จำคุก “ไผ่” 5 ปี สารภาพเหลือ 2 ปี 6 เดือน

ขอนแก่น – ศาลจังหวัดขอนแก่นตัดสินจำคุกนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา 5 ปี ข้อหาหมิ่นเบื้องสูง จากการแบ่งปันรายงานข่าวของสำนักข่าวบีบีซีไทย แต่ลดโทษเหลือ 2 ปี 6 เดือน เนื่องจาก “ไผ่ ดาวดิน” รับสารภาพ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2560 เวลา 16.00 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาจำคุกนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” 5 ปี ข้อหากระทำผิดในคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จากการแบ่งปันรายงานข่าวของสำนักข่าวบีบีซีไทยเรื่อง “พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย” บนหน้าเฟซบุ๊กของนายจตุภัทร์ เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม ปี 2559 แต่เนื่องจากนายจตุภัทรรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริง ศาลจึงพิจารณาลดโทษเหลือ 2 ปี 6 เดือน โดยให้นับโทษจากวันที่นายจตุภัทรถูกเพิกถอนประกันตัวเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559

มีผู้แบ่งปันรายงานชิ้นดังกล่าวของของสำนักข่าวบีบีซีไทยกว่า 2,800 คน แต่ไม่มีผู้ใดถูกดำเนินคดี รวมถึงสำนักข่าวบีบีซีไทยเจ้าของบทความ ส่วนไผ่ถูกเพิกถอนประกันตัวเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา และถูกคุมขังมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวแม้จะมีการยื่นประกันตัวถึง 10 ครั้ง

การพิจารณาคดีเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยเป็นการนัดสืบพยานโจทก์ในนัดที่สาม ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีในลักษณะลับและห้ามเผยแพร่เนื้อหาการพิจารณาคดีเช่นเดียวกับสองครั้งแรก แต่หลังจากไผ่ถูกเบิกตัวเข้ามาในห้องพิจารณาคดี ก็ไม่มีการสืบพยานโจทก์ ทนายความและบุคคลอื่นออกมาจากห้อง เหลือแต่ผู้พิพากษา ไผ่ บิดาและมารดาของไผ่ ซึ่งทั้งหมดได้พูดคุยกันจนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. บิดาและมารดาของไผ่จึงออกมาจากห้องพิจารณาคดี เหลือแต่ไผ่อยู่คนเดียวในห้องเพื่อตัดสินใจในการต่อสู้คดี จากนั้นศาลได้นัดพิจารณาคดีต่อในช่วงบ่าย

นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ระหว่างถูกนำตัวมาขึ้นศาลจังหวัดขอนแก่น

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นทนายความของนายจตุภัทร์กล่าวหลังจากศาลมีคำพิพากษาว่า เมื่อช่วงเช้าศาลได้ขอปรึกษาหารือส่วนตัวกับจำเลยและครอบครัวเกี่ยวกับคดีความ นายจตุภัทรและครอบครัวได้มีความเห็นส่วนตัวร่วมกันว่า จะรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยเหตุผลในการรับสารภาพนั้นเป็นเหตุผลส่วนตัวของนายจตุภัทร์และครอบครัว ศาลจึงงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันนี้ แล้วนัดฟังคำพิพากษาในช่วงบ่าย

ทนายความของนายจตุภัทร์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการยื่นอุทธรณ์นั้น ทนายความและครอบครัวยังไม่ได้ปรึกษาหารือกัน

นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของนายจตุภัทร์กล่าวว่า ไม่มีใครรู้สึกดีใจ ถ้าถามว่ามีใครหรือพ่อคนไหนพอใจที่ให้ลูกตัวเองติดคุกในสภาพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแบบนี้หรือไม่ ตนเชื่อว่าไม่มีใครรับได้ ลูกชายพูดมาตลอดว่า การต่อสู้คดีครั้งนี้เพื่อจะพิสูจน์เรื่องความเป็นกฎหมาย ความเป็นกระบวนการยุติธรรม ซึ่งลูกชายไม่เคยได้รับ เขาจึงต้องการต่อสู้ การต่อสู้ของไผ่นั้นก็ควรเป็นแบ่งเป็นสองเรื่อง เรื่องแรกคือ ผลการตัดสินพิพากษาคดีในวันนี้ เรื่องที่สองคือ สังคมจะมองกระบวนการยุติธรรมอย่างไรนั้น ก็คงเป็นเรื่องสังคมจะตัดสิน

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส (ซ้ายมือ) ทนายความนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

“ต้องยอมรับว่าไผ่ไม่ได้ต่อสู้คนเดียว ไผ่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อไผ่ ไผ่ต่อสู้เพื่อคนอื่น ต่อสู้เพื่อลูกคนอื่น ต่อสู้เพื่อประชาชนที่มีโอกาสจะถูกกระทำแบบนี้เช่นกัน ดังนั้นการต่อสู้ของไผ่ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้เพื่อส่วนรวม เพื่อจะมาดูกันว่าจะสังคมจะเป็นอย่างไร โดยไผ่ตกเป็นเหยื่อ” นายวิบูลย์กล่าว

ด้านเหตุผลที่ไผ่รับสารภาพนั้น นายวิบูลย์กล่าวอีกว่า ไผ่ต้องการยุติความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดังนั้น การที่ไผ่ยุติความขัดแย้งในเชิงคดีนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความขัดแย้งของสังคมในเรื่องนี้จะยุติหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่หน้าที่ของไผ่แล้ว

บิดาของนายจตุภัทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ก่อนที่ศาลจะพิพากษาตัดสิน ศาลได้เรียกไผ่และครอบครัวไปคุยเกี่ยวกับคดีความ ก็ไม่ได้คุยแบบนี้แบบที่ตกลงกันในช่วงเช้า ที่คุยกันก็คือโทษจำคุกหากไผ่รับสารภาพไม่ใช่ 5 ปี แต่ตนขอไม่ลงรายละเอียด

“ตอนนี้เราผิดหวังว่า ที่เราได้คุยกันกับศาลจนไผ่รับสารภาพนั้น มันตระบัดสัตย์ ทั้งที่ปกติไผ่จะไม่รับสารภาพง่ายๆ แบบนี้” นายวิบูลย์กล่าว