บทบรรณาธิการ : อำนาจที่ไม่เคยถึงมือประชาชน

โดยบูรพา เล็กล้วนงาม

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภาคอีสานยังเป็นสิ่งที่สนใจอยู่ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดขอนแก่นนัดไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาลนัดแรก จากกรณีที่นักศึกษาและนักกิจกรรม 7 คนจัดกิจกรรมให้กำลังใจนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นเบื้องสูง และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ปีนี้

การจัดกิจกรรมให้กำลังใจ “ไผ่ ดาวดิน” ทำให้พวกเขาถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจศาล แค่ประเด็นที่พวกเขาถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจศาลก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจแล้ว เนื่องจากความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความเพ่ง มาตรา 30-33 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดี ให้การดำเนินคดีของศาลไม่ถูกรบกวน มีความศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนให้ความเคารพและปฏิบัติตาม

แต่การจัดกิจกรรมให้กำลังใจไผ่จนถูกกล่าวหาว่า   ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล” ทั้งที่เป็นการจัดกิจกรรมบริเวณนอกรั้วของศาลและไม่มีโอกาสจะรบกวนการพิจารณาคดีได้ พฤติกรรมลักษณะนี้จะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลได้อย่างไร

สิ่งที่น่าสนใจประการต่อมาคือ ขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาล ก่อนเริ่มการไต่สวนผู้พิพากษาบอกให้ผู้ที่ต้องการจดบันทึกข้อความกระบวนไต่สวนแสดงตัว ส่วนผู้ที่ไม่แสดงตัวไม่อนุญาตให้จดบันทึก และหลังจากจดบันทึกข้อความเสร็จให้ผู้จดบันทึกอ่านสิ่งที่จดบันทึกให้ผู้พิพากษาฟัง การสั่งให้ผู้จดบันทึกข้อความแสดงตัวและอ่านข้อความให้ฟังแม้จะเป็นสิ่งที่ผู้พิพากษาจะสามารถทำได้ แต่ก็น่าสังเกตว่าผู้พิพากษาจะสั่งแบบนั้นไปเพื่ออะไร เหตุผลที่ผู้พิพากษาบอกคือ เกรงว่าการจดบันทึกจะไม่ตรงกับกระบวนการศาลรับฟังได้หรือไม่ ทำไมคดีนี้จึงสั่งเช่นนี้ แต่คดีอื่นถึงไม่สั่งแบบนี้

อีกประเด็นคือนายพรชัย วัชรชัยทโลสภ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการศาลจังหวัดขอนแก่น พยานผู้กล่าวหา ให้การว่า การแจ้งข้อกล่าวหานั้นตนได้หารือกับผู้พิพากษาแล้ว

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะคดีละเมิดอำนาจนั้นศาลสั่งลงโทษผู้ละเมิดอำนาจได้ทันทีเนื่องจากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาล และศาลเห็นเอง

แตกต่างจากความผิดที่มีโทษจำคุกฐานอื่นที่การจะเอาผิดและสั่งลงโทษบุคคลใดได้ ต้องมีกระบวนการพิจารณาคดีตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน แต่ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมีกระบวนการพิเศษให้อำนาจไว้

แต่ในทางปฏิบัติ หากการกระทำใดไม่ได้เกิดขึ้นต่อหน้าผู้พิพากษาโดยตรง ผู้พิพากษาอาจเรียกผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาไต่สวนไปเพียงฝ่ายเดียวจนได้ข้อเท็จจริงตามที่ศาลพอใจ ก็สามารถตัดสินลงโทษได้เลย

จึงมีคำถามว่า เพราะเหตุใดหากผู้พิพากษาคิดว่า การจัดกิจกรรมให้กำลังใจไผ่เข้าข่ายความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแล้วจึงไม่ไต่สวนฝ่ายเดียวแล้วสั่งลงโทษตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ทำไมผู้อำนวยการสำนักอำนวยการศาลจังหวัดขอนแก่นจึงต้องเป็นผู้กล่าวหานักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 7 คน แล้วดำเนินการไต่สวนคดีในศาล จนดูเหมือนกับว่ากรณีที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งระหว่างผู้อำนวยการสำนักอำนวยการศาลจังหวัดขอนแก่นกับนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 7 คน ทั้งที่ตามข้อกฎหมายแล้วความขัดแย้งในคดีละเมิดอำนาจศาลคือความขัดแย้งระหว่างผู้พิพากษากับคู่กรณีคือนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 7 คน

นอกเหนือไปกว่านั้นคือ มีการติดป้ายประกาศห้ามถ่ายรูปในบริเวณศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นข้อห้ามที่เกิดขึ้นหลังจากกรณีศาลถอนประกันตัวนายจตุภัทร์ และเป็นข้อห้ามที่น่าสังสัยว่าใช้อำนาจจากกฎหมายมาตราไหนมาสั่งการ

สิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้ สามารถตั้งคำถามได้ว่า ศาลทำผิดพลาดได้หรือไม่ ถ้าศาลทำผิดพลาดได้ แล้วใครจะเป็นผู้ตรวจสอบการกระทำเหล่านั้น ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นจึงดูเหมือนกับว่าอำนาจในการตัดสินคดีเป็นของศาล ทั้งที่อำนาจดังกล่าวศาลได้รับไปจากประชาชน

ถ้าพิจารณาจากโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ จะพบว่าศาลเป็นหนึ่งในผู้ใช้อำนาจอธิปไตยร่วมกับรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี โดยอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชนชาวไทย

แต่หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีเพียงอำนาจของรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเท่านั้นที่ได้ยึดโยงกับประชาชนในบางเวลา ส่วนอำนาจศาลนั้นยังไม่มาถึงมือประชาชนสักครั้งเดียวไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดไว้อย่างไร หรือไม่ว่าจะมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเผด็จการทหาร เช่นทุกวันนี้

การที่ศาลที่ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมกับประชาชนคือปัญหาที่รอวันแก้ไข

สิ่งที่ควรผลักดันต่อไปหากสังคมไทยมีเสรีภาพคือ การทำให้ศาลเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยอาจจะเริ่มต้นจากการให้ประมุขฝ่ายศาลหรือประธานศาลฎีกาถูกเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรีและผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เชื่อได้ว่าถ้าประธานศาลฎีกามีความยึดโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจสูงสุดแล้ว การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาในระดับต่างๆ ตั้งแต่ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ จนลงมาถึงศาลชั้นต้น รวมถึงศาลจังหวัดขอนแก่นจะสามารถอำนวยความยุติธรรมและได้ยินเสียงประชาชนชัดเจนขึ้นกว่านี้ และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการแก้ไขกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่ศาลเพื่อให้สังคมสามารถวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของศาลได้เช่นเดียวกับการวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี