย้ำถึงสิทธิความเสมอภาคของคนในชนบทจากเอกอัครราชทูต ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าร่วมงาน

เอกอัครราชทูตเคนท์: ย้ำถึงความผิดหวังของสหราชอาณาจักรต่อการรัฐประหารและการคงกฎอัยการศึกไว้
เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์: ย้ำถึงความผิดหวังของสหราชอาณาจักรต่อการรัฐประหารและการคงกฎอัยการศึกไว้

สมาชิกชุมชนและเครือข่ายที่ได้รับผลกระทบต่างทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสไม่มากนักที่จะได้แลกเปลี่ยนกับตัวแทนจากต่างชาติเกี่ยวกับความคับข้องใจประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่ชุมชนของตนเองกำลังประสบ

ชาวบ้านจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขุดเจาะบ่อกีาซปิโตรเลียมใกล้ที่ดินของตนเอง ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่แสดงถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในประเทศไทย

“ปกติแล้ว บริษัทต่างชาติต่างๆ จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อสร้างปัญหาให้กับชุมชนของเรา” ชาวบ้านจากกาฬสินธุ์คนหนึ่งกล่าว “พวกเขามองเราเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆ และมักอ้างว่าเราต้องเสียสละเพื่อประเทศชาติ เราส่งจดหมายและพูดผ่านสื่อก็แล้ว แต่ก็ยังถูกละเมิดสิทธิเหมือนเดิม เสียงของทูตอาจจะดังกว่าเสียงของเรา เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่า คุณอาจทำให้คนพวกนั้นได้ยินเสียงเล็กๆ ของเรา”

คณะทูตจากนานาประเทศที่เข้าร่วมงานเข้าใจถึงคุณค่าของการได้มีโอกาสพูดคุยกับประชาชนคนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยตรง เพื่อที่จะได้เข้าใจสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้ดีขึ้น

“สำหรับเราในฐานะเอกอัครราชทูต กรุงเทพเป็นเมืองที่สำคัญแต่ก็ไม่ใช่ประเทศไทยทั้งหมด” เอกอัครราชทูตรูเบน เลเวอร์มอร์กล่าว “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่สำคัญมาก ในวาระที่ได้มาที่นี่ในวันนี้ทำให้เราได้มีโอกาสรับฟังเกี่ยวกับปัญหาที่คนอีสานกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้”

 เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ คุณเลเวอร์มอร์: ภาพรวมของภาคอิสานมีความสำคัญสำหรับความเข้าใจที่มีต่อประเทศไทย
เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ คุณรูเบน เลเวอร์มอร์: ภาพรวมของภาคอิสานมีความสำคัญสำหรับความเข้าใจที่มีต่อประเทศไทย

กิจกรรมในช่วงบ่ายมุ่งเน้นเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านหนังสั้นจำนวน 8 เรื่อง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิด้านต่างๆ อาทิ สิทธิผู้บริโภค สิทธิได้รับบริการเพื่อสุขภาพ สิทธิในที่ดินและการดำเนินชีวิต และสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ในตอนท้ายของงานได้มีการประกาศแถลงการณ์จากแต่ละชุมชน

ตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในประเทศไทย งานเทศกาลสิทธิฯครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่งานประเภทนี้สามารถจัดขึ้นได้ ซึ่งงานสัมนาทางวิชาการต่างๆหลายครั้งมักถูกยกเลิก หรือถูกสั่งปิดโดยทหาร

ความตื่นตัวของชาวบ้าน ที่แออัดกันอยู่ในห้องสัมมนา ในฐานะผู้เข้าร่วมงานที่อยากให้คนอื่นๆ รวมทั้งแขกจากต่างชาติ ได้ยินเสียงของพวกเขา
ผู้ร่วมงานเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ความหาญกล้าที่ต้องการให้ผู้ร่วมงานคนอื่น รวมทั้งคณะทูตจากประเทศได้รับรู้

งานครั้งนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. พอช.) โครงการซีไออีอี ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (CIEE) และเครือข่ายนักศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แหล่งข่าวทหารในขอนแก่นบอกผู้จัดงานว่ามีความเป็นได้ถึงร้อยละ 50 ที่ทางทหารจะยกเลิกหรืออนุญาตให้ดำเนินการจัดงานต่อไป แต่หนึ่งวันก่อนงานเริ่ม เจ้าหน้าที่ทหารได้ติดต่อเพื่อขอให้ทางคณะผู้จัดฯ เขียนข้อตกลงและลงชื่อว่าจะห้ามไม่ให้มีการวิพากษณ์วิจารณ์ คสช. ห้ามพูดเกี่ยวกับการเมืองหรือกฎอัยการศึก ผู้จัดงานฯ ตกลงที่จะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้และจะกลั่นกรองสื่อที่ใช้ในการจัดงาน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผู้จัดงานจะแจ้งก่อนงานเริ่มว่าได้ตกลงกับทางทหารว่าจะไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวเหล่านั้น แต่ก็หวังว่าผู้ร่วมงานทุกคนจะพูดเรื่องอืนได้อย่างอิสระเสรีเนื่องในวาระโอกาสวันสิทธิมนุษยชน

หนึ่งในผู้เข้าร่วมงานยืนขึ้น และถามว่า “ถ้าเราพูดเรื่องกฎอัยการศึก เรื่องคสช. หรือการเมืองไม่ได้ แล้วจะให้เราพูดเรื่องอะไร”

การเซนเซอร์ตัวเองในส่วนของผู้จัดทำให้ไม่สามารถเข้าใจวิดีโอบางส่วนที่นำมาเสนอได้ เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ว่ากฎอัยการศึกนั้นส่งผลกระทบต่อชุมชต่างๆที่เข้าร่วมงานในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานโยบายเกี่ยวกับที่ดิน ของ คสช. ที่มีการจับกุมและไล่รื้อชุมชุนหลายแห่งในภูมิภาค

ระหว่างการฉายสารคดีเกี่ยวกับการไล่รื้อชาวบ้านและชุมชนออกจากป่า มีเสียงบ่นระงมดังขึ้นในหลายๆครั้งที่เนื้อหาของสารคดีถูกตัดเสียงออกไปหรือมีการเซนเซอร์คำบรรยาย เมื่อทางผู้จัดงานฯ อธิบายว่าเนื้อหาในสารคดีดังกล่าวถูกสั่งให้เซนเซอร์ ผู้เข้าร่วมงานทั้งห้องต่างส่งเสียงหัวเราะให้กับเรื่องดังกล่าว

หนึ่งในชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราวในสารคดีที่ถูกเวนเซอร์ได้ลุกขึ้น เขากำหมัดแน่นและกล่าวว่า “ผมไม่กลัวที่จะพูดตรงนี้ว่าเนื้อหาที่ถูกเซนเซอร์คืออะไร นับตั้งแต่รัฐประหาร 44 วัน ทหารประกาศคำสั่งไร่ลื้อชุมชนของผม พวกเผด็จการทหารต้องการให้พวกเราออกจากป่า ไม่สนใจว่าพวกเราอยู่ที่นี่มานานหลายทศวรรษแค่ไหน”

ผู้เข้าร่วมงานคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันต่างส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุน

ชาวบ้าน และนักกิจกรรมได้รับโอกาสที่มีไม่มากนักที่จะพูดในที่สาธารณะภายใต้กฎอัยการศึก
ภายใต้กฎอัยการศึก นักกิจกรรมและชาวบ้านมีโอกาสไม่มากนักที่จะได้พูดอย่างเปิดเผย

ดร. เดวิด สเตร็กค์ฟัสส์ หัวหน้าผู้จัดงานฯและผู้อำนวยการโครงการ ซีไออีอี-ขอนแก่น สังเกตว่างานเทศกาลสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นักกิจกรรมเสื้อแดงผู้ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎอัยการศึกในภาคอีสานและนักกิจกรรมสิทธิชุมชนหลายคน ซึ่งต่างถูกจับกุมและควบคุมตัวเช่นเดียวกัน ได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเคลื่อนไหวในการต่อสู้กับการกดขี่ภายใต้กฎอัยการศึกด้วยกันในโอกาสนี้

นายเดชา เปรมฤดีเลิศ นักพัฒนาเอกชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน กล่าวเห็นด้วยว่า “การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จะทำให้ชาวบ้านเข้มแข็งขึ้น ชาวบ้านต้องรวมกลุ่มกันเพื่อหาทางอยู่รอดให้ได้”

ผู้เข้าร่วมงานหลายคนไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่แต่งกายชุดลำลองเพื่อคอยถ่ายภาพในงาน “ผมไม่กลัวทหาร เพราะมันเป็นสิทธิของผมที่จะมาที่นี่” นายเหมี่ยว จงสดับกลาง จากจังหวัดยโสธรกล่าว “จะไปกลัวทำไม?”

ไม่กลัวกฎอัยการศึก: ชาวบ้านหลายคนพูดติดตลก ต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านหลังเป็นจอแสดงภาพเคลื่อนไหวที่ถูกปิดกั้น
ไม่กลัวกฎอัยการศึก: ชาวบ้านหลายคนต่างขบขันต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งพื้นหลังคือภาพการเซนเซอร์วิดีโอที่นำมาเปิดให้ชม

ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง ผู้ช่วยคณบดีจากวิทยาลัยการเมืองการปกครองมหาวิทยาลัยมหาสารคามและร่วมเป็นพิธีกรประจำงาน เชื่อว่างานเทศกาลสิทธิมนุษยชนครั้งนี้สร้างคุณประโยชน์มหาศาล

“ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงมาหลายทศวรรษแล้ว ทุกครั้งที่เราคุยเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในประเทศไทย เรามักจะคุยกันเฉพาะสิทธิทางการเมืองและการเลือกตั้ง” เขากล่าว

“แต่จะไม่พูดถึงสิทธิในชีวิตประจำวันต่างๆ เช่น สิทธิการมีหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร หรือ สิทธิในการมีที่อยู่อาศัย สิทธิเหล่านี้ถูกละเลย เพียงเพราะมันเกิดขึ้นกับคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น การละเมิดสิทธิเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศไทยควรได้รับความสนใจจากสังคมโลก”

นายกฤษกร ศิลารักษ์ หนึ่งในนักกิจกรรมจังหวัดอุบลราชธานี รู้สึกภูมิใจและผลที่จะเกิดขึ้นจากการจัดงานในครั้งนี้

“ชาวบ้านต่างมีความมั่นใจและแน่วแน่มากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวใหญ่ของภาคประชาชนเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิมนุษยชนของเรา เป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับอนาคตที่สดใส”

ในช่วงท้ายของงานฯ ตัวแทนจากผู้เข้าร่วมงานเกือบทั้งหมดได้เสนอสิทธิต่างๆที่พวกเขาเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ สิทธิทั้งหมดถูกรวบรวมเป็น “แถลงการณ์วันสิทธิมนุษยชนอิสาน 10 ธันวาคม 2557” ที่ว่า “ชาวไทยทุกคนมีสิทธิที่จะ…

- บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

- มีส่วนร่วมในทางการเมืองและการเลือกตั้ง

- มีเสรีภาพที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

- สามารถแสดงความคับข้องใจต่อรัฐบาล

- ได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังโดยรัฐ ต่อความคิดเห็นของพวกเขาโดยที่รัฐต้องแก้ไขความเดือดร้อนและปัญหาต่างๆเหล่านั้นอย่างเป็นรูปธรรม

- สามารถเข้าถึงการศึกษา

- มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

- มีกฎหมายที่รับประกันสิทธิและคุ้มครองประชาชน

- ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

- เข้าถึงบริการสาธารณสุขและสวัสดิการต่างๆ

- มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อต่างๆ

- สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เที่ยงตรงจากรัฐ”

 

เขียนโดย น.ส. อเล็กซานเดรีย ลี จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ น.ส. แคเธอรีน แดริน จากมหาวิทยาลัยเพนน์ซิลเวเนีย และน.ส. รีเบคกา กอนชารอฟฟ์

ภาพโดย นายแอรอน เฮดคิสท์ จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน, น.ส. เอมมา ทราน จากมหาวิทยาลัยตูเลน และนายเจรามี สตาร์น

สหภาพยุโรป-นักการทูตนานาชาติ ร่วมเสวนา “งานนิทรรศการสิทธิมนุษยชนอีสาน” เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนนานาชาติ

2558 มกราคม 18
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

Poster--3 Dec. 14.001

 

งานนิทรรศการสิทธิมนุษยชนอีสาน ครั้งที่ 7 จะจัดขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม 2557 ณ โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยปีนี้งานนิทรรศการประกอบไปด้วยการเสวนาระหว่างนักการทูตนานาชาติ การนำเสนอข้อมูลประเด็นสิทธิมนุษยชนในภาคอีสาน และการนำเสนอวิดีโอสั้นเกี่ยวกับประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชน

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนหลักจากสหภาพยุโรปผ่านทางโครงการสนับสนุนการร่วมหารือด้านนโยบายระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป (Thailand-EU Policy Dialogues Support Facility) และยังได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ได้แก่ แคนาดา นิวซีแลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา รวมถึงคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนชนบท(กป. อพช. อีสาน) และโครงการ Council on International Educational Exchange (CIEE) ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

กิจกรรมในช่วงเช้าจัดขึ้นภายใต้หัวข้อเรื่อง “บทเรียนทางด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ” โดยมีตัวแทนจากสหภาพยุโรป สวีเดน และสหรัฐอเมริกา เสวนาในประเด็นบริบททางด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศของตนและประสบการณ์การทำงานในประเทศไทย โดยสีสันของงานจะอยู่ที่ “การอภิปรายด้านสิทธิมนุยชนโดยคณะเอกอัครราชทูต”ได้แก่ นายฟิลิป คาลเวิร์ท (H.E. Mr. Philip Calvert) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย นายรูเบน เลฟเวอร์มอร์ (H.E. Mr. Reuben Levermore) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย และ นายมาร์ค เคนท์ (H.E. Mr. Mark Kent) เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

กิจกรรมในช่วงบ่ายประกอบไปด้วยการนำเสนอวีดีโอสั้น บูธข้อมูลประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชนในอีสาน และอีกหลากหลายกิจกรรม โดยมีตัวแทนจากกลุ่มองค์กรชาวบ้านจาก 11 จังหวัดเข้าพูดคุยประเด็นปัญหาสิทธิฯต่างๆ ได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงระบบบริการทางด้านสุขภาพ สิทธิของผู้ผลิตและผู้บริโภค สิทธิทางด้านความเป็นอยู่ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน สิทธิในการมีส่วนร่วมชองชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ สิทธิทางที่อยู่อาศัยและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่าและสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม

ทางผู้จัดงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนิทรรศการในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ที่เข้าร่วมงานจากชุมชนต่างๆ ในอีสานมีความเข้าใจในประสบการณ์และการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานชาวต่างชาติเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่กลุ่มชาวบ้านในอีสานกำลังเผชิญอยู่ โดยทางผู้จัดงานเชื่อว่าการพยายามสร้างพื้นที่ในการพูดคุยให้เกิดขึ้นภายในงานนิทรรศการจะเป็นก้าวแรกในการสร้างการพูดคุยระหว่างชุมชนในอีสานและกลุ่มนักการทูตนานาชาติที่ประจำในประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสืบไป

เริ่มลงทะเบียนเวลา 8.00  น. และพิธีเปิดงานเวลา 8.30 น.

งานนิทรรศการสิทธิมนุษยชนอีสานเปิดโอกาสให้ทุกคนที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เข้าดูได้ที่เพจเฟสบุ๊ค  International Academic Seminar The 7th Annual Isaan Human Rights Festival

ในวันเดียวกันนี้ งานสิทธิมนุษยชนอีกงานหนึ่งจะจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภายใต้ชื่อ  “ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและสหภาพยุโรป – การอภิปรายเพื่อเเลกเปลี่ยนทัศนะ” (Democracy and Human Rights within Thailand and the EU – a Forum of Exchange)

คนจนในภาคอิสาน ตกเป็นเป้าหมายจากนโยบายป่าไม้ของเผด็จการทหาร

2558 ตุลาคม 24
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

นักข่าวรับเชิญ อีแวน เกิร์ซโควิช รายงานผลกระทบจากนโยบายป่าไม้ของรัฐบาลต่อผู้ยากไร้ในภาคอิสาน ซึ่งมากกว่าเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่ง และผู้ครอบครองที่ดิน ที่รัฐบาลอ้างว่า เป็นเป้าหมายหลัก อย่างไร

สกลนคร – เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา มีชาวบ้าน 37 รายในหมู่บ้านจัดระเบียบ ถูกจับกุม และควบคุมตัวในข้อหาเข้าครอบครอง และตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ป่าสงวน เขตอำเภอภูพาน โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีกองกำลังผสมของทางการ ทหาร และตำรวจ ตัดทำลายต้นยางของชาวบ้าน 18 ครอบครัว เป็นเนื้อที่กว่า 383 ไร่ (151.4 เอเคอร์) ในพื้นที่หมู่บ้านโนนเจริญ เขตป่าสงวนเดียวกัน ตามข้อมูลของนักกิจกรรมในพื้นที่ ทางการวางแผนตัดทำลายต้นยางรวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดกว่า 10,000 ไร่ ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่อาจทำให้กว่า 700 ครัวเรือน ต้องสูญเสียรายได้

ปฏิบัติการเหล่านี้ เป็นไปตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเข้าสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จากข้อมูลของนายเหลาไท นิลนวล ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และที่ปรึกษาเครือข่ายพัฒนาที่ดินผู้ยากไร้ภาคอิสานกับปัญหาที่ดิน-พื้นที่ป่า ในพื้นที่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในกระบวนการขับไล่ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่า 50 ชุมชนออกจากพื้นที่ป่า

ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น ของหน่วยงานรัฐบางหน่วย เป็นส่วนหนึ่งตามแนวทางที่จะโยกย้าย หรือพยายามขับไล่ ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่า 50 ชุมชน ออกจากพื้นที่ป่า และคุกความความเป็นอยู่ของผู้คน ซึ่งกรมป่าไม้ประเมินว่า ทั้งประเทศ อาจมีมากถึงสองล้านคน

ชาวบ้านหมู่บ้านจัดระเบียบคนหนึ่ง เดินสำรวจต้นยางที่ถูกตัดทำลาย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐวางแผนที่จะตัดทำลายที่เหลือทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้

ในเดือนมิถุนายน คสช.ได้ประกาศคำสั่งที่ 64 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะหยุดการทำลาย และบุกรุกพื้นที่ป่า คำสั่งดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะควบคุมการคอรัปชั่น และการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เชิงธุรกิจ ในพื้นที่ป่าสงวน และคำสั่งที่ 66 ซึ่งประกาศสามวันหลังจากนั้น ประสงค์ให้คนจน และผู้ไร้ที่ทำกิน ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่ป่าสงวนก่อนที่จะมีคำสั่งที่ 64 ไม่ได้รับผลกระทบ

ทนายความตัวแทนของชาวบ้านจัดระเบียบ นายถนอม ศักดิ์ระวาสชัย ไม่เชื่อว่าคำสั่งที่ 66 ถูกนำมาใช้ปฏิบัติจริงดังเช่นที่ทำกับคำสั่งที่ 64

ในทางปฏิบัติ คำสั่งที่ 64 เกือบทั้งหมดถูกบังคับใช้กับชาวบ้านทั่วๆ ไปมากกว่านักลงทุนรายใหญ่นายถนอมกล่าว

ชาวบ้านมีช่องทางไม่มากนักที่จะต่อต้านคำสั่งขับไล่ดังกล่าว ด้วยความช่วยเหลือจากนายเหลาไทย ชาวบ้านโนนเจริญส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ร้องขอให้ คสช. ถอดแผนการทำลายต้นยางที่เหลือ ซึ่งทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนในทำนองเดียวกันเป็นจำนวนมาก

มีข้อเรียกร้อง ต่อ คสช. ให้เปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกี่ยวกับการบุกรุกป่า ในการชุมนุมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนจาก คสช. และกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วม

เห็นได้ชัดว่าข้อเรียกร้องล้มเหลว สี่วันหลังการชุมนุมที่กรุงเทพฯ นายปรินชัย สอนซื่อ นายอำเภอภูพาน ออกคำสั่งให้ชาวบ้านในหมู่บ้านจัดระเบียบออกจากผืนดินที่พวกเขาปลูกต้นยาง เมื่อชาวบ้านปฏิเสธ นายปรินชัยก็มีคำสั่งให้ออกหมายจับพวกเขา

มีคำถามที่ว่า ใครกันแน่ที่ได้รับผลประโยชน์จากต้นยางเหล่านั้น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอ้างว่า นายทุนเป็นผู้จ้างวานชาวไร่เพื่อกรีดยาง นายปรินชัยไม่เชื่อว่า ชาวบ้านสามารถปลูกยางด้วยตนเองได้

คนจนไม่ได้เป็นคนปลูกยางเขากล่าว นายทุนต่างหากที่จ้างชาวบ้านให้ทำงานเพื่อพวกเขา

เมื่อถามถึงหลักฐานที่เกี่ยวกับการจ้างวานชาวบ้านของนายทุน นายปรินชัยกลับไม่สามาถหาหลักฐานเหล่านั้นได้

ชาวบ้านในท้องที่ เคยปลูกมันสำปะหลัง และอ้อยมาก่อน ในปี 2544 เจ้าหน้าที่รัฐ ได้นำพันธุ์ยางเข้าไปแจกจ่าย ตามนโยบายด้านการเกษตร ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

สวนทางกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาล ชาวบ้านกล่าวว่า พวกเขาเป็นเจ้าของต้นยางเหล่านั้น และตอนนี้รายได้ของหลายครอบครัว ก็ขึ้นอยู่กับการขายยางเพียงอย่างเดียว

นางสุนัน สิงห์วงศ์ ชาวนาวัย 28 ปี จากบ้านจัดระเบียบ กล่าวว่า หลายครอบครัวเริ่มการปลูกยางจากหนึ่งไร่ และค่อยๆ เพิ่มพื้นที่ไปที่ละไร่ นางสุนันอ้างว่า ญาติของเธอซึ่งทำงานอยู่ต่างจังหวัด ส่งเงินกลับมาให้ปลูกยางเพิ่ม

จากข้อมูลของนายเหลาไทย ครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านจัดระเบียบจะถือครองพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ ในแต่ละเดือน แต่ละครอบครัวจะมีรายได้จากยาง ปกติประมาณ 1,000 บาทต่อไร่ ถ้าทำงานสองคนต่อพื้นที่เฉลี่ย 15 ไร่ พวกเราจะมีรายได้น้อยกว่า 300 บาทต่อวัน

ถึงจะไม่ใช่คนที่จนที่สุด ครอบครัวเหล่านี้ก็ไม่ได้มั่งมีเช่นกัน เพราะเหตุผลดังกล่าว นายเหลาไทยจึงกำชับว่า ชาวบ้านเหล่านี้ไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยตามคำสั่งที่ 64 ของ คสช. และควรจะได้รับการคุ้มครองตามคำสั่งที่ 66

แม้ว่าชาวบ้านในบ้านโนนเจริญ และบ้านจัดระเบียบ จะอ้างว่า อาศัยอยู่ในพื้นที่ของพวกเขามาหลายชั่วอายุคน แต่พื้นที่ดังกล่าว ก็ถูกเปลี่ยนเป็นอุทยานแห่งชาติภูพานในปี 2515 หลังจากการเจรจากับชาวบ้าน และเอนจีโอในปี 2536 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (สปก.) จัดสรรที่ดินให้กับชาวบ้านได้

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า รัฐบาลกำลังยกเลิกมติดังกล่าว นายปรินชัยยืนยันว่า เขาจะปฏิบัติตามคำสั่งของ คสช. “ผมต้องยึดพื้นที่ป่าสงวนทั้งหมดคืนเขากล่าว ต้นยางทั้งหมดต้องถูกตัดทำลายทิ้ง

แม้นโยบายของ คสช. จะทำสร้างความไม่แน่นอนในการครอบครองที่ดิน และกระทบกับการดำรงชีวิตของประชาชนสองล้านคนทั่วประเทศ นางสุนันแทบไม่สงสัยเลยถึงวิธีแก้ปัญหาของรัฐบาล ฉันคิดว่า รัฐบาลจะตัดต้นยางของเราเพิ่ม และยึดที่เราไปเธอกล่าว แต่พวกเราเป็นคนจน จากที่ได้ยินมาเกี่ยวกับคำสั่งของ คสช. พวกเขาบอกว่า ถ้าพวกเราจน เราควรจะเป็นเจ้าของที่ดินของเราได้

ดร.คมสัน เรืองฤทธิ์สาระกุล จากสำนักบริหารจัดการป่าชุมชนของกรมป่าไม้ ได้รับทราบปัญหาที่เกิดจากคำสั่งของ คสช.แล้วจากการสัมภาษณ์ครั้งก่อน

ปัญหานี้เป็นปัญหาเก่า แต่อย่างแรกที่เราต้องแน่ใจคือ ต้องไม่มีการถางพื้นที่ป่าเพื่อใช้ในเชิงธุรกิจเพิ่มเขากล่าวกับข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ ตอนนี้มีประชาชนในพื้นที่ป่าควบคุมสองล้านคนในประเทศไทย และพวกเขาไม่ใช่อาชญากร พวกเขาเป็นชาวนาชาวไร่

นายเหลาไทยเกรงว่า การทำให้ชาวบ้านเป็นอาชญากรจะดำเนินอยู่ต่อไป เขายังเป็นห่วงด้วยว่า ตัวเขาเองอาจถูกจับกุม

มันไม่ใช่ว่าผมห่วงตัวเองนายเหลาไทยกล่าว ผมสู้กับเผด็จการมานานแล้ว เรามีรัฐประหารหลายครั้งในประเทศไทย แต่ถ้าผมเข้าไปในพื้นที่พวกนั้น ชาวบ้านยิ่งจะเจอปัญหามากกว่า ที่พวกเขาเจออยู่แล้ว กองทัพจะคิดว่า ผมจะเข้าไป ปลุกกระแสทางการเมืองในพื้นที่

ความกลัวของเขาเป็นเรื่องธรรมดา ในสภาพการณ์ของการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองมากกว่าห้าคนขึ้นไป และจากที่มีการ เรียกตัวผู้นำในพื้นที่หลายครั้ง ทำให้หลายคน ที่ทำงานคล้ายเหลาไทยต้องเงียบไว้ก่อน

ผมแค่ต้องระวังให้มากขึ้นเขากล่าว

ดร.สถาพร เริงธรรม ศาสตราจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชื่อว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่อำเภอ ที่มีชาวบ้านเป็นเป้าหมาย จะดำเนินต่อไป นอกจากรัฐบาลจะมีความชัดเจนในนโยบาย และปกป้องสิทธิของคนจน

ในภาคอิสาน มีชาวนาชาวไร่ที่ยากจนจำนวนมาก ที่มีพื้นที่ปลูกยางเพียงไม่กี่ไร่ แต่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นกลับไม่แยกระหว่างคนจน กับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินการโดยคนโกง ฮุบเอาที่ดินไปจากรัฐ และเป็นกลุ่มคนที่ต้องได้รับผลจากนโยบายดังกล่าวเขากล่าวในการสัมภาษณ์

เช่นเดียวกับชาวบ้านหลายคน ดร.สถาพรรู้สึกถึงความไม่เชื่อมโยงระหว่างผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ผมเคยพูดกับหลายคนแล้วในเรื่องนี้ และผมคิดจริงๆ ว่า เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงต้องการใช้นโยบายนี้กับบรรดานายทุนที่มีธุรกิจขนาดใหญ๋ แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐระดับล่างเอง ที่ใช้นโยบายนี้เพื่อหาประโยชน์จากคนจน และนี่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในขณะนี้

การให้ปากคำกับศาลครั้งแรกในคดีที่ฟ้องชาวบ้านจัดระเบียบจะมีขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน ทนายความอย่างคุณถนอม ยังไม่แน่ใจกับผลลัพท์ของคดีนัก บ้านจัดระเบียบอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูพาน เขาตั้งข้อสังเกต และมติคณะรัฐมนตรีในปี 2536 ไม่อนุญาตให้ปลูกต้นยางในพื้นที่

นายถนอมเป็นห่วงว่า ศาลอาจตัดสินตามโทษขั้นรุนแรง ซึ่งอาจหมายถึงจำคุกสิบห้าปี ถูกยึดที่ดิน และปรับเป็นเงินสูงถึง 150,000 บาท ต่อไร่

พินิจนันต์ ชนะสะแบง มีส่วนร่วมในรายงานชิ้นนี้

อีแวน เกิร์ซโควิช เป็นนักข่าวอิสระในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ติดตามผลงานของเขาได้ทางทวิตเตอร์ @EvanGershkovich

ชาวบ้าน-กำนัน-ผญบ.ฝางฮือไล่นายอำเภอเหตุทุจริต

2558 เมษายน 4
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

 

นายชัยดี รัตนปรีดา นายกเทศบาลตำบลบ้านฝาง ปราศัยโจมตีการทุจริตของนายอำเภอบ้านฝาง

ชาวบ้านอำเภอบ้านฝางร่วมกับชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านฝาง  ชุมนุมขับไล่นายครรชิต ดีหนองยาง  นายอำเภอบ้านฝาง อ้างทุจริตหลายกรณีหลังย้ายมารับตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน

วันที่ 2  เมษายน 2557 เวลา  11.00 น. ชาวบ้านอำเภอบ้านฝางและกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่รวมตัวกันหน้าที่ว่าการอำเภอบ้านฝางเพื่อขับไล่  นายครรชิต  ดีหนองยาง  ซึ่งปัจจุบันตำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น ให้ออกจากตำแหน่งโดยเร็ว  โดยอ้างว่ามีการกระทำทุจริตหลายครั้งตลอดสองเดือนที่ย้ายมาจากอำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ผู้ชุมนุมที่เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ได้ผลัดกันออกมาปราศรัยโจมตีการทำงานของนายอำเภอคนดังกล่าวประเด็นทุจริตเรียกรับเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้าน

นายชัยดี รัตนปรีดา  นายกเทศบาลตำบลบ้านฝาง  แกนนำขับไล่นายครรชิตในครั้งนี้กล่าวว่า  “ความไม่พอใจเริ่มที่มีการเรียกเก็บเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้านและค่าต่อสัญญาการเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นเงินจำนวน 10,000 และ 5,000บาทตามลำดับ  ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหลายคนไม่พอใจจึงได้เข้ามาปรึกษากับผม  และยังมีกรณีเรียกรับเงินในการเดินทางไปเปิดงานพิธีการต่างๆ  มีการเรียกรับเงินส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆในพื้นที่  รวมถึงการใช้ทรัพย์สินต่างๆของทางราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว  เช่น  นำเงินจากการจัดงานประเพณี   “บุญคูณลาน” ซึ่งตกลงกันว่าจะนำไปช่วยเหลือชาวนาตามนโยบาลรัฐ แต่นายอำเภอกลับนำเงินส่วนดังกล่าวมาใส่ในบัญชีตัวเอง”

นายชัยดี รัตนปรีดา  กล่าวอีกว่า  “ตลอดระยะเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งนายอำเภอถึง5 คน  และไม่เคยมีนายอำเภอคนไหนทำอะไรแบบนี้มาก่อน ผมในฐานะคนรักบ้านเกิดจึงทนไม่ได้ ผมจึงได้ทำหนังสือมาในวันนี้เพื่อเรียนถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นให้มีคำสั่งย้าย นายครรชิต  ดีหนองยาง  ให้พ้นจากตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝางหรือออกจากพื้นที่ภายในกำหนดเวลา  24  ชั่วโมง”  โดยเนื้อหาในหนังสือเป็นการชี้แจงการทุจริต ที่มีภาพและคลิปเสียงแระกอบ อีกทั้งยังมีหนังสือรวบรวมรายชื่อผู้ร่วมขับไล่นายอำเภอคนดังกล่าว

ผู้ชุมนุมได้เรียกร้องขอพบตัวนายครรชิต ดีหนองยาง แต่กลับได้รับคำตอบว่าวันนี้เขาได้ขอลากิจ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก จากนั้นทางกลุ่มจึงประกาศว่าจะดำเนินวิธีการต่างๆเพื่อเอาผิดกับนายอำเภอผู้ฉ้อฉลคนนี้อย่างถึงที่สุด และยังได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นรีบดำเนินการออกคำสั่งย้ายนายครรชิต ดีหนองยางให้พ้นจากตำแหน่งนายอำเภอบ้านฝางหรือออกจากพื้นที่ภายในกำหนดเวลา  24  ชั่วโมง โดยทางกลุ่มจะส่งตัวแทนเข้าไปยื่นหนังสือเรียกร้องดังกล่าวให้กับทางที่ว่าการจังหวัดต่อไป

หนึ่งในตัวแทนชมรมผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่า  “พวกเราแรกๆก็แปลกใจว่าทำไมมีการเรียกเก็บเงินจากการประเมินผู้ใหญ่บ้านและจากผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจะมีการประเมินกันทุกห้าปีอยู่แล้ว  แต่ครั้งนี้กับมีการเรียกเก็บเงินแล้วบอกว่าเป็นเงินค่าต่อสัญญา  บางคนกลัวหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงยอมจ่ายเงินไป  ทั้งๆที่เป็นการเปรียบเหมือนเรียกมาใช้งานของผู้บังคับบัญชาแต่กลับมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้น  ซึ่งในตอนเช้าของวันนี้ก็มีการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านฝาง พวกเราบางคนก็ได้พูดคุยกันนอกรอบเกี่ยวกับปัญหาทุจริตเรื่องนี้ ทุกคนต่างเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องจึงรวมตัวกันออกมาร่วมแสดงพลังต่อต้านการคอรัปชั่นและต้องการเอาผิดกับนายอำเภอผู้นี้”

การหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่มีการเมือง

2558 มีนาคม 31
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

จังหวัดขอนแก่น  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายโกเมศ ฑีฆธนานนท์ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีหน้าศาลาว่าการจังหวัดขอนแก่นเกี่ยวกับประสบการณ์การเป็นเจ้าของธุรกิจและนักการเมืองท้องถิ่น นายโกเมศได้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒสภาและนี่เป็นโอกาสเดียวที่จะทำการปราศรัยแก่ประชาชนผู้ออกเสียงก่อนจะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันเสาร์นี้ ภายใต้เงื่อนไขที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดเกี่ยวกับการเมือง

“ในฐานะผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภานั้น มีกฎหมายหลายตัวที่คอยควบคุมสิ่งที่ผมจะพูด” นายโกเมศ ซึ่งมีอายุ 57 ปีและครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการตลาดนัดในจังหวัดขอนแก่นกล่าว “ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายในสิ่งที่ผมอยากจะให้ทุกท่านได้เข้าใจ”

นายโกเมศเป็นหนึ่งในเจ็ดผู้สมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น กฎที่เข้มงวดนั้นมีจุดประสงค์ที่จะดำรงไว้ซึ่งการวางตัวเป็นกลางของผู้ลงสมัครตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทยโดยการปฏิบัติตามกฎการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปรวมไปถึงการอภิปรายในหัวข้อการเมืองในปัจจุบัน

กิจกรรมที่สามารถทำได้อย่างเช่นการจัดทำป้ายประกาศหาเสียงโดยระบุชื่อผู้ลงสมัครและคำขวัญในสถานที่ราชการและการนำเสนอรูปภาพและประวัติโดยย่อโดยหมุนเวียนไปตามทางจดหมายและการออกอากาศในสถานีของรัฐบาล

ในวันพฤหัสที่ผ่านมา ผู้ลงสมัครในจังหวัดขอนแก่นแต่ละคนได้ทำการปราศรัยเป็นเวลา 15 นาที ณ เวทีหน้าศาลาว่าการจังหวัดต่อหน้าประชาชนประมาณ 2000 คน

เนื่องด้วยผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาถูกห้ามมิให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองในปัจจุบัน ผู้สมัครส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การปราศรัยคุณสมบัติของตนเอง

นายวัน สุวรรณพงษ์ ผู้จัดรายการวิทยุชื่อดังซึ่งมีอายุ 75 ปี ก็ได้กล่าวถึงข้อจำกัดในการปราศรัยของเขาเหมือนกับนายโกเมศ

“ผมเชื่อว่าเรายังต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูดมากเกี่ยวกับสิ่งที่ผมอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง” นายวันกล่าว

แต่แทนที่นายวันจะกล่าวถึงภูมิหลังของเขาในการเป็นทนาย เขากลับแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนต่อศาลรัฐธรรมนูญในการทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

“ผมเกรงว่าการเลือกตั้งในวันที่ 30 มีนาคมนี้อาจจะจบลงอย่างเช่นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา” นายวันกล่าว “ถ้ามันกลายเป็นโมฆะอีกครั้ง ผมจะฟ้องร้องใครก็ตามที่ทำให้มันเป็นโมฆะ”

นายฐิตินันท์ แสงนาค อายุ 53 ปี ก็ได้แสดงท่าทีต่อตำแหน่งทางการเมืองโดยไม่ให้โจ่งแจ้งเกินไป

“เราต้องทำงานกับคนที่มาจากระบบราชการ เหมือนกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เราต้องทำงานกับคนเหล่านี้ คุณรู้ว่าพวกเขาเป็นใครและพวกเขามีความเชื่ออย่างไร” นายฐิตินันท์กล่าว

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานของรัฐบาลที่เชื่อว่าเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

“ผมจะอยู่ข้างๆพ่อแม่พี่น้อง” นายฐิตินันท์กล่าวต่อชาวขอนแก่น “ผมเชื่อว่าเราอยู่ตำแหน่งเดียวกัน คิดเหมือนกัน”

ผู้สมัครคนอื่นเลี่ยงที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและพูดในเรื่องทั่วไป

นายสุวิทย์ นามบุญเรือง อายุ 62 ปี อ้างถึงการอุทิศตนต่อประชาธิปไตยและเน้นหนักไปที่ความสำคัญของการศึกษา

นายสุธน สอนคำแก้ว อายุ 47 ปี ผู้มีประสบการณ์ในด้านการบัญชี ได้เน้นในเรื่องของความยุติธรรมของตนเอง

“ผมไม่ขึ้นอยู่กับใครและไม่คิดที่จะสนับสนุนสีใดก็ตาม” นายสุธนกล่าว “ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของสมาชิกวุฒิสภาคือความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม”

ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถเข้าร่วมในพรรคการเมือง ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมากในการจดจำชื่อ

“ไม่ใช่จะเป็นใครก็ได้ที่จะลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา”  นายฐิติพล ทศรฐ กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่นกล่าว “จะมีผู้สมัครบางคนที่ไม่เป็นที่รู้จักนักจะใช้โอกาสนี้ในการแนะนำตัวต่อสาธารณะ แต่โดยทั่วไปแล้วผู้สมัครนั้นจะเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในจังหวัด”

ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลปฏิญาณที่จะขัดขวางการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นก่อนที่จะมีการปฏิรูปประเทศ พวกเขากล่าวว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งวุฒิสภาในวันเสาร์นี้ นั่นเป็นเพราะวุฒิสภาซึ่งกุมอำนาจในการฟ้องร้องนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 3 ใน 5 มีความสำคัญในการพยายามถอดถอนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์

สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 สมาชิกวุฒิสภาของไทยส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาโดยผู้พิพากษาและข้าราชการที่เป็นสมาชิกในการก่อตั้งกลุ่มต่อต้านตระกูลชินวัตร

คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาประกอบด้วยประธานจากศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน และ ผู้พิพากษาในศาลฎีกา

และด้วยอำนาจจากหน่วยงานเหล่านี้ ถ้าสำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอแนะให้ทำการฟ้องร้องนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ สมาชิกวุฒิสภาต้องนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง

สำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยังคงอยู่ในช่วงของการฟ้องร้องนางสาวยิ่งลักษณ์จากการเพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องมาชี้แจงต่อสำนักงานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก่อนวันที่ 31 มีนาคมนี้ และคณะกรรมการการทุจริตจะประกาศผลการตัดสินในเดือนหน้านี้

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของรัฐบาลที่แขวนอยู่นี้ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันอาทิตย์นี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ของประเทศ

“ดาวดิน” ยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดิน คัดค้านคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ

2558 มีนาคม 30
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

ดาวดินแต่งคนป่าล้อเลียนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทำประชาธิปไตยล้าหลัง ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเลือกตั้งโมฆะกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นรัฐประหารจากองค์กรอิสระ ยืนยันการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ เรียกร้อง กกต.จัดเลือกตั้งทุกเขตที่เหลือ

24 มี.ค. 2557 เวลา 13.00 น. กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม(ดาวดิน)  จำนวน  18 คน  ได้ยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดินในข้อหากระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ต่อศาลปกครองภาค 4  จังหวัดขอนแก่น โดยมีโจทย์ร่วมจำนวน 9 คน  กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบธรรมของการจัดเลือกตั้งวันที่  2   กุมภาที่ผ่านมา  ซึ่งวินิจฉัยไปในแนวทางที่ว่าให้การจัดการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทางกลุ่มฯระบุว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจหน้าที่ในการนำเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจในการรับพิจารณาในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน  โดยในคำร้องได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายจากเดินทางไปใช้สิทธ์เลือกตั้งและค่าเสียสิทธิทางการเมือง

นอกเหนือไปจากการเข้ายื่นฟ้องทางกลุ่มยังได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงการคัดค้านคำตัดสินของ ตลก. ศาลรัฐธรรมนูญ โดยแต่งเป็นคนป่าและเขียนหน้าตัวตลกเพื่อล้อเลียนการทำงานของศาลที่มีความล้าหลังและไม่เป็นประชาธิปไตยซึ่งไม่ต่างกับคนป่า  โดยจำนวนคนที่แต่งล้อเลียนมี  6  คนนั้นก็เพราะต้องการสื่อถึงตุลากาลรัฐธรรมนูญทั้ง 6 คน ที่ลงมติให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ต่อมาสมาชิกกลุ่มดาวดิน จำนวน 4 คน เขียนหน้าขาวดูโศกเศร้าได้ยืนนิ่งชูบัตรประชาชนพร้อมกับถือป้ายที่มีข้อความว่า “เลือกตั้ง 2 กุมภาเป็นโมฆะ” เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐประหารได้เกิดขึ้นแล้วแม้ไม่ได้เกิดจากปลายกระบอกปืนแต่เกิดจากองค์กรอิสระ

ทางกล่มดาวดินยังได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ล้อเลียนกระแสนายกคนกลาง โดยมีชายใส่หน้ากากซุปเปอร์ฮีโร่ปิดใบหน้าแล้วถอดกระดุมเสื้อเชิ้ตออก ภายใต้เสื้อแสดงสัญลักษณ์คล้ายซุปเปอร์แมน แต่เขียนคำว่า  “มาตรา 7” และถูกชูป้ายแสดงข้อความว่า  “ไม่เอานายกคนกลาง  ประเทศไทยไม่ต้องการ Hero”  เป็นการแสดงออกถึงความคิดที่ไม่ต้องการนายกคนกลางที่ไม่ได้มาจากกระบวนประชาธิปไตย นางสาวจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) กล่าวว่ากิจกรรมทั้งหมดได้สร้างความสนใจให้กับคนที่สัญจรผ่านไปมาอย่างมาก พอกิจกรรมเสร็จสิ้นลงก็ได้ยื่นคำฟ้องต่อให้พนักงานศาลปกครองทำการประทับรับฟ้องตามขั้นตอนของศาล

จานนั้น กลุ่มนักกิจกรรมได้อ่านแถลงการณ์ประกาศจุดยืน โดยระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่เป็นโมฆะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยแต่เพียงว่าการกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ตาม พ.ร.ฎ. ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใน 28 เขตที่เหลือ ซึ่งยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมยืนยันต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ ไม่ว่าโดยทหารหรือองค์กรอิสระ หรืออำนาจนอกระบอบใดๆ และสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการนายกคนกลางหรือนายกพระราชทานซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

นางสาวจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ กล่าวอีกด้วยว่าสาเหตุที่มายื่นฟ้องศาลปกครองในวันนี้เนื่องจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นขัดต่อหลักกฎหมายที่ได้เรียนรู้มา และคิดว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่บรรทัดฐานที่ขัดต่อหลักกฎหมายและขัดต่อหลักประชาธิปไตยในอนาคต กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงการต่อต้านความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเราเลือกที่จะนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวคนป่า ซึ่งต้องการแสดงและบ่งบอกถึงความล้าหลังของคำวินิจฉัย ส่วนการแสดงละครใบ้ หมายถึงสิทธิที่เราถูกลิดรอนโดยไม่รู้ตัวแต่ก็พร้อมที่จะสู้ด้วยวิถีประชาธิปไตย และสุดท้ายคือการออกมาของ “ฮีโร่” หรือ นายกคนกลาง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็แสดงเห็นอย่างชัดเจนว่าการมีนายกคนกลางไม่ได้ช่วยให้ความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยเจริญงอกงามขึ้นแต่อย่างใด และวิธีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของกลุ่มล้วนเป็นวิธีการที่สงบ สันติ อหิงสาอย่างแท้จริง

 

 

งานสตรีสากลขอนแก่น

2558 มีนาคม 8
โดย เดอะ อีสาน เรคคอร์ด

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต และอีกหลายหน่วยงานในจังหวัดจัดงานวันสตรีสากลขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม 2557 ณ ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น เนื่องในโอกาสวันสตรีสากลซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี โดยปีนี้มีผู้มาร่วมงานมากกว่า 500 คน

ในการจัดงานครั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ ดร.กระแส ชนะวงศ์ อายุ 80 ปี “หมอแมกไซไซ” สาขาผู้นำชุมชนและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับเชิญมาปาฐกถาหัวข้อ “พลังสตรี พลังสร้างสรรค์ประเทศ”

ดร.กระแส ได้ยกตัวอย่างหญิงแกร่งอย่าง นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ และสนับสนุนให้หญิงไทยพัฒนาภาวะผู้นำโดยกล่าวว่า “โลกนี้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าผู้ชายพัฒนาอย่างเดียวก็จะพัฒนาได้ครึ่งเดียว ถ้าผู้หญิงพัฒนาด้วยประเทศก็จะยิ่งเจริญมากขึ้น” อีกทั้งยังได้เผยว่าความสำเร็จของตนก็มาจากแรงสนับสนุนของภรรยา

งานสตรีสากลจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นการนำนโยบายส่วนกลางมาจัดงานโดยฝ่ายภูมิภาคหรือสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายสาย เตรียมไธสง ผู้อำนวยการการพัฒนาสังคมของจังหวัด และนางศรีสุดา ราชธา ผู้ร่วมจัดงานหลัก กล่าวว่า ทุกปีจะมีการมอบรางวัลยอดสตรีศรีขอนแก่น โดยการคัดสรรสตรีที่มีผลงานโดดเด่น 12 สาขา เช่น สาขาสาธารณสุข ผู้นำชุมชน เกษตรกร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการของหน่วยงานผู้ร่วมจัดงาน

เพราะเชื่อว่าความสามารถของสตรีไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชาย เจตนารมณ์ของงานสตรีในครั้งนี้ต้องการขับเคลื่อนให้สตรีไทยมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันกับเพศชายในทุกด้านและทุกภาคส่วนการทำงาน ซึ่งเน้น 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังต้องการปลูกฝังคุณค่าของสตรี ปรับเปลี่ยนทัศนคติและปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเข้าใจความเสมอภาคทางเพศ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงในทุกระดับ

ถึงแม้ว่าบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้นำทั้งส่วนกลางละส่วนภูมิภาคจะเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน แต่สถิติยังคงแสดงให้เห็นว่าจำนวนตัวเลขนั้นยังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ สหภาพรัฐสภาได้เปิดเผยสถิติการมีส่วนร่วมในรัฐสภาของ ส.ส.และส.ว. ที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 15.80 และ 15.40 ตามลำดับ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สัดส่วนผู้นำส่วนภูมิภาคที่เป็นผู้หญิง เช่น สมาชิกอบต. มีจำนวนเพียงร้อยละ 13.42

“กฎหมายยังไม่ครอบคลุมมากพอที่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกัน” นางกรรณิกา อุ่นคำ       อายุ 44 ปี ผู้ร่วมออกร้านขายสินค้าในงานได้แสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังกล่าวว่าควรมีการปรับปรุงด้านกฎหมายเพราะกฎหมายจะทำให้ผู้หญิงมีบทบาทเท่าเทียมกับผู้ชาย อย่างไรก็ตามนางกรรณิกาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นไปได้ยากเพราะคนไทยเลือกปฏิบัติตามเพศที่ต่างกันจนเคยชิน ความคิดแบบเดิมคงเปลี่ยนแปลงยาก

นางพิยาภรณ์ สุขโข อายุ 47 ปี จาก อ.ชนบท จ.ขอนแก่น และได้รับรางวัลสตรีทำงานในแรงงานนอกระบบที่สร้างคุณประโยชน์ ปี 2554 สาขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัล 12 สาขา กล่าวว่าเห็นด้วยกับการปรับปรุงกฎหมายและ“มาตราการบทลงโทษทางกฎหมายยังไม่เข้มงวดพอ ไม่ใช่ว่าข่มขืนกระทำชำเราเด็ก แล้วถูกยกฟ้อง คนกระทำมเงินก็จ่าย มันไม่น่าจะเป็นไปได้”

ดร.กระแส กล่าวเสริมว่า “จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงด้านความเสมอภาคทางเพศเป็นไปได้ยากเพราะมันเป็นความเชื่อเก่าแก่มาหลายสมัยว่าผู้หญิงต้องถ่อมตัวและไม่ค่อยแสดงออก” อย่างไรก็ตามหญิงไทยสามารถพัฒนาบทบาทของตัวเองให้เท่าเทียมกับชายโดยการหมั่นฝึกฝนภาวะผู้นำโดยการเพิ่มคุณค่าและความหมายให้กับตนเอง ผู้อื่น และงาน

ทั้งนี้ “ผู้หญิงไม่ควรลืมว่าตัวเองยังเป็นผู้หญิง” และควรสะสมพลังของสตรีไทยซึ่งทำได้จากการยึดหลักปฏิบัติตามคำกล่าวโบราณ ซึ่งก็คือ กฎ 3 น้ำ  “น้ำคำ น้ำมือ และน้ำใจ” “น้ำคำ”คือ การพูดจาน่ารัก ไพเราะ “น้ำมือ” คือ การรู้จักทำงาน ขยัน โดยเฉพาะเสน่ห์ปลายจวัก และสุดท้าย “น้ำใจ” คือ การมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น

นางพิยาภรณ์ แสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวนี้ว่า  “ผู้หญิงอีสานมีคุณสมบัติตาม 3 น้ำอยู่แล้ว ทั้งน้ำคำ น้ำมือและน้ำใจ แต่เอามาใช้แค่กับครอบครัวไม่ค่อยนำมาปฏิบัติกับคนอื่น” พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการจัดงานบทบาทของสตรีให้ต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้หญิงในภาคอีสาน “ผู้หญิงอีสานเก่งๆก็มีแต่มีน้อยที่มีโอกาสแสดงออก อยากให้มีหน่วยงานรัฐออกมาทำงานแบบจริงจัง ไม่สร้างกระแสเพียงแค่ละลายงบประมาณเพราะมันจะไม่มีประโยชน์”

นายสาย พูดทิ้งท้ายว่า “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง” แท้จริงแล้วอาจเปรียบกับคำพูดที่ ดร.กระแส กล่าวในวันนี้ว่า “ผู้ชายประสบความสำเร็จได้ก็เพราะมีผู้หญิงคอยสนับสนุนอยู่” เพราะ  “แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติ ช้างจะเดินด้วยช้างเท้าหลังก่อนเสมอ”