ศาลอุบลฯจำคุก “วิชาญ ภูวิหาร” คดีประชามติ 4 เดือน

อุบลราชธานี – ศาลจังหวัดอุบลราชธานีจำคุกนายวิชาญ ภูวิหาร จำเลยคดีประชามติ 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี จากข้อกล่าวหาว่านายวิชาญพูดที่ตลาดสด อ.พิบูลมังสาหาร ว่าจะไม่ไปออกเสียงประชามติแล้วมีคนได้ยิน ขณะที่จำเลยขอยื่นอุทธรณ์

เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2560 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีนัดอ่านคำพิพากษาคดีประชามติ ที่นายวิชาญ ภูวิหาร สมาชิกพรรคการนำใหม่ปฏิวัติสันติ ถูกฟ้องเป็นจำเลย ข้อหาก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ด้วยการเผยแพร่ข้อความปลุกระดมโดยมุ่งหวังให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 จากกรณีที่จำเลยยืนพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญในตลาดสด อ.พิบูลมังสาหาร เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559 ก่อนมีการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559

นายวิชาญ ภูวิหาร (คนขวามือสุด) จำเลยคดีประชามติ ที่ถูกศาลจังหวัดอุบลราชธานีตัดสินจำคุก 4 เดือน

ศาลอ่านคำพิพากษา สรุปได้ว่า จากคำให้การของพยานรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559 จำเลยได้พูดในตลาดสดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญวิปริต บิดเบือน และตนจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งชักชวนคนไม่ให้ไปลงประชามติ แม้ว่าจำเลยจะอ้างว่า ตนยืนพูดคุยกับพ่อค้าในตลาดสดเรื่องรัฐธรรมนูญ และพูดถึงแนวทางของพรรคฯ ว่า จะไม่เข้าร่วมกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่ได้ชวนให้ไม่ไปลงประชามติ แต่ขณะที่จำเลยพูดมีคนเดินผ่านไปมาได้ยิน จึงเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ มาตรา 61 วรรค 2

มาตรา 61 วรรค 2 กำหนดว่า ผู้ใดให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียง อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ต้องระวางโทษ

ศาลลงโทษจำเลย จำคุก 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 2 ปี แต่เนื่องจากจำเลยเคยถูกจำคุกระหว่างชั้นพนักงานสอบสวน ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 2559 – 8 ก.ย. 2559 รวม 45 วัน ก่อนได้ประกันตัว แต่ศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยจึงจะได้รับเงินชดเชยวันละ 500 บาท รวม 22,500 บาท ซึ่งเกินกว่าค่าปรับ ดังนั้นนายวิชาญจึงไม่ต้องเสียค่าปรับอีก

ทนายความของนายวิชาญกล่าวว่า การนำสืบพยานของจำเลยในการถามค้านพยานโจทก์หลายประเด็นทำให้เห็นว่าพยานโจทก์เบิกความไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และตนยังเห็นว่า จำเลยไม่ได้มีท่าทีกระด้างกระเดื่อง หรือปลุกระดม ซึ่งจะต้องมีการตระเตรียมหรือทำให้คนมีอารมณ์คล้อยตาม

นายวิชาญกล่าวว่า เคารพในคำตัดสินของศาลแต่ตนยังมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ และจะยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ต่อไป

นายสมาน ศรีงาม หัวหน้าพรรคการนำใหม่ปฏิวัติสันติ กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีที่ไม่ปกติ เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่างรัฐธรรมนูญและอยากให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเกิดความราบรื่น คดีนี้จึงเกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นคดีที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2559 ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แถลงข่าวถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลจะไม่สืบทอดอำนาจ จะมีการเลือกตั้งในปี 2560 เพราะเป็นสัญญาที่ให้ไว้ ตนจะไปลงประชามติ และจะลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงคำถามพ่วง เพราะถ้าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ทุกอย่างจะกลับไปที่เดิม เป็นที่น่าสังเกตว่าถ้าใช้มาตรฐานทางกฎหมายเดียวกัน การกระทำของ พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจจะเข้าข่ายทำผิด พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ เช่นกัน เพราะเป็นการพูดเพื่อจูงใจให้ประชาชนไปโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่มีการตั้งข้อหากับ พล.อ.ประยุทธ์