ประวัติศาสตร์สังคมนิยมอีสาน : อุดร ทองน้อย อดีต ส.ส.อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย จากยโสธร (ตอนที่ 2)

เมธา มาสขาว [1]

ต่อจากตอนที่ 1 เรื่องราวตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงการเป็น ส.ส.ยโสธร ที่อายุน้อยที่สุด เพียง 25 ปี ของอุดร ทองน้อย จากนั้นจึงได้ร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2519

อุดร ทองน้อย อดีต ส.ส.ยุโสธร และอดีตสมาชิกพคท.

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้จัดโครงสร้าง “พคท.อีสาน” แบ่งเป็น 3 ภาคคือ 1.อีสานเหนือ 2.อีสานใต้ และ 3.เขตพิเศษอุดรธานี

อีสานเหนือ แบ่งเป็นกรรมการจังหวัด ดังนี้ เขต 111 (นครพนม-มุกดาหาร) ประกอบด้วยเขตย่อย กำแพงเพชร และชัยบุรี เขต 222 (สกลนคร-หนองคาย) มีเขตย่อยคือ สมุทรปราการ และสมุทรสงคราม เขต 333 (นครพนม-กาฬสินธุ์-มุกดาหาร) มีเขตย่อยคือ ราชบุรี รบบุรี สิงห์บุรี และเพชรบุรี เขต 444 (มุกดาหาร-อำนาจเจริญ-ยโสธร) มีเขตย่อยคือ ดงบูรพา เขาชัย และดอยเพชร เขต 555 (สกลนคร-อุดรธานี) มีเขตย่อยคือ อาทิตย์ธานี และอุทัยธานี เขต 666 (กาฬสินธุ์-ขอนแก่น) และเขต 999 (กาฬสินธุ์-สกลนคร)

ส่วนใน “อีสานใต้” นั้น ก็มีการแบ่งเขตงานอีกรูปแบบหนึ่ง และ “เขตพิเศษอุดรธานี” มีพื้นที่ในเขตจังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู และชัยภูมิ ส่วนจังหวัดเลยนั้น พคท.ให้ไปขึ้นกับเขตงานภูหินร่องกล้า เรียกว่า “เขต 3 จังหวัด” (พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย)

ในช่วงแรกมีการจัดตั้งเขตงานพี้นราบในจังหวัดกาฬสินธุ์และยโสธร เป็นเขต 333/1 เป็นเขตงานระดับอำเภอ เรียกว่า “นครบุรี” ขึ้นกับเขตงาน 333 (บางคนให้ข้อมูลว่า “นครบุรี” เป็นเขตงานใหม่ ขึ้นกับเขตงาน 111 โดยตรง ซึ่ง “จัดตั้ง” อาจจะมีหลายคน) มีสหายไพรัช อดีตผู้ใหญ่บ้านดงหมู เป็นประธาน มีสหายเชี่ยวชาญ สหายสุราษฎร์ สหายพิชัย และสหายจร เป็นกรรมการ ทั้งนี้ ในแต่ละเขตงาน พคท. แบ่งการบริหารจัดการเป็นระบบ กจ.คณะกรรมการจังหวัด กอ.คณะกรรมการอำเภอ กต.คณะกรรมการตำบล และ กบ.คณะกรรมการหมู่บ้าน

กลางท้องทุ่งนาและชายป่าแห่งประวัติศาสตร์ ผลพวงของการทำงานอย่างทุ่มเทในยุคนั้นได้ก่อให้เกิดนักปฏิวัติรุ่นเยาว์มากมายในพื้นที่อำเภอเลิงนกทา อำเภอทรายมูล และอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ปกติเขตงานนี้ควรขึ้นตรงกับเขตงาน 444 ภูสระดอกบัว (มุกดาหาร-อำนาจเจริญ-ยโสธร) เพราะเป็นพื้นที่ใกล้ชิดติดเคียงกัน แต่ พคท. เห็นว่า ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ที่อยู่เขตงาน 333/1 หรือ “นครบุรี” ในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร-อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็น สหายยศ สหายกาด สหายทน สหายสายฝน สหายธิดา สหายวนา (ลูกหลานประวุฒิ ศรีมันตะ) สหายไผ่ และอีกหลายคน มีสายสัมพันธ์และมีญาติพี่น้องอยู่ในอำเภอกุดชุม พรรคจึงขยายข้ามเขต 444 ให้มีเขตงาน “นครบุรี” และเรียกพื้นที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธรว่า “นครบุรีใต้”

บางส่วนเข้าใจว่า “นครบุรี” ตั้งขึ้นมาเอาใจ “แนวร่วม” เพราะมีแนวร่วมชื่อ “อุดร ทองน้อย” และ “ประยงค์ มูลสาร” เขาเลยตั้ง “นครบุรี” ในเขตงานขาวเพื่อเป็น “พื้นที่สีชมพู” มาเอาใจ เหมือนการตั้ง “เขตปากน้ำโพ” เอาใจ “สมคิด สิงสง” ที่ต้องการมาทำงานในอำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ถิ่นบ้านเกิด แต่ภายหลังที่สหายสายฝน สหายธิดา และคนอื่นๆ ลงมาจากสำนักเอ 30 มาตั้งหลักที่เขตงาน 444 ภูสระดอกบัว ร่วมกับคณะสหายรุ่นเยาว์ที่ถูกจัดตั้งมาจากจังหวัดยโสธรนั้น สถานการณ์ในพื้นที่ภูสระดอกบัวค่อนข้างอันตรายและถูกกดดันอย่างหนักจากเจ้าหน้าที่รัฐ พวกเขาจึงเดินทางขึ้นไปเขตงาน 333 พักใหญ่เพื่อสร้างฐานการทำงานและสร้างคน ก่อนจะลงมาทำงานด้านล่างในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์-ยโสธร (กธ.) ที่สามารถขยายพื้นราบเป็นเขตงาน กอ.333/1 ซึ่งต่อมาถูกยกให้เป็นเขตงานระดับจังหวัด ที่ขึ้นกับเขตงาน 333 มี “สหายส้ม” หรือรำเพย อุ่นชัย (อดีต สจ.อำเภอธาตุพนม) เป็นประธานกรรมการจังหวัด สหายพิชัย เป็นรองประธาน กรรมการส่วนใหญ่ชุดเดิม เพิ่มเติมคือ “สหายยศ” ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการจังหวัด (กจ.) อีกคนหนึ่ง

“อุดร” ลงมาเขตบ้านเกิดแต่มาไม่ถึงบ้าน เขามาถึงแค่แถบหมู่บ้านนาแก ชายแดนอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เท่านั้น ด้วยชื่อเสียงที่โด่งดัง บุคลิกเป็นที่จดจำง่ายจึงค่อนข้างสุ่มเสี่ยงต่อการเสียลับได้ง่ายเช่นกัน ขณะที่ทางการได้ “กลิ่น” เรื่องนี้ค่อนข้างแรง ว่าสหายกาดเดินทางมาในพื้นที่ จึงมีความเคลื่อนไหวอย่างมากในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐที่จะจัดการเขา “จัดตั้ง” หรือสหายนำในเขตงานจึงส่งเขากลับขึ้นภูพานเพื่อปฏิบัติงานในเขต 333 ในเวลาต่อมา

ประวัติศาสตร์สังคมนิยมอีสานในพื้นที่แถบนี้ บทบาทที่สำคัญใน “นครบุรี” ที่ต้องพูดถึงเนื่องจากไม่มีบันทึกไว้ที่ใดก็คือ สหายระดับกรรมการจังหวัด (กจ.) หลายคนในสมัยนั้น มีหน้าฉากเป็นข้าราชการครูศึกษานิเทศก์ประจำอำเภอและจังหวัด โดยเฉพาะ “สหายพิชัย” หรือ “พิณ ทองน้อย” ผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการทำงานเขตจังหวัดยโสธร ร่วมกับ “วรศิลป์ กาญจนพัฒน์” ทนายความที่มีชื่อเสียงในจังหวัด และ “สหายจร” กรรมการจังหวัดซึ่งเป็นครูศึกษานิเทศก์ประจำอำเภออีกคนหนึ่งที่มีบทบาทนำพาเครือข่ายครูในอำเภอกุดชุม อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร กว่า 20 คน ขึ้นภูพานไปศึกษาใน “โรงเรียน 1 ธันวา” ที่มี “ลุงสยาม” เป็นครูใหญ่ ในเขต 333 ตลอดช่วงปิดเทอม ดังนั้น การทำงานมวลชนในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธรแห่งนี้จึงเข้มข้นมาก และมีการขยายงานมวลชนในเขตงาน “นครบุรี” ได้อย่างกว้างขวาง

เพราะในพื้นที่สีชมพูแถบนี้ล้วนแต่มีพี่น้องและญาติมิตรของพวกเขาอยู่จำนวนมาก และทางการไม่กล้าเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารมากนัก เพราะเข้าใจกันอยู่แล้วว่าเป็นเขตอิทธิพลของเหล่าสหาย มีการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเรียกกันใหม่ในขบวนการปฏิวัติ เช่น บ้านนาโส่ เป็นบ้านโพธิ์ศรี (หมู่บ้านต้นตระกูลมาสขาวและแก้วใสย) ส่วนบ้านโสกขุมปูน เป็นบ้านโพธิ์ทอง (หมู่บ้านต้นตระกูลทองน้อยและศรีมันตะ) เป็นต้น พวกเขานอนพักอยู่ในกระท่อมนาที่ปิดตายในตอนกลางวัน และเดินทางทำงานมวลชนในยามกลางคืน ผ่านเครือข่ายครูและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน

โดยเฉพาะตำนานการลอบสังหาร “กำนันหลี” และ “กำนันเที่ยง” ที่กดขี่ข่มเหงชาวบ้านมานาน โดยการตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพลและชอบขโมยวัวควายชาวบ้านในพื้นที่ ว่ากันว่าโดนลอบสังหารโดย “สหายสุราษฎร์” หรือรักษ์ไทย ทหารป่ามืออาชีพจนได้รับการกล่าวขานและยอมรับไปทั่วในเขตงาน จนชาวบ้านจำนวนมากไว้วางใจทหารป่ามากกว่าทางการ

โกเมศ มาสขาว เคยเขียน “สีชมพูในความทรงจำ” ถึงพื้นที่แถบนี้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่รัฐพบข้อความเป็นบทกวี เขียนด้วย “ขี้ถ่านไฟ” บนฝากระดานเถียงนาร้างใกล้หมู่บ้านนาโส่ อำเภอกุดชุม ข้อความว่า “ห้วยดอนโพธิ์ที่เคยพัก เป็นที่รักของประชาทั้งหมู่บ้าน จักรพรรดินิยมอันธพาล จักถูกประชาเผาผลาญที่ห้วยดอนโพธิ์” จากข้อความดังกล่าวทำให้นายอำเภอต้องลงพื้นที่โดยเร่งด่วน เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อค้นหาที่มาของข้อความนั้น แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลว จึงสรุปเอาง่ายๆ ว่า “เด็กเลี้ยงควายคงพากันเขียนเล่น” เพราะไม่ทราบว่าฝีมือผู้ใด

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2524 ภายหลังเกิดความขัดแย้งในขบวนการคอมมิวนิสต์สากลที่แตกเป็นฝักฝ่าย [2] และรัฐบาลไทยได้ประกาศนโยบาย 66/2523 เพื่อแก้ปัญหาสงครามภายในโดยใช้การเมืองนำการทหาร ให้ “ทหารป่า” นักปฏิวัติกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยและไม่มีความผิด หลังกลับมาจากเจรจาระหว่างประเทศกับ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ทำให้ “อุดร” ตัดสินใจเดินทางกลับเข้าสู่เมือง พร้อมๆ กับวิสา คัญทัพ และอีกหลายคนในคณะ ร่วมรถตู้คันเดียวกัน โดยต่อมาใช้ชีวิตเป็นนักกฎหมาย ทนายความ และเขียนวรรณกรรม เรื่องสั้น บทกวี เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ยโสธร จนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อีกสมัยหนึ่งในปี 2531 ภายใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

งานพระราชทานเพลิงศพ อุดร ทองน้อย ที่วัดบึงทองหลาง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2560

แต่อุดมการณ์สังคมนิยมยังคงไม่เคยจางหายไปจากพื้นที่ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยังมีลมหายใจอยู่เสมอแม้ไม่มีการบันทึกเรื่องราวเป็นทางการ อดีตสหายส่วนใหญ่ก็กลับไปทำไร่ทำนาหลังสงครามภายในประเทศสิ้นสุดลง ในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำทวีคูณสูงขึ้นไปทุกขณะโดยการสมคบกันระหว่าง “รัฐ” และ “ทุน” ที่รอเวลาแตกหักอีกครั้งหนึ่งหากประชาชนไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้อีกต่อไป ในระหว่างนั้น “อุดร” และพี่น้องผองเพื่อน ก็ยังคงเดินทางไปมาหากันอยู่สม่ำเสมอ ก่อนจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถหลีกพ้นความตายได้ แต่ระหว่างทางนั้น มันแตกต่างที่ว่าแต่ละคนจะขีดเขียนเส้นทางชีวิตอย่างไร จะบันทึกประวัติศาสตร์ของเราไว้แบบไหน เพื่อให้ลูกหลานได้จดจำและคิดถึง ราวกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่เราต้องเป็นผู้กำกับเอง

“อุดร ทองน้อย” จากไป แต่เหลือไว้ซึ่ง “ความทรงจำ” ในขบวนการต่อสู้และเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของเขา ในประวัติศาสตร์ที่สมควรคารวะให้สามัญชนผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งถากถางสร้างทางให้แก่สังคมประชาธิปไตยในวันนี้ ด้วยอุดมการณ์สังคมนิยมเพื่อคนส่วนใหญ่ ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ

วาระสุดท้ายของ อุดร ทองน้อย อดีต ส.ส.ยโสธร ปี 2518 ที่มีอายุน้อยที่สุดของประเทศไทย คือ 25 ปี

ในด้านวรรณกรรม “อุดร ทองน้อย” ก็มีผลงานและชื่อเสียงอย่างมากตั้งแต่ยังหนุ่ม จากผลงานการเขียนหลายเรื่อง โดยเฉพาะบทกวี “อีสานกู” ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารวิทยาสาร ในปี 2512 “อาศรมวรรณศิลป์” ของเขา ที่ร่วมกับเพื่อนมิตรวรรณกรรมก่อตั้งขึ้น มีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆ อย่างต่อเนื่องในยุคสมัยต่อๆ มา ผลงานเขียนนวนิยายของ “อุดร” คือ “วันที่แดดเป็นสีเลือด” รวมเรื่องสั้นได้แก่ “หมาเน่า อีแร้ง แมลงวัน” “คืนก่อนวันเก่า” “ต้องมีสักวัน” “แมลงเม่า” “กลับบ้าน” “ฟ้าไม่สิ้นลม” “กุยดำเรย” “นักฆ่าพญาโขง” “สายลับนอกราชการ” “รุ่นสะเดิดดิ้น” “ผมเพิ่งกลับจากสงคราม” รวมถึงเรื่องสั้น “สองเสี่ยวหาเสียง” ในฟ้าเมืองไทย และเรื่องสั้น “จอนฟอน” ในฟ้าเมืองทอง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารคดีได้แก่ “ถังเหล่ยเวียดนาม” “ตะวันสีแดงส่องทาง” และ “ตามรอยรอแดว”

ประเภทบทกวีนิพนธ์ ได้แก่ “ทุ่งนา ป่าดอน นคร คน” “อีสานกู” “เลือดเนื้อหนังกระดูกของคนยากจน” (สายเลือด หนังเนื้อ และกระดูกผู้ยากไร้) “ดวงมณีล้ำค่า” บทละคร “ร้านอัตวินิบาตกรรม” และ “ว่าวใบกลอย” (2559) บทกวีนิพนธ์ล่าสุดของเขาที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต และความรู้สึกนึกคิดของกวีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านประสบมาในรอบหลายสิบปี

ยังไม่นับรวมถึง นวนิยายที่ยังไม่ตีพิมพ์ เรื่อง “ดอกขะเจียวจากโคกขี้แลน” ซึ่งสำนักพิมพ์ชนนิยม ของ “ปรีดา ข่าวบ่อ” กำลังจัดพิมพ์เพื่อให้ทุกท่านได้ยินยลในเวลาไม่นานนี้

[1] อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2544 ปัจจุบันเป็นนักเขียน นักวิชาการอิสระที่สนใจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy) และนิเวศน์สังคมนิยม (Social Ecology)

[2] ความขัดแย้งในขบวนการคอมมิวนิสต์สากลที่แตกเป็นฝักฝ่ายนั้น “ว.ร.ฤทธาคนี” เขียนไว้ใน “ชาตินิยมใน พคท.” (2551) ไว้อย่างน่าสนใจว่า ใน ค.ศ. 1957 มีการประชุมคอมมิวนิสต์สากลที่กรุงมอสโกเป็นครั้งแรก หลังจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ครุสซอฟเปลี่ยนแปลงนโยบายการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการเปลี่ยนแปลงสู่ลัทธิสังคมนิยมอย่างสันติ ไม่ใช่การรุกรานโดยตรง แต่ให้เกิดการปฏิวัติกันภายในประเทศ ทำให้จีนไม่ยอมรับหลักการนี้เพราะหวังการใช้กำลังทหารยึดครองไต้หวันและที่อื่นๆ เช่น สงครามเกาหลี จีนจึงยื่นคำขอให้โซเวียตถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งครุสซอฟไม่อาจปฏิเสธได้เพราะต้องรักษาเอกภาพคอมมิวนิสต์สากลไว้ และจีนกำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคอมมิวนิสต์ที่ไม่ใช่คอเคเซียน (Caucasian Race)
การแย่งความเป็นใหญ่ระหว่างจีนกับโซเวียตเริ่มพัฒนาเป็นความขัดแย้งรุนแรงใน ค.ศ. 1958 โซเวียตปฏิเสธที่จะสนับสนุนการบุกโจมตียึดไต้หวันเพราะเกรงสงครามนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ และใน ค.ศ. 1959 โซเวียตยุติที่จะช่วยเหลือการพัฒนานิวเคลียร์ของจีนอย่างสิ้นเชิง โดยในปีต่อมาช่างเทคนิคและวิศวกรโซเวียตพร้อมครอบครัวเดินทางกลับโซเวียต พร้อมกันนั้นเอง โซเวียตส่งทหารนับแสนประชิดชายแดนจีนที่มีความยาวเป็นพันๆ ไมล์ สงครามเย็นซ้อนสงครามเย็นปะทุขึ้นในค่ายโลกคอมมิวนิสต์เป็นการเผชิญหน้าระหว่างคอมมิวนิสต์ตะวันตก กับคอมมิวนิสต์ตะวันออก ซึ่งเริ่มมีการแสวงแนวร่วมเพื่อลัทธิความเป็นใหญ่ในโลกคอมมิวนิสต์
ปัญหาเฉพาะระหว่างจีนกับเวียดนามหลายประการนำสู่การเลือกข้างของเวียดนาม ได้แก่ ปัญหาที่ทำนาในเขตจีนที่เต็มไปด้วยกระสุนปืนใหญ่ตกค้าง ทุ่นระเบิด และกับดักระเบิดต่างๆ ที่เวียดนามทิ้งไว้ขณะรบกับฝรั่งเศส และญี่ปุ่น แต่รัฐบาลทั้งสองประเทศไม่ดำเนินการใดๆ ชาวนาจีนจึงดำเนินการเองจึงมีการล้ำเขต เวียดนามตอบโต้รุนแรง จีนจึงป้องกันชีวิตชาวนาจีนมีการปะทะกันตามแนวชายแดน ปัญหาหมู่เกาะสแปรตลี และปัญหาคนเวียดนามเชื้อชาติจีนถูกลดศักดิ์ศรี จีนจึงทำสงครามสั่งสอนเวียดนามหนึ่งเดือนตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 หลังจากเวียดนามมีชัยชนะต่อกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนามรวมชาติได้ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1975 และสถาปนาเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1976
สงครามสั่งสอนทำให้เวียดนามและลาวเข้าข้างโซเวียตอย่างสมบูรณ์ ทำให้จีนต้องแสวงการสนับสนุนจากไทยทำให้รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เปิดแนวรุกทางการเมืองกับจีนไม่ให้จีนสนับสนุน พคท. และแรงกดดันนี้ทำให้ พคท. ต้องพึ่งตัวเอง
แนวคิดนี้เองทำให้นายเลอดวน เลขาธิการพรรคเหลาด่งแห่งเวียดนามยื่นข้อเสนอช่วยเหลือ พคท. โดยจะส่งกองทัพเวียดนาม และลาวเข้าช่วยปลดปล่อยประเทศไทยภาคอีสานทั้งภาคและภาคเหนือตอนบน และหวังให้ไทยเป็นรัฐกันชนเยี่ยงกรณีสหรัฐฯ สร้างยุทธศาสตร์แนวเขตกันชน และยุทธศาสตร์ปิดล้อมคอมมิวนิสต์ (Containment Strategy)
พ.ศ. 2519 พคท. จึงได้ส่งมิตร สมานันท์ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในขณะนั้นเดินทางไปเวียดนามผ่านจังหวัดน่านเข้าลาวที่สำนักปากแบ่งริมโขง แขวงอุดมไชยสู่เมืองลา มณฑลยูนนาน และรักษาตาต้อก่อนไปเยือนเวียดนามเพื่อหารือข้อเสนอของนายเลอดวน
พรรคเหลาด่งแห่งเวียดนามยื่นเสนอดังนี้ 1.เวียดนามจะส่งทหารราบ 3 กองพล พร้อมกองพลรถถัง กองพลปืนใหญ่ และเครื่องบินรบสนับสนุน โดยจะส่งไปประจำการที่ฐานบินในลาว 2.ใช้ทหารรบลาว 2 กองร้อยร่วมกับทหารเวียดนาม 1 กองพลบุกปลดปล่อยภาคอีสานทั้งภาค และภาคเหนือตอนบน เพราะทหารลาวรู้วัฒนธรรมและภาษาไทย 3.อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดในการทำสงครามพรรคเหลาด่งเวียดนามจะเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งกำลังบำรุงสู่แนวหน้าของทุกสมรภูมิ
มิตร สมานันท์ ไม่สามารถให้คำตอบได้และนำข้อเสนอของเวียดนามกลับมาประชุมในพรรคซึ่งมีการประชุมพิจารณากันอย่างเคร่งเครียด ซึ่ง พคท.ซีกโซเวียตยอมรับหลักการ แต่มีจำนวนน้อยจึงต้องยอมรับเสียงข้างมากที่อยู่ในซีกจีน ซึ่งพร้อมที่จะรบกับกองทัพเวียดนาม หากเวียดนามขืนบุกเข้าไทย และกรรมการกลาง พคท. ประกอบด้วย ประสิทธิ์ ตะเพียนทอง (สหายห่ง) ทรง นพคุณ (สหายบา) เปลื้อง วรรณศรี (สหายจำรัส) วิรัช อังคถาวร (สหายธาร) เจริญ วรรณงาม (สหายชัด) และพ.ท.พโยม จุลานนท์ (สหายคำตัน) และดำริ เรืองสุวรรณ (สหายด่าง) มีมติไม่รับข้อเสนอ แต่ต้องหาคำตอบที่ละมุนละม่อมไปหักล้างข้อเสนอของเวียดนามซึ่งสรุปได้ว่า
ประการแรกจะเป็นเรื่องสงครามใหญ่ และเป็นสิ่งที่ พคท.ไม่ปรารถนาเพราะการรุกประเทศไทยจะดึงดูดให้เพื่อนบ้านไทยตื่นตัว และสนับสนุนไทยทางการทหาร ตลอดจนประเทศไทยจะเป็นสมรภูมิใหญ่ หากทั้งโซเวียต จีน และสหรัฐฯ เข้าสนับสนุนสงครามหลายฝ่ายนี้
ประการที่สอง พคท.ต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ ในกรณีสงครามอินโดจีน 2 คือสงครามเวียดนามกับสงครามลับในลาวและเขมรขณะรณรงค์สร้างพรรค และหากรับการช่วยเหลือจากเวียดนามก็เท่ากับส่งเสริมลัทธิจักรวรรดินิยมด้วยเป็นการทำลายจุดยืนตัวเอง
และประการสุดท้ายคือถูกคนไทยประณาม พคท.ว่าขายชาติรวมทั้งคนไทยจะจับอาวุธรบกับเวียดนามเช่นเดียวกับที่ทำการขับไล่ศัตรูผู้รุกรานมาแล้วในอดีต
จากการปฏิเสธนี้เองทำให้ลาวขับไล่พลพรรค พคท.ในลาวออกจากลาว และนายฟามวันดง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ประกาศทางวิทยุฮานอยตัดสัมพันธ์กับ พคท. และในเดือนตุลาคม 2521 โดยได้พบกับแกนนำ พคท. ขณะเยือนไทย พร้อมกับแจ้งว่าเวียดนามจะยุติการสนับสนุน พคท.
พคท.จึงเข้าสู่ภาวะ “ป่าแตก”  ด้วยการแตกแยกกันใน พคท.ระหว่างซีกจีนกับซีกโซเวียต และเวียดนามซึ่งมีลาวเป็นบริวาร ซึ่งก่อนหน้านี้ พคท.ให้เตรียมยุทธศาสตร์รองรับไว้แล้ว เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานกำลังรักชาติ รักประชาธิปไตย มี อุดม ศรีสุวรรณ เป็นประธาน บุญเย็น วอทอง เป็นรองประธาน ธีรยุทธ บุญมี เป็นเลขานุการ ศรี อินทปันตี เป็นกรรมการและโฆษก
แม้ว่าการเมืองใน พคท.มีความวุ่นวายตามกระแสโลกคอมมิวนิสต์ และนโยบายที่ขัดแย้งกันระหว่างซีกโซเวียตกับซีกจีน แต่ความเป็นคนไทยรักชาติยังชัดเจน เมื่อศูนย์การนำของกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย (ทปท.) เขตอีสานได้มีคำสั่งให้ ทปท.ทำการตอบโต้ปกป้องพิทักษ์เขตแดนไทย มิให้ศัตรูใดๆ ล้ำเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว และให้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับกองทัพรัฐบาลไทยให้มากที่สุด โดยเน้นว่า “ศัตรูเฉพาะหน้าของเราตอนนี้คือ กองกำลังเวียดนาม”
เวียดนามส่งกำลังเข้ารุกรานหลายครั้ง และปะทะกับ ทปท.พื้นที่อำเภอกาบเชิง สุรินทร์ อำเภอเขมราฐ อุบลราชธานี และอำเภอจอมกะสานในเขตเขมร เขตติดต่อกับอำเภอน้ำยืน อุบลราชธานี

นอกจากนี้เขตงาน ทปท.ของ พคท.เขตอีสานใต้ได้ประสานแจ้งเตือนให้ทหารพราน และอาสาสมัครเกี่ยวกับกองทัพเวียดนามเตรียมการรุกรานประเทศไทย และเป็นไปตามนั้น แต่ ทปท.ทำการเป็นกองโจรทำลายแกนรุกของเวียดนามในหลายแนวรบ ทำให้เวียดนามบุกได้ไม่เต็มที่ จนครั้งรุนแรงที่ “โนนหมากมุ่น” ทหารเวียดนามถูกทหารไทยสังหารมากมาย ขณะที่ ทปท. เป็นกองโจรตัดแกนกลาง กองกำลังเวียดนามจึงเริ่มล้มแผนรุกไทยประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า ญี่ปุ่น และจีน เริ่มกดดันเวียดนาม จนในที่สุดเวียดนามต้องเลิกล้มยุทธศาสตร์สหพันธ์อินโดจีนที่ครอบคลุมลาว เขมร และไทย โดยเวียดนามได้แม่น้ำโขงเป็นบำเหน็จสงครามสมบูรณ์แบบ

เมธา มาสขาว เป็นวิทยากรโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2560 ครั้งที่ 1

 

 

เมธา มาสขาว

เมธา มาสขาว ปัจจุบันเป็นนักเขียน คอลัมนิสต์อิสระ นักวิชาการอิสระที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy) และนิเวศน์สังคมนิยม (Social Ecology)