3 ปี คสช.สอบตกแก้ปัญหาทรัพยากรอีสาน

ขอนแก่น – ผ่านมาแล้ว 3 ปี ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจครบบริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เดอะอีสานเรคคอร์ดจึงถือโอกาสสอบถามตัวแทนผู้ทำงานปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในอีสานว่า คิดเห็นอย่างไรกับผลงานการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.

เหมืองแร่เมืองเลยทรงตัว-เคลื่อนไหวลำบาก

สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ การเข้ามาของคสช.ไม่ได้แก้ปัญหาให้กับทางกลุ่ม ทั้งยังทำให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเคลื่อนไหวลำบาก

นายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลย ผู้คัดค้านการประกอบกิจการเหมืองแร่ในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลยเปิดเผยว่า การเข้ามาของคสช.ไม่ได้แก้ปัญหาการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ปัญหายังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง การหยุดประกอบกิจการเหมืองแร่เป็นการหยุดชั่วคราวที่หยุดมาตั้งแต่ปี 2555 แต่ยังไม่มีการผลักดันให้หยุดประกอบกิจการเหมืองแร่ถาวรตามเป้าหมายของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ

“คสช.ออกระเบียบปิดกั้นการแสดงออกทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯเป็นไปอย่างยากลำบาก” นายสุรพันธ์กล่าวและบอกว่า กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ 7 คนถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการรวมตัวกว่า 150 คนเพื่อติดตามการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวงในวาระการพิจารณาต่ออายุใบอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำ เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา

“คำสั่งและกฎหมายที่ห้ามเคลื่อนไหวต่างๆ มันควบคุมเราเยอะขึ้น อำนาจของรัฐใหญ่ขึ้นแต่ประชาชนกลับมีอำนาจน้อยลง” นายสุรพันธ์กล่าวทิ้งท้าย

กระบวนการแก้ปัญหาถอยหลัง

กฤษกร ศิลารักษ์ มองว่ากระบวนการในการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลต้องถอยหลัง จากการเข้ามาของ คสช.

นายกฤษฎา ศิลารักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูลมองว่า การแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลของคสช.ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาถือว่าถอยหลัง เนื่องจากก่อนหน้าที่คสช.จะเข้ามารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล โดยมีนักวิชาการเป็นแกนหลักเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่เมื่อถึงยุคของคสช.ข้อเสนอของนักวิชาการกลับไม่ถูกนำไปปฎิบัติจนทำให้นักวิชาการเหล่านั้นลาออกจากคณะกรรมการทำให้กลไกการแก้ปัญหายุติลง

“รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาปากมูล แม้จะมีการดำเนินการรับเรื่องของชาวบ้าน แต่ก็เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในการปฏิบัติถึงแม้คสช.จะมีกลไกลการรับเรื่องร้องเรียนของชาวบ้านแต่กลับไม่มีการนำข้อร้องเรียนไปสู่การปฏิบัติ” นายกฤษฎากล่าว

ที่ปรึกษาสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูลคนนี้กล่าวอีกว่า ปกติในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาชาวเขื่อนปากมูลจะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องผ่านกลไกลคณะกรรมการฯ แต่หลัง คสช.เข้ามาก็ไม่ได้สามารถเรียกร้องได้เนื่องจากมีการสกัดกั้นความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานความมั่นคงมาตลอด

มาตรการทวงคืนผืนป่าทำกลไกแก้ปัญหาชะงัก

ปราโมทย์ ผลภิญโญ ชี้ให้เห็นว่ามาตรการทวงคืนผืนป่า ทำให้กลไกการแก้ปัญหาที่ประชาชนร่วมกันผลักดันต้องหยุดชงัก ที่มาภาพ:aftershake.net

นายปราโมทย์ ผลภิญโญ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสานกล่าวว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากนับตั้งแต่การเข้ามาของคสช.คือมาตรการทวงคืนพื้นป่าตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 64/2557 และฉบับที่ 67/2557 ซึ่งผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่กับคนประชาชนทั่วไปในภาคอีสาน เจ้าหน้าที่เข้าตัดฟันพืชผลของเกษตรกร ดำเนินคดีเพื่อขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ หรือใช้คำสั่งทางปกครองไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ ทั้งที่หลายพื้นที่ก็มีกระบวนการแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนอยู่แล้ว การใช้มาตรการทวงคืนผืนป่าจึงเป็นการตัดต่อกระบวนการดังกล่าวที่มีอยู่ก่อนแล้วโดย

การทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินจะรวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวผลักดันข้อเสนอด้านนโยบายและข้อเสนอต่างๆ ทำให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เข้ามาแก้ปัญหา แต่การใช้มาตรการทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลปัจจุบันเป็นการตัดตอนกลไกการแก้ปัญหาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ปราโมทย์ยังกล่าวอีกว่า ข้อเสนอต่างๆ ของประชาชน เช่น การจัดทำโฉนดชุมชนที่มีการผลักดันมาจนเหลือเพียงแค่รอคำสั่งทางนโยบายเท่านั้น ปัจจุบันในยุคของคสช.กลับไม่มีความชัดเจนในการดำเนินการต่อ

“ชาวบ้านมีแนวทางชัดเจน แทนที่คุณจะต่อยอดไปกลับการเป็นเริ่มใหม่ ทั้งยังสร้างปัญหาเพิ่มให้กับชาวบ้าน” ปราโมทย์กล่าว