บทบรรณาธิการ: การรัฐประหารคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยบูรพา เล็กล้วนงาม

หลายเหตุการณ์ในรอบสัปดาห์สะท้อนว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนตกต่ำ อาทิ อวัยวะของ นตท.สูญหาย การรับน้องของ มมส. และคดีชูป้ายต่อต้านรัฐประหาร แต่ ครม. กลับประกาศให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนย้อนแย้งกับความเป็นจริง

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2560 คณะรัฐมนตรีประกาศใช้วาระแห่งชาติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนตามข้อเสนอของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งไม่น่าเกิดขึ้นได้เนื่องจากตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจแล้วให้กำเนิดรัฐบาลชุดนี้ ได้ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นอย่างกว้างขวาง

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) รายงานการตั้งข้อหาทางการเมืองหลังรัฐประหารจนถึงวันที่ 17 พ.ค. 2560 ว่า มีคดีความเกิดขึ้นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น คดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 90 คดี คดีชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน จำนวน 270 คดี และคดีปลุกปั่นยุยง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จำนวนผู้ต้องหา 66 คดี จากข้อมูลที่ยกตัวอย่างมารัฐบาลนี้ยังกล้าบอกอีกหรือว่าใส่ใจเรื่องสิทธิมนุษยชน

“ที่ผ่านมาหลายๆ คนจะเข้าใจว่า รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มักจะมีแนวทางการดำเนินงานไม่ลงรอยกับผู้ทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน ดังนั้นกระทรวงยุติธรรมจึงเสนอเรื่องดังกล่าว” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลแถลง และกล่าวถึงวัตถุประสงค์ว่า เพื่อลดสถิติการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งทุกหน่วยงานภาครัฐต้องจัดทำแผนงานให้สอดคล้องกับหลักการนี้

เรื่องที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการประกาศวาระแห่งชาติดังกล่าวคือการที่กองบัญชาการกองทัพไทยแถลงข่าวยอมรับว่า เจ้าหน้าที่เป็นผู้นำอวัยวะสำคัญของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) ชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหารไปตรวจสอบจริงเพราะเป็นการตายผิดธรรมชาติ โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ปกครองผู้ตายทราบเรื่อง

ความตายของ นตท.คนดังกล่าวกลายเป็นข่าวดัง เนื่องจากพ่อแม่ของนายภคพงศ์ ได้แอบนำศพลูกชายออกจากวัดในวันที่มีพิธีฌาปกิจศพ เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2560 เพื่อไปตรวจพิสูจน์ ผลชันสูตรศพที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า อวัยวะภายในของผู้ตาย อาทิ สมอง หัวใจ และกระเพาะ หายไป จึงทำให้ญาติออกมาร้องเรียนถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันตามในใบมรณบัตรจริงหรือไม่

สมมติว่าญาติไม่นำศพไปชันสูตรเองแล้วเผาศพในวันนั้น ผู้ใดจะมีโอกาสทราบหรือไม่ว่า อวัยวะของนายภคพงศ์หายไป

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มีคำถามว่า ปีนี้มีทหารตายในค่ายทหารอีกแล้วหรือ ความตายเกิดจากอะไร เกิดจากการลงโทษที่รุนแรงของรุ่นพี่จนทำให้รุ่นน้องเสียชีวิตหรือไม่ แล้วนำอวัยวะภายในออกไปเพื่ออะไร การกระทำแบบนี้เข้าข่ายปกปิดข้อมูลหรือเปล่า

มีประเด็นที่น่ากังขาอีกคือในเมื่อนำอวัยวะไปตรวจสอบ แล้วยังตรวจสอบไม่เสร็จ แต่ทำไมจึงทราบสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจาก “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ทำไมไม่รอผลการตรวจสอบอวัยวะสำคัญก่อนถึงแจ้งสาเหตุการตาย

เมื่อนำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ มาเปรียบเทียบกับกรณีที่เกิดขึ้นจะพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน ข้อ 5 ที่ระบุว่า “บุคคลใดจะถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือหยามเกียรติมิได้”

กรณีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องไม่ได้มีเฉพาะที่โรงเรียนเตรียมทหาร ที่ ม.มหาสารคาม ก็มีเรื่องทำนองดังกล่าว เพจเฟซบุ๊ค Anti Sotus รายงานว่า รุ่นพี่ คณะบัญชีและการจัดการ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ เก็บเงินค่าปรับรุ่นน้องที่ไม่เข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง อีกกรณีคือกรณี หัวหน้าภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มมส. ขู่ล็อคระบบลงทะเบียนของนิสิต ชั้นปีที่ 1 ทุกคน เนื่องจากนิสิตไม่เข้าร่วมกิจกรรมบูมให้รุ่นพี่ สุดท้ายทั้งสองกรณี รุ่นพี่และอาจารย์บอกว่าเป็นแค่การปรามโดยไม่ได้ทำจริง

การจะทำจริงหรือไม่เป็นประเด๋็นหนึ่ง แต่การขู่เข็ญเพื่อให้นิสิตชั้นปีที่ 1 เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องสะท้อนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

ที่จังหวัดขอนแก่น มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายกรณีโดยเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากอำนาจรัฐ เช่น เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2560 ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 นัดสืบพยานโจทก์คดีชูป้ายต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งอัยการฟ้อง นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน จากกรณีนักศึกษากลุ่มดาวดิน 7 คนชูป้ายต่อต้านรัฐประหาร เมื่อปี 2558

ไผ่ ดาวดิน ขณะมาขึ้นศาลทหารในคดีชูป้ายต่อต้านรัฐประหาร เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2560

ข้อพิสูจน์ว่าคดีนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้แก่ การใช้ศาลทหารดำเนินคดีพลเรือน และการแจ้งข้อหาว่าการชูป้ายต่อต้านผิดกฎหมาย ทั้งที่การรัฐประหารเองต่างหากที่เป็นการทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 ฐานก่อกบฏ ฉะนั้นการต่อต้านผู้ก่อกบฏอย่างสงบจะเข้าข่ายผิดกฎหมายได้อย่างไร

การดำเนินคดีดังกล่าวจึงมีโอกาสละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ ข้อ 7 ที่ระบุว่า “ทุกคนต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ”

กรณีตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นได้ว่าประเทศไทยรวมถึงภาคอีสานอุดมไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากการยึดอำนาจเมื่อ 3 ปีก่อน แต่การกระทำที่ส่อว่าฝ่าฝืนปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างที่สุดได้แก่ การกระทำของ คสช.เอง ในการยึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557  

สิ่งที่เกิดขึ้นขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 21 ที่บอกว่า “1.บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมในรัฐบาลแห่งประเทศของตน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยผู้แทนซึ่ง ผ่านการเลือกอย่างเสรี” แต่สำหรับประเทศไทยอำนาจการปกครองแผ่นดินถูกควบคุมโดยกองทัพ นับจนถึงวันที่ 22 พ.ย. 2560 เป็นเวลา 3 ปีครึ่งแล้ว

รัฐบาลเผด็จการทหารจะมีสิทธิอะไรในการประกาศวาระแห่งชาติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในเมื่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในตัวเอง

“งาช้างไม่ได้งอกจากปากสุนัขฉันใด สิทธิมนุษยชนก็ไม่ได้มาจากรัฐบาลทหารฉันนั้น” คือคำตอบสั้นของเรื่องที่เกิดขึ้น

 

 

Burapa Lekluanngarm

บูรพา เล็กล้วนงาม ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยบก. ภาษาไทย เดอะอีสานเรคคอร์ด สนับสนุนสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และประชาธิปไตย เคยทำงานสื่อมาหลายแขนง อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์