ทำเกษตรผสมผสานจึงมีเงินส่งลูกจบป.ตรี

โดยวทัญญู สุริยันต์

อุบลราชธานี – ฟาร์มวริศราฟาร์ม อ.เขื่องใน เปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรผสมผสานบนที่ดิน 14 ไร่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 12 เท่าตัว เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นบาท ทำให้สามารถส่งลูก 3 คนเรียนหนังสือจนลูกชายคนโตจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์

เกษตรผสมผสาน คือการทำเกษตรที่มีทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน
แต่ละกิจกรรมการผลิตจะเกื้อกูลกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นาอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเกิดการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

นางปราณี แสงภักดิ์ เจ้าของฟาร์มวริศราฟาร์ม กับลูกหมูป่าที่มีพ่อค้ามารับซื้อตัวละ 500 บาท

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2560 เดอะอีสานเล็คคอร์ดลงพื้นที่สัมภาษณ์นายทวี แสงภักดิ์ อายุ 56 ปี และ นางปราณี แสงภักดิ์ อายุ 52 ปี เกษตรกรคู่สามีภรรยา เจ้าของฟาร์มวริศราฟาร์ม ตั้งอยู่บนพื้นที่ 14 ไร่ ที่หมู่ 2 บ้านไทย ต.บ้านไทย อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ทั้งคู่เล่าให้ฟังว่า ยึดทำอาชีพเกษตรกรรมแบบผสมผสานเป็นอาชีพหลักมานานกว่า 9 ปี มีรายได้มั่นคงมีเงินทุนหมุนเวียนภายในครอบครัวตลอดทั้งปี มีเงินสร้างบ้านหลังใหม่ สามารถส่งลูกทั้ง 3 คนให้ได้เรียนหนังสือ จนลูกชายคนโตสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น

เมื่อก่อนครอบครัวแสงภักดิ์จะใช้พื้นที่ทั้งหมด 14 ไร่เพื่อปลูกข้าว แต่หลังจากทำเกตรผสมผสานจึงลดพื้นที่ปลูกข้าวลงเหลือ 10 ไร่

เดิม ทั้งสองสามีภรรยาทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยวโดยปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว มีรายได้จากการขายข้าวปีละเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาท แต่หลังเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสาน ครอบครัวมีรายได้เดือนละกว่า 30,000 บาท มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ การแบ่งพื้นที่ทำการเกษตร มีพื้นที่ 14 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 10 ไร่ ขุดสระกักเก็บน้ำ 1 ไร่เพื่อใช้ทำการเกษตรในฤดูแล้ง เลี้ยงสัตว์และทำบ่อเลี้ยงปลา 1 ไร่ และปลูกพืชผักสวนครัวผลไม้และเป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่

แม่พันธุ์หมู่ป่าใช้เวลาตั้งท้อง 4 เดือนก็จะตกลูกได้คอกละประมาณ 16 ตัว

โดยรายได้หลักมาจากการเลี้ยงแม่พันธุ์หมูป่าประมาณ 10 ตัว และการเลี้ยงกบประมาณ 10 บ่อ วิธีการเลี้ยงหมูป่าเลี้ยงด้วยวิธีกึ่งธรรมชาติ โดยจะนำผักบุ้ง บัวแดง เศษพืช และเศษอาหาร มาต้มผสมกับรำเพื่อใช้เป็นอาหารหลัก

ด้านวิธีการคัดเลือกพันธุ์ จะคัดเลือกหมูตัวที่มีลักษณะดี ตัวยาว นมเยอะ 8 คู่ขึ้นไป หลังจากผสมพันธุ์ หมูจะตั้งท้องเพียง 4 เดือนก็จะมีลูก การตกลูกของหมูแต่ละตัวจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับแม่พันธุ์

โดยเฉลี่ยหมูจะตกลูกออกครั้งละ 16 ตัว เลี้ยงลูกหมูอีกประมาณ 14 วันก็จะจำหน่ายได้ในราคาตัวละ 500 บาท โดยจะมีพ่อค้ามารับถึงฟาร์ม รายได้ส่วนนี้คิดเฉลี่ยตกเดือนละกว่า 20,000 บาท ส่วนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั้นจำหน่ายตัวละ 4,000-5,000 บาทขึ้นไป

การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์สร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 6 หมื่นบาท

ฟาร์มวริศราฟาร์มเลี้ยงกบในบ่อคอนกรีตเพื่อสะดวกต่อการถ่ายเทน้ำ ราคาจำหน่ายลูกอ๊อดตัวละ 1 บาท ส่วนกบที่โตแล้วจำหน่ายกิโลกรัมละ 100 บาท โดยจะมีพ่อค้ามารับถึงฟาร์มเช่นกัน โดยเฉลี่ยรายได้ต่อปีจากการขายกบอยู่ที่ 60,000 บาท หรือเดือนละ 5 พันบาท

การเลี้ยงปลาของฟาร์ม ปลาที่เลี้ยง ได้แก่ ปลาจาระเม็ด และปลาบึก ส่วนใหญ่จะเลี้ยงไว้เพื่อบริโภคและใช้จัดงานเนื่องในโอกาสต่างๆ ของครอบครัว โดยนำขึ้นมาจำหน่ายบ้างเป็นครั้งคราว

การทำนา ฟาร์มปลูกข้าวเหนียวในพื้นที่กว่า 10 ไร่ ใช้ปุ๋ยเคมีเพียง 4 กระสอบ ที่เหลือจะใส่ปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ อาทิ สุกร วัว ควาย เพื่อทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ต้นข้าวโตไวได้ผลผลิตดีและยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลงได้มาก

โดยเฉลี่ยแล้ว ครอบครัวมีรายได้จากการขายข้าวต่อปีละ 50,000 บาท  มากกว่าเดิมที่เคยขายข้าวได้เพียงปีละ 30,000 บาทเท่านั้น

เลี้ยงปลาหลายชนิดไว้ในบ่อเพื่อใช้รับประทานเอง

พืชผักสวนครัวและไม้ผลที่ปลูกรอบรอบบ้าน ประกอบด้วย มะม่วง 3 ฤดู กล้วย มะละกอ มะนาว ข่า ตะไคร้ และพืชสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยปลูกไว้เพื่อบริโภคเป็นหลัก หากเหลือใช้ก็จะนำออกจำหน่ายเป็นรายได้เสริมเข้าครอบครัวอีกทางหนึ่ง

“การทำเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรผสมผสานถึงจะไม่ร่ำรวย แต่ก็อยู่ได้ มีเงินทุนหมุนเวียน สามารถส่งลูกๆ ทั้งสามคนให้ได้เรียนหนังสือจนจบปริญญาและมีงานทำได้” นางปราณีกล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ วทัญญู สุริยันต์ เป็น ผู้เข้าอบรมโครงการนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2560