คดี “หูคุณปี”: อ่านบทกวีหาเพื่อนคู่คิด

โดย พีระ ส่องคืนอธรรม

อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนีออกนอกประเทศไทยไม่ทันข้ามวัน นักคิดนักเขียนก็กรูกันออกมาเหน็บแนมกันใหญ่ และก็เช่นเคย หลายคนมิวายพ่วงเอาเรื่องเพศและเครื่องเพศของเธอมาเป็นนามนัยด้วย

ธัญญา สังขพันธานนท์ (นามปากกา “ไพฑูรย์ ธัญญา”) ศิลปินแห่งชาติและอาจารย์สาขาวรรณคดีไทยที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เกิดแรงบันดาลใจเขียนกลอนแปดหนึ่งบทเรื่อง “คดีหู” พิมพ์เผยแพร่พร้อมภาพประกอบบนหน้าเฟซบุ๊ก เอาวลี “น้ำในหูไม่เท่ากัน” ที่ยิ่งลักษณ์ใช้อ้างเพื่อออกนอกประเทศก่อนการพิพากษาคดีนโยบายจำนำข้าว มาเล่นคำผวนกับชื่อเล่น “ปู” ของคุณยิ่งลักษณ์ จนออกมาเป็นการประณามช่องคลอดของเธอได้ว่า

อ้างเรื่องหูหลบหนีตามพี่ชาย
หูคุณปีช่างร้ายเหลือประมาณ

เป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผลที่จะวิจารณ์การเหยียดเกลียดเพศหญิงและ/หรือการใช้ภาษาไม่เหมาะสม เพียงแต่ฉันไม่ได้หวังสูงถึงขนาดว่าเหล่านักเขียนผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องนี้ได้ ฉันยังไม่ลืมว่าเมื่อครั้งได้อ่านหนังสือวรรณคดีวิจารณ์แนวเฟมินิสต์เรื่อง ผู้หญิงยิงเรือ: ผู้หญิง ธรรมชาติ อำนาจ และวัฒนธรรมกำหนด สตรีนิยมเชิงนิเวศในวรรณคดีไทย (Ecofeminism in Thai Literature)  ที่ รศ.ดร.ธัญญา สังขพันธานนท์ เป็นผู้เขียน แล้วฉันรู้สึกใจชื้นเช่นไร!

ฉันไม่ได้ต้องการเรียกร้องว่าบทกวีการเมืองจะต้องก้าวข้ามการแบ่งข้างทางการเมือง ที่ยกกวีบทนี้ขึ้นมานั้นเพื่อเป็นตัวอย่างชั้นดีมากกว่า ว่าการใช้ประโยชน์จากกวีนิพนธ์แบบตื้นเขินที่สุดนั้นเป็นอย่างไร–ก็คือใช้สาดโคลนใส่ศัตรูทางการเมือง เพียงแต่มีฉันทลักษณ์มากำกับกันอุจาดเท่านั้น

กวีนิพนธ์ต้องเป็นได้มากกว่านี้ซี มันน่าจะสามารถเป็นเพื่อนคู่คิดในประเด็นสำคัญๆ ของสังคมได้บ้าง อย่างเรื่องความทุกข์ของชาวนา หรือเรื่องการเมืองไทยหลังปิดฉากตระกูลชินวัตร นั่นคือสิ่งที่กวีนิพนธ์น่าจะพอช่วยได้ ว่าไหม? ในเมื่อกวีนิพนธ์ร่วมสมัยมักประหยัดคำและเลือกสรรแต่ละคำที่ใช้ รูปแบบของกวีนิพนธ์จึงช่วยบีบอัดวาทกรรมสาธารณะอันซับซ้อนยุ่งเหยิงเข้าได้เป็นสังเวียนของสัญลักษณ์ไม่กี่ตัว

เราสามารถอ่านบทกวีเพื่อวิเคราะห์แยกส่วนดูว่าคำสำคัญอย่าง “ชาวนา” ถูกเอาไปเป็นขั้วตรงข้ามของคำใดบ้าง ถูกตีกรอบความหมายอย่างไรบ้าง เมื่อเราเห็นขั้วตรงข้ามต่างๆ ที่เป็นเหมือนแกนแม่เหล็กโลกในกวีพิภพนี้แล้ว เราก็สามารถเอามันมาเปรียบเทียบดูว่า ขั้วตรงข้ามแบบไหนที่จะช่วยให้เราเข้าใจสภาพตีบตันทางการเมืองในปัจจุบัน และช่วยให้เราจินตนาการถึงอนาคตได้ดีกว่ากัน

ในบทความนี้ฉันจะหยิบบทกวีบางบทของกวีสองคนมาวิเคราะห์ดู เผื่อว่าจะได้พบเจอเพื่อนคู่คิดสะกิดใจบ้าง ทั้งสองกวีมีภูมิลำเนามาจากภาคอีสาน ทั้งสองเขียนเรื่องความทุกข์ของชาวนา ทั้งสองโหยหาถึงอดีตที่ล่วงลับของสังคมชาวนาแบบดั้งเดิม ทั้งสองไม่ได้อยู่ข้าง “แดง” และถึงทั้งสองจะเขียนถึงภาวะล่มสลายสิ้นไร้หนทางของชาวนาเหมือนกัน แต่ผลงานของสองกวีนี้ก็จัดวางขั้วตรงข้ามทางการเมืองไว้ผิดกันอย่างมากทีเดียว

ชาวนาโง่ vs. ชาวเมืองฉลาด

บทกวีกาฬเมือง: ชาวนาผูกคอตายใต้ต้นข้าว ของ “กุดจี่” พรชัย แสนยะมูล เล่าถึงโศกนาฏกรรมของสังคมชาวนา และการลุกขึ้นมาต่อสู้ของชาวเมือง ตีพิมพ์เดือนกุมภาพันธ์ 2557 โดยสำนักพิมพ์ไม้ยมก

ต้นปี 2557 ชาวนาคนหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษผูกคอตาย ทิ้งจดหมายลาตายไว้ว่าเพราะตนยังไม่ได้รับค่าข้าวที่ตนไปจำนำตามนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่นานหลังจากนั้น กวีผู้หนึ่งได้นำเหตุโศกนาฏกรรมนี้ขึ้นหน้าปกหนังสือรวมบทกวี

ชาวนาผูกคอตายใต้ต้นข้าว
นายกฆ่าตัวเองตายบนเก้าอี้
ความตายมาจากเชือกปมเดียวกัน
ปลายเชือกหนึ่งขึงคอชาวนา
ปลายเชือกหนึ่งขึงมือนายก
ก่อนที่เชือกจะขาด ชาวนาได้ตายไปแล้ว
ก่อนที่เชือกจะขาด นายกได้ตกเก้าอี้ไปแล้ว
ชาวนาตายแล้วตายเลย
นายกตายแล้วยังลอยตัวได้

บทนี้เป็นบทเปิดภาค “ชาวนา” ของหนังสือ บทกวีกาฬเมือง: ชาวนาผูกคอตายใต้ต้นข้าว ซึ่งตีพิมพ์และวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ระหว่างการประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เขียนโดยพรชัย แสนยะมูล หรือ “กุดจี่” กวีผลงานชุกจากจังหวัดร้อยเอ็ด พรชัยเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงของกลุ่มกปปส. ดังจะเห็นได้จากภาพประกอบ “นกหวีด” และบทกวีหลายชิ้นที่พูดถึงการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ซึ่งจุดชนวนโดยการผลักพ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านสภาฯ ที่มีเนื้อหานิรโทษกรรมให้ทักษิณ ชินวิตรผู้พี่ยิ่งลักษณ์ การประท้วงลากยาวเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 จนกระทั่งคณะทหารประกาศกฎอัยการศึกและยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2557

รวมบทกวีเล่มนี้แบ่งเนื้อหาเป็นสองภาค คือภาคหนึ่ง “ชาวนา” และภาคสอง “ชาวเมือง” เส้นแบ่งระหว่างเมืองกับชนบทนี้ไม่เพียงแต่แบ่งหนังสือเป็นสองส่วน แต่ยังแบ่งลงไปถึงแก่นแกนของเนื้อหาด้วย ครึ่งแรกของหนังสือพูดถึงโศกนาฏกรรมของสังคม(อดีต)ชนบท ที่ปัจจุบันได้หลงมัวเมาไปกับคำหวานของนักการเมือง บทส่วนใหญ่ในภาคแรกจบลงด้วยความตาย ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หนุ่มหรือแก่ ไทยหรือฝรั่ง คนหรือสัตว์ ตายข้อหล้อคือกันหมดด้วยน้ำมือของรัฐบาล บวกกับความพร่องศีลธรรมส่วนบุคคลที่อยากได้(เงิน)อยากมี(ผัวเมีย)อยากเป็น(คนทันสมัย)

ส่วนครึ่งหลังประกอบไปด้วยบทกวีที่ประณามการสลายการชุมนุมกลุ่มกปปส. เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ยกผู้ชุมนุมประท้วงเป็นผู้ทรงปัญญาที่มากอบกู้สังคม บทเปิดภาค “ชาวเมือง” เผยการแบ่งขั้วออกมาอย่างแทบไม่ต้องตีความ กวีบทนี้ชื่อว่า “ถอนพิษ” เล่านิทานสังคมลิงที่มีลิงสองประเภทคือ “ฝูงลิงขี้ข้า” กับ “ฝูงลิงเสรี” ฝ่ายแรกนั้นกลายเป็นทาสด้วยการเสพติดผลไม้พิษ ส่วนฝ่ายหลังไม่เคยได้พิษ จึงพากันถอนต้นไม้พิษทิ้ง

[…]

ผลไม้สุก
ออกลูกเต็มต้น
ฝูงลิงยินยล
เก็บผลไม้กิน

ยิ่งกินยิ่งอยาก
โลภมากไม่สิ้น
ลิงมอบชีวิน
เพื่อต้นไม้นั้น

ผลไม้พิษ
ออกฤทธิ์ทุกวัน
ฝูงลิงคิดสั้น
ขยายพันธุ์ต่อไป

เกิดต้นไม้พิษ
ทั่วทิศใกล้ไกล
ฝูงลิงป่วยไข้
จิตใจเสื่อมทราม

ยิ่งกินยิ่งเป็นหนี้
ไฟโลกีย์ลุกลาม
ไม่อาจหักห้าม
ความอยากความชิน

ฝูงลิงอีกฝ่าย
ที่ไม่เคยได้กิน
หวังช่วยชีวิน
ฝูงลิงขี้ข้า

จึงร่วมแรงใจ
โค่นต้นไม้ปัญหา
รากโคนถอนมา
อย่าให้เหลือซาก

[…]

ฝูงลิงเสรี
ทั่วปฐพีแน่วแน่
สู้ต่อไม่ขอแพ้
ปลูกไม้แท้แก่แผ่นดิน!!

หมู่นายพรานร้าย
หมายปราบลิงสิ้น
จบแล้วชีวิน
อาวุธออกพิษ

คงไม่จำเป็นต้องอธิบายว่า กวีนิพนธ์ของพรชัยนั้นมีฐานคิดที่หยาบกระด้างและหยาบหยามอย่างไร พูดตรงๆ ก็ได้ว่า บทกวีกาฬเมืองฯ วางอยู่บนขั้วตรงข้ามทางการเมืองชนิดที่ไม่ประเทืองปัญญาอย่างที่สุด–เพียงขั้นเดียวเหนือความต่ำตมของการสาดโคลนใส่ศัตรูทางการเมือง ฉันไม่คล้อยตามข้อที่ว่าชาวเมืองไม่เคยได้ลิ้มรสผลไม้พิษ (ไม่ว่าหมากไม้นี้จะเป็นสัญลักษณ์แทนอะไรก็ตาม) ฉันไม่คล้อยตามข้อที่ว่าชนชั้นกลางในเมืองนั้นทรงปัญญามากกว่าชาวนาในชนบท อ่านกวีนิพนธ์เล่มนี้แล้ว อย่างเดียวที่ช่วยให้ฉันคิดได้ ก็เห็นจะเป็นความเข้าใจถึงระบบคิดหยาบๆ พวกนี้แหละที่รังแต่จะตอกย้ำว่าชาวนา(อีสาน)เป็นเหยื่อ ถูกหลอกโดยนักการเมืองเลว(ตระกูลชินวัตร) ซึ่งก็เป็นความผิดของชาวนาอีกนั่นแหละที่โง่ไปเชื่อเอง

ค้ำฟ้าอยู่เหนือขั้วตรงข้ามระหว่างทาสและเสรีชนคือนักล่าที่จู่ๆ ก็โผล่มาในบทสุดท้ายของ “ถอนพิษ” บทกวีนี้จบด้วย “หมู่นายพรานร้าย” ที่มุ่งจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ลิง(ทั้งสองฝูง?) ฉันเดาว่า “หมู่นายพรานร้าย” ของพรชัยน่าจะเจตนาหมายถึงบุคคลการเมืองอย่างยิ่งลักษณ์และพรรคพวก แต่วลีนี้ก็บังเอิญฉายภาพอนาคตของประเทศไทยภายใต้หมู่นักล่าชื่อว่า คสช.

เมื่อเส้นแบ่งทางการเมืองถูกเอาไปทาบทับจนสนิทกับเส้นแบ่งระหว่างเมืองกับชนบท ดังที่ปรากฏใน บทกวีกาฬเมือง: ชาวนาผูกคอตายใต้ต้นข้าว การเมืองไทยก็ดูจะไม่มีทางไปต่อได้เลย ผู้ตกเป็นทาสไม่อาจกอบกู้ตนเอง ผู้เป็นไทถูกนักล่าย่ำยี ไม่เห็นเลยว่าจะมีตัวละครไหนมาเป็นคนกลางได้

ชาวนาไร้อนาคต vs. ข้าราชการโหยหาอดีต

อันว่า เอวัง รวมบทกวีของคิมหันต์ หอมมาลา โอดอาลัยถึงวิถีชาวนาที่ล่มสลายในภาวะจำยอม ตีพิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 โดยสำนักพิมพ์ทางหอมบุ๊คเฮ้าส์

คนรวยทำนา
คนจนทำหนี้
คนรวยทำนาได้ข้าว
คนจนทำหนี้ได้หนี้ตื่ม
คนรวยทำนาได้ปุ๋ยได้หญ้า
คนจนฉีดยาฆ่าทุกสิ่งอย่าง

บทกวีสั้นๆ บทนี้นำเสนอขั้วตรงข้ามระหว่าง “รวย” กับ ”จน” ซึ่งก็ส่งผลให้ภาพที่วาดโดย “ถอนพิษ” นั้นออกจะไม่สามารถนำมาทาบเทียบกันได้เสียแล้ว ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ บทกวีนี้ไม่ยอมเรียกการทำนาของคนจนว่าเป็นการ “ทำนา” หากเรียกว่าการ “ทำหนี้” แทน

ตีพิมพ์เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม 2560 กวีนิพนธ์ อันว่า เอวัง รำพันโอดอาลัยถึงความล่มสลายของสังคมเกษตรกร–ทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และระบบเครือญาติ ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “คิมหันต์ หอมมาลา” มีภูมิลำเนามาจากชุมชนปลูกหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นข้าราชการครูผู้ตีพิมพ์รวมบทกวีมาแล้วสามเล่ม และสารคดีชีวิตอีกหนึ่งเล่ม

“ข้าราชการชนบท” เป็นตัวละครที่ผุดขึ้นมาเป็นขั้วตรงข้ามกับชาวนาอย่างน่าสนใจ อนุมานได้ว่าตัวละครนี้เมื่อสมัยที่เขายังเด็ก ก็ถูกพ่อแม่ญาติพี่น้องสอนว่าเขาต้องตั้งใจเรียน เพื่อจะได้หลุดพ้นจากความยากจน ถึงตอนนี้เขากลายเป็นข้าราชการสมใจ–เป็นเจ้าคนนายคน–แต่เขากลับไม่พอใจ ปรารถนาจะกลับไปคลุกคลีกับเรือกสวนไร่นา

ข้าราชการ
มีนา ทำนาเสาร์อาทิตย์
ชาวนา
หนีนา ไปประชุมกับทางการ
ได้เบี้ยเลี้ยง

ข้าราชการหนีงานเจ้านาย
ลงนาสวนทิดถึงสุข

คิมหันต์ชี้ชวนให้เห็นถึงความย้อนแย้งของช่วงชั้นในสังคมชนบท ว่าข้าราชการผู้อยู่ “สูง” กว่ากลับแสวงหาความสุขได้จากการกลับไปหาทุ่งนา ในขณะที่ชาวนาผู้อยู่ “ต่ำ” ต้องดั้นด้นไปหาเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาล ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้แล้วมีความสุขหรือไม่ เพราะชีวิตของชาวนาฟูลไทม์ดูจะถูกบงการโดยความจำเป็นทางเศรษฐกิจแบบสิ้นไร้ทางเลือกใดๆ

ชาวนาฮักนา
ชาวสวนฮักสวน
คนนาอยู่นา
คนสวนอยู่สวน
คนคนคนคนคนคนคน
ข้าราชการลูกชาวนาฮักนาสวนหลาย
ลูกจ้างลูกชาวนาสวนฮักนาสวนหลาย
ลาออกมาอยู่นาสวน
เบิ่งพี่น้องขายนาสวน

ด้วยความฮักที่มีต่อนาสวน ข้าราชการและลูกจ้างประจำลูกเกษตรกรดั้นด้นกลับบ้านเพื่อทำการเกษตร แต่แล้วกลับต้องมาเห็นพี่น้องของตัวเองขายที่ดินไป ถ้าหากจะอ่านว่าพี่น้องเหล่านี้ขายที่ไปเพราะ “ละทิ้งวิถีชาวนา” ก็คงจะเป็นการตีความที่ผิด ที่น่าจะเป็นสาเหตุจริงๆ มากกว่าก็คือพี่น้องเหล่านี้เป็นหนี้มากเสียจนที่ดินต้องหลุดมือไป ชาวนาชาวสวนผู้ใดก็ฮักนาฮักสวน แต่จะทำตามความรักได้ตลอดรอดฝั่งนั้น เห็นคงต้องเป็นชาวนาชาวสวนพาร์ทไทม์

บทกวีบทรองสุดท้ายของ อันว่า เอวัง ออกโรงปฏิเสธการมองสังคมชาวนาด้วยแว่นศีลธรรมแบบที่เป็นธงนำของรวมบทกวีของพรชัย ไม่มีขั้วตรงข้ามระหว่าง “ดี” และ “ชั่ว” แต่โบ้ยจุดกำเนิดของภาวะล่มสลายไปยัง “อีหยัง” บางอย่างที่ค้ำฟ้าสังคมชาวนามายาวนาน

อย่าเด้อโทรทัศน์
อย่าเหมา
อย่าตัดสิน
อย่าชี้นิ้วด่าประจาน

ใผอยากเป็นหนี้บ้าง
ถ้ามีเงินมีทุนเจ้าของพอ
อีหยังบังคับให้จน
อีหยังล่ะตีเส้นให้ย่างตาม
อีหยังล่ะขู่เข็ญให้ยินยอม
อีหยังอีหยังมาจักชั่วคน
อีหยังอีหยังมาดนนาน

อีหยังน้อคือ “อีหยัง” ที่กวีบุ้ยใบ้แบบบ่บอก? ที่กวีพาดพิง “โทรทัศน์” ว่าเป็นตัวการที่ตัดสินและประณามชาวนาอีสานออกจะเป็นการเลือกกล่าวโทษที่น่าสนใจ นั่นแสดงว่ารายการเล่าข่าวของสื่อกระแสหลักมักละเลยไม่ยอมกล่าวถึงสาเหตุจริงๆ ของหนี้สินครัวเรือน อันเป็นเรื่องที่เหนือความควบคุมของชาวนา ใช่ว่าถ้าทำบัญชีครัวเรือนแล้วจะแก้ปัญหาได้ “อีหยัง” นี้เป็นมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เป็นตัวการยัดเยียด “ความยากจน” ให้กลายเป็นสภาพความจริงของเกษตรกร

แตกต่างจากเชือกทางศีลธรรมใน ชาวนาผูกคอตายใต้ต้นข้าว ที่ผูกความชั่วของยิ่งลักษณ์เข้ากับความสิ้นหวัง(และโง่เอง)ของชาวนา ความสิ้นหวังใน อันว่า เอวัง  เป็นเสียงทอดถอนใจของมนุษย์ที่ถูกผูกกับจักรกลระบบการเกษตรเพื่อขายซึ่งบังคับให้ใช้ปุ๋ยและยาราคาแพง ผลักวงจรหนี้ให้หมุนไปไม่หยุด ในระบบเช่นนี้นโยบายอุดหนุนของรัฐบาลเป็นเพียงความหวังให้พอประทัง ทำนองเดียวกับการซื้อหวย “พรุ่งนี้รวย”

บอกนาอย่าฮ้ายด่า
แม่นางน้อยธรณีอย่าสาปแช่ง
ปุ๋ยเคมีผองใส่
ยาดีคุมหญ้าได้ฉีดเข้าไป
รางวัลที่หนึ่ง
ข้าวเต็มท่งเต็มรถเต็มหวัง
รัฐบาลประกันราคาให้
รัฐบาลให้จำนำข้าวได้
มื้อนี่บ่มีเวียก
นอนเว็นสาก่อน

พอแล้วขั้วตรงข้ามหยาบๆ

เมื่อเอากวีนิพนธ์ทั้งสองเล่มมาวางเคียงกัน ก็เกิดเห็นขึ้นมาว่าแต่ละเล่มขาดอะไรไปบ้าง ในรวมบทกวีของพรชัย แสนยะมูล ไม่ปรากฏถึงเฉดช่วงชนชั้นในสังคมชาวนา–ชีวิตไหนๆ ก็ตายข้อหล้อ ส่วนในรวมบทกวีของคิมหันต์ หอมมาลา ก็แทบจะไม่มีการเอ่ยถึงชนชั้นกลางในเมือง นอกเสียจากในบทบาทผู้ขูดรีดอย่าง “เจ๊กน้อยท้องปุ้ง” พ่อค้าปุ๋ย หรือ “ร้านทองดอกสูง” เจ้าหนี้นอกระบบ

บทบาทใดอีกหนอ ที่ชาวเมืองจะเป็นได้บ้าง นอกจากการตั้งตนเป็นผู้กอบกู้เป่านกหวีดประท้วง เป็นเจ้านายดูดวิญญาณลูกชาวนา เป็นเจ้าหนี้ดอกโหด ตามแบบฉบับปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมือง-ชนบทในภาคอีสาน?

หากไม่นับปฏิกิริยาจากฝ่ายคนรักและคนเกลียดแล้ว การปิดฉากการเมืองของยิ่งลักษณ์ก็ส่งผลให้เกิดความรู้สึกอึมครึมโดยทั่วไปว่า ตอนนี้แล้วประชาชนอย่างเราๆ (ที่ไม่มีปัญญาหนี หรือไม่ก็เลือกที่จะอยู่ประเทศนี้ต่อไปแม้จะเฮงซวยเพียงใด) ก็คงต้องหาทางพึ่งตัวเองอย่างจริงจังจริงๆ ถ้าต้องการจะรอดพ้นภาวะเศรษฐกิจขาลงและภาวะการเมืองเผด็จการนี้ไปแบบไม่รุ่งริ่ง

การจะต่อกรกับภาวะแบบนี้ได้ เราต้องหาวิธีจัดตั้งประชาชนที่ใช้ชุดขั้วตรงข้ามที่ต่างออกไป โดยมีเงื่อนไขว่ามันต้องสามารถกระโดดข้ามไปมาระหว่างขั้วตรงข้ามที่ แดง/เหลือง และเมือง/ชนบท ซึ่งฝังแน่นและหยาบกระด้างเกินกว่าจะรับใช้ความเป็นจริงอีกต่อไป แน่นอนว่าเราต้องกลับมาวิเคราะห์โครงสร้างชนชั้นกันใหม่ให้ละเอียดรอบคอบอย่างแท้จริง แต่เราก็จะต้องหาทางสร้างความเชื่อมโยงข้ามกลุ่มก้อนของคนที่เห็นต่างกันให้ร่วมงานกันได้ด้วย โครงการขายตรง “ข้าวลูกชาวนา” ปีที่แล้วโดยลูกหลานชาวนาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจพอเป็นตัวอย่างเล็กๆ ของการจัดตั้งประชาชนด้วยวิธีใหม่ๆ ไม่ว่าจะยังไง เราต้องมา “คิดใหม่ ทำใหม่” กันอีกรอบแล้วละ ไม่อาจมาเสียพลังงานเขียนกวีนิพนธ์ด่าทอยิ่งลักษณ์ว่าเป็น “หีที่ชั่วร้าย” ได้อีกต่อไปแล้ว

Peera Songkünnatham

พีระ ส่องคืนอธรรม เป็นนักเขียนและนักแปลจากเมืองศรีสะเกษ ประเทศสาธารณรัฐลาวล้านช้าง