ได้เรียนรู้อีหยังจากการไปอบรมสิทธิมนุษยชนที่แคนาดา (ตอนที่ 1)

โดยมัจฉา พรอินทร์

ตอนที่ 1 — พลังเยาวชนและน้ำใจมิตรสหาย

(ท่านสามารถอ่านตอนที่ 2 ว่าด้วยสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการอบรมทั้งในและนอกห้องเรียนได้ในตอนต่อไป ที่นี่)

เวลาสามสัปดาห์ในเดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมการอบรมนานาชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 38 ที่ประเทศแคนาดา หรือ The 38th International Human Right Training Program (IHRTP) กะคือ โดยองค์กรเอ็นจีโอชื่อว่าอิควิตัส Equitas

ผู้เขียนเป็นหนึ่งใน 92 คนผู้เข้าร่วมการอบรมสิทธิมนุษยชนโดยองค์กรอิควิตัส

ด้วยความที่ฉันเฮ็ดงานพัฒนามาหลายปี และได้ก่อตั้งโครงการสร้างสรรค์อนาคตเยาวชนสิบกว่าปี กับเด็กน้อยที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง กับคนที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบ (marginalised people) แล้วก็ตลอดชีวิตเจ้าของก็ต่อสู้ยืนยันเรื่องสิทธิเรื่องความเป็นธรรมทั้งของเจ้าของและของคนที่ถูกละเมิดสิทธิ ก็เลยเฮ็ดให้แสวงหาเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลง เครื่องมือสำคัญที่ฉันใช้มาตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนักศึกษา คือ การอบรม (training) โดยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (safe space) ให้คนมาโฮมกัน ละกะสร้างการเฮียนฮู้ โดยผ่านประสบการณ์ชีวิต (experience based learning) และมีเรื่องเล่า (storytelling) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของนักสตรีนิยม (feminist) ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม (social change)

นอกจากฉันซิสั่งสมองค์ความรู้ประสบการณ์ผ่านประสบการณ์ชีวิตและเรียนรู้ผ่านชีวิตผู้คนที่ฉันทำงานนำ ฉันยังสั่งสมองค์ความรู้ผ่านการอบรมต่างๆ ซึ่งเหล่านี้เกิดจากการที่ฉันแสวงหา อย่างการอบรมต่างๆ นี่ คือทุกครั้งฉันต้องสมัครไป ต้องผ่านการคัดเลือก บ่เคยมีเลย แบบที่เชิญเข้าร่วมอบรม ซึ่งถ้าฉันหาว่าประเด็นอียั๋งที่มันน่าสนใจ ที่จำเป็นต้องฮู้ เพื่อซิให้เข้าใจชีวิต เข้าใจสังคมและกะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ฉันบ่เคยลังเลที่ซิสมัคร

การผ่านการอบรมแต่ละเทื่อ (ครั้ง) ฉันกะได้เอาองค์ความรู้ต่างๆ มาประยุกต์เพื่อให้เกิดการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ให้ความสำคัญทั้งในเชิงปัจเจกและสังคม ซึ่งคือการเปลี่ยนแปลงที่ฐานคิด อันนำไปสู่การต่อสู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงสถาบัน อันส่งผลให้ความบ่เป็นธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคมลดน้อยลง

กระบวนการที่ฉันเรียนรู้ ได้ถ่ายทอดส่งผ่านไปยังคนที่ฉันเฮ็ดงานนำและสังคม อย่างสมัยเป็นนักศึกษา กะซิเน้นเรื่องการสร้างผู้นำนักศึกษาให้สามารถเป็นนักกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่พอเฮียนจบแล้วเฮ็ดงานกะซิเน้นว่า ซิเฮ็ดจั่งใด๋ ให้คนที่ถูกลดทอนพลังอำนาจ (disempower) และถูกกดขี่ (oppress) อย่างเป็นระบบ อย่างเช่นเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ให้กลับมามีพลัง มีอำนาจและมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change maker) ให้ชุมชนของตนเอง

การแสวงหาองค์ความรู้ผ่านการทำงาน การเรียน และประสบการณ์ส่วนตัวของฉันร่วมสิบกว่าปี ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องเพศภาวะ แล้วก็เรื่องความหลากหลายทางเพศ

แต่พอเว้าเรื่องสิทธิมนุษยชนมันกว้าง มันใหญ่แฮง มันเป็นเรื่องที่มีรายละเอียด ที่ซับซ้อน เป็นกลไกและกฎหมาย ฯลฯ กะเลยบ่ค่อยมีความเชี่ยวชาญเรื่องสิทธิมนุษยชน

เมื่อฮู้ว่าองค์ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนของตนเองยังมีจำกัด ฉันจึงพยายามมองหาหลักสูตรอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ พอดีปีที่แล้วมีหมู่ ขะเจ้าไปอบรมที่แคนาดา เฮากะ เห้ย!!! อันนี่แหละๆ แล้วแคนาดานี่ได้ขึ้นชื่อว่ามีความก้าวหน้าทางด้านสิทธิมนุษยชน บ่ว่าซิเป็นเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิผู้หญิง สิทธิความหลากหลายทางเพศ ความก้าวหน้าทางด้านเยาวชน ละกะสิทธิของคนชายขอบต่างๆ ฉันกะเลยสมัคร!!!

ด่านแรกเลยในการสมัครเข้าอบรมทุกครั้ง กะคือ ต้องเขียนใบสมัครด้วยภาษาอังกฤษเอง แต่ใบสมัครอันนี้ มีความพิเศษกว่าใบสมัครอื่นๆ ที่ฉันเคยมีประสบการณ์มา กะคือว่า มันมีละเอียด ถามเหมิด นับตั้งแต่ว่า เฮาฮู้อีหยังแน มีวิธีคิดแบบใด เฮ็ดอีหยังมาบ้าง ต้องแจกแจงออกมาทั้งตัวโครงการแล้วกะตัวกิจกรรม รวมถึงถามว่าถ้าไปแล้วซิเอามาเฮ็ดโครงการอีหยัง ให้ใส่รายละเอียดกิจกรรมนำ แล้วก็ต้องมีผู้รองรับถึง 5 คน และสองคนในนั้นต้องเขียนจดหมายแนะนำด้วย

ซึ่งด้วยความที่อยากไปอีหลี ฉันตั้งใจแล้วกะพยายามที่ซิเฮ็ดใบสมัครให้ดีที่สุด พอประกาศผลออกมา ก็เป็นไปตามความคาดหวังคือ ฉันผ่านการคัดเลือก แต่ที่บ่ได้เตรียมใจไว้กะคือ ฉันบ่ได้ทุนสำหรับที่ซิไปอบรมครั้งนี่ แปลว่าถ้าฉันจะไปกะต้องหาทุนไปเอง ฉันตกใจแฮง เพราะว่าเฉพาะค่าอบรมซื่อๆ ก็ 6000 เหรียญแคนาดา คิดเป็นเงินไทยกะประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่น ยังบ่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่นค่าเครื่องบิน ค่าวีซ่าและค่าใช้จ่ายส่วนตัว

หลังประกาศผลฉันได้พยายามขอทุนสนับสนุนจากองค์กรหลายองค์กรนานาชาติที่ฉันได้เคยเฮ็ดงานนำ รวมถึงสถานทูตฯ ทุกองค์กรเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ขอแสดงความยินดี การอบรม IHRTP นี่เป็นหลักสูตรที่ดีมาก แต่บ่สามารถสนับสนุนได้”

ตอนนั้นคึดว่าคือซิบ่มีปัญญาไป สิไปหาเงินจากไสเกือบสามแสน ในเวลาเดือนเดียว

ในระหว่างนั้นกะก้มหน้าก้มตาเฮ็ดงานเจ้าของไป ทำเป็นว่าลืมๆ มันไป แต่บังเอิญช่วงนั้นเอง ซิมีกิจกรรมอบรมเรื่องผู้หญิงกับการเข้าถึงระบบยุติธรรม ซึ่งฉันได้ส่งเยาวชน ชื่อว่าน้องหญิง (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นเยาวชน ชนเผ่าพื้นเมืองที่บ่มีสัญชาติ ให้เข้าร่วมอบรม ขั้นตอนในการที่เด็กน้อย ที่บ่มีสัญชาติ หากจะเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อที่จะเข้าร่วมอบรม มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อนแฮง คือ ต้องมีหนังสือเชิญ แล้วเธอกะต้องไปขออนุญาตครู ซึ่งหลายครั้งสถาบันการศึกษากะบ่ได้สนับสนุน เธอต้องไปขอแม่ ซึ่งแม่กะบ่อยากให้มา เพราะลูกบ่มีสัญชาติ บ่มีบัตร พ่อ – แม่ กะย้านลูกซิถูกตำรวจจับกลางทาง กะบ่อยากให้เธอมา อีกทั้งเธอต้องไปขอหนังสือรับรองจากผู้นำชุมชน ซึ่งแปลว่าเธอต้องขี่รถเครื่องเข้าไปในหมู่บ้าน บนดอยที่ห่างไกลออกไป ไปขอผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรอง ซึ่งผู้ใหญ่บ้านกะซิลีลา บ่ค่อยอยากเซ็นเพราะเกรงว่าหากเกิดอีหยั๋งขึ้นตัวเองต้องเป็นคนรับผิดชอบ ยังบ่พอ เธอต้องเอาหนังสือรับรองจากผู้ใหญ่บ้านนี่ไปแสดงต่ออำเภอ แล้วกะขอให้อำเภอ ออกหนังสือรับรอง ให้เดินทางออกนอกพื้นที่ได้ ในเวที และสถานที่ที่ได้ระบุตามหนังสือเชิญอบรม

ฉันกะเลยว่า โอ้!!!!! ขนาดเด็กน้อยที่เฮาเฮ็ดงานนำ เขายังต้องกระเสือกกระสน กว่าซิมาอบรมแต่ละครั้ง เฮาก็ต้องเฮ็ดคือกัน

ตอนนั้นเลยว่า เดี๋ยวซิเฮ็ดแคมเปญ ขอหมู่พันกว่าคนในเฟซบุ๊กเจ้าของนี่แหละ ให้ซอยกัน คนละ 300 บาท 1,000 คน กะซิได้ 300,000 มันกะคือซิเป็นไปได้อยู่ ฉันกะเลยเฮ็ดโปสเตอร์และเฮ็ดวิดีโอคลิปง่ายๆ ขึ้นมา เพื่อระดมทุน

ระหว่างการระดมทุน ฉันไห่ (ร้องไห้) ไปร่วมๆ 3 อาทิตย์ เพราะคาดหวังว่าหมู่ที่มีเงินมีทอง เป็นชนชั้นกลาง ที่เป็น NGOs เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักธุรกิจ ซิซอยเหลือเป็นหลักแต่ปรากฏว่าฉันได้รับการสนับสนุนจากส่วนนี้หน่อยกว่าที่คาดหวังหลาย

ผู้ที่ออกแรงสนับสนุนฉันกลับเป็นเด็กน้อยที่เฮาเฮ็ดงานนำคือ เยาวชน ชนเผ่าพื้นเมืองและน้องๆ อาสาสมัครในโครงการสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน พี่น้องในเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ (CSOs for gender equality) พี่น้องในเครือข่ายกลไก UPR พี่น้อง ในแผนงาน นธส / สสส. และทีมประเมินผลโครงการฯ อ.ป่ะ จากม.มหิดล พี่น้องกลุ่มคนข้ามเพศ TEAK – Trans Empowerment เพจคุยกับเธอ และพี่ๆ น้องๆ ในเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ

และที่ไม่คาดคิดคือ พี่หนูหริ่ง สมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งได้แชร์แคมเปญนี้ไปในเฟสของพี่หนูหริ่ง จนทำให้มีการแชร์ต่อออกไปอย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งการสนับสนุนอย่างล้นหลามของเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กของพี่หนูหริ่ง

ฉันระดมทุนได้ 70,000 กว่าบาท ก็ต้องหยุดเพราะหมดเวลา คือ ต้องยืนยันกับทางองค์กร EQUITAS ว่าซิไปบ่ ตอนนั้นกะเลยอีเมลแจ้งเขา โดยได้บอกถึงความตั้งใจ ความพยายาม และการสนับสนุนจากชุมชนที่ฉันเฮ็ดงานนำและสุดท้ายกะแจ้งเขาไปว่า ฉันระดมได้ท่อนี้ (น่าจะพอเฉพาะค่าเครื่องบิน) แต่ฉันอยากไป โปรดสนับสนุนฉัน ในที่สุดผู้จัดกะแจ้งมาภายหลังว่า ฉันได้รับการสนับสนุนทุนที่เหลือจาก Global Affairs Canada

หลังจากที่ได้รับการสนับสนุนแล้ว สิ่งที่ต้องมาลุ้นต่อกะคือวีซ่าซิทันบ่ เพราะเหลือเวลาอีกบ่มาก ผลคือ ฉันได้วีซ่าคืนเดียวก่อนเดินทาง และเมื่อวีซ่าถึงมือตอนสามทุ่ม ฉันจึงได้ประสานเรื่องตั๋วเครื่องบิน ซึ่งทุกอย่างเสร็จสับตอนตีสี่ เป็นอันว่าเช้ามาก็คือ เดินทาง

และเพราะว่ามันยากปานนี้กว่าซิได้ไป ก็เลยภูมิใจแฮง และกะตั้งใจไว้ว่าซิต้องตั้งใจและเรียนรู้ให้มากที่สุด ให้สมกับการได้รับการสนุนจากทุกๆ คน

หลังจากกลับมาจากแคนาดาครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนคือ ฉันรู้สึกมีความหวัง และทำงานอย่างมีความสุข โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ฉันมั่นใจในองค์ความรู้เรื่องสิทธิมนุษชน เรื่อง Gender และเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ฉันมีความชัดเจนว่าตัวเองอยากเฮ็ดงานด้านการศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชน ฉันเฮ็ดงานหลายขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถขยายเครือข่ายมากขึ้นทั้งในระดับชุมชน ระดับภูมิภาคและระดับโลก

ความรู้ที่ได้เรียนมาก็ต้องส่งต่อ ระหว่างการอบรมได้มีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมออกแบบการนำความรู้กลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง สำหรับฉัน ฉันนำความรู้มาพัฒนาโครงการระยะเวลา 1 ปีนี้เพื่อการเสริมพลังและสร้างผู้นำเยาวชนชายขอบ ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และมีส่วนร่วมในขบวนการเคลื่อนไหว โดยใช้ ซึ่งกำลังดำเนินงานอยู่

องค์กรของฉัน คือ สร้างสรรค์อนาคตเยาวชนได้ Partner กับ Manushya Foundation เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง เครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายผู้ใช้ยา เครือข่าย ความหลากหลายทางเพศ เครือข่ายเยาวชนที่ไม่มีสัญชาติ ฯลฯ ความรู้จักการเข้าอบรม IHRTP ที่ใช้ได้โดยตรงและที่สามารถเอามาประยุกต์ให้เข้ากับโครงการนี้ โดยได้พัฒนาโครงการระยะเวลา 1 ปีนี้

นอกจากนี้ฉันได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา เพื่อพัฒนาหลักสูตรและจะใช้หลักสูตรนี้เพื่อให้การศึกษาสิทธิมนุษยชนกับชุมชน องค์กร และเครือข่ายที่ฉันเฮ็ดงานนำ ซึ่งตั้งแต่กลับมาฉันก็ได้มีโอกาสให้การอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชนให้เครือข่ายผู้สูงอายุ อบรมเรื่อง LGBTIQ ให้กับองค์กรชนเผ่าพื้นเมืองในระดับ Asia-Pacific ชื่อองค์กร Asia Indigenous People Pact และกำลังออกแบบหลักสู้เพื่อให้การอบรมองค์กรภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้าน ชนเผ่าพื้นเมือง ขององค์กร Diagonia Thailand และมากไปกว่านั้นคือ ฉันจะใช้องค์ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาทั้งหมด เพื่อพัฒนาการศึกษาเพื่อสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย และฉันหวังว่าทุกอย่างที่ฉันทำจะสร้างการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นๆ เพราะฉันอยากเห็นสังคมเป็นธรรม

ฉันอยากขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนให้ฉันได้ไปแคนาดา โดยเฉพาะเยาวชนทั้งหลายที่ฉันทำงานนำ ที่ยืนยันว่า การเรียนรู้ใดที่เกิดขึ้นกับฉัน มันซิถูกถ่ายทอดไปยังเด็กและเยาวชนซึ่งเขาคือพลังของวันนี้ และคือผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเอง

อ่านสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างการอบรมได้ตอนต่อไป คลิกที่นี่

ตลอดระยะ 21 วัน ฉันเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ทั้งในห้องและนอกห้อง ได้สร้างเครือข่ายและได้รณรงค์โดยเฉพาะสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิผู้หญิง และสิทธิของคนที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบ และที่สำคัญคือ เรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศ เรียกได้ว่า ธงสีรุ้งอยู่ข้างกายฉันตลอดฉัน ซึ่งฉันและเพื่อนๆ หลายคนพากันรณรงค์และให้ข้อมูลกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่อาจซิยังบ่เข้าใจเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศ…