ศาลนัดตัดสินคดีละเมิดอำนาจศาล 2 พ.ย. นี้

ขอนแก่น – ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีละเมิดอำนาจศาลในวันที่ 2 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ขณะนักศึกษาและนักกิจกรรมให้การว่าการจัดกิจกรรมหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำเพื่อให้กำลังใจ “ไผ่ ดาวดิน” ส่วนตาชั่งเอียงไม่เกี่ยวข้องกับศาล แต่หมายถึงทหารลิดรอนเสรีภาพประชาชน

ผู้ถูกกล่าวหาคดีละเมิดอำนาจศาลทั้ง 7 คน ได้แก่ น.ส.เบญจมาศ (คนแรกจากซ้าย) นายอภิวัฒน์ สุนทรารักษ์ (คนที่ 2 จากซ้าย)นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ (คนที่ 3 จากซ้าย)นายฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ (คนที่ 4 จากซ้าย) นายพายุ บุญโสภณ (คนที่ 5 จากซ้าย) นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ (คนที่ 6 จากซ้าย) และนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (คนขวาสุด) ภาพจาก iLaw

เมื่อ 28 ก.ย. 2560 ศาลจังหวัดขอนแก่นนัดสืบพยานคดีละเมิดอำนาจศาล ต่อจากวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา คดีนี้มีนักศึกษาและนักกิจกรรม 7 คนเป็นผู้ถูกกล่าวหา ผู้ที่เป็นพยานในนัดนี้ คือผู้ถูกกล่าวหา 6 คน (ยกเว้น น.ส.เบญจมาศ (นามสมมติ) ที่ให้การไปแล้ว) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ผู้เห็นเหตุการณ์ และนางพรทิพย์ หงษ์ชัย สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด อ.วังสะพุง จ.เลย

ที่มาของคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2560 นักศึกษาและนักกิจกรรม 7 คน จัดกิจกรรมให้กำลังใจนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นเบื้องสูง ที่บริเวณหน้าศาลจังหวัดขอนแก่น โดยผู้ถูกกล่าวหา ประกอบด้วย นายอภิวัฒน์ สุนทรารักษ์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นายพายุ บุญโสภณ น.ส.เบญจมาศ (นามสมมติ) นายฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ หรือ นายอาคม ศรีบุตตะ นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาชิกกลุ่มดาวดิน นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ และนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” นักกิจกรรมกลุ่มพลเมืองโต้กลับ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา นายสิรวิชญ์ไม่มาร่วมการพิจารณาคดีเนื่องจากติดธุระเรื่องการศึกษาต่อ โดยศาลให้นายสิรวิชญ์นำหลักฐานมายืนยันสาเหตุที่ไม่มาศาลวันที่ 27 ก.ย. โดยต้องส่งหลักฐานภายใน 15 วัน มิเช่นนั้นศาลจะถอนประกันนายสิรวิชญ์

น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความผู้ถูกกล่าวหาจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพิจารณาคดีว่า นักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 6 คน เบิกความตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุ พวกเขามาให้กำลังใจนายจตุภัทร์ที่ถูกตั้งข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยจัดกิจกรรมอ่านบทกวี อ่านแถลงการณ์ ร้องเพลง “บทเพลงของสามัญชน” เพื่อให้กำลังใจผู้ที่ถูกคุมขัง และวางดอกกุหลาบสีขาวที่สื่อถึงความบริสุทธิ์

น.ส.ภาวิณีกล่าวอีกว่า กลุ่มนักศึกษาเบิกความว่า กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปตาชั่งเอียง ด้านหนึ่งเป็นรองเท้าบูทอีกด้านหนึ่งเป็นถังน้ำแข็งที่บรรจุนกกระดาษนั้น เป็นสัญลักษณ์หมายถึงทหารลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้พาดพิงถึงศาลเพราะไม่พอใจศาลในการพิจารณาคดีในวันดังกล่าว ส่วนนายยิ่งชีพ เบิกความว่า เขาทำหน้าที่ติดตามคดีที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพรวมถึงคดีของนายจตุภัทร์มาตั้งแต่ปี 2557 โดยเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2560 หลังจากการพิจารณาเสร็จ เขาได้มาสังเกตการณ์กลุ่มนักศึกษาทำกิจกรรมบริเวณหน้าศาล ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลมาสังเกตการณ์แต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม

ทนายความผู้ถูกกล่าวหากล่าวอีกว่า พยานผู้ถูกกล่าวหาอีกปากหนึ่งคือ นางพรทิพย์ ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำที่กลุ่มนักศึกษาเคยลงพื้นที่ศึกษา ศาลเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี เพราะไม่อยู่ในเหตุการณ์จึงสั่งงดสืบพยานปากนี้ ทั้งนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 พ.ย. 2560 เวลา 9.00 น.

บรรยากาศการสืบพยาน ทนายความผู้ถูกกล่าวหาเล่าว่า มีบุคคลจากหน่วยงานความมั่นคง จ.ขอนแก่น  แต่งกายนอกเครื่องแบบมาถ่ายรูปคนในห้องพิจารณาคดี ศาลถามว่าถ่ายไปทำอะไร บุคคลจากหน่วยงานความมั่นคงตอบว่า ตนต้องถ่ายไปรายงานนาย ศาลจึงสั่งให้ผู้อำนวยการศาลมาตรวจสอบ และกล่าวว่า จะตั้งเรื่องไต่สวนการละเมิดอำนาจศาลต่อไป

ทั้งนี้ ความผิดฐานละเมิดอำนาจระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความเเพ่ง มาตรา 30-33 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดี ให้การดำเนินคดีของศาลไม่ถูกรบกวน โดยความผิดนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ