ปชช.ค้านร่วมจ่ายบัตรทองแต่ผอ.รพ.สนับสนุน

โดยจิรสุดา สายโสม ผู้เข้าอบรมโครงการนักข่าวภาคอีสาน รุ่นที่ 2 ของเดอะอีสานเรคคอร์ด

สุรินทร์/อุบลราชธานี – ชาวจ.สุรินทร์ไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายบัตรทองประเด็นการร่วมจ่ายเพราะจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ด้านผอ.รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าโพธิ์ศรีเสนอให้ประชาชนที่มีฐานะปานกลางขึ้นไปร่วมจ่าย ย้ำอย่ารอให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างเดียว


เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทั่วทั้ง 4 ภูมิภาคมีการจัดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ. … หรือ กฎหมายบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค  

บรรยากาศการจัดเวทีในแต่ละภูมิภาค พบว่า เวทีภาคใต้ที่จ.สงขลาและเวทีภาคเหนือที่จ.เชียงใหม่ ประชาชนผู้เข้าร่วมวอล์คเอาต์ออกจากห้องประชุม ขณะที่เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จ.ขอนแก่น ภาคส่วนประชาชนกรูเข้ายึดเวทีรับฟังความคิดเห็นทำให้ผู้จัดฯ ไม่สามารถดำเนินประชาพิจารณ์ได้ ส่วนเวทีภาคกลางที่กรุงเทพฯ เองก็ประชาชนร่วมถือป้ายคัดค้านร่างกฎหมาย

ทั้งนี้ ประเด็นที่คณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องการแก้ไขมี 14 ประเด็น แต่ประเด็นหลักที่ภาคประชาชนไม่เห็นด้วย คือ การให้ผู้ใช้บัตรทองร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล

นางอภิญญา ด่านวิทยากุล ประชาชนชาวสุรินทร์ ไม่เห็นด้วยที่จะให้ประชาชนร่วมจ่ายหากใช้บัตรทอง

นางอภิญญา ด่านวิทยากุล ประธานคณะขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีประจำจังหวัดสุรินทร์ ผู้คัดค้านเวทีประชาพิจารณ์ที่จ.ขอนแก่น และเป็นผู้ใช้สิทธิบัตรทองร่วมกับสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการของสามีกล่าวว่า รัฐบาลควรออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้กับประชาชน เพราะประชาชนต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลอยู่แล้ว งบประมาณที่ใช้ในโครงการบัตรทองก็เป็นเงินที่รัฐบาลได้มาจากภาษีของประชาชน แล้วเหตุใดประชาชนยังต้องร่วมจ่ายอีก เพราะหากให้ประชาชนร่วมจ่าย จะต้องเกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอน

แม้การใช้สิทธิบัตรทองตอนนี้ประชาชนจะจ่ายเพียงแค่ 30 บาท แต่ในความเป็นจริงประชาชนมีค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลอีก เช่น ค่าเดินทาง และค่าที่พัก

“ลำพังแค่ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลก็ลำบากอยู่แล้ว ถ้าหากมีการร่วมจ่ายอีก อาจจะทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุขยากขึ้น และยิ่งถ้าเป็นโรคที่ร้ายแรง มีภาระค่าใช้จ่ายสูง ประชาชนอาจจะต้องขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล อาจหมดตัวได้” นางอภิญญากล่าว

แม้ลูกชายที่เสียชีวิตไปแล้วจะใช้สิทธิข้าราชการของบิดาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่ประธานคณะขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีประจำจังหวัดสุรินทร์กล่าวเสริมว่า ครอบครัวของเธอก็ยังต้องขายที่ดินและนำบ้านที่อยู่อาศัยไปจำนองเพื่อมาร่วมจ่ายค่ารักษา ทำให้ท้ายที่สุด ครอบครัวต้องสูญเสียทั้งทรัพย์สินและลูกชาย                                                     

นางอภิญญาเผยว่า การรักษาลูกชายใช้วิธีปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell)ทำให้มีส่วนต่างและค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเบิกจากทางราชการได้ แต่ในสิทธิบัตรทอง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะมีโควตาปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดให้ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทอง 30 คนต่อปี ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทองไม่ต้องสำรองจ่ายและไม่ต้องร่วมจ่ายเลยซึ่งถือว่าดีมาก แต่ลูกชายไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้เนื่องจากเป็นบุตรข้าราชการจึงต้องใช้สิทธิข้าราชการ

“คำพูดที่ว่ามีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคทำให้ประชาชนไม่ดูแลตัวเองปล่อยให้ป่วยนั้นไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เนื่องจากไม่มีใครไม่ดูแลตัวเอง และไม่มีใครอยากเจ็บป่วยเพราะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาทำมาหากิน” นางอภิญญาย้ำ

ผู้ใช้สิทธิบัตรทองชาวสุรินทร์อีกท่าน นางกรกช แก้วฉลาด ชาวต.บักได อ.พนมดงรัก กล่าวว่า สิทธิบัตรทองทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล สิทธิบัตรทองดีสำหรับคนชนบทอย่างมากเพราะทำให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล หากมีการร่วมจ่ายก็จะมีแค่คนบางกลุ่มที่ร่วมจ่ายได้ แต่สำหรับคนจนนั้น การร่วมจ่ายคงไม่สามารถทำได้โดยง่าย หากเกิดเหตุฉุกเฉินหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดความเครียดตามมา

นางกรกชให้ความเห็นว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงในประเด็นร่วมจ่ายคือ มีการตั้งหลักเกณฑ์ไว้ด้วยหรือไม่ว่าประชาชนต้องร่วมจ่ายครั้งละเท่าใด ควรมีหลักเกณฑ์ว่าร่วมจ่ายตั้งแต่เท่าใดถึงเท่าใด ถ้าหากคำว่า “ร่วมจ่าย” ของร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับนี้เขียนให้ชัดเจนว่า หลักเกณฑ์ในการร่วมจ่ายเป็นอย่างไร ต้องจ่ายเท่าไหร่ เช่น จ่ายทุกครั้งที่ไปรักษา ครั้งละ 30 บาท ตนก็จะเตรียมตัวไปรักษาได้อย่างไร้กังวล

นางฉวีรรรณ พวงมาลัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลท่าโพธิ์ศรี อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี (ตรงกลาง) เสนอให้คนมีฐานะปานกลางร่วมจ่ายบัตรทอง

ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐอย่างนางฉวีรรรณ พวงมาลัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าโพธิ์ศรี อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี กล่าวถึงการแก้กฎหมายบัตรทองประเด็นการร่วมจ่ายว่า แม้โครงการบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นโครงการที่ดีรัฐบาลให้สิทธิแก่ประชาชนทุกคน ประชาชนที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคไตที่ต้องมีการฟอกไตและมีค่าใช้จ่ายสูงมีโอกาสได้เข้ารับการรักษาโดยไม่ต้องเสียค่ารักษา แต่ประชาชนก็ต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย ไม่ใช่จะรอรัฐบาลช่วยเหลืออย่างเดียว ที่ผ่านมาประชาชนเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ตลอด นโยบายประชานิยมทำให้ประชาชนงอมืองอเท้ารอการช่วยเหลือจากรัฐบาล

“ตนเห็นด้วยที่จะมีการแก้กฎหมายบัตรทองประเด็นการร่วมจ่าย แต่ไม่ใช่ให้ร่วมจ่ายทุกคน แต่อยากให้เรียกเก็บเฉพาะบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีฐานะปานกลางขึ้นไป และอยากให้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล 1 ใน 4 ของราคาของคลินิกเอกชน” นางฉวีรรรณกล่าว

โดยนางสุพัตรา ประสมพันธ์ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าโพธิ์ศรี ให้ความว่า โครงการบัตรทองทำให้ประชาชนมีสิทธิเข้ารับบริการสาธารณสุขอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ประชาชนผู้ยากไร้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล

“ผู้ปฏิบัติงานให้บริการประชาชนยังยึดหลักการให้บริการตามจรรยาบรรณวิชาชีพเหมือนเดิม ตามระบบมาตรฐานการให้บริการของหน่วยงานบริการและตามสิทธิที่ประชาชนควรจะได้รับซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายบัตรทองจริง คงต้องยึดหลักผลประโยชน์ ของประชาชนเป็นหลัก เพราะเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศที่ได้รับผลกระทบ” นางสุพัตรากล่าว

นางสาวบุญยานุช โสภะถา พยาบาลวิชาชีพ เกรงว่าหากให้ร่วมจ่ายประชาชนจะไม่กล้ามาโรงพยาบาล

ด้านนางสาวบุญยานุช โสภะถา พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าโพธิ์ศรีให้ความเห็นมองว่า แม้ว่าตนไม่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขกฎหมายบัตรทองประเด็นการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลอยู่แล้ว เพราะตนเป็นพยาบาลมีหน้าที่รักษาผู้ป่วยตามจรรยาบรรณ จะมีแต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

“หากมีการให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลจะเกิดผลกระทบกับประชาชนที่ไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะร่วมจ่าย ถ้าหากเจ็บป่วยไม่รุนแรง เช่น เป็นหวัด ปวดหัว ประชาชนอาจเลือกปล่อยให้อาการหายเองเพราะเกรงว่าหากไปโรงพยาบาล พวกเขาจะต้องร่วมจ่าย หากเป็นแบบนั้นจริง จะทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้ารับรักษาซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนตามมา” นางสาวบุญยานุชย้ำ