คนร่อนเร่ได้โอกาสจากเงินทุนประกอบอาชีพ

โดยประเสริฐ คำเสียง

ขอนแก่น – แม่ค้าขายไส้กรอกเปลี่ยนชีวิตจากคนร่อนเร่เป็นคนมีอาชีพเพราะได้รับทุนจากกลุ่มเพื่อนคนไร้ที่พึ่ง ขณะที่พ่อค้าขายอาหารอีสานเผย ก่อนหน้านี้ตกงานจึงไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องพัก เลยมาหลับนอนที่สถานี บขส.1 พร้อมกับขายบริการและทำงานล้างห้องน้ำ

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านจังหวัด ขอนแก่นจัดเวทีสื่อสารสาธารณะคนไร้บ้าน “เรื่องเล่าของคนไกลบ้าน” ขึ้นที่สวนประตูเมืองธนารักษ์อนุสรณ์ จ.ขอนแก่น โดยมีนางพวงพะยอม จิตรคง ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ในนามคณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านจังหวัด ขอนแก่น (คณะทำงานขับเคลื่อนฯ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชน ทำงานเป็นภาคีร่วมกัน) เป็นประธานจัดงาน ผู้ร่วมงานประกอบด้วย คนไร้บ้าน อดีตคนไร้บ้าน และประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณที่คนไร้บ้านใช้เป็นที่พักพิง

หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ว่าคนเร่ร่อนในจังหวัดขอนแก่นเป็นใคร มาจากที่ไหน และสาเหตุอะไรที่ทำให้พวกเขากลายเป็นคนเร่ร่อน รวมถึงโอกาสใดบ้างที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา เดอะอีสานเรคคอร์ดจึงไม่พลาดที่จะขอสัมภาษณ์และเรียบเรียงเรื่องราวชีวิตของอดีตคนไร้บ้านขอนแก่นที่ผันตัวมาประกอบอาชีพค้าขายและมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งในปัจจุบัน

วงพูดคุยประเด็นคนไร้บ้านจ.ขอนแก่น ผู้ร่วมพูดคุยประกอบด้วย นายหัส คำพามิ่ง (คนที่ 2 จากซ้าย) อดีตคนไร้บ้าน ที่ปัจจุบันทำอาชีพขายอาหารอีสาน นางสุบรรณ ขันแก้ว (คนที่ 3 จากซ้าย) อดีตคนไร้บ้านที่ผันตัวเป็นแม่ค้าขายไส้กรอก นายสุริยา สมใจ (คนที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำนวยการมูลนิธิช่วยเหลือเด็ก (บ้านลูกรัก) นางยุพดี เต็งจิตติไพศาล (คนที่ 5 จากซ้าย) แม่ค้าขายอาหารตามสั่งและผัดไทยหอยทอด นายแคล้ว มนตรีศรี (คนที่ 6 จากซ้าย) ผู้จัดการโครงการเครือข่ายคนไร้บ้านจ.ขอนแก่น

อดีตคนไร้บ้านคนแรกที่เดอะอีสานเรคคอร์ดขอสัมภาษณ์คือ นางสุบรรณ ขันแก้ว ปัจจุบันสุบรรณเป็นแม่ค้าขายไส้กรอก เธอบอกเล่าความเป็นมาว่า เกิดที่ ต.คำใหญ่ อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ แล้วย้ายตามพ่อแม่ซึ่งไปทำงานที่ ต.ตะเคียน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พออายุ 8 ปีและเรียนจบเพียงป.2 ก็ได้ย้ายกลับบ้านเกิด และไม่ได้เรียนหนังสือต่อเพราะครอบครัวไม่มีเงินส่งเรียน

เมื่อปี 2525 ขณะนั้นสุบรรณอายุเพียง 13 ปี เธอได้ไปทำงานเป็นแม่บ้านที่จ.ระยอง หนึ่งปีต่อมาได้ย้ายมาอยู่กับลุงที่รับราชการทหาร ที่ศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี จึงได้เรียนต่อที่ศูนย์การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จนจบชั้นม.3 ในปี 2528 ลุงจึงได้พาเธอไปทำงานเป็นเสมียนอยู่ที่ศูนย์สงครามพิเศษ

หลังทำงานเป็นเสมียนได้ปีกว่า ในปี 2530 นางสุบรรณได้แต่งงานโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับสามีคนแรกชาวจ.สุพรรณบุรีซึ่งเป็นทหารยศสิบตรีและมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน แต่แล้วเมื่อปี 2531 ขณะที่บุตรอายุเพียง 3 เดือน สามีได้ไปออกรบและเหยียบกับระเบิดจนเสียชีวิต สุบรรณจึงลาออกจากงานที่ศูนย์สงครามพิเศษ เพราะไม่ต้องการนึกถึงภาพความทรงจำเก่าที่ตนและสามีเคยมีความสุขร่วมกัน แล้วพาครอบครัวย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดที่จ.กาฬสินธุ์โดยไม่มีงานทำและต้องเลี้ยงบุตรเพียงอย่างเดียว

หลังจากย้ายไปอยู่กาฬสินธ์ุไม่นาน แม่ค้าขายไส้กรอกคนนี้เล่าว่า ในปี 2544 เธอได้ย้ายทำงานเป็นพนักงานแนะนำสินค้าอยู่ที่ห้างเซ็นโทซ่า ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่นและได้พบกับสามีคนใหม่ซึ่งเป็นชาวจ.อุดรธานี ทั้งสองจดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน จากนั้น สามีได้ชวนเธอมาทำงานที่โรงฆ่าหมู ที่ต.บ้านเป็ด อ.เมืองขอนแก่น ซึ่งเป็นโรงฆ่าหมูของพี่ชายสามีที่สามีของเธอก็ทำงานที่นี่อยู่ก่อนแล้ว

หลังจากย้ายมาทำงานที่โรงฆ่าหมู นางสุบรรณบอกว่า พี่ชายสามีจ้างให้สามีฆ่าหมูวันละ 7-10 ตัว ได้เงินเดือน 4,500-5,000 บาท โดยในช่วงนั้น เธอไม่ได้ทำงาน แต่อาศัยอยู่บ้านพี่ชายสามีและทำหน้าที่เลี้ยงบุตร หลังจากอยู่อาศัยที่บ้านหลังดังกล่าวได้เกือบสองปี พี่ชายสามีจึงให้เธอไปขายเนื้อหมูชำแหละที่ตลาดสด โดยคิดเช่าแผงวันละ 50 บาท และแบ่งรายได้ให้เป็นเปอร์เซ็นต์ (ให้รายได้ตามสัดส่วนสินค้าที่ขายได้) ยกตัวอย่างเช่น หมู 1 กิโลกรัม ต้นทุน 90 บาท ตั้งราคาขาย 120 บาท จะได้กำไร 30 บาท กำไร 10 บาทจะต้องแบ่งให้พี่ชายสามี ส่วนกำไรอีก 20 บาทเป็นของเธอ แต่ละวันสุบรรณขายหมูได้ประมาณ 50-70 กิโลกรัม โดยได้กำไรวันละ 1,000-1,400 บาท เมื่อรวมกับเงินเดือนของสามีแล้ว ทั้งสองจึงมีเงินซื้อที่ดินไว้สร้างบ้านและซื้อรถยนต์

ต่อมา หลังจากขายเนื้อหมูได้ 6 ปี นางสุบรรณเล่าว่า หมูติดโรคระบาด ทำให้ขายเนื้อหมูไม่ได้ เธอและครอบครัวจึงขายที่ดินและรถยนต์เพื่อนำเงินไปใช้หนี้รายวันที่นำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในครอบครัว ในปี 2552 สามีได้พาครอบครัวย้ายมาประกอบอาชีพทำนาที่จ.อุดรธานี จนในถึงปี 2557 อาชีพทำนาขาดทุน ทำให้ครอบครัวไม่มีเงินไว้ใช้จ่ายและมีหนี้สินรุมเร้า ประกอบกับสามีดื่มเหล้าและทะเลาะกันเป็นประจำ สุบรรณจึงตัดสินใจทิ้งลูกที่เรียนอยู่ชั้นป.4 ไว้กับสามี และเดินทางมาหางานทำที่จ.ขอนแก่นเพียงลำพัง สาเหตุที่เธอเลือกมาจ.ขอนแก่น เพราะเคยมาขายเนื้อหมูนั่นเอง

แม่ค้าขายไส้กรอกคนนี้กล่าวว่า แรกเริ่มเธอทำงานรับจ้างเข็นผักที่ตลาดและมีเงินค่าจ้างพอสำหรับไว้ซื้อข้าวกินในแต่ละวัน แต่ไม่มีเงินค่าเช่าห้องเพราะต้องจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าถึง 2,000 บาท และค่าเช่าห้องอีก 2,000 บาท ด้วยรายได้ที่น้อยริดทำให้เธอกลายมาเป็นคนร่อนเร่อาศัยอยู่บริเวณที่สาธารณะเป็นเวลา 2 ปี

นางสุบรรณ ขันแก้ว แม่ค้าขายไส้กรอกที่เคยเป็นคนไร้บ้านนานกว่า 2 ปี

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 กลุ่มเพื่อนคนไร้ที่พึ่งได้จัดกิจกรรมเดินกาแฟ (กิจกรรมเดินสำรวจคนไร้บ้านที่สาธารณะในเวลากลางคืนจัดขึ้น 1-2 ครั้ง/เดือน-ผู้เขียน) นางสุบรรณเล่าว่า สมาชิกกลุ่มเพื่อนคนไร้ที่พึ่งมาพบตนและได้พูดคุยกัน สมาชิกกลุ่มเพื่อนคนไร้ที่พึ่งถามว่า ต้องการพัฒนาศักยภาพของตัวเองหรือไม่ จะพาไปเรียนรู้ทักษะการประกอบอาชีพและให้เงินสนับสนุน 14,000 บาท เธอเลยตอบว่าอยากทำไส้กรอกขาย แต่ไม่ต้องเรียนวิธีทำไส้กรอก เพราะมีพื้นฐานการทำไส้กรอกอยู่แล้ว ต่อมาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอจึงได้วางแผนร่วมกับกลุ่มถึงวิธีการขายและแผนการตลาด

แม่ค้าขายไส้กรอกบอกเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลุ่มของเธอไปซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบ จำนวน 12,000 บาท และได้มอบเงินจำนวน 2,000 บาท เพื่อเปิดบัญชีเงินฝาก 500 บาท และอีกเงิน 1,500 บาทเก็บสำรองไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น จากนั้นเธอจึงได้เริ่มกิจการขายไส้กรอกที่แผงในตลาดน้อยบขส. โดยจ่ายค่าเช่าแผงวันละ 50 บาท ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้ติดตามสอบถามข่าวและให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

“ซื้อวัตถุดิบมาทำไส้กรอกวันละ 2,000 บาท ได้กำไรวันละ 2,200 บาท ต่ำสุดได้วันละ 240 บาท จึงมีเงินจ่ายค่าเช่าห้องและไม่เร่ร่อนเหมือนเดิม” นางสุบรรณกล่าว

นายหัส คำพามิ่ง อดีตเคยเป็นคนไร้บ้าน และปัจจุบันผันตัวมาเป็นเจ้าของร้านอาหารอีสาน

โดยอดีตคนไร้บ้านอีกคนที่เดอะอีสานเรคอร์ดได้มีโอกาสสอบถามความเป็นมาคือ นายหัส คำพามิ่ง ชาว ต.โนนปอแดง อ.ผาขาว จ.เลย อายุ 48 ปี เปิดเผยว่า มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เขาเป็นลูกคนสุดท้อง เรียนจบป.6 จากโรงเรียนบ้านนาล้อม ต.โนนปอแดง และไม่ได้เรียนหนังสือต่ออีกเลยเพราะครอบครัวไม่มีเงินสนับสนุน จากนั้นก็ประกอบอาชีพทำนากับครอบครัวจนถึงปี 2541 ขณะนั้นเขาอายุ 29 ปี มารดาของเขาเสียชีวิต เขาจึงออกจากบ้านไปทำงานที่โต๊ะสนุกแถวคลองหลอด ที่กรุงเทพฯ สาเหตุที่ตัดสอนใจออกจากบ้านเป็นเพราะมีปัญหาผิดใจกันกับพี่เขย หัสเล่าว่า พี่เขยบังคับให้เขาขายที่ดินซึ่งเป็นมรดกที่พ่อแม่ยกให้เขากับพี่เขย แต่หัสไม่ต้องการขายที่ดินผืนนี้ เขาจึงเดินทางออกจากบ้านมา โดยให้พี่สาวคนโตดูแลพ่อที่ตาบอด และให้ทำนาแทนโดยเสียภาษีปีละ 150 บาท ต่อมาพี่สาวคนโตรื้อบ้านเก่าของพ่อแม่ที่เขาเคยอาศัยอยู่ แล้วนำวัสดุจากบ้านหลังเดิมไปสร้างบ้านหลังใหม่ในที่ดินของพี่สาวแต่เป็นชื่อของพี่เขย

นายหัสเล่าอีกว่า ในปี 2542 พ่อของเขาเสียชีวิตลง และเขาก็รู้ข่าวการเสียชีวิตจากหลานสาวที่มาทำงานที่กรุงเทพฯ หลังจากที่พ่อเสียชีวิตได้เสียชีวิตไปแล้ว 3 เดือน  ทั้งนี้ เขายังรู้อีกว่า พี่เขยได้ปลูกยางพาราบนที่นาที่เขาเป็นเจ้าของ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านเกิดไปดูว่าสิ่งที่หลานสาวเล่าให้ฟังเป็นความจริงหรือไม่ เมื่อเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดและว่าเป็นความจริง เขารู้สึกไม่สบายใจที่พี่สาวไม่ได้ห้ามปรามพี่เขยแต่อย่างใด หัสอยู่ที่บ้านเพียง 3 วัน เขาจึงเดินทางกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง ครั้งนี้ เขาได้งานเป็นพ่อบ้านทำความสะอาดทั่วไป หลังจากทำงานได้ 5 ปี เขาก็ลาออก เพราะมีปัญหาทะเลาะกับแม่บ้านที่ทำงานด้วยกัน

เจ้าของร้านอาหารอีสานคนนี้กล่าวเพิ่มว่า ในปี 2547 เขาได้เดินทางมาหางานทำที่จ.ขอนแก่น สาเหตุที่ตัดสินใจมาที่นี่เป็นเพราะเขาเคยมาอาศัยอยู่ที่จ.ขอนแก่นกับญาติเมื่ออายุ 16-17 ปี ที่นี่ เขาได้งานเป็นคนดูแลผู้ป่วยโดยไดรับค่าจ้างวันละ 300 บาท และพักอยู่ที่บ้านของนายจ้างซึ่งเป็นลูกชายของผู้ป่วย หลังจากทำงานได้ 3 ปีผู้ป่วยที่หัสดูแลเสียชีวิตลง นายจ้างจึงเลิกจ้างเขา

ต่อมา ปี 2550 หัสเริ่มทำงานที่ห้างบิ๊กซี ขอนแก่น โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานศูนย์อาหาร และเช่าห้องพักอยู่กับเพื่อน เขาทำงานที่เป็นเวลาเกือบสองปีก่อนที่จะลาออกอีกครั้ง สาเหตุที่ลาออกจากงานครั้งนี้เป็นเพราะมีปัญหาเรื่องคูปองแลกอาหาร จากนั้น ไม่ว่าเขาจะไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครว่าจ้าง ทำให้หัสไม่มีรายได้เพื่อนำมาซื้อข้าวกินและนำไปจ่ายค่าเช่าห้อง จึงตัดสินใจออกจากห้องเช่ามาลักลอบขายบริการทางเพศและรับจ้างล้างห้องน้ำที่สวนสาธารณะรัชดานุสรณ์และใช้ชีวิตอย่างคนเร่ร่อนเป็นเวลาถึง 6 ปี

นายหัสกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2557 ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจ.ขอนแก่นได้เชื้อชวนให้เขาเข้ามาเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยดูแลคนไร้บ้าน โดยพื้นที่รับผิดชอบคือ สวนสาธารณะรัชดานุสรณ์และสถานีขนส่ง บขส. 1 ทางศูนย์ฯ ให้ค่าจ้างเป็นเบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท โดยเขาจะได้รับเฉพาะวันที่ไปร่วมประชุม อบรม และเดินรณรงค์ รายได้จากงานอาสาทำให้หัสตัดสินใจเลิกขายบริการ แต่ยังทำงานล้างห้องน้ำที่สวนสาธารณะรัชดานุสรณ์อยู่โดยได้เงินวันละ 300 บาท ทั้งนี้ เขายังได้เปิดแผงเช่าพระ โดยเฉลี่ยมีรายได้วันละ 200 บาท ส่วนตอนกลางคืนตัวเขาก็ยังไปหลับนอนที่ สถานี บขส.1 เช่นเดิม

ต่อมา ปี 2558 กลุ่มเพื่อนคนไร้ที่พึ่งจ.ขอนแก่น ได้ชวนให้เขาเป็นแกนนำชักชวนคนไร้บ้านในกิจกรรมเดินกาแฟเดือนละ 1 ครั้ง โดยทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานคนไร้บ้านมาพูดคุยกับกลุ่ม เขาได้เงินจากการทำหน้าที่นี้ครั้งละ 300-500 บาท นอกจากนี้ เมื่อมีทีมวิจัยลงมาเก็บข้อมูลก็หัสยังได้เงินสนับสนุนครั้งละ 300-500 บาท

นายหัสกล่าวเพิ่มเติมว่า เจนถึงเดือนพฤษภาคม 2560 กลุ่มเพื่อนคนไร้ที่พึ่งจ.ขอนแก่นจึงชักชวนให้เขาประกอบอาชีพอื่น หัสจึงตัดสินใจปิดแผงเช่าพระและลาออกจากงานล้างห้องน้ำเพื่อไปเรียนตัดผมชาย แต่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เลื่อนการเปิดสอนวิชาตัดผมเป็นเดือนกรกฎาคม เขาจึงเปลี่ยนอาชีพใหม่มาเป็นขายอาหารอีสาน เพราะเขาทำอาหารเป็นอยู่แล้ว ทางกลุ่มได้ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดซื้ออุปกรณ์เป็นเงิน 12,000 บาท และซื้อวัตถุดิบให้อีกจำนวน 2,000 บาทเพื่อทำอาหารวันละ 3 อย่าง ปัจจุบัน หัสขายอาหารอยู่ที่ตลาดน้อย บขส. โดยลงทุนวันละ 400-500 บาท ขายได้วันละ 700-800 บาท ได้กำไรวันละ 200-300 บาท

“ปัจจุบันได้มาช่วยเหลือคนที่เคยไร้บ้านเหมือนเรา ชีวิตก็ดีขึ้น และทางศูนย์จะพาไปเยี่ยมบ้านที่จ.เลย” นายหัสกล่าว

นางยุพดี เต็งจิตติไพศาล แม่ค้าขายอาหารตามสั่ง ผัดไทย และหอยทอด ที่ช่วยเหลือคนไร้บ้านมาแล้ว 30 ปี

นอกจากเรื่องราวจากอดีตคนเร่ร่อนแล้ว เดอะอีสานเรคคอร์ดยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลอีกท่านที่รู้จักและคอยให้ความช่วยเหลือคนเร่ร่อนในขอนแก่นมาหลายปีอย่างนางยุพดี เต็งจิตติไพศาล แม่ค้าขายอาหาร เธอเล่าว่า พื้นเพเป็นชาวต.โนนนารายณ์ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ในปี 2531 ขณะอายุ 19 ปี ได้แต่งงานและย้ายมาขายหอยทอด บริเวณฟุตบาท ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น และขายเฉพาะเวลา 17.00 – 22.00 น. โดยตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เริ่มขายหอยทอด ก็มีคนเร่ร่อนมาขออาหารจากร้านของเธอ ซึ่งเธอก็มอบอาหารให้ทาน แต่ก็ขอให้คนเร่ร่อนเหล่านั้นทำงานช่วยเหลือเพื่อแลกกับอาหาร งานที่ขอให้คนเร่ร่อนทำ เช่น ล้างจาน เช็ดโต๊ะ ผัดหอยทอด ไปซื้อวัตถุดิบทำอาหาร ทั้งนี้ยุพดียังจ่ายค่าแรงให้กับคนเร่ร่อนที่ช่วยงานอีกวันละ 20 บาท

ปี 2551 ยุพดีขยายกิจการโดยเช่าตึกแถวที่ใกล้บริเวณฟุตบาทที่เคยขายหอยทอดเพื่อเปิดร้านหอยทอด พร้อมกับอาหารตามสั่งและผัดไทยเพิ่มเติม สาเหตุที่เธอต้องขยายร้านเนื่องจากรายได้จากการขายหอยทอดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ด้วยเพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดีและมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้ง เธอต้องการช่วยคนเร่ร่อนให้มีงานทำ

นางยุพดีกล่าวว่า นอกจากให้คนเร่ร่อนมาช่วยทำงานและให้ค่าจ้างแล้ว เธอยังสอนวิธีทำผัดไทยและหอยทอดให้กับคนเร่ร่อนเพื่อนำไปประกอบอาชีพได้อีกด้วย เธอสอนไปแล้วหลายคน และถึงแม้ว่าคนเร่ร่อนที่มาเรียนรู้งานจากเธอจะยังเปิดร้านหรือนำไปประกอบอาชีพของตนเองไม่ได้ ทั้งนี้ แต่เธอเชื่อว่า ความรู้ที่ได้รับจากร้านของเธอก็ช่วยให้คนเร่ร่อนนำไปใช้ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างและทำมาหากินได้ ดีกว่าการเร่ร่อนนอนตามฟุตบาท หรือขโมยของตามร้านค้า

“ตอนนี้ไม่รู้สึกกลัวพวกเขา ถ้ามีคนเข้าถึงและให้โอกาส เขาจะรู้สึกนับถือ ถ้าช่วงไหนที่ร้านพวกเขาทำงานอยู่ปิด ไม่มีรายได้ เขาจะมายืมเงินเรา แต่ก็ใช้คืน หรือมาทำงานใช้หนี้แทน คนรอบข้างบางคนมองว่า คนเร่ร่อนพวกนี้คงไม่กลับมาหรอก เพราะคนฃอบคิดว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี แต่เราก็บอกเสมอว่า สอนเขาไปไม่เป็นไรหรอก เพราะเราสอนเขาไปเราก็มีความสุขและได้บุญ ไม่ใช่ว่าสอนไปแล้วพวกเขาจะไม่รับฟัง ส่วนมากเขาจะรับฟัง และนำไปปฏิบัติตาม ทุกครั้งที่เขามาหาพวกเขาก็คิดถึงเรา และทุกวันนี้พวกเขาดูดีกว่าเดิมด้วย” นางยุพดีกล่าว

ประเสริฐ คำเสียง เป็นผู้เข้าอบรมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสาน ประจำปี 2560 ของเดอะอีสานเรคคอร์ด