ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องยกเครื่อง “ระบบการศึกษาไทย”

โดยนายสมรู้ ร่วมคิด (เพื่อสังคมดี)

ความรู้ไม่ต้องท่วมหัว รู้ในเรื่องที่จำเป็น และสามารถเอาตัวรอดได้ เป็นข้อเสนอต่อการยกเครื่องการศึกษาของไทยที่เน้นแต่การท่องจำและการสอบแข่งขัน ทำให้ประเทศไทยมีประชากรที่พูดภาษาอังกฤษได้ในระดับต่ำ

“มหาลัย มหาหลอก เด็กชายบ้านนอก เด็กหญิงบ้านนา ร่ำเรียนรู้ในวิชา แต่จบออกมายังไม่มีงานทำ…”

เนื้อความข้างต้นเป็นท่อนแรกของบทเพลงเพื่อชีวิตที่สะท้อนปัญหาสังคมเรื่องระบบการศึกษาไทย ที่มีขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2527 หรือเมื่อประมาณ 33 ปีที่แล้ว เพลงนี้ดังมากๆ ครับ คุณแอ๊ด คาราบาว เขาร้องไว้ ผมจำดีได้เพราะขณะนั้นญาติๆ ลูกพี่ลูกน้องของผมหลายคนอยู่ในช่วงของการเตรียมสอบเอ็นทรานซ์ (สอบเข้ามหาวิทยาลัย) ต่างก็ขะมักเขม้นท่องตำรับตำราเป็นบ้าเป็นหลัง โดยมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มีชื่อเสียงในวงสังคม เพื่อที่จะจบออกมามีอาชีพที่มั่นคง มีหน้าที่การงานที่เป็นหน้าเป็นตาให้แก่วงศ์ตระกูล และมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสุขสบายตามที่คาดหวังไว้

How are you today? I’m fine thank you. จากวันนั้นสู่วันนี้ สบายดีหรือเปล่า?

วันนี้ในปี พ.ศ. 2560 ในยุคสมัยที่เราบอกกับตัวเองว่า ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 เรายังสบายดีและมีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติที่ไม่เคยตกเป็นประเทศราช หรือเมืองขึ้นของลัทธิล่าอาณานิคมใดๆ เราต่างมั่นใจในความได้เปรียบเรื่องระบบโลจิสติกส์และธุรกิจเดินทางขนส่งระหว่างประเทศ เพราะที่ตั้งของไทยเป็นศูนย์กลางที่เอื้ออำนวยต่อการกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างสะดวกรวดเร็ว แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าคนไทยจำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและเพื่อการทำงาน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคที่ทำให้คนไทยเสียเปรียบเรื่องการสร้างรายได้และขยายโอกาสในหลายด้าน

มีผลงานวิจัยด้านการศึกษาหลายฉบับแสดงให้เห็นว่า มีหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการลำดับที่สองรองจากภาษาประจำชาติ ซึ่งสะท้อนความสามารถทางภาษาของคนในชาติ จึงอยากให้ลองเปรียบเทียบตัวอย่างสถิติ ของแต่ละประเทศดูครับ

  1. สิงคโปร์ มีประชากรประมาณ 4.6 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษประมาณ 3.3 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 72
  2. ฟิลิปปินส์มีประชากรประมาณ 97 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษประมาณ 50 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 55
  3. บรูไนมีประชากรประมาณ 4 แสนคน ใช้ภาษาอังกฤษประมาณ 1.5 แสนคน คิดเป็น ร้อยละ 38
  4. มาเลเซียมีประชากรประมาณ 27 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษประมาณ 7.4 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 27
  5. ไทยมีประชากรประมาณ 66 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษประมาณ 7 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 11

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอัตราการใช้ภาษาอังกฤษของคนในชาติอยู่ในระดับสูงเกิน ร้อยละ 60 ของจำนวนประชากรทั้งหมด กล่าวคือ ใน 100 คน ต้องพูดภาษาอังกฤษได้อย่างน้อย 60 คน ประเทศแบบนี้จะไปรอดในเวทีโลกแน่นอน

ดูจากแนวโน้มในอนาคต น่าเป็นห่วงประเทศไทยมากๆ ครับ เราอยู่ในโซนประเทศกำลังพัฒนามาแล้วหลายปีแต่ยังไม่ยอมเลื่อนชั้นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเสียที เพราะความอ่อนด้อยเรื่องภาษาอังกฤษนี่แหละ แค่ฝรั่งเดินเข้ามาถามทางยังเหงื่อตก แล้วจะไปคุยยาวๆ สร้างโอกาสเพิ่มเติมอะไรได้เล่า

การศึกษาแบบแพ้คัดออก: ผลักดันคนเก่งไปข้างหน้า ละทิ้งคนไม่เก่งไว้ข้างหลัง

ผมเองก็เป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาที่ว่านี้เช่นกัน เรื่องการเรียนดีเรียนเก่งของลูกๆ คือความชื่นใจของคนเป็นพ่อแม่ เราจึงพบว่าการลงทุนเรื่องการศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจการศึกษานอกระบบเป็นอย่างมาก คนมีฐานะทางการเงินที่ดีกว่าก็ย่อมมีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ดีกว่า คนมีฐานะมักส่งเสริมให้ลูกหลานเรียนพิเศษเรียนกวดวิชา หรือจ้างติวเตอร์มาสอนส่วนตัว ทำให้ลูกหลานมีโอกาสผ่านเข้าเรียนต่อในโรงเรียนดีๆ สิ่งเหล่านี้ลูกคนจนหมดสิทธิครับ ต้องขวนขวายช่วยตัวเองอย่างเดียว

ผมเห็นด้วยครับว่า การฝึกให้เด็กแข่งขันทางการเรียนเพื่อความเป็นเลิศนั้นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป แต่เมื่อมีการแข่งขันก็ย่อมต้องมีทั้งผู้แพ้ผู้ชนะ หากเราเชิดชูเฉพาะคนชนะที่เรียนเก่ง แล้วละทิ้งคนแพ้ที่เรียนด้อยกว่าไว้ข้างหลังนี่สิ ถือเป็นการกระทำที่เลวร้าย แล้วต้องทำอย่างไร จึงจะหยุดระบบแพ้คัดออกเช่นว่านี้ได้

 ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและสร้างความสุขให้แก่ผู้เรียนคือคำตอบสุดท้าย

พูดถึงประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก หลายคนชอบยกตัวอย่างประเทศฟินแลนด์ (แค่ชื่อประเทศฟังดูก็รู้สึกมีความสุขแล้ว) ด้วยระบบการศึกษาที่เท่าเทียม ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานการเรียนการสอนที่เหมือนกันหมด ครูผู้สอนมีจริยธรรมคุณธรรมสูงส่งและมีจิตวิญญาณการเป็นผู้สร้างคนให้มีคุณภาพ เท่าที่ทราบมา หลักสูตรการเรียนการสอนของเขาไม่มีการวัดผลแบบสอบได้สอบตก
ไม่มีสมุดพกรายงานผลการสอบเรียงลำดับคะแนนว่าใครสอบได้ที่ 1 ใครสอบได้ที่โหล่

แต่มุ่งเน้นการมีเวลาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ พักผ่อน และใชัชีวิตตามช่วงวัย โดยไม่ปรากฏค่านิยมส่งลูกหลานไปเรียนพิเศษต่อหลังโรงเรียนเลิกหรือกวดวิชาในช่วงวันหยุดเช่นบ้านเรา เพราะชาวฟินแลนด์เชื่อว่าคุณภาพของคนเกิดจากการมีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ชีวิตด้วยตนเองนอกห้องเรียนเป็นสำคัญ ขอให้อ่านออกเขียนได้ ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่จำเป็น สนับสนุนให้เด็กๆ ไปฝึกทำงาน หรือกิจกรรมที่ชอบเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้ไปค้นหาความถนัดของตนเองด้วยการลงมือทำจริงเพื่อกระตุ้นทักษะชีวิต

ปรัชญาการศึกษาที่พบจากระบบของประเทศฟินแลนด์ คือคนเก่งของเขา หาใช่คนเรียนเก่ง เรียนดี หรือตอบคำถามลงในกระดาษคำตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ แต่คนเก่งของฟินแลนด์ต้องเป็นคนดีของชาติ
มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และไม่ทำตัวให้เป็นภาระแก่สังคม สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ได้ว่า “ความรู้ไม่ต้องท่วมหัว รู้ในเรื่องที่จำเป็น และสามารถเอาตัวรอดได้” นั่นเอง

อันที่จริงนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กระทรวงศึกษาธิการของเราทำอยู่นี้ถือว่ามาถูกทางแล้ว เพียงแต่ว่าลูกหลานของเราได้เอาเวลาเรียนรู้ไปใช้กับสิ่งที่เป็นประโยชน์แบบเด็กนักเรียนฟินแลนด์หรือเปล่า เพราะเลิกเรียนก็จับกลุ่มไปเดินห้าง ดูหนังฟังเพลง เข้าร้านเกมส์ ดูแล้วเพิ่มเวลาเที่ยวมากกว่า แบบนี้น่าเป็นห่วงครับ

เรียนอะไรก็ได้ ขอให้จบออกมาก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที แบบนี้ก็ได้เหรอ?

ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองเพื่อความสำเร็จ มีอยู่ประโยคหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้แก่ผมอย่างมาก ผู้เขียนหนังสือท่านนี้กล่าวไว้ว่า “มีข้อพิจารณาเกี่ยวกับการจัดการแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต ที่ทุกคนควรรับฟัง คือ หากเราไม่รู้ ให้ดูหลักสากลที่ผู้อื่นดำเนินการอยู่ (Principle) หากเรามี แต่คิดว่ายังไม่ดีและอยากทำให้มันดีขึ้น ให้ดูแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เพื่อใช้เป็นเข็มทิศไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จที่แท้จริง”

การเรียนก็เช่นกัน ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับค่านิยมที่ว่าจะเรียนอะไรก็ได้ เพียงแค่ให้ได้มาซึ่งกระดาษที่รับรองว่าสำเร็จการศึกษา แต่ผู้เรียนควรเรียนเพื่อให้มีความรู้จริง อิงหลักวิชา สามารถจบออกมาเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และอย่างน้อยใช้ความรู้นั้นไปหาเลี้ยงตัวเองได้ เพราะการเรียนคือ การลงทุนด้วยกำลังกาย กำลังความคิด กำลังเงิน และสั่งสมทักษะที่จำเป็นผ่านระยะเวลาแรมปี

ทำไมผมถึงพูดเช่นนี้ เพราะหากท่านได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองที่ผ่านมา เกี่ยวกับตัวเลข “ผู้มีรายได้น้อย” ที่มาลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ปรากฏว่ามีผู้มาลงทะเบียนทั้งสิ้น 14.17 ล้านคน และน่าตกใจอย่างมากที่มีผู้ซึ่งจบการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอก มาลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐ รวมกันกว่า 3.6 แสนคน

เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของการเป็นผู้ที่มีสิทธิถือบัตรคนจนนี้ คือ ต้องเป็นผู้ที่ว่างงาน หรือ มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี (ตกประมาณเดือนละ 8,333 บาท หรือวันละ 277 บาทซึ่งน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำเสียอีก)

น่าสงสัยยิ่งนักว่า บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ที่มาลงทะเบียนเหล่านี้ เขาเรียนจบอะไรกันมา ทำไมยังต้องมาลงทะเบียนคนจนอีก ในเมื่อมีความรู้มีวิชาติดตัว เหตุใดจึงไม่ไปหางานทำ หรือสร้างรายได้ด้วยความรู้ที่ตนเองร่ำเรียนมา ถ้าจะว่าไปพวกเขาเหล่านี้น่าจะเข้าข่ายคนจนประเภทที่ยังพอช่วยเหลือตนเองได้ อาจไม่ถึงขั้นจำพวกที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เช่น ผู้เจ็บป่วย ผู้พิการ หรือกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ที่ด้อยโอกาสทางสังคมซึ่งสมควรที่รัฐต้องเข้าไปดูแล

ผมเห็นว่าในแต่ละปีการศึกษา นอกจากการวางแผนการเรียนการสอนแล้ว สถาบันการศึกษาต้องสำรวจว่าบัณฑิตที่จบออกไปนั้น มีการมีงานทำและมีรายได้ที่เพียงพอหรือไม่ ต้องการความช่วยเหลืออะไร แล้วต้องหาทางช่วยเหลือเบื้องต้นให้พวกเขามีงานทำ เพื่อให้การศึกษาเป็นระบบที่สร้างคนให้ออกไปพัฒนาชาติ มากกว่าเป็นคนว่างงาน หรือเป็นผู้ที่มีความรู้แต่เอาตัวไม่รอด ซึ่งยังคงเป็นภาระให้สังคมอีก อีกทั้งยังต้องพิจารณาว่าสาขาวิชาใดเรียนแล้ว จบออกมาไม่มีงานทำ ไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพที่มั่นคงได้ ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน หรืออาจไม่ตอบสนองต่อยุคสมัยและสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่รับผิดชอบระบบการศึกษาก็ต้องหันกลับมาทบทวนด้วยว่า สมควรที่จะยกเลิก แก้ไขปรับปรุง หรือคิดหาทางออกอย่างไร มิใช่เปิดสอนต่อไปเรื่อยๆ แบบไร้วิสัยทัศน์ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาบัณฑิตเอาตัวไม่รอดอย่างที่เห็น

กรุงเทพมหานคร : เมืองฟ้าอมรสำหรับบัณฑิตภูธรที่มุ่งหน้าเสาะแสวงหาโอกาสดีๆ ในชีวิต

ทั้งๆ ที่สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนกระจัดกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ อย่างทั่วถึงในเกือบทุกจังหวัดแล้ว (นี่ยังไม่รวมถึงระบบการศึกษาในระบบเปิดอย่างมหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่มอบโอกาสทางการศึกษาแบบถึงบ้าน) ยกตัวอย่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเห็นชัดเจนที่สุด

มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและที่อยู่ในกำกับของรัฐในหลายจังหวัด ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ปี 2509) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ปี 2533) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ปี 2537) มหาวิทยาลัยนครพนม (ปี 2548) และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ (ปี 2558)

มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคอีสานอีก 11 สถาบัน (จากจำนวนมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 38 แห่งทั่วประเทศ) ในจังหวัดต่างๆ ประกอบด้วย ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ อุดรธานี และอุบลราชธานี

มีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ซึ่งมีวิทยาเขตตั้งอยู่ใน 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา ขอนแก่น สกลนคร และสุรินทร์ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการศึกษาชั้นนำของเอกชน อย่างเช่น มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล (นครราชสีมา) มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) มหาวิทยาลัยราชธานี (อุบลราชธานี) และมหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา (ศรีสะเกษ) ให้บริการด้านการศึกษาเพิ่มเติมด้วย

หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าในบางจังหวัดอย่างนครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม สกลนคร สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี มีสถาบันอุดมศึกษามากกว่าหนึ่งแห่ง ซึ่งผมมีความสงสัยอย่างมากว่าหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว บัณฑิตลูกข้าวเหนียวเหล่านั้นได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมากลับไปทำงานที่บ้านเกิดในภาคอีสานจริงๆ หรือไม่? แล้วเขาไปอยู่ที่ไหน หรือทำอะไรต่อ ภายหลังเรียนจบ ซึ่งผมเชื่อว่าบัณฑิตจากทุกภูมิภาคต่างก็กรูเข้ามาในเมืองหลวงแห่งนี้เพื่อหวังสร้างอนาคตที่ดีในอาชีพการงานเช่นกัน

ความเห็นข้างต้นไม่ใช่ข้อสันนิษฐานที่ตั้งขึ้นลอยๆ เพราะหลายครั้งผมมีโอกาสได้พูดคุยกับพนักงานขายผลิตภัณฑ์ทางโทรศัพท์ (โดยเฉพาะประกันต่างๆ) พนักงานขายสินค้าตามร้านสะดวกซื้อตามย่านธุรกิจ พนักงานเดินขายตรงตามสถานประกอบการร้านค้าหรือที่พักอาศัยบ้าง หรือแม้กระทั่งพนักงานบริการตามจุดเติมพลังงานตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ผมพบว่ามีลูกหลานจากภาคอีสานจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาแสวงโอกาสแบบเสี่ยงตายเอาดาบหน้าเช่นว่านี้ เป็นมนุษย์เงินเดือนบ้าง มนุษย์ค่าแรงรายวันบ้าง เป็นลูกจ้างชั่วคราวบ้าง รวมถึงคนที่กำลังรอความหวังเรียกตัวจากบริษัทห้างร้านที่เสนอรายได้สูงขึ้นกว่าที่เดิมบ้าง

ส่วนใหญ่พวกเขาจบปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาในถิ่นเกิด แต่กลับไม่ได้ใช้ความรู้ตรงกับสาขาวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาไปพัฒนาบ้านเกิดเลยสักนิด สำหรับรายได้ที่หามานั้น หลายคนอย่าหวังว่าจะส่งกลับไปตอบแทนพระคุณพ่อแม่ที่ขายนาส่งลูกเรียนจนจบเลย เพราะลำพังแค่จ่ายค่าที่กินที่พักในเมืองกรุงแต่ละเดือนแทบจะไม่พอ แถมยังเป็นหนี้บัตรกดเงินสดเพิ่มพอกพูนขึ้นอีก ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาพูดคุยความจริงของชีวิตกันเสียที ว่านี่หรือคุณภาพชีวิตบัณฑิตภูธรอย่างที่ประเทศต้องการ

ยกเครื่อง “ระบบการศึกษาไทย” ไม่ใช่เรื่องยาก หากทุกฝ่ายจริงใจ

อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า หากเราไม่รู้ว่าต้องพัฒนาระบบการศึกษาไทยอย่างไร ให้ดูหลักสากลหรือแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศที่ต่างประเทศเขาทำสำเร็จ แล้ววางนโยบายให้ชัดเจนว่า ระบบการเรียนที่มีคุณภาพต้องเป็นระบบมีมาตรฐานกลาง เท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือถ้าจำเป็นต้องเสียก็ต้องอยู่ในวิสัยที่ไม่ก่อภาระเกินสมควรและประชาชนมีความสามารถที่พึงชำระได้

วิธีที่ยกเครื่องให้เกิดผลจริง ต้องผลักดันให้ระบบการศึกษาไทยเกิดสิ่งเหล่านี้

1.สร้างค่านิยมใหม่ เรียนที่ไหนไม่สำคัญ เท่าจบออกมาแล้วมีอาชีพที่มั่นคง เลี้ยงตนเองได้ มีโอกาสได้ทำงานในถิ่นเกิด และสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศในฐานะประชาชนที่มีคุณภาพ

2.เปลี่ยนระบบการเรียนแบบท่องจำเพื่อมุ่งหวังให้ได้เกรดดีๆ เป็นการเรียนรู้แบบที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นให้ผู้เรียนมีภูมิคุ้มกันทางสังคม มีความรู้สากลที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้

3.ให้ความสำคัญกับการสอนภาษาต่างประเทศจากการพูดและฟังเป็นอันดับแรก เหมือนกับที่พ่อแม่เราสอนให้เราพูดก่อน จนเราฟังเข้าใจก่อนจะเข้าโรงเรียนเสียอีก ส่วนไวยากรณ์ไว้สอนในภายหลัง เพราะสิ่งเหล่านี้ ผมเห็นกับตาและสัมผัสจากประสบการณ์จริง โดยเฉพาะกับคนงานต่างด้าวพม่าที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย หลายคนพูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะเริ่มจากการฟังและพูด ทำแบบนี้ทุกๆ วัน จนคล่อง สามารถใช้สนทนาติดต่อสื่อสารได้

4.วิจัยและพัฒนาในสิ่งที่แก้ไขปัญหาสังคมได้จริง ไม่ใช่วิจัยแล้วเก็บขึ้นหิ้ง ทิ้งไว้เป็นกองขยะในห้องสมุด

ในเมื่อวิธีการแบบนี้มันถูกพิสูจน์แล้วว่าสำเร็จได้จริง เหตุไฉนเราจึงไม่ทำแบบเขา?

“ผลิตผลบนความใฝ่ฝัน ความจริงเรานั้นหลงลืมกันไปมัวแต่ปลูกฝังค่านิยมนิยาย ปริญญางมงายมหาลัยงมเงา”

ผมแค่จะบอกว่า พี่แอ๊ด คาราบาว เขายกเครื่องเรื่องนี้ไว้แล้ว เมื่อ 33 ปีก่อน มีเวลาไปเปิดฟังกันนะครับพี่น้อง