งานบุญรำลึกความขัดแย้งแบบ “ไม่ขัดแย้งกับรัฐบาล” ณ บ้านนาบัว

โดยจิรสุดา สายโสม และวารีรักษ์ รักคำมูล

นครพนม – เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ “วันเสียงปืนแตก” ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐไทยกับนักปฏิวัติคอมมิวนิสต์ที่บ้านนาบัว ญาติของสหายผู้วายชนม์จัดงานทำบุญให้ทุกปี ด้านชุมชนก็จัดงานรำลึกถึงสหาย แต่ทำไปเพื่อเน้นพัฒนาการท่องเที่ยว

“วันเสียงปืนแตก” เปิดฉากสงครามกลางเมืองระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนผู้เข้าร่วมการปฏิวัติกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ณ บ้านนาบัว ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ที่จริงแล้วเกิดการปะทะมาตั้งแต่ปี 2504 แต่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 “สหายเสถียร” ชาวบ้านนาบัวได้เสียชีวิตลงเป็นคนแรก จึงถือเป็น “วันเสียงปืนแตก” อย่างเป็นทางการ

นางไพรินทร์ เหลื่อมเภา น้องสาวของ “สหายเสถียร” (ซ้ายมือ) นางแตงทอง แสนมิตร น้าสาวของ “สหายเสถียร” (ขวามือ)

นางไพรินทร์ เหลื่อมเภา อายุ 70 ปี น้องสาวของ “สหายเสถียร” เล่าว่า ในวันครบรอบการเสียชีวิตของสหายฯ ครอบครัวและญาติพี่น้องจะไปจัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับสหายฯ ประจำทุกปี

งานบุญที่ตนไปจัดที่วัดนั้น ตนและญาติพี่น้องจัดเองทุกอย่างใช้เงินส่วนตัวในการจัด โดยงานที่จัดขึ้นนั้นแยกต่างหากกับงานรำลึกที่คนที่นี่จัดขึ้นแต่ตนและญาติพี่น้องก็ไปร่วมงานที่ชุมชนส่วนรวมจัดขึ้น

นางไพรินทร์เล่าอีกว่า งานรำลึก 7 สิงหาคม วันเสียงปืนแตกนั้น ก่อนที่มีการรัฐประหารปี 2557 ภายในงานมีความคึกคักยิ่งใหญ่ผู้คนจากทั่วสารทิศทั้งภาคอีสานและภาคอื่นๆ ทั่วประเทศโดยเฉพาะภาคใต้ได้มาร่วมงาน มีกิจกรรม ร้องรำทำเพลง เวทีเสวนา เปิดให้คนพูดแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ

แต่หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 มีเจ้าหน้าที่ทหารมาที่ชุมชนในวันงานวันที่ 7 สิงหาคม ปี 2557 และห้ามไม่ให้ชาวบ้านจัดงานนี้ขึ้น แต่ชาวบ้านก็ยังจัดเหมือนเดิมแต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เจ้าหน้าที่ทหารกำหนด คือไม่ให้มีเวทีเสวนา ชาวบ้านจึงจัดงานรำลึกเฉพาะในแบบงานบุญประเพณีทางศาสนา

“รู้สึกไม่พอใจที่มีการห้ามจัดงานรำลึกแต่ก็ต้องทำตามข้อห้ามนั้น ไม่ขัดแย้งกับรัฐบาลก็อยู่สบาย ถ้าขัดแย้งก็จะอยู่ยาก” นางไพรินทร์กล่าว

นางแตงทอง แสนมิตร วัย 83 ปี น้าสาวของสหายเสถียร เล่าว่า ความรู้สึกคิดถึงสหายฯยังคงอยู่ในจิตใจ จดจำเรื่องราวและความรู้สึกในตอนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สหายฯเสียชีวิตได้ฝังใจ

“เคียด [แค้น] ให่คนที่ยิงสหายเสถียร เคียดฝังใจแต่ว่าเฮ็ดหยังเขาบ่ได่” นางแตงทองกล่าว

นายนิพนธ์ เศวตะดุล ผู้จัดงานรำลึก 7 สิงหาคม

ด้านนายนิพนธ์ เศวตะดุล อายุ 57 ปี ผู้จัดงานรำลึก 7 สิงหาคม เล่าว่า เริ่มจัดงานรำลึก ครั้งเมื่อปี 2545 ตรงกับวันที่ 9-10 มีนาคม ซึ่งการจัดงานครั้งนี้เป็นเหมือนการโยนหินถามทาง หรือการหยั่งผลตอบรับของงาน ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวบ้าน และคนในสังคม รวมถึงสหายจัดภาคใต้ร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยงานก็ถูกทำให้เป็นงานประเพณีของชุมชน ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รูปแบบของการ ได้โมเดลจากงานรำลึกสหายในจังหวัดศรีสะเกษ มาจัดงานเสียงปืนแตก ภายในงานจะทำบุญตักบาตร บายศรีสู่ขวัญให้ผู้ที่เข้าร่วมงานโดยมีพิธีทางการเมือง(พิธีรำลึกถึงสหายผู้วายชน) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงาน รวมถึงมีเวทีเสวนา ซึ่งเดิมเป็นงานที่มีเวทีเสวนา แต่ภายหลังรัฐประหารมีการเปลี่ยนรูปแบบเป็นเพียงวงเสวนา ซึ่งหัวข้อในแต่ละปีจะตั้งตามกระแสสังคม

นายนิพนธ์ยังเล่าอีกว่า การจัดงานเป็นการผลิตซ้ำเพื่อการเปลี่ยนแปลงลบประวัติศาสตร์บาดแผล มาเป็นการพัฒนาเพื่อเป็นพื้นที่แห่งการท่องเที่ยว ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน การจัดงานจะไม่มีการปลุกระดม บอกเป็นนัยว่า “ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยอาวุธ และไม่ได้ต่อต้านรัฐฯ”

ในปี 2558 งานรำลึกถูกจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เนื่องจากมีปัจจัยด้านสังคมทำให้การจัดงานเกิดขึ้น ปี 2558 ในชื่อ “70 ปีวันสันติภาพ 50 ปีวันเสียงปืนแตก” โดยตนมองว่าการเมืองกับการจัดงานเป็นคนละส่วนกัน สถานการณ์การเมืองจึงไม่มีผลกระทบมากเท่าใด แต่หลังจากนั้นมาผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลัก และการจัดงานเริ่มขาดเอกภาพเพราะเรื่องของผลประโยชน์

“จัดงานลักษณะงานบุญ จะทำให้งานนี้ยั่งยืนมากขึ้น” นายนิพนธ์เสนอ

จิรสุดา สายโสม และ วารีรักษ์ รักคำมูล เป็นผู้เข้าร่วมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2560