เกษตรกรขอนแก่นห่วงกฎหมายค่าน้ำเพิ่มภาระ

ขอนแก่น – เกษตรกรบ้านโนนเชือก จ.ขอนแก่น กังวลกรณีรัฐบาลเสนอร่างกฎหมายเตรียมเก็บค่าใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพราะจะทำให้ต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น ขณะที่ ผอ.สนง.ทรัพยากรน้ำ ภาค 4 เผย อัตราค่าใช้น้ำที่เป็นข่าวเป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อรอรับฟังความเห็นจากประชาชน

การที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำสาธารณะ (ภาษีน้ำ) นำมาสู่ความกังวลของเกษตรกรผู้ที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อทำการเกษตร เนื่องจากอาจส่งผลให้ต้นทุนในการทำการเกษตรเพิ่มขึ้น

นายสวาท อุปฮาด เกษตรกรบ้านโนนเชือก

นายสวาท อุปฮาด อายุ 57 ปี เกษตรกรบ้านโนนเชือก ม.7 ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น กล่าวถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินข่าวว่ารัฐบาลจะมีการเก็บภาษีจากการใช้น้ำสาธารณะเพื่อทำการเกษตรว่า รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เพราะตนทำไร่นาสวนผสม จำนวน 27 ไร่ แบ่งเป็น ทำนา 13 ไร่ ที่ดินอีก 14 ไร่ ปลูกผลไม้ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เป็ด หมู รวมถึงเลี้ยงปลา ผลผลิตที่ได้ส่งขายตลาดและร้านอาหารในตัวเมืองขอนแก่น ตนจึงอาจจะเข้าข่ายเป็นผู้ใช้น้ำสาธารณะกลุ่มที่สองซึ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ

นายสวาทกล่าวว่า การทำไร่นาสวนผสมนั้นจะต้องใช้น้ำในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์จำนวนมากในแต่ละวัน ซึ่งต้องอาศัยน้ำจากลำห้วยและคลอง

รู้สึกกังวลมากหากจะมีกฎหมายเก็บค่าการใช้น้ำสาธารณะ เพราะจะทำให้ต้นทุนทำการเกษตรเพิ่มขึ้น” นายสวาทกล่าว

นายสวาทเล่าอีกว่า กำไรที่ได้จากการขายผลผลิตต่อเดือนเมื่อหักต้นทุนการผลิตแล้วจะเหลือประมาณ 20,000 บาท เงินจำนวนนี้ต้องนำไปใช้จ่ายในครอบครัว เช่น ส่งลูกทั้ง 2 คน เรียนมหาวิทยาลัย ค่าอาหารและค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ก็จะเหลือเงินเก็บประมาณ 2,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น หากมีการเก็บค่าน้ำจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ครอบครัวเดือดร้อน

เกษตรกรบ้านโนนเชือกผู้นี้กล่าวอีกว่า ในกฎหมายไม่ควรเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำจากเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกไม่ถึง 100 ไร่ แต่ควรบังคับใช้กฎหมายนี้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกตั้งแต่ 1,000 ไร่เป็นต้นไป หรือใช้เก็บเงินค่าน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมากเท่านั้น

นายเดชา ต้นกันยา เกษตรกรบ้านโนนเชือก

นายเดชา ต้นกันยา อายุ 39 ปี เกษตรกรบ้านโนนเชือก ม.7 ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเสนอกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมจากเกษตรกรเพราะจะสร้างภาระ ตนมีที่นาประมาณ 30 ไร่ ทำทั้งนาปีและนาปรังต้องใช้น้ำจำนวนมากทั้งจากห้วย หนอง และคลองชลประทาน  

“หากในอนาคตมีการเก็บค่าน้ำจากลำห้วย หนอง ผมคงลำบากมากขึ้น เพราะปัจจุบันต้นทุนการทำนาก็สูงขึ้น ในขณะที่ราคาข้าวตกต่ำซ้ำปีนี้ที่นาของตนยังประสบปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกอีกด้วย” นายเดชากล่าว

นายเดชากล่าวอีกว่า รายได้จากการขายข้าวเมื่อปีที่ผ่านมามีประมาณ 120,000 บาท จากนาปี 50,000 บาทและนาปรัง 70,000 บาท หักต้นทุนประมาณ 60,000 บาท เหลือเป็นกำไร แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่ตนกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมาทำนา ปีละประมาณ 20,000 บาท รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ทำให้เหลือเงินประมาณ 30,000 บาทเพื่อไว้ใช้ตลอดทั้งปี

“ต้นปีนี้ผมลงทุนเฉพาะการทำนาปีไปทั้งหมดประมาณ 30,000 บาท และคิดว่าผลผลิตในปีนี้คงต่ำกว่าปีที่ผ่านมา เพราะที่นาประมาณ 6 ไร่ถูกน้ำท่วมขังทำให้ต้นข้าวตาย” นายเดชากล่าว

เกษตรกรผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายว่า น้ำถือเป็นทรัพยากรที่มาจากฟ้าจากฝน ไม่สมควรจะให้ใครคนใดคนหนึ่งมาจัดการรวมถึงรัฐบาลด้วย จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนร่างกฎหมายฉบับนี้

นายชัยรัตน์ ศรีโนนทอง ผู้อำนวยการส่วนประสานและบริหารจัดการลุ่มน้ำชีตอนบน สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 4

นายชัยรัตน์ ศรีโนนทอง ผู้อำนวยการส่วนประสานและบริหารจัดการลุ่มน้ำชีตอนบน สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 4 จ.ขอนแก่น กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำสาธารณะ (ภาษีน้ำ) ในร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำว่า เพื่อป้องกันการเข้าถึงน้ำสาธารณะอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่อาจจะขาดโอกาสในการเข้าถึงน้ำสาธารณะ เพราะเกษตรกรรายใหญ่หรืออุตสาหกรรมสูบน้ำสาธารณะไปใช้ในปริมาณมาก กรมทรัพยากรน้ำจึงมีแนวคิดที่จะจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อประชาชนทุกคน เลยร่างกฎหมายนี้เพื่อบังคับใช้ในระดับประเทศ

“ก่อนหน้านี้ไม่มีมาตรการควบคุมการใช้น้ำสาธารณะ จึงทำให้เกษตรกรรายใหญ่ที่มีเครื่องมือในการสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพในการสูบมากกว่าเกษตรกรรายย่อย ได้น้ำไปใช้จำนวนมาก” นายชัยรัตน์กล่าว


ส่วนเรื่องความกังวลของเกษตรกรเกี่ยวกับการจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้น้ำว่าใครต้องจ่ายบ้างและต้องจ่ายเท่าไหร่ นายชัยรัตน์ตอบว่า ข้อมูลที่บอกว่าผู้ใช้น้ำประเภทที่สอง (เชิงพาณิชย์) ต้องจ่ายค่านํ้าอัตรา 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร หรือผู้ใช้นำประเภทที่สาม (ภาคอุตสาหกรรม) ต้องจ่ายค่าน้ำ 1- 3 บาทต่อลูกบาศก์เมตรนั้น ข้อมูลดังกล่าวคือข้อมูลตั้งต้นสำหรับนำไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนจะประกาศอัตราค่าธรรมเนียมการใช้น้ำในกฎหมาย

นายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน

นายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน กล่าวว่า ตนได้สอบถามความคิดเห็นจากเครือข่ายเกษตรกรผู้ใช้น้ำเพื่อทำนาปรัง จ.ร้อยเอ็ด พบว่า หลายคนกังวลว่าอาจจะเสียค่าธรรมเนียมการใช้น้ำเพิ่มอีกเป็นสองเท่าจากปัจจุบันที่เกษตรกรกลุ่มนี้ทำสหกรณ์น้ำเพื่อการทำนาปรัง ซึ่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้น้ำชั่วโมงละ 70 บาท

นายสิริศักดิ์กล่าวอีกว่า ประเด็นที่สำคัญคือรัฐบาลผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้โดยไม่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริงก่อนเสนอร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา

“ประชาชนเพิ่งทราบเรื่องนี้เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง จึงทำให้เกิดกระแสการต่อต้าน” นายสิริศักดิ์กล่าว

นายสิริศักดิ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่ควรเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำสาธารณะกับเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยซึ่งทำการเกษตรเชิงพาณิชย์เช่นกัน

“หากมีการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ อาจจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับเกษตรกร รวมถึงหากร่าง พ.ร.บ. นี้ผ่านเป็นกฎหมาย อาจทำให้เกิดมีการจำกัดสิทธิเกษตรกรผู้เคยมีสิทธิในการใช้น้ำสาธารณะ” นายสิริศักดิ์กล่าว

ส่วนเหตุผลการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำฉบับนี้ที่มีการระบุการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีประสิทธิภาพและเพียงพอนั้น นายสิริศักดิ์มองว่า เรื่องการจัดสรรอย่างเพียงพอนั้น เกษตรกรเองจะรู้ว่าวิธีการจะเก็บน้ำอย่างไรให้เพียงพอต่อการทำการเกษตรอยู่แล้ว เพราะเกษตรกรจะคำนวณการใช้น้ำต่อพื้นที่เพาะปลูกของตนเองว่าต้องใช้น้ำปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ซึ่งพวกเขาทำกันเป็นประจำ จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายมาควบคุมการใช้น้ำสาธารณะ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2560 นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ แถลงถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ซึ่งคณะรัฐมนตรีลงมติ เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2558 เสนอร่างพระราชบัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาออกเป็นกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่า ประเทศไทยสมควรมีกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพและประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำสาธารณะ

เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ระบุถึงการเก็บค่าธรรมเนียม (ภาษีน้ำ) จากการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งครอบคลุมเฉพาะ แหล่งน้ำสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ซึ่งจะมีการแบ่งหลักเกณฑ์ประเภทผู้ใช้น้ำออกเป็น 3 กลุ่ม โดยจะคิดอัตราค่าธรรมเนียมการใช้น้ำดังนี้

กลุ่มที่ 1 ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ ไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า

กลุ่มที่ 2 การใช้นํ้าเพื่อประกอบธุรกิจการเกษตร เลี้ยงสัตว์ เพื่อการพาณิชย์ เสียค่านํ้าอัตราลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน 50 สตางค์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาหรือกิจการอื่น เก็บค่านํ้าในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 1-3 บาท
กลุ่มที่ 3 กิจการขนาดใหญ่ ได้แก่ สนามกอล์ฟ โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจขายนํ้าดิบเชิงพาณิชย์ จะเก็บค่านํ้าอัตราลูกบาศก์

เมตรละ 3 บาท