46 ปีเขื่อนสิรินธรการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ถูกลืม

โดยภานุภพ ยุตกิจ

เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ก่อสร้างเมื่อปี 2514

อุบลราชธานีผลกระทบการสร้างเขื่อนสิรินธรยังตกค้างอยู่แม้จะผ่านไปแล้ว 46 ปี โดยประชาชนกว่า 25,400 รายยังไม่ได้รับเงินชดเชย ขณะที่ประธานสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานกล่าวว่า กรณีดังกล่าวเปรียบเหมือนเป็นสิทธิที่ถูกลืม ด้าน รอง ผอ.กอ.รมน. จ.อุบลราชธานี เตรียมหาทางออกด้วยการขอให้พิสูจน์สิทธิอีกครั้ง

นับเป็นเวลามานานกว่า 46 ปี ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เริ่มผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายสู่ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยสามารถใช้พลังงานน้ำมาผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 90 ล้านกิโลวัตต์     

เขื่อนสิรินธรอยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีเนื้อที่กว่า 180,000 ไร่ กินพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.สิรินธร อ.บุณฑริก และ อ.พิบูลมังสาหาร

มีข้อมูลผลดำเนินการภาพรวม กฟผ. ของปีงบประมาณ 2559 ว่า กฟผ. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิมากถึง 43,866 ล้านบาท หากจะคิดรวมย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2514 กฟผ. มีกำไรสุทธิถึง 2.01 ล้านล้านบาท  เป็นกำไรมหาศาลที่ กฟผ. ซึ่งได้มาจากที่ดินของประชาชน โดยยังไม่มีการจ่ายเงินค่าที่ดิน หรือค่าชดเชยที่ดินให้กับเจ้าของที่ดิน

การสร้างเขื่อนสิรินธรทำให้ประชาชนต้องสูญเสียที่ดินไปถึง 180,000 ไร่

เจ้าของที่ดินซึ่งถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนรวมกลุ่มกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลที่ผ่านมาจ่ายเงินค่าที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับปัจจุบันปี 2560 มาตรา 37)

ถึงแม้จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแก้ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำ ให้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ โดยให้นำมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 มาใช้ แต่ก็ยังมีการจ่ายเงินไม่ครบ

มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีข้อสังเกตว่า การสร้างเขื่อนอาจมีผลกระทบต่อประชาชนบางส่วนและสมควรแก้ไขให้ ควรจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยกำหนดหลักการเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ระบุในข้อ 2.1.2 ว่า

“การจ่ายค่าชดเชยให้กับราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จะให้จ่ายกับผู้ครอบครองที่ดินทุกประเภททั้งมีเอกสารสิทธิ์ และไม่มีเอกสารสิทธิ์ และทุกกรณีเขื่อน (รวมถึงเขื่อนสิรินธร) โดยจะยึดหลักเกณฑ์ตาม มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 และให้นำมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมาอนุโลมใช้กับโครงการของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานด้วย ทั้งนี้จะต้องมีการชดเชยอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1.ค่าที่ดิน 2.ค่าจัดสรรที่ดินพื้นที่อพยพ”

จากข้อมูลการชดเชยช่วยเหลือราษฎรผู้ได้รับผลกระทบ กฟผ. กรณีเขื่อนสิรินธร พบว่า ได้มีการจ่ายเงินค่าที่ดินให้กับราษฎร ที่มีเอกสารสิทธิ์ เมื่อปี 2514 ไร่ละ 400 บาท ให้กับราษฎร 1,400 ราย รวมจำนวนที่ดิน 39,000 ไร่ และในปี 2550 จ่ายเงินค่าจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ รายละ 15 ไร่ ไร่ละ 32,000 บาท รวมเป็นเงิน 480,000 บาท โดยใช้เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จำนวน 1,200 ล้านบาท ให้กับราษฎร 2,526 ราย

ข้อมูลที่ปรากฏพบว่ามีการจ่ายค่าที่ดินไปเพียง 39,000 ไร่ จากพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมด 180,000 ไร่ของเขื่อนสิรินธร ยังเหลือที่ดินอีก 141,000 ไร่ ที่รัฐบาลยังไม่มีจ่ายเงินค่าที่ดินให้กับราษฎร ซึ่งเป็น “สิทธิ” ของประชาชนที่ถูกลืม

ช่วงปี 2540 สมัชชาคนจน และกลุ่มสมัชชาเกษตรกร 4 ภาค ได้มีการชุมชนเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาทั้งกรณีป่าไม้ และกรณีเขื่อน ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีการสร้างเขื่อนสิรินธร ได้ส่งรายชื่อจำนวนกว่า 25,400 ราย ที่เป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และกลุ่มทายาท เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่มีรายชื่อประชาชนเพียง 11,246 รายเท่านั้นที่ถูกเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2556 มติคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระบุว่า ประชาชนจำนวน 11,246 รายไม่เข้าหลักเกณฑ์ และไม่สามารถจ่ายเงินค่าชดเชยให้ได้ แต่สมควรให้มีการจัดโครงการส่งเสริมอาชีพแทน และให้ถือว่าการจ่ายเงินค่าชดเชยในครั้งนี้ เป็นกรณีที่ได้รับข้อยุติแล้ว โดยสิ้นสุดการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว

นายชวน จันทร์สมาน อดีตกำนันตำบลโนนก่อ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2556 ไม่เป็นธรรมกับประชาชน เนื่องจากคณะอนุกรรมการ ระดับจังหวัดไม่ได้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิการครอบครองตามกระบวนการ อีกทั้งมีการคัดรายชื่อของประชาชนออกโดยไม่มีเหตุผล

นายชวนต้องการให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาตรวจสอบ ตามหลักการของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 และยึดหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 มาใช้โดยอนุโลม  

นายศักดา กาญจนเสน ประธานสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการฝ่ายราษีไศล จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ปัญหาของโครงการฝ่ายราศีไศล จ.ศรีสะเกษ และเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน โดยได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน คือไม่ได้รับเงินชดเชยค่าที่ดินที่ถูกน้ำท่วมจากโครงการก่อสร้างฝ่ายและเขื่อน ซึ่งเกิดปัญหาจากโครงการเชิงนโยบายของรัฐ

นายศักดากล่าวอีกว่า ในส่วนของฝ่ายราษีไศลนั้นได้ดำเนินการตามกระบวนการอย่างถูกต้องต่อเนื่องมา และได้รับเงินชดเชยมาอย่างตั้งแต่ปี 2540 และในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล จำนวน 54 แปลง เนื้อที่ 86-2-38.3  ไร่ ในอัตราไร่ละ 32,000  บาท สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเห็นควรให้กรมชลประทานปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้มีเงินเพียงพอไปดำเนินการ ในวงเงิน 2,771,064  บาท

ประธานสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานระบุว่า การจ่ายเงินเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เรื่อง “สิทธิ” อีกทั้งก็เป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศในเวทีศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ว่าต้องยึดสามเสาหลัก คือ “คุ้มครอง – เคารพ – เยียวยา” แก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องการที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

นายศักดาเปิดเผยอีกว่า กรณีของปัญหาเขื่อนสิรินธรกลับไม่มีการดำเนินการตามเจตนารมณ์ดังกล่าวซึ่งถือเป็น “สิทธิ ที่ถูกลืม” และสร้างความเหลื่อมล้ำทางศักดิ์ศรีจากการเป็นคนไทยด้วยกัน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทบทวน และมีแนวทางแก้ปัญหาให้กับราษฎรอย่างเป็นธรรม

พ.อ.พูลศักดิ์ สมบูรณ์ (นั่งหัวโต๊ะ) รองผอ.กอ.รมน. จ.อุบลราชธานี รับฟังเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร

พ.อ.พูลศักดิ์ สมบูรณ์ รองผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. จ.อุบลราชธานี (ฝ่ายทหาร) กล่าวระหว่างการเปิดโอกาสให้กลุ่มตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบเข้าพบ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ว่า จากการได้พูดคุยกับประชาชนทำให้พบว่าปัญหายังไม่ถูกแก้ไข จังหวัดเตรียมดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2556 ด้วยการเสนอให้ใช้ช่องทางของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธรที่จะเสนอเป็นประเด็นเพิ่มเติมในกรณีที่รายชื่อของราษฎรที่ตกหล่นซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินต่อไป

หมายเหตุ ภานุภพ ยุตกิจ ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสาน ประจำปี 2560 ของเดอะอีสานเรคคอร์ด