บทบรรณาธิการ: ฟังเสียงเจ้าของอำนาจก่อนแก้บัตรทอง

โดยบูรพา เล็กล้วนงาม

เครือข่ายซาวอีสานซอมเบิ่งบัตรทองยึดเวทีประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่โรงแรมอวานี จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ปี 2560

ปรากฎการณ์สมาชิกเครือข่ายซาวอีสานซอมเบิ่งบัตรทองหลายสิบคนบุกขึ้นเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ ‘ร่างกฎหมายบัตรทอง’ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่โรงแรมอวานีจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นปรากฎการณ์ต่อเนื่องจากเวทีประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายบัตรทองที่จังหวัดสงขลาและเชียงใหม่เมื่อวันที่ 10 และ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งสองจังหวัดมีการว๊อคเอ้าท์และแถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว เพียงแต่การแสดงออกที่จังหวัดขอนแก่นมีความเข้มข้นมากกว่า ถึงขั้นทำให้เวทีประชาพิจารณ์ต้องยุติลงหลังจากเริ่มต้นไปได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

เครือข่ายซาวอีสานซอมเบิ่งบัตรทองเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ 75 องค์กรในภาคอีสานที่ต้องการหยุดยั้งการแก้ไขร่างกฎหมายบัตรทอง  

น.ส.จินตนา ศรีนุเดช ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ เล่าให้ฟังว่า การยึดเวทีที่จังหวัดขอนเป็นสิ่งที่เตรียมการเอาไว้แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกว่า จะไม่ยอมให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกิดขึ้น เพราะการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลอยากทำเพื่อให้สิ้นสุดกระบวนการ แต่ไม่สนใจที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจริงๆ จึงอยากให้ล้มกระบวนการร่างกฎหมายในครั้งนี้

แต่ความต้องการของเครือข่ายซาวอีสานซอมเบิ่งบัตรทองไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา นายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายบัตรทอง ระบุว่า แม้ว่าการจัดเวทีประชาพิจารณ์แม้ภาคประชาชนบางส่วนจะมีการวอล์กเอาต์ และการจัดเวทีภาคอีสานที่จ.ขอนแก่น จะมีการยึดเวที แต่ว่าไม่ถือว่าล่มหรือล้มเหลว เพราะการแสดงความคิดเห็นมีหลายช่องทาง คือ ช่องทางออนไลน์ เวทีประชาพิจารณ์ และเวทีปรึกษาสาธารณะ

ขั้นตอนต่อไป นายวรากรณ์วางแผนจะนำเรื่องเสนอต่อรมว.สาธารณสุขในวันที่ 18 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการออกกฎหมายต่อไป ดังนั้น การแก้กฎหมายและการทำประชาพิจารณ์จึงถือเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว

ปฏิกิริยาของ นายวรากรณ์ที่ต้องการเดินหน้าเสนอร่างกฎหมายท่ามกลางเสียงคัดค้านจากผู้คนทุกภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่า การรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งที่รัฐจำเป็นต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ แล้วรัฐมีความจริงในการรับฟังเสียงของประชาชนหรือเปล่า

ขณะที่โฆษกรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด พูดถึงเวทีประชาพิจารณ์ว่า “ถ้าคนใดคนหนึ่งมีความรู้สึกว่าความคิดเห็นไม่ตรงกับเราห้ามเขาจัด แล้วขึ้นไปล้มเวทีถือว่าไม่ค่อยดี เราเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เราไม่ฟังเสียงคนอื่นเขาเลย เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง มันไม่งดงาม”

สิ่งที่พล.ท.สรรเสริญพูดถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะถ้าประชาชนจะถามกลับไปยังรัฐบาลว่า รัฐบาลเองไม่ใช่หรือที่มีที่มาไม่สอดคล้องกับกติกาประชาธิปไตย เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาจากการแต่งตั้งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขณะที่สนช.มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาจากการยึดอำนาจไปจากประชาชน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 2557

รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 2 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยแปลว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด แล้วระหว่าง “เครือข่ายซาวอีสานซอมเบิ่งบัตรทอง” ที่ล้มเวทีประชาพิจารณ์ กับ “รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ใครกันแน่ที่ไม่ยึดถือกรอบกติกาประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนถือเป็นการใช้สิทธิทางตรงในระบอบประชาธิปไตยใช่หรือไม่

หากมองย้อนกลับไปจะพบว่า ถ้าไม่มีการรัฐประหารเมื่อ 3 ปีที่แล้วก็คงไม่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 37/2559 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของการแก้ไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2545 จนทำให้เกิดการต่อต้านในทุกภูมิภาคในเวลานี้

มองอีกมุมถึงเหตุผลของการเคลื่อนไหวต่อต้านร่างกฎหมายบัตรทองในทั้ง 4 ภูมิภาค จะพบว่ามีจุดร่วมกันคือความหวาดระแวงว่าหากกฎหมายใหม่ประกาศใช้ในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักการของบัตรทอง จากที่ผู้เข้ารับบริการจ่ายเงินเพียงครั้งละ 30 บาทเป็นผู้เข้ารับบริการร่วมจ่ายเงินในสัดส่วนร้อยละ 30 – 50 ของค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งเป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้บัตรทอง

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ปี 2558 นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงโครงการบัตรทองว่า ประชารัฐจะต้องร่วมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพฯ ว่าจะดำเนินการแบบไหน อย่างไร เพราะจะให้รัฐบาลรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวไม่ไหว ใครจะช่วยจ่ายด้วยระบบอย่างไรต้องมาหารือร่วมกัน

เมื่อวันที่ 5 มกราคม ปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่า หากต้องให้บริการประชาชนพร้อมกันทั้งหมด 70 ล้านคนจะต้องเพิ่มงบประมาณอีกเท่าไหร่ซึ่งรัฐบาลหาเงินไม่ได้ในส่วนนี้ เพราะรัฐบาลมีค้าใช้จ่ายด้านอื่นอีก ถ้าจะให้อุดหนุนราคาข้าวและยางพาราก็ต้องยกเลิกโครงการ 30 บาท  

คำพูดของรมว.สาธารณสุขและนายกรัฐมนตรีจึงเหมือนเป็นสิ่งชี้นำว่าประชาชนมีโอกาสต้องร่วมจ่ายในโครงการบัตรทองจนทำมาสู่การค้านค้านร่างกฎหมายในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ การให้ประชาชนร่วมจ่ายอาจจะขัดกับนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์ที่แถลงต่อสนช.หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 กันยายน ปี 2557 ที่ระบุว่า รัฐบาลจะยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน โดยวางรากฐานให้ระบบหลักประกันสุขภาพมีความครอบคลุมประชากรในทุกภาคส่วนอย่างมีคุณภาพ โดยไม่มีความเหลื่อมล้ำของคุณภาพบริการในแต่ละระบบ

คำแถลงนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์เท่ากับว่ารัฐบาลจะต้องเพิ่มคุณภาพการให้บริการในระบบบัตรทองให้ทัดเทียมกับอีก 2 ระบบ คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม ซึ่งไม่น่าจะใช่การเพิ่มภาระของผู้รับบริการในระบบบัตรทองอย่างที่พยายามทำกันอยู่

จึงมีคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่ผู้บริหารประเทศจะรับฟังเสียงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตยก่อนเดินหน้ายกร่างกฎหมายบัตรทอง#

Burapa Lekluanngarm

บูรพา เล็กล้วนงาม ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยบก. ภาษาไทย เดอะอีสานเรคคอร์ด สนับสนุนสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และประชาธิปไตย เคยทำงานสื่อมาหลายแขนง อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์