สมาชิก ‘กลุ่มรักษ์วานรนิวาส’ รับข้อหาทำผิดกม.ชุมนุม

สกลนคร – สมาชิกกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสเข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.วานรนิวาส กรณีบอกบุญเพื่อเชิญประชาชนมาร่วมพิธีสืบชะตาอ่างเก็บน้ำห้วยโทง ขณะที่ทนายความผู้ต้องหาเชื่อว่า คดีเกี่ยวข้องกับการคัดค้านเหมืองแร่โปแตชรวมถึงคาดว่าอัยการจะไม่สั่งฟ้องคดี

นายศตานนท์ ชื่นตา สมาชิกกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส (ถือดอกไม้) ผู้คัดค้านการสำรวจเหมือวแร่โปแตช เข้ารับทราบข้อหาทำผิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธรณะ ที่สภ.วานรนิวาส

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสพร้อมภาคีเครือข่ายร่วมเดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรวานรนิวาส จ.สกลนคร เพื่อเป็นกำลังใจให้นายศตานนท์ ชื่นตา สมาชิกกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส หลังได้รับหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อหา กระทำผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2538 มาตรา 10 ที่ระบุว่า ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ให้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อย กว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

เบื้องต้นนายศตานนท์ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและพร้อมสู้คดี เนื่องจากเชื่อว่า ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์โดยไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส ประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ 6 ตำบลของอ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ได้ร่วมทำกิจกรรมหลายครั้งเพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านการสำรวจแร่โปแตชของบริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เนื่องจากพบว่า ประชาชนในพื้นที่ถูกปิดกั้นการมีส่วนร่วม และไม่มีอำนาจตัดสินใจในโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตและชุมชน

อีกทั้งการอนุมัติอนุญาตการดำเนินโครงการไม่ได้เกิดจากความต้องการของชุมชน และในขั้นการสำรวจแร่ก็ดำเนินการโดยปราศจากการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในอ.วานรนิวาส

หลังจากรับทราบข้อกล่าวหา กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสได้อ่านแถลงการณ์ประกาศเจตนารมย์ไม่รับยอมความไม่เป็นธรรมจากกฎหมายที่ไม่ฟังเสียงประชาชน

ตัวแทนกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส อ่านแถลงการณ์ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง หยุดคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกอย่างไม่มีเงื่อนไข

เนื้อหาแถลงการณ์ ระบุว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วานรนิวาส ส่งหมายเรียกให้ตัวแทนกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา“ไม่แจ้งการชุมนุมให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนมีการชุมนุม เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา” แต่ข้อเท็จจริงกิจกรรมดังกล่าวมิใช่การชุมนุมแต่เป็นการเดินบอกบุญ เพื่อเชิญชวนประชาชนในพื้นที่มาร่วมพิธีสืบชะตาอ่างเก็บน้ำห้วยโทง อ.วานรนิวาส ที่จัดขึ้นในวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา

กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสพร้อมภาคีเครือข่ายจึงมีข้อเรียกร้องดังนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐหยุดคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีเงื่อนไขเพราะการแสดงออกนั้นเป็นเรื่องของสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน และขอให้เจ้าหน้าที่รัฐอย่าเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายต่อบริษัทและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพราะจะถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายสักกพล ไชยแสงราช ทนายความนายศตานนท์ ผู้ต้องหา ระบุว่า นายศตานนท์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนแล้วและขอปฏิเสธข้อกล่าวหา เนื่องจากเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา นายศตานนท์ได้ไปบอกบุญไม่ใช่ไปจัดการชุมนุมแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับไปเห็นนายศตานนท์เป็นบุคคลที่มีจุดเด่นกว่าผู้ร่วมงานคนอื่นจึงขอถ่ายรูปและตั้งข้อกล่าวหาในภายหลังว่าเป็นแกนนำจัดการชุมนุม ในวันนี้มีการสืบพยานอีก 2 ปากซึ่งเป็นประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ เพื่อยืนยันว่าผู้ต้องหาไม่ได้เป็นแกนนำจัดการชุมนุม

ทนายสักกพล ไชยแสงราช ทนายความ (สวมสูท) เชื่อว่า อัยการจะไม่สั่งฟ้องคดีต่อศาลเพราะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่านายศตานนท์ ชื่นตา ผู้ต้องหา กระทำความผิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

“เชื่อว่าสาเหตุที่นายศตานนท์ถูกแจ้งข้อกล่าวหาผิด พ.ร.บ. การชุมนุมในที่สาธารณะน่าจะมาจากการที่นายศตานนท์เป็นผู้เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการสำรวจแร่โปรแตชในพื้นที่อ.วานรนิวาส” นายสักกพล กล่าว

ทนายความผู้นี้ยังได้ระบุอีกว่า ตำรวจน่าจะสรุปสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องส่งไปยังพนักงานอัยการ โดยคาดว่าพนักงานอัยการจะไม่สั่งฟ้องคดีต่อศาล เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าผู้ต้องหาทำความผิด

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา นายสมบูรณ์ ยินดียั่งยืน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้ชี้แจงข่าวกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสคัดค้านการสำรวจเหมืองแร่โปแตชว่า กระทรวงอุตสาหกรรมอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่โพแตชให้แก่บริษัท ไชน่า หมิงต๋าฯ อาชญาบัตรพิเศษมีอายุ 5 ปี สิ้นอายุวันที่ 4 ม.ค. ปี 2563

โดยเงื่อนไขของอาชญาบัตรพิเศษคือการเข้าพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ก่อน การอนุญาตอาชญาบัตรเป็นเพียงสิทธิในการสำรวจแร่ตามปกติเท่านั้น ไม่ได้เป็นข้อผูกพันว่าบริษัทจะต้องได้รับประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่

 

image_pdf