ESANIA Sector 9: ภาวะโลกร้อนกับการเขียนอีสานแบบคูลๆ

โดยพีระ ส่องคืนอธรรม

เมื่อรู้ว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้กรุงเทพฯ ต้องจมน้ำ คนอีสานอย่างเราๆ หลายคนคงแอบนึกสะใจว่าสิ่งนี้จะทำให้ศูนย์กลางอำนาจต้องถึงคราวล่มสลายซะแล้ว ถ้าไม่ใช่ในเร็ววันนี้ ยังไงๆ เวลานั้นก็ไกลโขจากวันที่ทะเลจะขึ้นมาแตะถึงขอบอีสานได้ คงเป็นโมเมนต์ทำนอง “กรรมตามทัน” น่าดู ถ้าที่ราบสูงนี้มีระดับสูงกว่ามหานครนั้นทั้งโดยความหมายตามตัวและความหมายโดยนัย

แต่เมื่อเราเตือนตัวเองว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อนไม่ได้มีแค่ระดับทะเลสูงขึ้นหรือมหาสมุทรเป็นกรดมากขึ้น แต่ยังมีภัยแล้งรุนแรงและมีการกลายสภาพเป็นทะเลทรายด้วย เช่นนี้แล้วเราอาจเริ่มขบคิดประเด็นนี้ไปอีกแบบ

สภาพโลกที่อีสานไม่รอดจากมหันตภัยสิ่งแวดล้อมปรากฏในESANIA Sector 9 นครที่สาบสูญ นวนิยายแนววิทยาศาสตร์หลังหายนะโลกที่สอดแทรกจิปาถะภาษาและวัฒนธรรมอีสานไว้ตลอด แต่งโดย “ปิ่นลม” นิยายนี้ลงพิมพ์เป็นตอนสั้นๆ มาตั้งแต่ปี 2553 ในกระทู้หนึ่งของเว็บบอร์ดชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ อีซาเนีย ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ ผู้แต่งเพิ่งจะโพสต์เผยแพร่ตอนล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

โลกของ อีซาเนีย เซ็ตฉากไว้ห้าพันปีในอนาคต ภาวะโลกร้อนได้ทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้กลายเป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์และพืชสัตว์ทั้งมวล หลังจากแก๊สเรือนกระจกเข้าขั้นวิกฤต ตามด้วยสงครามเบ็ดเสร็จเพื่อแย่งชิงพลังงานจากดวงจันทร์ ก็หลงเหลือมนุษย์โลกอยู่เพียงเสี้ยวหนึ่งของประชากรปัจจุบัน และอีสานก็กลายเป็นทะเลทรายร้อนระอุ

ภาพถ่ายทางดาวเทียมของพื้นที่ภาคอีสานที่ถูกทำลายล้างด้วยระบอบทุนนิยมติดเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่เรียกกันว่า “ยุคคาร์ฟอร์แคท” ห้าพันปีก่อนเหตุการณ์ท้องเรื่องของซีรี่ส์นวนิยายออนไลน์ Esania Sector 9 หรือ อีซาเนีย เซคเตอร์ ไนน์ นครที่สาบสูญ

ผู้อ่านจะได้ตามติดการผจญภัยฮาๆ สู่อารยธรรมที่สาบสูญชื่ออีซาเนีย ตัวละครเอกเป็นนักบินผู้รอบรู้ในด้านภาษาและวัฒนธรรมอีซาเนียโบราณ เขาชื่อว่า “ปิ่นศักดิ์” แต่ในฐานะกัปตันยานบินเขาอยากให้คนเรียกว่า “ปีโป้” มากกว่า เพราะ “ปีโป้” เป็นคำในโลกอนาคตที่หมายความว่ากัปตัน เขามีคู่หูเป็นนักบินหญิงสาวผู้ไม่ค่อยรู้เรื่องอีซาเนียโบราณเท่าใดนัก เธอชื่อว่า “อีฟ” แถมยังมีโปรแกรมบังคับยานบินที่พูดลาวได้ชื่อ “อีวา” ร่วมรผจญภัยในท้องทะเลทรายอีซาเนียอีกด้วย (คาดว่าน่าจะได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์แอนิเมชันปี 2008 เรื่อง WALL•E ตรงชื่อ “อีฟ-อีวา”)

ภารกิจของตัวเอกคือการตามหาร่องรอยอารยธรรมโบราณที่ได้สาบสูญไป รู้แต่เพียงว่ามีตำแหน่งอยู่ในเซ็กเตอร์ไนน์ของทะเลทรายอีซาเนีย ระหว่างทางพวกเขาจะได้ค้นพบดีวีดีเพลง “งิ้วต่องต้อน” ซึ่งจะนำเขาไปสู่เมืองลับแล พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมอีสานที่ไม่น่าเชื่อ หุ่นยนต์แมลงพูดได้ และศัตรูผู้หมายทำลายล้างจากเผ่าพันธุ์ไซบอร์กยูโรอเมริกัน สิ่งที่นักผจญภัยทั้งสามจะต้องนำพากลับบ้านเขานั้นทรงพลังมากพอจะกำหนดชะตาอนาคตได้เลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าโฟกัสหลักจะเกี่ยวกับผืนดินอีสาน แต่เรื่องราวนี้ก็ยังพาผู้อ่านเดินทางไปรอบโลก เผ่าของตัวละครเอกอาศัยอยู่ในคอมมูนกลางมหาสมุทรบนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่กลายเป็นอดีตไปหลังหมดสิ้นเชื้อเพลิงฟอสซิล อาหารหลักของพวกเขาคือสาหร่ายสีน้ำเงิน และตัวละครเอกยังได้เดินทางไปใกล้ๆ ขั้วโลกเหนือเพื่อรื้อฟื้นความรู้ทางพฤกษศาสตร์บางอย่างที่ถูกแช่แข็งไว้ที่นั่นด้วย

ด้วยการผสมผสานระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาวทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา อีซาเนีย ช่วยผู้อ่านที่ไม่รู้ภาษาลาวโดยให้ตัวละครสาวน้อย “อีฟ” เด็กหลอดแก้วผู้ไม่รู้ภาษาโบราณคอยซักถามปีโป้ปิ่นตลอดว่าคำนั้นคำนี้หมายความว่าอย่างไร โดยคำพวกนี้มีอยู่สองประเภทหลักๆ หนึ่งคือคำลาวอีสานโบราณที่มีอยู่จริง อีกประเภทคือคำ “โบราณ” ที่ผู้แต่งประดิษฐ์ขึ้นมาเองจากการผสมผสานของคำโบราณ หรือวิธีการพูดของคนโบราณ หรือคำร่วมสมัยแต่จินตนาการความหมายขึ้นใหม่

ยกตัวอย่างเช่น ในโลกอนาคตคำโบราณว่า “โอเลี้ยง” วิวัฒน์ความหมายไปเป็น “โอเค” ส่วนคำว่า “เซเว่นเซ่น” ชวนให้นึกถึงร้านแฟรนไชส์สองยี่ห้อไปพร้อมกันคือร้านสะดวกซื้อ “เซเว่น-อีเลฟเว่น” กับร้านไอศกรีม “สเวนเซ่นส์” หรืออย่างคำว่า phone ก็ถูกเอามาตีขลุมว่ามีจุดกำเนิดจากคำลาวว่า “โพน” ซึ่งหมายถึงพื้นดินที่ยกระดับขึ้นไว้ อันถูกใช้เป็นแหล่งสื่อสารในยุคโบราณ

การเล่นคำทำนองนี้เป็นอะไรที่ “อีส๊านอีสาน” เพราะไทบ้านอีสานจำนวนมากนั้น code-switch ไปมาระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาวและภาษาอื่นๆ เป็นกิจวัตร ซึ่งก็ส่งผลให้เจอะเจอแนวการเล่นคำอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น (ตัวอย่างเช่น พูดถึงนโยบายโอนเงิน “พร้อมเพย์” คนก็ฮากันเป็นแถบ เพราะ “เพ” แปลว่า “พัง”)

พื้นผิวของตัวเรื่องมีรสชาติขึ้นด้วยการเก็บเอาอะไรต่อมิอะไรที่ไม่น่าจะเข้ากันได้มารวมกันไว้จนมันเวิ้ร์ก ภาพประกอบตัวบทถูกหยิบยืมมาจากแหล่งต่างๆ นานา เช่นภาพยนตร์ไซไฟ ภาพวาดสไตล์สตีมพังค์ และภาพถ่ายของป่าโคกในอีสาน

ผู้แต่งรู้จักสรรหาภาพมาประกอบตัวบทหลักของอีซาเนีย ที่เห็นอยู่นี้ “ปิ่นลม” ไปเสาะหาภาพแมลงสไตล์สตีมพังค์มาช่วยเติมจินตนาการผู้อ่านถึงตัวละครหุ่นยนต์แมลงสองตัวคือ “พญาเบ้าคำ” (แมงกุดจี่) และ “อำมาตย์จำป้อย” (แมงจีนูน) ทั้งนี้ “ปิ่นลม” ได้เขียนถึงกุดจี่สายพันธุ์ Heliocopris bucephalus Fabricius ไว้ด้วยในสารานุกรมแมลงอีสานว่า “แมลงที่เป็นอัตลักษณ์เชิงจิตวิญญาณลูกอีสาน ผู้เป็นราชาแมลงแห่งท้องทุ่ง กำลังสูญหาย เข้าสู่ยุค ESANIEA”

แง่มุมที่น่าสนใจที่สุดของ อีซาเนีย คือความมีปฏิสัมพันธ์กันกับผู้อ่าน นิยายนี้ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในรูปของความเห็นใต้กระทู้เว็บบอร์ด ตัวบทจึงไม่ได้ติดกันเป็นพืดเดียว แต่มีคอมเมนต์ของผู้อ่านขาประจำเข้ามาแจมตลอด ไม่เหมือนเว็บเผยแพร่นิยายออนไลน์ของไทย เว็บบอร์ดของชมรมอีสานจุฬาฯ นี้มีบรรยากาศเป็นกันเองมาก ผู้อ่านไม่ได้เพียงให้คำชื่นชมหรือมาตามทวงตอนต่อไป แต่มักหยอดมุกตลกเสริมจากที่มีในตัวบท หรือบางทีก็พาออกนอกเรื่องไปเลย นอกจากนี้นามแฝงของผู้อ่านขาประจำก็ถูกนำไปสร้างชื่อตัวละครในนิยายอีก–ไม่มีใครถือตัวเป็นจริงเป็นจัง

ดั่งนี้แล้ว ตัวบทจึงไม่ได้จบในตัวเอง ถ้าฉันไม่เก็ตมุกไหนที่มาจากการเล่นคำลาว-ไทย ก็จะมีคอมเมนต์จากผู้อ่านสักคนที่จะช่วยให้ฉันเข้าใจว่ามันฮาตรงไหน หรือถ้ามีคำประดิษฐ์คำไหนที่ฉันหยั่งไม่ถึง ก็จะมีผู้อ่านคอยถามให้แทน

การเขียนถึงกันในกระทู้เว็บบอร์ดระหว่างคนติดตามกับคนแต่งยังช่วยหนุนให้ตัวบทมีชีวิตอิสระ สามารถควบกลืนเสียงตอบรับคนอ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศรอบโลกของตัวบทได้ทันที มีตัวอย่างหนึ่งน่าเอ่ยถึงเป็นพิเศษ ในความเห็นที่ 264 “ปิ่นลม” ผู้แต่งได้พรรณนาถึงพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมอีสาน โดยพระเอกนางเอกของเรามีแมงหุ่นยนต์สองตัวเป็นไกด์นำทาง

“ลิฟต์แก้วเลื่อนขึ้นช้าๆ ทำให้เห็นว่าในแต่ละชั้นของอาคาร “แก่งก่องแก้วสโตร์” คือพิพิธภัณฑ์อีซาเนีย เก็บรวบรวมทุกอย่างเกี่ยวกับ อารยธรรมโบราณไว้ให้ชนรุ่นหลัง
เมื่อมาถึงชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้า มีต้นมันปลา (พยอม) ปลูกอยู่ 7 ต้นกำลังออกดอกหอมขจร”

โพสต์ตอนใหม่ได้ไม่ถึงห้าชั่วโมง ก็มีความเห็นที่ 265 ของ “ป้าหน่อย” ผู้อ่านขาประจำถามสอดขึ้นว่าทำไมชื่อต้นไม้ถึงอธิบายผิด “ต้นมันปลา บ่อแหม่นต้นพยอม น้า. อันมันปลา มัน กันเกรา ตั้ว ญาท่าน ฮึเป็นมุขอีกแล้ว. แนวนี้ ผุ่ข้า นำบ่อทันเด้”

นี่ส่งผลให้ผู้แต่งเขียนตอบความในเช้าวันถัดมา ในความเห็นที่ 266 โดยอธิบายสาเหตุของข้อผิดพลาดนั้นอย่างมีลวดลาย

ปกิณกะบท

ระบบ JURA System ค้นหาคำว่า “พยอม”
แสดงผลลัพธ์…..ติ๊ง.!.ติ๊ง…!.

พยอมลืมนา : พรศักดิ์ ส่องแสง

เนื้อเพลง :
พยอมลืมนา น้องเข้าเมืองฟ้ามาแล้ว หลายปี
จดหมายพยอมที่มี ส่งให้พี่ว่ายังศึกษา…อา…อา…

บนดาดฟ้าหอคอย “กิ๊งก่องแก้ว” ปลูกต้นมันปลาไว้ 7 ต้น ตั้งชื่อว่า “พยอม”
เป็นการตัดพ้อต่อลูกหลานชาวอีซาเนีย ที่ละทิ้งหลงลืม วิถี หลงวัฒน์
แม้เอื้อนเอ่ย ว่า ต้นมันปลา ก็ไม่รู้จัก เอ่ยว่า กันเกรา ก็ไม่รู้จัก เอ่ยว่า พยอม
ก็ได้ยินเพียงชื่อ หากเอ่ยว่า HOT POT หรือ เซเว่นเซ่น ตรอกไหนก็รู้
คนที่รู้เรื่องพืชอีซาเนียเหล่านี้ มีเพียง “เทพธิดาพฤกษา” ซึ่งยังไม่ได้กล่าวถึงในท้องเรื่อง

ด้วยความเคารพ จากผู้แต่ง

คำตอบนี้ของผู้แต่งเผยให้เห็นว่าตัวบทสามารถถูกพลิกปลิ้นออกมาขยายความต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องอิงตามเจตนาดั้งเดิมของผู้แต่ง การเขียนว่า “ต้นมันปลา (พยอม)” นี้ถ้าให้เดาก็คงจงใจนั่นแหละ แต่แล้วไง? การที่ “ป้าหน่อย” ถามสอดขึ้นมาและคำตอบฮาๆ ของผู้แต่งได้ก่อกวนประสบการณ์การอ่านไปเสียแล้ว นั่นคือผู้อ่านรู้สึกมีอิสรภาพและมีความมั่นใจพอจะทำหน้าที่เสมือน “บรรณาธิการ” ให้นิยายเรื่องนี้ได้

ความรู้สึกว่ามีอิสรภาพเช่นนี้ ยังช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกบันเทิงได้ยิ่งขึ้นด้วย โดยไม่ต้องแบกรับน้ำหนักทางอุดมการณ์บางอย่างที่ผู้อ่านอาจจะไม่ได้สมาทาน หลายตอนของ อีซาเนีย มีบทเทศนาโผล่มายาวเป็นพืด ว่าด้วยภาวะโลกร้อน หรือความพอเพียง หรือวัฒนธรรมดั้งเดิม ก็จะเห็นชัดแจ๋วว่า “อีซาเนีย” สื่อถึงอะไรสำหรับผู้แต่ง–ภาพโลกอนาคตหลังหายนะจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเกินขนาดและการละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศ ตัวอย่างบทเทศนาที่ขอยกมาก็คือ “หลักฐานทางโบราณคดี” ชิ้นหนึ่งที่ฉายภาพอย่างชัดว่า “ปิ่นลม” คิดอย่างไรต่อวัยรุ่นอีสานสมัยนี้

“ฉันมีไอแพด นะ ฉันคือคนอีสาน รู้ไหม อินดี้อาร์ต ติสซ์ ออก อลบัมใหม่แย้ว งุงุ งิ งิ“
“อ้าวแล้วเธอไปเหยียบหญ้าอะไรมาดูสิ ติดเกิบมาเลย“
“ไม่รู้จิ” (ความเห็นที่ 255)

วัยรุ่นอีสานคนนี้รู้ดีไปหมดถึงอัพเดตล่าสุดของวงการศิลปินอินดี้อีสาน แต่กลับไม่รู้ฮอดชื่อพันธุ์หญ้าที่อยู่ใต้ตีนของตัวเอง มุมมองเชิงลบต่อเยาวชนเช่นนี้ก็เป็นพื้นฐานให้กับการมองโลกในแง่ร้ายของผู้แต่ง คำว่า “อีซาเนีย” ปรากฏอยู่นอกตัวบทนิยายเรื่องนี้ด้วย มันจะขึ้นมาเรื่อยๆ เวลา “ปิ่นลม” จ่มถึงคนหนุ่มสาวสมัยนี้ที่ปะถิ้มวิถีชีวิตแบบเก่า

ลาบเทา (ทางขวา) แนวกินอีสานทำจากเทาหรือสาหร่ายน้ำจืด ซึ่งขึ้นมาสองครั้งต่อปีตามห้วยหนองคูคลอง ผู้แต่ง อีซาเนีย เคยเขียนบทความเรื่องลาบเทา ใคร่ครวญถึงสภาพที่คนอีสานรุ่นใหม่ๆ เมินอาหารจานนี้เสียแล้ว แต่กลับไปกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์สาหร่ายจากญี่ปุ่นเกาหลี ภาพทางซ้ายเป็นภาพที่ “ปิ่นลม” สวมเอาเทาลงไปในบรรจุภัณฑ์แบบสำเร็จรูปพร้อมกลยุทธ์การตลาด เขาเขียนว่า “ขะน้อยนั่งอึ้ง นึกไม่ถึงเจตคติของคนอีสาน ที่สืบสานวัฒนธรรม โดนลบเลือนโดย คลื่นวัฒนธรรมต่างถิ่น สิ้นวัฒนธรรมการกิน วัฒนธรรมการครองตน วัฒนธรรมทางความคิดอันพอเพียง เรียบง่าย วัฒนธรรมศิลปะ ต่างๆนับมื้อถดถอย “ขี้เดียดวัฒนธรรมตนเอง” มองเห็นอีซาเนีย อยู่ร่ำไร”

แต่ทว่า ในฐานะคนอ่าน เราก็ไม่ได้มีข้อผูกมัดว่าจะต้องอ่านตัวบทเป็นคำเทศนาซะหน่อย เราสามารถอ่านมันเป็นส่วนเกินของตัวบทที่อาจจะถูกตัดออกในร่างถัดๆ ไปก็ได้ หรือไม่งั้นเราก็สามารถเอ็นจอยมันในฐานะความหลุหลั่งพรั่งพรูแบบข้อมูลสารานุกรมก็ได้ ในเมื่อผู้แต่งอุตส่าห์ไล่รายชื่อไม้ชื่อแมงมาตั้งหลายแล้ว ทำไมเราไม่ถือโอกาสไปค้นคว้าเพิ่มเติมความรู้ให้แน่นขึ้นซะหละ

ผมและทีมงานสำรวจ ขอเสนอแนวทางการปฏิรูปแผ่นดิน ให้มนุษย์มีอยู่มีกินอย่างสันติสุขดังนี้ […]

เพาะปลูกพืชท้องถิ่นโบราณ เช่น จิก ฮัง ยางนา ซาด กุง เหียง กะบก กะบาก พอก เหมียด หว้า น้ำเกี้ยง บักเดื่อ บักเกือ บักโก เซียก หาด หวด เค็ง ก่อ ขาว เป้า หนาด ส้าน ม่วงป่า พีผ่วน กล้วยน้อย นมแมว ส้มเสี้ยว ส้มกบ ไส้ไก่ ไส้ตัน บักคอม บักมาย ทลาย บุก เผิ่ม มันนก มันเทียน มันแซง อีลอก ตูบหมูบ กะจาย กะเจียว บักกอก บักพอก กอกกัน กะโดน หญ้าสบ หญ้าเสาหญ้าบ้านฮ่าง ขี้กะตืกแป หญ้าแหล่ หน้าก่ำ โด่บ่รู้ล้ม ล้มไม่รู้ลุก หางหมาจอก หนอนหน่าย บักตูมลุมพุก ตูมกา ขี้กะเทอะ ส้มขี้มอด ส้มพอดี ส้มกบ ส้มลม มะขามป้อม ส้มมอ เข็มขาวจานเคลือ จานต้น สะแก ตะแบก ขะยอม ประดู่ พยุง บักแต้ บักค้อ ผีพ่วน ตีนตั่ง ไข่เน่า ตาไก้ ตาปา ค้อแลน กรวย หัวไก่โอก เอี่ยนด่อน หนามแท่ง ต้นโมก ดอกปีบ ลิ้นฟ้า ส่องฟ้า ฮังหนาม พังคี ส้มมอ อุ่ม “

“ฮ่วย ! ฮ่วย ! เซา ๆ บ่ต้องว่ามาให้หมดป่าโคก แค่นี้ท่านประธานดูภาพก็ ”ปุ้นท้อง”แล้วครับ”

ต่วนศรี 245 R ยกมือขึ้นประท้วงเนื่องจากเกิดอาการ ”วินหัว”

“ที่สาธยายมา ยังไม่ถึงครึ่งของป่าโคกเลยนะครับท่าน” ปีโป้ปิ่นเน้นเสียงหนักแน่น

เสียงเฮือฮาในสภาดังขรม ต่างตกใจในความหลากหลาย เพราะทั้งชีวิตเคยพบเจอแต่สาหร่ายสีน้ำเงิน (ความเห็นที่ 339)

ดูเผินๆ เนื้อหาส่วนที่ออกไปทางเทศนานั้นอาจอ่านได้ว่าเป็นการสร้างภาพโรแมนติกให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่ถ่ายเดียว หรือหนักเข้าอาจอ่านเป็นการเรียกร้องให้กลับไปสู่ระบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” แบบยังชีพ โดยไม่เอาเทคโนโลยีทันสมัยอย่างสิ้นเชิง

แต่เมื่อมองให้ละเอียดขึ้นแล้ว ก็จะเห็นว่าตัวเรื่องเห็นคุณค่าของเทคโนโลยีล้ำสมัยมากทีเดียว โดยจัดวางให้มันมีบทบาทใจกลางในการธำรงรักษาภูมิปัญญาเก่าๆ ไว้ ดูอย่างหุ่นยนต์แมงกุดจี่กับแมงจีนูนที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ที่สาบสูญไปของอาณาจักรอีซาเนียให้แก่ปีโป้ปิ่นและอีฟ ถ้าไม่มีแมงวิเศษพวกนี้ อนาคตก็หมดหวัง

ยิ่งไปกว่านั้น อีซาเนีย ไม่ได้ปรารถนาจะย้อนอดีต แต่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยพื้นภูมิเชิงนิเวศและศิลปวัฒนธรรมของอดีตนั่นต่างหาก ดังที่ “ญาคูต้องแล่ง” ผู้อาวุโสเผ่าของปีโป้ปิ่นกล่าวไว้จะแจ้ง

“หวังว่าปีโป้คงเข้าใจ การสำรวจอีซาเนียครานี้ ไม่ได้มุ่งหมายจะกอบกู้ วัฒนธรรมเก่าที่สูญสลายให้รุ่งเรืองคืนมา เพราะสมาพันธุ์เราไตร่ตรองแล้วว่า วัฒนธรรมของมนุษย์ย่อมเหมาะสมตามแต่กาลสมัย แปรผันเปลี่ยนไปตามความคิดความเชื่อและสิ่งแวดล้อมในแต่ละยุค แต่สิ่งที่เราไม่ควรละทิ้งและกอบกู้ไว้ คือ ชีวทัศน์และภูมิปัญญาอันดีงามถูกต้อง นั่นจะนำพาพวกเราให้เจริญสุขไปพร้อมกับธรรมชาติที่สมดุล” (ความเห็นที่ 347)

ก็มันเป็นซีรี่ส์ไซไฟนี่เนาะ จะมุ่งเพียงกลับไปสร้างอดีตดังที่มันเคยเป็นได้ยังไงกัน?

อีซาเนีย ชี้ทางออกของโลกอนาคตไปที่ปฏิพันธนาการระหว่างเทคโนโลยีทันสมัยกับภูมิปัญญาต้นเค้า ด้วยกลวิธีเช่นนี้ อีซาเนีย จึงยกระดับความกังวลเชิงอนุรักษ์เกี่ยวกับ “เด็กสมัยนี้” ที่ลืมไลละทิ้งมูลเชื้อวัฒนธรรมไปในกระแสธารความทันสมัยแบบทุนนิยม ให้เป็นมากกว่าคำจ่มพุมของ “ผู้เฒ่าผู้แก่”

ดูเรื่องสาหร่ายเป็นตัวอย่าง มีภาพจำเกี่ยวกับคนอีสานทำนองว่า “คนอีสานกินได้ทุกอย่าง สาหร่ายในสระก็ยังเอามาลาบกิน” ซึ่งถูกเอาไปคิดต่อในแง่ลบบ่อยๆ แต่เมื่อเอาภาพนี้มาวางเคียงกับโลกยุค อีซาเนีย ที่ว่าคนกินแต่สาหร่ายสีน้ำเงิน ก็กลับกลายเป็นว่า การ “กินหลากหลาย” แบบอีสานไม่ใช่เรื่องตกยุคแต่อย่างใด ดูสิ เราเรียนรู้อะไรได้ตั้งมากมายจากบรรพชนเรา สาหร่ายสีน้ำเงินเป็นอาหารแห่งอนาคตเชียวนะ!

ในแง่หนึ่ง อารมณ์ “กรรมตามทัน” ใน อีซาเนีย นั้นไหลลึกกว่าความสาแก่ใจในจินตนาการว่ากรุงเทพฯ จะจมน้ำไม่วันใดก็วันหนึ่ง ในระหว่างที่พล็อตเรื่องพาเราเข้าใกล้การกอบกู้ความงดงามให้กลับมาสู่โลกอนาคตด้วยมือของเผ่าพันธุ์ของปิ่น ผู้อ่านก็ได้ประจักษ์พยานถึงการล่มสลายของเผ่าพันธุ์ไซบอร์กยูโรอเมริกันด้วยความขัดแย้งในตัวระบอบเอง ซึ่งเหมือนจะมีหวังว่าการล่มสลายนี้จะช่วยปลดปล่อยคนชั้นล่างที่ไม่ได้เสริมชิ้นส่วนร่างกายให้เป็นไทในที่สุด ความหวังเช่นนี้มีพลังกว่าความสะใจ

ถึงแม้จะมีเจตนาเทศนาแค่ไหน เรื่องนี้ก็อ่านโคตรสนุกและสุดตื่นตาตื่นใจ ถึงแม้จะมีน้ำเสียงไม่จริงจังและเล่นคำเอาฮาแค่ไหน รากของคำและเนื้อในของเสียงก็ได้ให้บทเรียนอันสลักสำคัญแก่ฉันเรื่องภาษาและวัฒนธรรมอีสานตั้งมากมาย ถ้าจะมีผลงานชิ้นเดียวที่ฉันสามารถเชิดชูขึ้นเป็นโมเดลว่า “การเขียนอีสานใหม่” มีขีดความเป็นไปได้ถึงตรงไหน ฉันก็จะเลือก ESANIA Sector 9 อย่างไม่ลังเลเลย.

Peera Songkünnatham

พีระ ส่องคืนอธรรม เป็นนักเขียนและนักแปลจากเมืองศรีสะเกษ ประเทศสาธารณรัฐลาวล้านช้าง