ชัชวาลย์ โคตรสงคราม: ผมไม่ใช่นักเขียนอีสาน ผมเป็นนักเขียนลาวล้านช้างฝั่งขวาแม่น้ำโขง (ตอนที่หนึ่ง)

พีระ ส่องคืนอธรรม สัมภาษณ์

ชัชวาลย์ โคตรสงคราม นักเขียนที่เชื่อว่าคำว่า “อีสาน” เป็นสิ่งที่ถูกสร้างโดยกรุงเทพฯ

รู้มาว่าคุณชัชวาลย์ไม่เรียกตัวเองว่าเป็น “นักเขียนอีสาน”

ตอนปี 2556 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยมาจัดงานเสวนาที่ม.มหาสารคาม [การอภิปรายหัวข้อ “วรรณกรรมไทยอีสานในฐานที่มั่นวรรณกรรมอาเซียน” -ผู้เขียน] แล้วเชิญเราขึ้นไปพูด สุมาลี สุวรรณกร ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน แนะนำตัวเราว่า “ต่อไปก็ขอเชิญอีกท่านนึง เป็นนักเขียนนิยายเข้ารอบอะไรก็ว่าไปเรื่องทะเลน้ำนม ดิฉันก็อ่านไม่รู้เรื่อง” คนก็ฮากันทั้งที่ประชุม แล้วเค้าก็พูดต่อว่า “เป็นนักเขียนอีสาน”

พอเราได้ยินคำประกาศว่าเราเป็นนักเขียนอีสาน เราก็ตี๊ดขึ้นเลย เอ๊ะทำไมต้องบอกว่าเราเป็นนักเขียนอีสาน ไม่เคยพูดไม่เคยเขียนเลยว่าเราเป็นนักเขียนอีสาน พอจับไมค์มาเราเลยบอกว่า “ผมไม่ใช่นักเขียนอีสาน ท่านนักวิชาการนักเขียนที่นับถือ ท่านผู้ร่วมรายการ ผมไม่ใช่นักเขียนอีสานนะครับ ผมเป็นนักเขียนลาวล้านช้างฝั่งขวาแม่น้ำโขง” พอพูดอย่างนี้ทั้งที่ประชุมเงียบ เงียบกริบเลยนะ

ความเป็นอีสานสำหรับคุณชัชวาลย์คืออะไรฮะ?

เวลาเค้ามาสัมภาษณ์ เค้ามาถามว่า “ความเป็นอีสาน” คือยังไงเนี่ย เนื้อหาของมันโดยทางศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต สังคมการเมือง มันก็มีของมันอยู่

แต่ว่าเราไปติดคำว่าอีสาน เพราะกลัวคำว่า “ลาว” มันก็เลยไปไม่ถึงที่มาของมัน ”อีสาน” มันเป็นตัวคั่นอยู่ระหว่างเครือญาติชาติพันธุ์ดั้งเดิมกับความเป็นรัฐชาตินิยม คือถ้าคุณเอ่ยคำว่า “ความเป็นอีสาน” เนี่ย คุณยอมรับมันโดยสภาพที่เป็นคำอธิบายนำของเหตุการณ์ต่างๆ เนี่ย คุณไม่มีทางไปถึงข้อเท็จจริงบางอย่างเลย ทุกอย่างถูกกำหนดไปหมดภายใต้คำว่าอีสานนั่นเอง

คุณถามว่าความเป็นอีสานคืออะไร ความเป็นอีสานในแง่ที่มันอยู่ภายใต้การวางกับดักหลุมพรางของจารีตนิยมทางวรรณกรรม ซึ่งมันก็มาจากพวกรัฐชาตินิยมไง แต่พวกเราไม่ใส่ใจกันหรอก เราไม่คิดไง เราก็เลยคิดว่ามันสุดยอด มันเป็นอีสาน

ไม่รู้สิ เวลาผมเห็นคำว่าอีสาน ผมรู้สึกผะอืดผะอมมาก เป็นทะแม่งๆ เราถูกทำให้เคยชินเสียจนคิดว่าเราเนี่ยแหละคนอีสาน แต่จริงๆ มันไม่ใช่ เราถูกทำให้เคยชินไง เค้าให้ยาเรามาเราก็กินซะจน พอกินมากๆ เข้า ไตมันทำงาน มันรับไม่ได้ มันเป็นยาปฏิชีวนะ เค้าก็ให้ยาฉีดมา เราก็ฉีดต่อ อะไรแบบนี้แหละ (หัวเราะ) มันเป็นอย่างนั้น

การคิดเรื่อง “ความเป็นอีสาน” แบบนี้ มันส่งผลต่อการทำงานเขียนยังไงบ้างฮะ

มันสนุกนะ การได้มองต่างจากเส้นตรงที่เขาขีดมาจากศูนย์กลางเนี่ยะ มันสนุก มันท้าทาย เราจะเล่นกับมันยังไง ถ้าพูดในแง่ของการสร้างงานวรรณกรรมเนี่ยะ เราจะเอาอะไรมาอัดเข้าไปแล้วให้มันเห็นว่าไอ้ที่พูดมาน่ะ บางทีมันมีมากกว่านั้นอีก เรื่องของความเป็นอีสานหรือเรื่องประวัติศาสตร์อะไรก็ดี เราสามารถเล่นได้ มันรู้สึก ‘มัน’ ตรงนี้ไง

เราใส่เข้าไปกระจัดกระจายในงานเขียน อย่างในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่บอกว่ามีพระวอพระตามาเดินอยู่บนถนนอุปลีสานที่เมืองอุบลฯ เราอาจจะคิดต่างระดับกันกับคนที่เขียนหนังสือมาก่อนหรือคนปัจจุบันที่เค้าไม่มีความรู้สึกเรื่องความเป็นชาติพันธุ์ประวัติศาสตร์พวกนี้ เค้าก็เลยรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับไทย มันก็เลยไม่รับมุกกัน เวลาเราไปพูดเรื่องอีสานเรื่องลาวแล้วเค้าก็ไม่คิด เค้าก็ถือว่าเค้าเกิดเป็นคนไทย มันเป็นธรรมชาติของการหล่อหลอมกล่อมเกลา

คนรุ่นเก่าที่พูดถึงเนี่ยะพูดถึงใคร?

คนรุ่นก่อน รุ่น 2500 รุ่นลุงคำสิงห์ [คำสิงห์ ศรีนอก หรือ “ลาว คำหอม”-ผู้เขียน] เนี่ย ไม่มีนัยยะของพวกที่เรียกว่าลาว เพราะว่ามันเป็นคำที่ถูกห้ามไง โดยนัยยะของมันคือถูกห้ามนะ รุ่นของรมย์ รติวัน [ทวี เกตะวันดี ภูมิลำเนาจากจังหวัดเลย] เป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ หลังคณะสุภาพบุรุษของกุหลาบ สายประดิษฐ์ เค้าก็จะพูดถึงอีสานในแง่เรื่องสั้นเหมือนจริง พยายามที่จะเล่นกับปัญหาสังคม มันมีสำนึกของพวกมาร์กซิสต์อยู่ มันยังไม่มีคำว่าลาว

แล้วมันเป็นคำต้องห้ามโดยนัยยะของมัน เพราะว่าเรายังเห็นปัญหาของคำว่าลาวกับสยามอยู่ มันชัดเจน แล้วคนรุ่นนั้น อารมณ์ของเค้าเค้าไม่กล้าที่จะพูดนะ ลุงคำสิงห์ก็ไม่ได้เน้นความเป็นอะไรพวกนี้เลย ไม่มีเลย แต่ถามว่าในวงนี่จะพูดมั้ยน่าจะพูดอยู่ แต่ว่าในงานเขียนเอกสารจะไม่มีคำว่าลาว จะมีแต่คำว่าอีสานและคนที่อยู่ภาคอีสาน

ขนาดนั้นเลยเหรอฮะ

มันเป็นยาขมไง คำว่าลาวในยุคก่อน ปี 2516 มันเป็นยาขมมาก มันยังอยู่ในภาพเก่าเช่นว่า เค้าเปลี่ยนจากลาวเป็นอีสาน แล้วเครื่องมือของรัฐเนี่ยก็จะมีการตอกย้ำทีละจุดๆ เช่นเรื่องของกบฏผีบุญ ก็จะตอกย้ำผ่านกลไกอำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นคำว่าลาวอันตรายมาก ลึกๆ มันกลัวไง มันกลัวถูกฆ่าไง พูดตรงๆ มันเกิดความระแวงกัน จะพูดถึงกบฏผีบุญหรือสี่รัฐมนตรีอีสานที่ถูกสังหารนี่ มันจะโยงไปถึงคำว่าลาวไง เพราะว่ามันเป็นคำที่ยังขมอยู่

แล้ววิชาการตอนนั้นก็ยังไม่ต้องพูดถึงนะ เพราะว่าวงวิชาการในมหาวิทยาลัยช่วงนั้นก็ไม่มี ขอนแก่นไม่ทำอะไรเลย วิทยาลัยครูยิ่งไม่มี ต้องอีสานอย่างเดียว อีสานเทรดแฟร์ งานอะไรที่วิทยาลัยครูมหาสารคามก็จะพูดถึงอีสานอย่างมากเลย ก็สรุปว่ามันเป็นคำที่ถูกใช้อย่างสะเปะสะปะอยู่นะคำว่าอีสาน

แต่ก่อนคนรุ่นเก่า รุ่นตั้งแต่รมย์ รติวัน มาถึงคำสิงห์ ศรีนอก ก็จะหลีกที่จะพูดถึงเรื่องพวกนี้ คนพวกนี้เข้ากรุงเทพฯ เป็นนักหนังสือพิมพ์ แล้วก็มีสายสัมพันธ์กับพวกคนกรุงเทพที่มาจากทั่วสารทิศ ทั้งใต้ทั้งเหนือทั้งอีสานก็จะมาชุบตัวเองมาแปลงตัวเอง อยู่ตรงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐบ้างอะไรพวกนี้บ้าง

นี่คือวิจารณ์เขาหรือเปล่า?

ไม่เคย ไม่เคยวิจารณ์ แต่อย่างนี้ คือมันรู้สึกว่าเค้าไม่พูดไง เรารู้สึกมาตลอด ก็เลยพยายามหาเหตุผลไงว่าทำไมเค้าไม่พูดถึงความเป็นลาว ก็เพราะมันเป็นอย่างงี้ไง มันเป็นเรื่องที่ว่า “ลาว” มันเป็นคำขมอยู่ มันมีนัยยะที่อันตรายอยู่ พูดง่ายๆ ว่าเค้ากดไง รัฐนี้จะกด การสร้างยุทธศาสตร์ต่อสู้พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเนี่ย มันก็เอาฐานคิดของความเป็นลาวนี่แหละมาเป็นตัวตั้งเลย ว่าไม่ได้เลยถ้าปล่อยไว้ ลาวจะต้องเข้ามา

อย่างในหนังสือเล่มนึง เป็นหนังสือพระราชทานเพลิงศพพลเรือนตำรวจทหาร (พตท.) ร่วมกัน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เค้าทำหนังสือเล่มหนาพูดถึงชัยชนะต่างๆ ของทุกเขตที่มีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แล้วก็จะมีรูปจิตร ภูมิศักดิ์ เขียนว่าจิตรภูมิศักดิ์เป็นหัวหน้าโจร ใช้คำนี้เลยนะ นั่นคือการตอกย้ำไง แล้วก็จะโยงไปว่าเป็นต่างชาติไง คำว่าลาวในหนังสือเล่มนี้เป็นต่างชาติไง นี่คิดดูสิ

ถึงทุกวันนี้คำว่าลาวก็ยังเป็นต่างชาติอยู่ใช่ไหมฮะ?

ก็เป็นต่างชาติ นั่นแหละ คือมันไปเชื่องตามระบบสังคมไทย พอไปๆ ปั๊บมันติดเรื่องคำว่าความเป็นไทย ไปติดคำว่าอีสาน พอติดคำว่าไทยอีสาน มันก็ข้ามไปไม่ได้ มันถึงข้ามไปไม่ถึงลาว คำว่าลาวมันซ่อนอะไรไว้เยอะเลย

พระมหาผ่อง สะมาเลิก (2457-2558) อดีตสังฆราชส.ป.ป.ลาว ผู้สำเร็จการศึกษาเปรียญธรรม 6 ประโยคจากวัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ มีภูมิลำเนาอยู่ที่อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ได้เข้าร่วมการปฏิวัติลาวกับเจ้าเพ็ชรรัตน์ตั้งแต่ปี 1946 [พ.ศ. 2489]

คำว่าลาวซ่อนอะไรไว้ฮะ?

ซ่อนพลังของความเป็นมนุษย์ไว้ไง ถึงแม้มันจะถูกเหยียบย่ำดูถูกอะไรก็ตามมันก็ยังอยู่ได้ แล้วปฏิวัติลาวมันมีภาพนึง ตอนพรรคคอมมิวนิสต์ลาวเข้าเวียงจันทน์ 2 ธันวา 1975 [พ.ศ. 2518] มีพระอยู่รูปนึงยืนอยู่ด้วย แต่มารู้ทีหลังว่าเป็นประธานคณะสงฆ์ลาว พระมหาผ่อง สะมาเลิก ที่เป็นคนตระการพืชผล [อำเภอในจังหวัดอุบลราชธานี-ผู้เขียน] แล้วไปเรียนที่วัดเบญจมบพิตร แล้วไม่รู้เป็นยังไงได้ไปอยู่เวียงจันทน์ พอถึงยุคปฏิวัติ เค้าก็ใช้วัดใช้พระเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหว เป็นคนตระการพืชผลนะ ไม่ธรรมดา แต่ถามว่าในสังคมไทยมีคนพูดถึงมั้ย ไม่หรอกฮะ เพราะคุณต้องการสลายพลังของความเป็นลาวไง

ง่ายๆ คือเราข้ามพรมแดนของคำว่าอีสาน แล้วเราก็จะเห็นอะไรพวกนี้ไง แล้วก็เอามาเล่นล้อได้ เราข้ามฝั่งไปแล้วเราก็จะเห็นอะไรเยอะกว่านี้ แต่เราไม่ยอมข้ามไง งั้นมึงก็ยืนอยู่ตรงนี้แหละกูข้ามคนเดียวก็ได้

แล้วบางทีมากระแนะกระแหนเราอีกว่าทำไมต้องพูดถึงความเป็นลาว อ้าวมันก็ต้องพูดถึงสิ น้องๆ บางคนก็ไม่เข้าใจหรอก เค้าไม่ไปไหนมาไหนไง เค้าไปจ่ออยู่แค่ที่ว่าต้องส่งงานไปตีพิมพ์ คือเราเริ่มต่อต้านลักษณะการไปสัมผัสกับพวกกรุงเทพฯ มันไปฟอกตัวเอง มันไปเปลี่ยนตัวเองให้กลมกลืนไง แล้วเรารู้สึกตอนอายุ 27-28 เราถอยแล้ว แต่พวกนี้จะสามสิบสี่สิบแล้วก็ยังไม่ถอยไง แล้วจะไปคุยกันทำไม มันไปไม่ทันเราไง อันนี้ชัดเจนมั้ย คือเลิกพูด ก็พูดอยู่เรื่องเดียว ตีพิมพ์บ้าง แล้วก็รางวัลนั้นรางวัลนี้ ซีไรต์บ้าง มันยังอยู่ที่เดิม เพราะมันยังคิดอยู่ว่าต้องเข้ากรุงเทพฯเนี่ย มันเลยพูดกันไม่ได้

คืออย่างงี้ มันแปลกนะที่ว่า แต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่ยุคสุภาพบุรุษมา พวกคนอีสานกลุ่มนึงเนี่ย ก็จะเข้าไปชุบตัวอยู่ตรงนั้นแหละ ไปเป็นคนกรุงเทพฯ งานเขียนก็จะละลายอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไป

พอจะยกตัวอย่างคนลาวฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ละลายอัตลักษณ์ของตัวเองได้ไหมฮะ?

คนที่เข้าไปชุบตัวเนี่ยเยอะนะ ประยอม ซองทอง เป็นคนนครพนม ไปเรียนอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แล้วไปแต่งงานกับชนชั้นสูงในสังคมไทย หรืออย่าง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หนิ บ้านที่สุพรรณบุรีเต็มไปด้วยลาวโซ่งนะ ลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ซำเหนือ เชียงขวาง ถูกกวาดต้อนมา คนเหล่านี้ก็จะเข้ามาหลอมรวมกลืน

วสิษฐ์ เดชกุญชร เป็นจุดใหญ่เลย จากอุดรธานี เป็นนักเรียนที่ได้ทุนพระราชทาน แล้วก็เป็นตำรวจราชสำนัก เพราะฉะนั้นงานเขียนของเค้าก็จะเขียนอธิบายความชอบธรรมของตำรวจของโครงสร้างของการฆ่าคอมมิวนิสต์โดยตรง

ประเสริฐ จันดำ (2488-2538) นักปฏิวัติและกวี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เติบโตที่ จ.บุรีรัมย์และกรุงเทพฯ เข้าร่วมการพัฒนาหมู่บ้านซับแดง กับสมคิด สิงสง ที่อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ภาพ: ทางอีศาน ฉบับที่ 43 ประจำเดือนกันยายน 2558

แล้วมีนักเขียนที่ไม่เป็นลักษณะนี้บ้างไหมฮะ?

ถามมีใครที่ไม่อย่างงี้บ้าง ที่ไม่เหมือนวสิษฐ์ เดชกุญชร รมย์ รติวัน ลุงคำสิงห์ก็ก้ำๆ กลางๆ ก็จะมีนักเขียนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมละลายอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตัวเองลงไป อย่างประเสริฐ จันดำ รับแนวคิดมาร์กซิสต์มาเต็มที่ เข้าไปลึกมาก คนจะไม่ค่อยพูดถึงพี่เสริฐในประเด็นนี้นะ จะพูดถึงหนังสือที่เขียนมากี่เล่ม แล้วก็ชอบกินเหล้า … แต่ว่าพี่เสริฐเนี่ย ถ้าพูดถึงตั้งแต่ระยะ 2500 เป็นต้นมา งานของเขาไม่ใช่งานของผู้ดี ไม่ใช่งานของปัญญาชนหรือคนในเมืองที่เขียนถึงไง ไม่มีลักษณะของปัญญาชนที่เกิดในเมือง

แล้วมันก็มีอีกพวกนึงนะที่หลีกหนีไปเลย พวกที่เขียนในนิตยสารเริงรมย์อย่าง “บางกอก” แต่พวกนี้จะพูดถึงลาวเขมรส่วย อย่างวิสิฏฐ์ ทุมมานนท์ ผู้ใช้นามปากกาว่า “เทอด ธรณินทร์” หรืออย่างจารึก ชมภูพลเนี่ย เขียนนิยายเรื่องส่วยสะท้านแผ่นดิน ถึงจะเขียนในนิตยสารป๊อปปูล่าเน้นเรื่องบู๊ แต่ว่ามันมีวาทกรรม มีคำเกี่ยวกับเครือญาติชาติพันธุ์และอัตลักษณ์อยู่เยอะกว่าคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์เป็นปัญญาชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ นะ พวกนี้มันแทงกั๊กไง มันไม่มีความกล้าหาญเพียงพอ มันปฏิวัติไม่ได้ มันขบถไม่ได้

แต่ไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่ารมย์ รติวัน นะ แต่พวกอยู่ใน “บางกอก” เนี่ยยังเสนอภาพของความเป็นคนท้องถิ่นที่มีความรู้สึกนึกคิดกว่าเยอะเลย

จุดเปลี่ยนที่ทำให้หันออกจากกรุงเทพฯ ไปสู่แม่น้ำโขงเริ่มตรงไหน

จุดแรกๆ จริงๆ ตั้งแต่สมัยมัธยมต้นแล้ว เมื่อก่อนก็คือว่าทำไมเรามาบ้านแม่พูดผู้ไท มาเลิงนกทา [จ.ยโสธร] พูดผู้ไท คนเรียกเราว่า “บักร้อยเอ๋ด บักร้อยเอ๋ดมาแล้ว” ไม่เรียกชื่อเรานะ แต่พอไปบ้านพ่อพูดลาว อ้าว ทำไมมันไม่เหมือนกัน พอไปโรงเรียนเค้าบอกว่าเราเป็นคนไทย ร้องเพลงชาติ แล้วก็ให้ท่องสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี เราสงสัยมาตลอด แต่ภูมิเราไม่ถึงไง มันเป็นอย่างนี้แหละ

แล้วไปได้ภูมิความรู้เรื่องเครือญาติชาติพันธุ์ตอนไหนกัน

มาเข้าใจมากเมื่อไปอ่านประวัติศาสตร์ฉบับของลาว เมื่อก่อนเราก็อ่านประวัติศาสตร์ฉบับของกระทรวงศึกษาธิการ ใช่มั้ย เราเห็นการพูดฝ่ายเดียวไง เรารู้สึกอยู่ว่าเอ๊ะทำไมมันไม่มีอะไรดีเลยพวกประเทศเพื่อนบ้านเนี่ยะ มันรู้สึกว่ามันผิดหมดเลยน่ะ

ปี 2545 เริ่มไปศึกษาท้าวฮุ่งท้าวเจือง เราถูกบังคับให้อ่านลิลิตพระลอ ขุนช้างขุนแผน ปรากฏว่าบางสิ่งบางอย่าง โดยเฉพาะคำ เราก็รู้สึกว่าภาษาเนี่ยะ มันจะอธิบายชาติพันธุ์เลยใช่มั้ยล่ะ เริ่มอ่านวรรณคดีลาวเลย อ่านทุกเล่มในห้องสมุด ม.มหาสารคาม อ่านแบบเหมารวมนะดูว่ามันมีอะไร เราไม่ได้อ่านเพื่อบอกว่าอันไหนดีอันไหนผิดอันไหนถูก เราอ่านเพื่อจะเล่นกับมัน

พอไปอ่านประวัติศาสตร์ลาว ดูปัญญาชนลาวฝั่งขวาฝั่งซ้าย เราเลยสืบค้นไปเรื่อยๆ เรื่องเจ้าอนุวงศ์ เรื่องกบฏผีบุญ เรื่องความสัมพันธ์เจ้าลาว-สยาม มันก็เลยเห็นข้อเท็จจริงหมดเลย เราไปดูตัววรรณกรรมเก่า ดูวรรณกรรมต้องดูคำนำด้วย อย่างของเล่มสังข์ศิลป์ชัยของส.ป.ป.ลาว คำนำเขาจะเน้นเรื่องสืบต่อทอยอด [สืบทอด-ต่อยอด] อ่านแล้วเห็นสายตรงเลย น่าทึ่งมาก แต่เราเองไปพูดอย่างนั้นไม่ได้ แม้กระทั่งตัวอักษรเราก็ยังต้องใช้ภาษากรุงเทพฯ อยู่เลย

อย่างเราไปดูคำนำต่างๆ ของมหาสิลา วีระวงส์ เค้าก็จะออกหมัดไง เค้าจะพูด “แย็บ” อยู่ในคำนำตลอด เขาไม่เคยแสดงตัวว่าเขามาจากร้อยเอ็ดนะ

อ่านประวัติศาสตร์กับวรรณคดีของสองฝั่งโขงแล้วได้คิดยังไงบ้างฮะ

มันทำให้เราคลี่คลาย เราถูกครอบงำให้เข้าใจว่าไทยเป็นศูนย์กลางความยิ่งใหญ่หมด มันก็นำเรามาสู่สำนึกบางอย่างว่า ประเด็นแบบนี้เราก็เล่นด้วย มันเลยเกิดความท่าเอียง [ความโน้มเอียง] มาทางนี้

จนเกิดอาการปฏิเสธ เรียกว่าขิว [เหม็นหน้า] วิธีคิดของวิชาการไทยก็ว่าได้ นักวิชาการไทยส่วนใหญ่ไม่กล้าไปสปป.ลาว เพราะกลัว สุมหัวพูดแต่เรื่องอีสาน ฮีต 12 คอง 14 [จารีตประเพณีที่คนลาวอีสานถือกัน] จนกระทั่งอรรถ นันทจักร์ ตั้งศูนย์อินโดจีนศึกษาเมื่อปี 2535-2536 ก่อนหน้านั้นผมก็เริ่มสนใจเรื่องลาวแล้ว ไปถามหาแล้วไม่มี เริ่มมองแล้วว่าพวกมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือของรัฐชาตินิยมแล้ว

แต่ในลุ่มน้ำโขงก็มีชนชาติอื่นๆ ที่ถูกชนชาติลาวกดขี่มาเหมือนกัน?

พี่ฟอน ฝ้าฟาง [วีระ สุดสังข์-ผู้เขียน] เคยพูดกับผมสองครั้งว่า “มันไม่ได้มีแค่ลาวนะ” ส่วนอาจารย์จารุวรรณ ธรรมวัตร ก็เคยพูดแบบคมมากเลย ตอนอภิปรายคราวเรียนว่า ชัชวาลย์คุณพูดถึงแต่ความเป็นลาว เห็นแต่ความสวยงามของลาว มันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด และมันก็ไม่ได้มีแค่ลาว พูดเหมือนพี่ฟอนเลย

สองประโยคนี้มีอิทธิพลมากทำให้เราได้ฉุกคิด มันก็เลยทำให้พี่ไปดูของจริงเหมือนกัน เราเดินทางไปลาว ไปฟังเสียงฟังวิธีคิดของเขา แล้วเราก็ได้เห็นว่ามันไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงามจริงๆ การปฏิวัติลาวก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย เพราะฉะนั้นไม่มีสิ่งไหนสมบูรณ์ มันก็จริง คำว่าลาวมันก็ไม่ได้สวยงามเสมอไป แต่เรามองในเชิงสุนทรียภาพไงฮะ

อาจจะเป็นอิทธิพลความเพ้อฝันของความคิดก็ได้ การปฏิวัติจากที่ได้รู้มาจากคิวบา จากเวียดนาม เราไม่ใช่มาร์กซิสต์ แต่เราก็คิดเรื่องการปฏิวัติ คือเรามองว่าอีสานไม่ใช่ไทย แต่ถ้าจะให้ไปแบ่งแยกดินแดน มันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันถูกฝังไปหมดแล้ว สู้แยกดินแดนไม่ได้ แต่เราต่อสู้ในเรื่องอำนาจทางวรรณกรรม ไปสู้ทางความคิด เป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

การได้ไปลาว ส่วนนึงมันก็ไปตอกย้ำสำนึกเราไง เราเป็นลาว เพราะเราไปอ่านประวัติศาสตร์แล้วเราถูกกด เราก็เลยพยายามที่จะดีดตัวขึ้นมา พยายามแสดงความเป็นเราในมุมนี้ เพราะว่ามีศักดิ์ศรีไง ไปกรุงเทพฯเค้าบอกเป็นลาวอีสาน ไปเวียงจันทน์เค้าบอกเป็นไทย เราก็เลยต้องบอกตรงๆ อย่างนี้แหละ

วรรณกรรมของประเทศลาวตอนนี้ก็ตกในวงวันมาร์กซิสต์หรือเปล่า?

แย่กว่าของไทยอีก พวกนี้ตอนแรกก็เขียนสัจนิยม แล้วมาถูกครอบงำโดยทฤษฎีมาร์กซิสต์ ไปไม่ถึงความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรม

มีข้อสังเกตอยู่อย่างนึงว่า ของลาวเนี่ย พวกที่เป็นปัญญาชนปฏิวัติ งานของรุ่นปฏิวัติที่เขียนได้ อย่าง ส. บุบผานุวง คนเขียนนวนิยาย เรื่องฟองแม่น้ำของ เป็นคนจากเดชอุดม [อำเภอในจ.อุบลราชธานี] รุ่นนั้นจะเข้มข้นมาก คือพวกนี้ก่อนนั้นจะเขียนนิยายแบบว่า มาสายตรงไง เขียนสัจนิยมธรรมดา แต่มาถูกครอบงำโดยทฤษฎีมาร์กซิสต์มาก มันเสียหลักเลย แต่บางทีเราอาจจะเอาความเป็นไทยของเราไปครอบเขาแล้วตัดสินก็ได้ เขาอาจจะมีความยิ่งใหญ่บางอย่างอยู่

เหมือนไทยไง มันถูกครอบด้วยสัจนิยม อย่างพี่วัฒน์ วรรลยางกูร ก็เหมือนกัน ทั้งที่ควรจะสร้างงานที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ไม่ได้ว่าพี่วัฒน์นะ มันก็เลยน่าเสียดายว่านักเขียนอีสาน นักเขียนลาวฝั่งขวา ก็ไปตกอยู่ในวังวนของมาร์กซิสต์เนี่ย มันก็เลยไปไม่ถึงไง อย่างพี่สมคิด สิงสง เนี่ยก็เหมือนกัน ไปไม่ถึงจุดหมายของวรรณกรรมสังคมนิยม ด้วยบริบทและปัจจัยหลัง 66/23 ที่เป็นตัวลดทอนด้วย

ไปไม่ถึงจุดหมายไหน? ความยิ่งใหญ่ทางวรรณกรรม?

ใช่ๆ มันสร้างตัวบทไม่ได้ เพราะมันไปคาแนวคิดมาร์กซิสต์ ทั้งหนีจากเจ้าหน้าที่ มันเป็นบรรยากาศของชีวิตช่วงนั้น พูดตามตรงคือมันจัดระบบความคิดไม่ได้ เรานี่ถือว่าโชคดี ถ้าเราเกิดช่วงนั้นเราอาจจะเขียนหนังสือไม่ได้ก็ได้ ถ้าเข้าป่าใช่มั้ย พอเข้าป่ามันเป็นอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก ไปปฏิวัติแล้วก็ได้ไปลาว ไปปักกิ่ง ไปซำเหนือ ไปดูบรรยากาศการจัดตั้งของพวกเจ้าสุภานุวงศ์ เค้าเล่าให้ฟังนะ ก็รู้สึกยิ่งใหญ่มาก ปรากฏว่าแม่งไม่เขียนหนังสือเลย ขอโทษนะ

แล้วมันน่าจะมีวรรณกรรมแบบเข้มๆ ที่มันมีสำนึกความเป็นอัตลักษณ์ชาติพันธุ์การเมือง ซึ่งคนรุ่นนั้นยังไม่ถึงข้อมูลชัด มันถูกครอบอยู่ แต่เราเนี่ย เราเห็นปัญหา เราวิเคราะห์แล้วว่าพวกนี้มันไปไม่ถึงเพราะอะไร เราก็มาศึกษา เพราะมึงจะเดินตามกรุงเทพฯ มึงไม่มีทาง เขาบ่เหลียวเบิ่งมึงจักพอตา

แล้วทำยังไงถึงจะไม่ถูกครอบ?

มึงต้องออกมาไง ทำไงให้ไม่ถูกครอบ ก็ออกมาไง ตอบง่ายๆ ว่าออกมาจากตรงนั้น ออกมาจากความปลาบปลื้มว่า มันมีคอลัมน์ซุบซิบเยอะเลยนะในเนชั่น [หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น] กับในจุดประกาย [เซ็กชั่นในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ-ผู้เขียน] อะไรพวกนี้ พูดถึงนักเขียนว่าชัชวาลย์ไปทำอะไรที่ไหน ศิริวรไปทำอะไรที่ไหน พี่กนกพงศ์ไปทำอะไรที่ไหน รู้สึกดีใจนอนไปสามวัน แม่งไม่เขียนหนังสือเลย แค่มีข่าวลงตรงนั้น นี่ก็ครอบไง มันครอบงำ ซุบซิบกัน แค่เราไปกรุงเทพไปกินข้าวที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่สนามหลวง ก็เอาไปพูดกัน เราก็รู้สึกปลื้มว่ามีคนพูดถึง ทุกวันนี้พวกใหม่ๆ ก็เป็นนะ ไปจุ้มหัวกันอยู่แถวกรุงเทพฯ แล้วไม่เขียนหนังสือ

แสดงว่าตอนแรก เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน คุณชัชวาลย์ก็อยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย?

บรรยากาศเป็นแบบนี้ สมัยยุค 2530 ต้นๆ มันเพิ่งห่างจากคำสั่ง 66/23 คอมมิวนิสต์คืนเมืองมาไม่นาน มันยังบอกไม่ได้ว่าคนที่ออกจากป่ามาทำอะไร มันก็เริ่มมาตั้งหลักกันแล้วมารวมกลุ่มกันทำ “ลำน้ำมูน” บ้าง พวกภาคเหนือก็ “กาแล” ปักษ์ใต้ก็ “นาคร” แล้วมีการเปิดนิตยสารรายสัปดาห์เยอะเลย “ข่าวอาทิตย์” ของชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ส่วนปกรณ์ พงศ์วราภา ทำ “จีเอ็ม” โดยทำหน้ากวีให้ ขณะที่ ”วิทยาจารย์” ของคุรุสภา กระทรวงศึกษาฯ ในหน้ากวี อาจารย์คำหมาน คนไค ก็เคยไปคุมอยู่ช่วงนึง

คนเขียนหนังสืออย่างผมเนี่ยก็เริ่มใฝ่ฝันที่จะมีงานตีพิมพ์ไง การได้ตีพิมพ์ในนิตยสารกรุงเทพฯ มันยิ่งใหญ่มาก คือความรู้สึกมันยิ่งใหญ่มากถ้ามันผ่านบรรณาธิการ ค่าเรื่องก็แค่สามร้อยห้าร้อย

ค่าเรื่องนักเขียนน้อยเสมอต้นเสมอปลายเลย

มีคนเคยถามว่า “คุณปฏิเสธระบบราชการ แล้วคุณอยู่ทำไม? [รับราชการครู-ผู้เขียน]” ก็ตอบไปตรงๆ ว่า ก็อยู่เพื่อเอาเงินเดือนมาเขียนหนังสือ ถ้าไม่อยู่ ก็ไม่มีเงิน นักเขียนเขียนสิ่งที่ตัวเองอยากพูด แต่พูดไม่ได้

ก็เหมือนนักเขียนจำนวนหนึ่งที่ช่วงปี 2516 ถึงคำสั่ง 66/23 ก็ไปซ่อนในระบบราชการ มันก็ต้องเลี้ยงชีพ มันต้องทำงาน เราต้องเข้าใจเค้านะ ไม่ได้ว่า ไม่ใช่ไปด่า

 

อ่านครึ่งหลังของบทสัมภาษณ์พิเศษ “ชัชวาลย์ โคตรสงคราม” ว่าด้วยเบื้องลึกเบื้องหลังการก่อตั้งสมาคมนักเขียนแม่น้ำโขงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asia Mekhong River Writers Guild) และอุรังคธาตุอะวอร์ด ได้ที่นี่

แก้ไขข้อมูล วันที่ 22 กันยายน 2560: ร่างต้นฉบับของบทความนี้ ให้ข้อมูลผิดพลาดว่า “เทอด ธรณินทร์” เป็นนามปากกาของจารึก ชมภูพล ที่ถูกต้องคือ “เทอด ธรณินทร์” เป็นนามปากกาของวิสิฏฐ์ ทุมมานนท์

Peera Songkünnatham

พีระ ส่องคืนอธรรม เป็นนักเขียนและนักแปลจากเมืองศรีสะเกษ ประเทศสาธารณรัฐลาวล้านช้าง