ยกฟ้องจำเลยคนสุดท้าย ‘คดีบุกรุกป่าสงวนฯ’ สกลนคร – เหตุหลักฐานไม่เพียงพอ

จังหวัดสกลนคร – วันนี้ (18 พ.ย. 59) ศาลจังหวัดสกลนคร อ่านคำพิพากษายกฟ้องจำเลยบุกรุกป่าคนสุดท้าย “นายเก่ง มาตราช” ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพานและป่าดงกระเฌอ บ้านจัดระเบียบ จ.สกลนคร เหตุพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ไม่มีเพียงพอที่อ้างว่าจำเลยบุกรุกป่าสงวนฯ จริง

ภาพหลังจากศาลจังหวัดสกลนครพิพากษายกฟ้อง “นายเก่ง มาตราช” บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพานและป่าดงกระเฌอ จ.สกลนคร ภาพจาก ; นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา

ภาพหลังจากศาลจังหวัดสกลนครพิพากษายกฟ้อง “นายเก่ง มาตราช” บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพานและป่าดงกระเฌอ จ.สกลนคร ภาพจาก ; นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา

นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ทนายความผู้ดูแลคดีกล่าวว่า เหตุที่ศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้องในคดีนี้เนื่องจากศาลเห็นว่าทางอัยการและฝ่ายโจทก์มีพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะอ้างว่าจำเลยคือนาย เก่ง มาตราช บุกรุกป่าสงวนฯ รวมถึงพยานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ยืนยันกับศาลว่า ไม่เคยเห็นนายเก่ง มาตราช ในหมู่บ้านของตนมาก่อนเช่นกัน  

นายเก่ง มาตราช เป็นหนึ่งในชาวบ้านจัดระเบียบ 34 ราย ที่มีรายชื่อครอบครองที่ดินในป่าสงวนแห่งชาติดงชมภูพานและดงกระเฌอ โดยเป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีเป็นคนสุดท้าย แม้ว่านายเก่งจะมิได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ เพราะไปสร้างครอบครัวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจากการเป็นเกษตรกรรับจ้างกรีดยางพารา

หลังจากที่บิดาของนายเก่งถูกดำเนินคดีบุกรุกป่าสงวน นายเก่งจึงได้เดินทางกลับมาดูแลบิดาที่จังหวัดสกลนคร หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนายเก่ง ขณะที่นายเก่งเติมน้ำมันที่ร้านค้าในหมู่บ้านจัดระเบียบ เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 โดยอ้างหมายจับในข้อหาบุกรุกป่าสงวน และปรากฏในสำนวนฟ้องด้วยว่า นายเก่งหลบหนีการจับกุม

ทั้งนี้ คดีของจำเลยอีก 33 รายได้มีการพิจารณาคดีไปเรียบร้อยเกือบหมดแล้ว ในรายที่ขอต่อสู้คดี ศาลได้พิพากษายกฟ้อง 3 ราย เนื่องจากมีหลักฐานว่าทำงานอยู่พื้นที่อื่นและกำลังศึกษา ส่วนรายที่รับสารภาพ ถูกตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา 11 ราย จากรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

นายวิบูลย์ กล่าวว่านายเก่ง มาตราช เป็นคนที่ห้า ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ปัจจุบันยังมี 3 คนยังรับโทษอยู่ในเรือนจำ ส่วนที่เหลือมีสองกรณี คือกลุ่มที่พ้นโทษจำคุกแล้ว และกลุ่มที่รับสารภาพซึ่งกำลังรอลงอาญา

สืบเนื่องจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศ นโยบายทวงคืนผืนป่าทั่วประเทศ ผ่านการบังคับใช้คำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และคำสั่ง 66/2557 เกี่ยวกับการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่า ประชาชนผู้ถือครองพื้นที่ป่าไม้ เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดิน ต้องย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าวตามวันเวลาระบุ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จะถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยเฉียบขาดเสมือนหนึ่งผู้บุกรุก บ้านจัดระเบียบ ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งผู้อาศัย 30 กว่ารายได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยอ้างว่าพวกเขาได้เข้ามาครอบครองและจับจองพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดิน จนนำมาสู่การสนธิกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามารุกไล่ตัดต้นยางพาราของชาวบ้านเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา

หลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ชาวบ้านที่ทำกินอยู่มาลงชื่อเพื่อพิจารณาออกเอกสารสิทธิ ในขณะที่เขารับจ้างกรีดยางอยู่ภาคใต้ ภายหลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้นำรายชื่อดังกล่าวเข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวนฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 นายเก่งได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามที่ตำรวจมีหมายเรียก และได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน แต่เมื่อตำรวจส่งสำนวนคดีให้อัยการ ไม่ปรากฏชื่อของนายเก่งในสำนวน

อย่างไรก็ตาม คดีของชาวบ้านจัดระเบียบถูกชะลออยู่ในชั้นอัยการเนื่องจากชาวบ้านได้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมไว้ จนกระทั่งมีการเร่งรัดการดำเนินคดีหลังการประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลเมื่อเดือนตุลาคม 2557 ซึ่งก็ไม่มีชื่อนายเก่งเป็นจำเลยเช่นกัน ต่อมา ในห้วงเวลาปราบปรามผู้มีอิทธิพลและสางคดีค้างเก่าตามนโยบายรัฐบาล