ทวงคืนผืนป่าบนความทุกข์ ปชช. กรณีอุทยานฯไทรทอง

โดยศรายุทธ ฤทธิพิณ

ชัยภูมิ – เพราะความจนจำต้องดิ้นรนจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปเป็นสาวโรงงานเย็บผ้าในเมืองหลวง หลังบริษัทล้มละลาย “นิตยา ม่วงกลาง” จึงหวนคืนสู่ถิ่นอีสานมาเป็นเกษตรกร แต่เมื่อมีนโยบายทวงคืนผืนป่าทำให้เธอและครอบครัวถูกไล่ออกจากที่ดินของตัวเอง เธอจึงต้องลุกขึ้นสู้

นิตยา ม่วงกลาง หรือ กบ อายุ 34 ปี เล่าว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2549 หลังจากถูกเลิกจ้างจากโรงงานเย็บผ้าที่กรุงเทพฯ เธอได้ตัดสินใจกลับมาบ้านเกิดที่บ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ซึ่งทองปั่น ม่วงกลาง แม่ ที่มีที่ดินทำกินที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จำนวนกว่า 60 ไร่ ได้แบ่งที่ดินให้กบและน้องสาวอีก 2 คน คนละ 10 ไร่ ทั้งหมดยึดอาชีพทำการเกษตรทำไร่มันสำปะหลังเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว

นิตยา ม่วงกลาง และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่ากรณีอุทยานแห่งชาติไทรทอง ลงสำรวจพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2560

นิตยาบอกว่า หลังจากรัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า เมื่อปี 2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2558 มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประมาณ 25 คน เข้ามาหาแม่ในไร่และบอกว่าครอบครัวทำผิดกฎหมาย บุกรุกพื้นที่ของอุทยาน พร้อมกับให้แม่ลงชื่อในเอกสารยินยอมคืนพื้นที่ทำกินทั้งหมด เจ้าหน้าที่ข่มขู่ว่า หากไม่ลงชื่อจะถูกจับกุมดำเนินคดีทั้งครอบครัว และจะไม่ให้เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่ปลูกไว้

“ตอนนั้นมีแม่อยู่บ้านคนเดียว ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งจะทำให้ไม่มีเงินใช้หนี้ แม่จึงตัดสินใจยอมลงชื่อคืนพื้นที่ให้กับอุทยานแห่งชาติไทรทอง” กบกล่าวและว่า เจ้าหน้าที่ยังได้ให้แม่ลงชื่อในเอกสารคืนที่ดินแทนตนและน้องสาวอีก 2 คนด้วย รวมเป็น 4 คน

“เพราะความจนจึงต้องไปเป็นลูกจ้างสาวโรงงานเย็บผ้ามานับปี แต่ปี 2542 ก็มีความลำบากเกินทน ก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2556 เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาหาแม่ในไร่มันสำปะหลัง เพื่อขอคืนพื้นที่ทำกินไปแล้วครั้งหนึ่ง แม่ก็ให้ไปจำนวน 3 ไร่ โดยมิได้กลับเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ที่คืนให้อีก แต่กลับมาถูกผลพวงจากการทวงคืนป่ามาซ้ำเติมชีวิตอีก” นิตยากล่าว

“ครั้งนี้จะมาทวงคืนที่ทำกินทั้งหมด แล้วชีวิตกบกับครอบครัวจะเป็นยังไง ถ้าไม่ต่อสู้เรียกร้อง ก็ต้องอพยพออกจากพื้นที่กลายเป็นคนไร้ที่ดินทำกิน ชีวิตในอนาคตของครอบครัวต้องกลับไปเป็นลูกจ้างแรงงานทั้งหมดอีกนั้นหรือ” นิตยากล่าวพร้อมบอกว่า เหตุที่เกิดขึ้นทำให้ต้องสู้เพื่ออนาคตเพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน

ด้วยความกังวลต่ออนาคตของครอบครัวที่จะต้องสูญเสียที่ดินทำกิน รวมทั้งคนในละแวกบ้านของเธอก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาข่มขู่ให้เซ็นเอกสารในลักษณะเดียวกันรวมกว่า 70 คน

กบจึงได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชนเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินทำกินของตนและของเพื่อนบ้าน และเข้าร่วมกลุ่มกับอีก 5 ชุมชน 2 ตำบล ประกอบด้วย ต.ห้วยแย้ และ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไทรทองทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ด้วยการเข้ายื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐให้มีกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างถูกต้องเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำกิน

นิตยา ม่วงกลาง ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง ลงตรวจสอบข้อเท้จจริงในพื้นที่ทำกิน เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2560

นิตยา บอกอีกว่า เริ่มจากครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2559 ตนได้เข้าร่วมกิจกรรมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เนื่องในวันสตรีสากล พร้อมกับเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้อำนวยการสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี และเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งเข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์เขต 7 (นครราชสีมา) และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยภูมิ

ตำรวจเรียก 3 แม่ลูกรับทราบข้อหารุกป่า

กบ น้องสาวคือนริสรา ม่วงกลาง และแม่ เป็น 3 รายแรกที่ได้รับหมายเรียกให้เข้าพบ ร.ต.ท.เนาวรัตน์ ซ้ายเขว้า พนักงานสอบสวนเวร สถานีตำรวจภูธรวังตะเฆ่ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2559 เพื่อรับทราบข้อหา ตามที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง แจ้งความร่วมกันบุกรุกเขตพื้นที่อุทยาน เข้ายึดถือครอบครองเพื่อตนเองหรือผู้อื่น มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2559 ประชาชนถูกแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 9 คน และเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2559 ประชาชนถูกแจ้งข้อหาอีก 2 คน รวมทั้งสิ้น 14 คน ทั้งหมดได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงตนและรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมทั้งให้การปฏิเสธโดยยืนยันในความบริสุทธิ์เพราะประชาชนอาศัยทำกินมาก่อนประกาศเป็นเขตอุทยาน

นิตยา บอกอีกว่า หลังจากถูกฟ้องดำเนินคดีได้ร่วมเดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดชัยภูมิ และได้ขออนุญาตให้เลื่อนระยะเวลาในการยื่นส่งฟ้องศาลออกไปถึง 3 ครั้ง กระทั่งวันที่ 20 ก.ค. 2560 อัยการจังหวัดชัยภูมิได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 14 ราย 18 คดี (ครอบครัวของกบถูกฟ้องคนละ 2 คดี) และช่วงบ่ายในวันเดียวกันผู้ถูกดำเนินคดีทั้งหมดได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดชัยภูมิเพื่อยื่นหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 1,900,000 บาท ที่ได้รับการช่วยเหลือจากสำนักงานกองทุนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิ ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้ง 14 รายในระหว่างการพิจารณาคดี

นิตยา ม่วงกลาง พร้อมกับแม่และน้องสาว เข้าพบเจ้าพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรวังฆะเฒ่ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2559

นิตยา กล่าวเพิ่มอีกว่า เมื่อถึงกำหนดศาลจังหวัดชัยภูมินัดพร้อม คือวันที่ 23 ส.ค. 2560 ศาลได้พิจารณาและมีคำสั่งว่า เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยในเขตอุทยานแห่งชาติ และในวันพรุ่งนี้ ( 24 ส.ค. 2560) จะมีการประชุมร่วมกันของคณะทำงานซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานภาครัฐกับตัวแทนของประชาชนเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน ศาลจึงอนุญาตให้เลื่อนนัดพร้อมออกไปเป็นวันที่ 22 ก.ย. 2560 เมื่อถึงกำหนดนัดพร้อม ศาลสั่งให้ไกล่เกลี่ยเพื่อให้จำเลยกับโจทก์ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหากับอุทยานแห่งชาติไทรทอง

“ศาลนัดพร้อมทั้งโจทก์และจำเลยอีกครั้งในวันที่ 6 พ.ย.นี้ และจะมีการนัดสืบพยานคดีดังกล่าว” นิตยากล่าว

กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ล่าช้า

นายไพโรจน์ วงงาน แกนนำชุมชนบ้านหินรู ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายทวงคืนผืนป่า แล้วมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2557 โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ ร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งประเทศ

แกนนำชุมชนบ้านหินรูเล่าว่า มาตรการทวงคืนผืนป่าคือการเข้ามาแย่งยึดที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนคนยากจน สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนทั่วภูมิภาค ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง 6 หมู่บ้าน ใน ต.วังตะเฆ่ และ ต.ห้วยแย้ ได้รับผลกระทบจากการห้ามมิให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ และถูกบังคับให้เซ็นชื่อยินยอมออกจากพื้นที่ ซึ่งประชาชนก็ต้องยอมเซ็นชื่อไปก่อนเนื่องจากความกลัวเพราะเจ้าหน้าที่เข้ามาหากันเยอะและประกบตัวต่อตัว

เมื่อเกิดกรณีดังกล่าว นายไพโรจน์กล่าวว่า ประชาชนจึงได้รวมกลุ่มกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยมีข้อเสนอเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณา ดังนี้

1.ให้ยกเลิกแผนการทวงคืนผืนป่าในพื้นที่พิพาทอุทยานแห่งชาติไทรทอง

2.ให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านผู้เดือดร้อนกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน โดยมีสัดส่วนของราษฎรที่เดือดร้อนในจำนวนที่เท่ากัน

3.ในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหาให้ยุติการดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อราษฎรในพื้นที่ และผ่อนผันให้สามารถทำประโยชน์ตามปกติสุข

ไพโรจน์ เพิ่มเติมอีกว่า จากที่เคยยื่นหนังสือไปหลายหน่วยงาน และร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง อาทิ เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2559 ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ มอบหมายให้นายนิพนธ์ สาธิสมิตพงษ์รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานในที่ประชุม และที่ประชุมมีมติให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน และในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา ให้ชาวบ้านเข้าใช้ประโยชน์ได้ตามปกติสุข

แกนนำชุมชนบ้านหินรูดเล่าวว่า ต่อมาวันที่ 17 พ.ค. 2559 รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (กกล.รส.จว.ชย.) นายอำเภอหนองบัวระเหว สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดชัยภูมิ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทอง เข้าร่วมประชุมที่ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับชาวบ้านผู้เดือดร้อน

หลังจากได้ตั้งคณะกรรมการทำงานแก้ไขปัญหาร่วมกัน และมีการลงตรวจสอบพื้นที่ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับตัวแทนประชาชนมาหลายครั้ง ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา นายไพโรจน์กล่าวว่า ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งถือว่าเป็นความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ส่งผลให้ประชาชนถูกคุกคาม และถูกดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนมองว่า หากกระบวนการแก้ไขปัญหายังคงล่าช้าไปมากกว่านี้ จะมีประชาชนถูกฟ้องดำเนินคดีตามมาอีกหลายราย

ที่ดินของชาวบ้านนั้นคือชีวิต เป็นมรดกที่บรรพบุรุษตกทอดมาให้เพื่อดำรงชีพหารายได้มาเลี้ยงปากท้องของคนทั้งครอบครัว แต่ผลพวงจากนโยบายทวงคืนผืนป่า และจากความล่าช้าในการร่วมกันแก้ไขปัญหา ส่งผลกระทบให้ประชาชนต้องเผชิญอุปสรรคและการถูกข่มขู่ คุกคาม ในรูปแบบต่างๆ การดำเนินคดีซ้ำเติมให้คนจนต้องผจญความทุกข์ยากหนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความปกติสุขของชีวิตที่จากหายไป สุขภาพจิตที่สูญเสีย และเกิดรายจ่ายระหว่างการเดินทางไปโรงพักหรือไปศาล รวมทั้งเสียเวลาทำมาหากิน ดังนั้นรัฐควรมีหน้าที่ในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

ท้ายที่สุดแล้วหวังอย่างยิ่งว่า กระบวนการยุติธรรมอาจจะพิจารณาว่าประชาชนเข้ามาอยู่โดยไม่มีเจตนาบุกรุก และอาจได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับการดำเนินคดี เพราะปมคดีในพื้นที่พิพาทนั้น ประชาชนได้ตั้งถิ่นฐานมานานก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง เมื่อปี 2535

ศรายุทธ ฤทธิพิณ เป็นผู้เข้าอบรมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2559