อีสานโพ้นทะเล: พ่อเดช เวลาแปรผันตามสถานที่

“ไปในประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราเดือนหนึ่งเท่ากันกับปีหนึ่ง ในประเทศที่เจริญกว่าเราปีหนึ่งผ่านไปแป๊บเดียว สิบกว่าปีมันผ่านไปไม่นานสักนิด” นายเดช  กิ่งแก้วกัลยา หรือ ‘พ่อเดช’  ชายร่างเล็กผมสีขาวแซมผมดำเต็มหัว  อายุอานามย่างเข้าปีที่ 60 กล่าว ณ บริเวณเถียงนาริมลำน้ำ ‘ห้วยเสือเต้น’ ล้อมรอบไปด้วยไร่อ้อยสุดสายตา ใกล้เคียงมีโคนมกว่าสิบตัวอยู่ในคอกที่แกเรียกว่าฟาร์ม   ปัจจุบันพ่อเดชประกอบอาชีพเกษตรกร ที่บ้านสีดงเค็ง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น หลังจากก่อนหน้านี้ได้ผ่านชีวิตการทำงานในต่างแดนมาเกือบหนึ่งในสามของชีวิต ทั้งในประเทศตะวันออกกลางอย่างอิรักและแดนอาทิตย์อุทัยอย่างประเทศญี่ปุ่น

img_2025

ฟาร์มโคคมขนาดเล็กของพ่อเดช ที่ทดลองเลี้ยงโคนมเพื่อขายเป็นโคเนื้อ โดยได้ความรู้เรื่องการดูแลจากประสบการณ์ในนางาซากิประเทศญี่ปุ่น

เผาไร่-ไปต่างอีรัก

สมัยเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว พ่อเดชทำไร่อ้อยที่มีอยู่กว่าร้อยไร่ แรกๆ ก็ได้เงินดี ในปี 2523 อยู่ที่ตันละ 650 บาท ซึ่งพ่อเดชเก็บเกี่ยวผลผลิตได้กว่า 300 ตัน แต่แล้วในปีเพาะปลูกต่อมาคือ พ.ศ. 2524 ราคารับซื้ออ้อยกลับปรับตัวลดลงเรื่อยมาจนมาถึง 250 บาทต่อตันในต้นปี พ.ศ. 2525 หลังจากทดลองเก็บเกี่ยวอ้อยได้ประมาณสามไร่  ก็พบว่ายิ่งเกี่ยวมากเท่าไหร่ยิ่งไม่คุ้มทุนที่ลง  ทั้งยังขาดทุนไปมาก ทำให้พ่อเดชจำใจต้องเผาไร่อ้อยของตนเองกว่าร้อยไร่ทิ้งไป “อ้อยเป็นร้อยไร่เผาทิ้งหมด เลยตัดสินใจว่าจะไปต่างประเทศให้ได้  ตอนนั้นก็มีหนี้อยู่สี่ถึงห้าหมื่น ตามค่าเงินตอนนั้นถือว่าสูง”

พ่อเดชจึงตัดสินใจเข้าไปในตัวเมืองขอนแก่นเพื่อสมัครงานไปต่างประเทศ ซึ่งมีตัวแทนของบริษัทของประเทศสเปนที่รับเหมาสร้างโรงพยาบาลประกาศหาคนงานอยู่ โดยพ่อเดชได้งานเป็นคนทำความสะอาดในแค้มป์คนงานไทย

โรงพยาบาลที่บริษัทนี้สร้างนั้นอยู่ที่ประเทศอิรัก ในเมืองชายแดนติดกับประเทศอิหร่าน พอดีกับช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ซึ่งปะทุดุเดือดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2523

“ตอนนั้นคิดว่าจะให้ไปทำงานอะไรก็ได้ขอให้ได้ไป  ตอนนั้นต้องได้เผาอ้อยกินแล้วไง  ไปถึงใหม่ๆ คืนแรกนอนไม่หลับเพราะได้ยินเสียงระเบิดลง คืนที่สองหลับบ้างไม่หลับบ้าง เพราะคิดถึงแต่เรื่องหนี้สินทางบ้าน”  เหตุการณ์ความไม่สงบจากสภาวะสงครามอิรัก-อิหร่านในขณะนั้น  ยิ่งเพิ่มความอยากลำบากในการใช้ชีวิตของพ่อเดชและคนไทยคนอื่นๆ ในแคมป์อย่างมาก หลายครั้งต้องย้ายไปทำงานในไซต์งานอื่นๆ ชั่วคราวหรือกระทั่งต้องกลับมาประเทศไทยชั่วคราวในช่วงที่สถานการณ์สงครามปะทุหนัก  ส่งผลให้การทำงานต้องยืดเยื้อไปถึงสี่ปี จากที่เดิมที่ทำสัญญากับทางบริษัทเพียงแค่หนึ่งปีกับหกเดือน

ในช่วงเดือนแรกพ่อเดชทำงานในส่วนทำความสะอาดในแค้มป์คนงานตามที่ได้รับมอบหมายตามสัญญา  แต่ต่อมาจึงได้ไปรู้จักถูกชะตากับคนของบริษัทที่จัดการแค้มป์หรือที่รู้จักกันในตำแหน่ง “แค้มป์บอส” ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน  ทำให้ได้ย้ายเข้ามาทำงานในครัว  “แต่ไม่ได้ทำอาหารอยู่ครัวนะ เขาสอนให้ออกตลาดจ่ายกับข้าว ไปไปรษณีย์รับตรวจสิ่งของ  พ่อก็ทำช่องเก็บจดหมายแยกรายคนไว้ ก่อนทานข้าวทุกคนจะต้องแวะมาชมว่ามีจดหมายจากประเทศไทยมาถึงตนไหม”

แรงงานอีสานในอิรักการปรับตัวในภาวะสงคราม

ด้วยความที่ประเทศอิรักตอนนั้นถดถอยจากสงครามตัวแทนอันยืดเยื้อของมหาอำนาจยุคสงครามเย็น เทคโนโลยีการสื่อสารที่ใช้ได้ขณะนั้นจึงมีแค่จดหมายสองฉบับต่อเดือน  อีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญอีกอย่างของพ่อเดชคือการติดต่อประสานงานกับแค้มป์คนงานไทยของบริษัทอื่นที่ใหญ่กว่าเพื่อขอยืมภาพยนตร์มาเปิดให้คนแค้มป์ดู “บังเอิญเหมือนกันที่ไปถูกชะตาของแค้มป์บอสของบริษัทเยอรมันที่รับเหมาสร้างถนนอีก  เขาให้เลือกเลยว่าจะเอาหนังเรื่องอะไรส่วนมากก็เป็นหนังไทยนี้หละดูทุกวันศุกร์”

พ่อเดชนั่งขัดสมาธิอยู่เถียงนาเล่าย้อนอดีตในสมัยที่เป็นหนุ่มอายุ 26 ปี  ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ  ระหว่างรอท่านอาหารเย็นที่แม่สุภาพร ภรรยาของแกปรุงอยู่อีกมุมของเถียงนา ในแค้มป์ที่พ่อเดชทำงานอยู่มีแต่คนไทย เพราะทางบริษัทชื่นชอบในฝีมือของแรงงานไทย  ในหมู่คนงาน 126 คน เกือบครึ่งหนึ่งเป็นคนอีสานรองลงมาเป็นคนภาคเหนือ คนส่วนใหญ่ที่ต้องมาอยู่ประสบปัญหาเรื่องการเงินเช่นเดียวกันหมด “กินลาบกินน้ำพริกเหมือนกันนี้หละ” พ่อเดชเล่าถึงอาหารที่ปรุงรับประทานกันภายในแค้มป์ซึ่งก็เป็นเมนูอาหารไทย  แต่ที่แตกต่างออกไปคือวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารนั้นไม่เหมือนกัน  โดยพ่อเดชมีหน้าที่ในการชิมรสชาติอาหารและจัดเมนูอาหารในแต่ละวันไม่ให้ซ้ำกันในหนึ่งสัปดาห์  “ในนั้นก็มีเครื่องเทศของเขาแต่มันไม่ถูกปากคนไทย มันก็ต้องดัดแปลงกันไป  ก็กินอะไรแบบบ้านเรานั้นหละเพียงแต่เครื่องปรุงมันอาจขาดหน่อย”

เงินเดือนของพ่อเดชในช่วงที่อยู่ใต้สัญญาว่าจ้างอยู่ที่ประมาณ 7,000 ถึง 10,000 บาท ไม่รวมการทำงานล่วงเวลา ซึ่งถือว่าสูงในสมัยนั้น (เมื่อปรับค่าเงินตามอัตราเงินเฟ้อแล้วเทียบเท่ากับประมาณ 20,000 ถึง 29,000 บาทในปัจจุบัน) ภายหลังหมดสัญญาหากทำต่อเงินเดือนก็จะเพิ่มสูงถึงกว่า 15,000 บาทขึ้นไป (เทียบเท่ากับ 43,500 บาทในปัจจุบัน) โดยทางบริษัทเป็นผู้จัดการเรื่องเงินเดือนให้ทั้งหมด โดยหัก 75% ของเงินเดือนส่งกลับไปให้ทางบ้านที่เมืองไทยเป็นค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และแบ่ง 25% เป็นเงินสกุลดีนาร์อิรักเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะเงินสกุลดีนาร์อิรักในตอนนั้นแทบจะไม่มีค่าเมื่อนำออกไปใช้นอกประเทศอิรัก

4 ปีที่ทำงานในอิรักทำให้หนี้สินที่มีในประเทศไทยหมดไปได้ และใช้เงินส่วนที่เหลือไปในการสร้างบ้านที่ต้องหยุดชะงักในช่วงที่ขาดทุนจากการทำไร่อ้อย จนทำให้สามารถสร้างบ้านใหม่ให้กับตนและภรรยาที่เพิ่งได้บินกลับไปแต่งงานกันในช่วงเวลานี้  เวลาสี่ปีในอิรักในความรู้สึกของพ่อเดชเหมือนแสนนาน เพราะแทบไม่ได้ติดต่อกับครอบครัว

สู่ฟาร์มโคนมแดนอาทิตย์อุทัย

หลังจากกลับมาอยู่ประเทศไทยในปี 2530 พ่อเดชกลับมายึดอาชีพเกษตรกรดังเดิมโดยมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวเป็นลูกชายอีกสองคน  เกือบเก้าปีให้หลังในปี 2538 ชีพจรก็ลงเท้าอีกครั้ง คราวนี้เป็นประเทศสุดทันสมัยอย่างญี่ปุ่น พ่อเดชเกิดสนใจที่ไปทำงานต่างแดนอีกครั้งจากคำบอกเล่าชักชวนของคนบ้านเดียวกัน ผู้ที่เคยอยู่อิรักมาด้วยกัน แล้วได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นต่อก่อนกลับมาพักผ่อนที่บ้าน  เขาได้ชักชวนพ่อเดชให้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วยกัน

“ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะไม่ไปอีก เราก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินอะไร แต่คือพ่อทำอะไรอยู่บ้านไม่ค่อยขึ้น มันเป็นวิถีของเราแล้วที่ต้องไปเมืองนอก” ช่วงแรกพ่อเดชยังไม่ได้มีความสนใจอะไรเพราะยังไม่มีหนี้สินให้เป็นภาระ แต่ด้วยความที่การกลับมายึดอาชีพเกษตรกรอีกครั้งของพ่อเดชไม่ค่อยราบรื่นเสียเท่าไดและลูกทั้งสองคนเริ่มโตเข้าวัยเรียนแล้ว บวกกับค่าแรงที่ค่อนข้างสูงในญี่ปุ่นเป็นแรงจูงใจ จึงเป็นปัจจัยที่พ่อเดชตัดสินใจเสี่ยงโชคเดินทางไปดินแดนปลาดิบ

เข้าเมืองปลาดิบแบบดิบๆ

เพื่อนของพ่อเดชที่ชักชวนเข้าไปญี่ปุ่นเป็นผู้ใช้แรงงานไทยกลุ่มแรกๆ ที่ลักลอบเข้าไปทำงานในญี่ปุ่นด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งหลังจากนั้นทางการของประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มเข้มงวดกับการตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น  การเข้าเมืองจึงต้องใช้ตัวกลางที่เรียกว่า “ม้า” ซึ่งเป็นนายหน้าจัดการทุกอย่างให้สามารถเข้าเมืองได้  ตั้งแต่การเดินทางไปจนถึงหาพาสปอร์ตให้ใช้สวมสิทธิ  “พาสปอร์ตที่พ่อซื้อมาในราคาแปดหมื่นบาท หน้าไม่เหมือนพ่อสักนิด” นั่นคือปฏิกิริยาของพ่อเดชเมื่อแรกเห็นพาสปอร์ตราคาแพงที่ซื้อมา บวกกับค่าตอบแทนให้ม้ารวมกว่า 250,000 บาท

การเดินทางเริ่มต้นด้วยการต้องเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาก่อนเพราะไม่สามารถเข้าญี่ปุ่นโดยตรงได้  โดยไปพักอยู่ที่ห้องพักที่ม้าเป็นคนจัดหาให้ในเมืองซานฟรานซิสโกประมาณ 5 วัน  “เข้าไปอเมริกาแบบสบายมาก แต่ขาออกติดปัญหาเพราะหน้าไม่เหมือนกับในวีซ่า เขาเลยให้เซ็นชื่อให้ดูพ่อก็สบายเซ็นมาจนคล่องแล้ว ซ้อมตั้งแต่อยู่ประเทศไทยแล้ว”  นอกจากติดปัญหาในช่วงออกจากอเมริกาแล้วการเดินทางครั้งนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรอีกเลย  “พอถึงญี่ปุ่นพ่อไม่สั่นไม่ออกอาการอะไรเพราะข้อสำคัญอยู่กับเราว่าเราจะแสดงอาการแบบไหน  เขาดูแต่พาสปอร์ตแล้วให้ผ่านเข้าไปเลย  ผ่านปุ๊บสองแสนห้าพ่อจ่ายให้ม้าปั๊บ แล้วก็แยกทางกับม้าเลย”

ร้านเนื้อย่างเกาหลีในญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นต้อนรับพ่อเดชด้วยสายฝน เช่นเดียวกับเสียงฝนเม็ดหนักที่ตกกระทบสังกะสีของเถียงนาริมลำน้ำพอง “ตอนพ่อเข้าญี่ปุ่นฝนก็ตกแบบนี้หละ” เพื่อนของพ่อเดชที่มาด้วยกันพาพ่อเดชฝ่าสายฝนไปอยู่บ้านของคนไทยที่เข้ามาก่อนหน้าในเมืองโยะโกะฮะมะไม่ไกลจากกรุงโตเกียว ขณะที่รอการติดต่อประสานกับเครือข่ายเพื่อหางาน  โดยคนไทยที่พักอยู่ด้วยกันเข้ามาทำงานในไซต์งานก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่

จนในที่สุดพ่อเดชก็มาได้งานที่ร้านเนื้อย่างเกาหลีในเมืองโตเกียว  โดยได้มีหน้าที่จัดเตรียมอาหารให้เป็นไปตามที่ลูกค้าสั่ง “ทำงานในครัวพ่อมีหน้าที่เตรียมสิ่งของตามที่รับออเดอร์มา เตรียมไว้ตามนั้นแล้วจะมีพนักงานนำออกไปส่งลูกค้า ช่วงแรกก็มีปัญหากับภาษาแต่ก็ต้องอาศัยความจำ”  โดยเวลาทำงานของพ่อเดชคือช่วงกะเช้าตั้งแต่ 8 นาฬิกาถึง 18 นาฬิกา แต่ในบางวันต้องเลิกช้าถึง 20 นาฬิกา ในช่วงที่ร้านมีลูกค้าแน่น

ชีวิตในเมืองหลวงของพ่อเดชเริ่มลงตัวทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว  จนเข้าสู่ปีที่ 2 ของการทำงานในร้านเนื้อย่างพ่อเดช ต้องเริ่มหางานใหม่อีกครั้ง เมื่อนายจ้างชาวเกาหลีของร้านเนื้อย่างไปมีปัญหากับตรวจคนเข้าเมืองของโตเกียวทำให้คนงานต่างชาติในหลายสาขาถูกส่งกลับประเทศ “แต่สาขาของพ่อไม่โดน ตอนนั้นนายจ้างมาขอไว้ให้ช่วยฝึกสอนงานคนญี่ปุ่นก่อน พ่อก็เริ่มวิ่งติดต่อกับเครือข่ายเกี่ยวกับงานแล้ว เพราะถ้าอยู่เฉยๆ ค่าใช้จ่ายมันสูง”  ในช่วงสุดท้ายของการทำงานร้านเนื้อย่างพ่อเดชเริ่มพยายามมองหาโอกาสใหม่ในญี่ปุ่นอีกครั้ง  จนมาลงเอยที่ฟาร์มโคนมนอกเมืองใหญ่

13 ปีในฟาร์มโคนมที่นะงะซะกิ

พ่อเดชไปทำงานที่ฟาร์มโคนมในเขตรอบนอกบริเวณต่างอำเภอของจังหวัดนะงะซะกิ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น  ช่วงเข้าไปทำงานใหม่ๆ มีคนงานไทยอยู่ก่อนแล้ว 2 คนและเป็นคนคอยสอนงานต่างๆ แก่พ่อเดช  โดยลักษณะงานคือทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับโคนมกว่า 100 ตัวในฟาร์ม  ตั้งแต่ให้อาหาร รีดนม ไปจนถึงทำความสะอาดโรงเลี้ยง เริ่มงานตั้งแต่ประมาณ 5 นาฬิกาถ้าหากทำเสร็จเร็วก็จะได้พักตั้งแต่ 15 นาฬิกาและมาเริ่มงานใหม่ในช่วง 18 นาฬิกา ไปจนถึง 19 นาฬิกา  ในช่วงปีแรกของการทำงานยังมีคนงานไทยทั้งหมด 3 คนที่ทำงานในฟาร์ม  ต่อมานายจ้างเห็นว่าพ่อเดชสามารถทำงานในฟาร์มได้ทั้งหมดคนเดียว  นายจ้างจึงให้คนไทยทั้งสองคนที่อยู่ก่อนมานานกลับประเทศไปและให้เหลือพ่อเดชไว้ดูแลฟาร์มเพียงคนเดียว

พ่อเดชเล่าให้ฟังอีกว่าชีวิตในญี่ปุ่นค่อนข้างสะดวกสบาย  สามารถติดต่อสื่อสารทั้งทางโทรศัพท์และไปรษณีย์กับคนในประเทศไทยได้สะดวก  ทำให้วันคืนของพ่อเดชผ่านไปอย่างรวดเร็ว  “หนึ่งปีในญี่ปุ่นพ่อนึกว่าเดือนแค่นั้นหละ เราอยากคุยกับใครก็ได้คุยหมด” พ่อเดชพูดเปรียบเทียมกับช่วงไปประเทศอิรักที่การสื่อสารเป็นไปได้ยากเพราะต้องรอคอยจดหมายเพียงสองฉบับต่อเดือน ทั้งความเจริญก้าวหน้าของเมืองในญี่ปุ่นและสถานบันเทิงที่มีอยู่แพร่หลายกว่าอิรัก ทำให้ชีวิตของแรงงานไทยในญี่ปุ่นอย่างพ่อเดชมีกิจกรรมให้คลายความคิดถึงบ้านเกิดอยู่หลายอย่าง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่นอกเวลาทำงานมีสีสัน “ดีหน่อยญี่ปุ่นฟรีสไตล์กว่า เราไม่ต้องเก็บกดเรื่องเพศตรงข้าม ที่ตะวันออกกลางเราต้องเก็บกดกับเรื่องพวกนี้เพราะมันไม่มีที่ระบาย”

โดยเงินค่าจ้างที่พ่อเดชได้รับอยู่ที่ 10,000 เยนต่อวัน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,000 บาท เล่าถึงเรื่องเงินแล้วคุณสุภาพร ภรรยาของพ่อเดชก็พูดแทรกขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะว่า “อยู่โน่นกินเยอะเล่นเยอะ มีเงินหลายก็ใช้หลาย อยู่ที่นี่ลูกก็เรียนอยู่” จากนั้นพ่อเดชก็อธิบายต่อว่าตอนนั้นแกติดการเล่นหวยมาก  เพราะในญี่ปุ่นมีเจ้ามือที่เป็นคนไทยด้วยเปิดหวยไทยให้ซื้อในหมู่แรงงานไทยด้วยกัน  “บางเดือนยกซองเงินเดือนให้เจ้ามือทั้งหมดเลย  แต่สองปีแรกส่งเงินกลับทุกเดือนนะ บางทีส่งเป็นแสนบาทเลย” พ่อเดชกล่าว แต่แม่สุภาพรก็แย้งขึ้นมาว่า “เงินแสนนี้นานๆ ที ห้าหกเดือนครั้งหนึ่ง ปกติเดือนละหลักหมื่นแล้วแต่เดือน”

จดหมายจากทางการญี่ปุ่น

“พ่อขึ้นไปแจ้งกับอำเภอตั้งแต่ปีแรกที่ทำงานในฟาร์ม  มาปี 13 ถึงมีจดหมายมาถึงพ่อ”  ในช่วงที่เริ่มงานที่ฟาร์มโคนมใหม่ๆ พ่อเดชมีความพยายามที่จะแจ้งตัวตนกับทางการญี่ปุ่นผ่านทางที่ว่าการอำเภอ  เพื่อหวังที่จะให้ทางการออกใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างชาติให้  แต่เรื่องก็เงียบหายไปถึง 13 ปี  จนในเช้าวันหนึ่งมีจดหมายจากตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นมาถึงนายจ้างชาวญี่ปุ่นของพ่อเดช ณ จุดนั้นพ่อเดชฟัง-พูดภาษาญี่ปุ่นพอได้แล้ว “นายจ้างก็อ่านจดหมายให้พ่อฟังแล้วถามว่าเดชจะเอาไง ป่านนี้จะมาก็มาเลยขนาดนี้ไม่หนีหรอกจะไม่ไปไหนอีก ให้กลับก็คือกลับ แล้วเขาก็มาจริงๆ”

นับจากนั้นประมาณสองสัปดาห์เจ้าหน้าที่ก็มาหาพ่อเดชที่ฟาร์ม โดยนายจ้างพยายามส่งสัญญาณให้พ่อเดชหลบไปอยู่ที่อื่นสักระยะ แต่พ่อเดชก็ยืนยันที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกจับกุม พ่อเดชให้เหตุผลว่าเป็นวิธีกลับประเทศที่สะดวกกว่าการเดินเรื่องกับทางการญี่ปุ่นซึ่งยุ่งยากและมีหลายขั้นตอน  “เขาจัดการให้เราทุกอย่าง  ส่งเราจนถึงขึ้นเครื่องบิน  เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นปฏิบัติกับเราอย่างให้เกียรติมาก”

วันแรกหลังถูกจับกุมพ่อเดชต้องอยู่ในสถานีตำรวจในตัวอำเภอหนึ่งคืนก่อนจะถูกส่งไปสถานีตำรวจในตัวจังหวัดเพื่อรอการพิจารณาคดี โดยปกติขั้นตอนจะใช้เวลาไม่เกิน 7 วันหากไม่มีคดีอื่นติดตัว แต่ในกรณีของพ่อเดชมีคดีปลอมแปลงหนังสือเดินทางอีกหนึ่งคดีจึงใช้เวลากว่า 14 วัน  “สุดท้ายศาลก็บอกว่าห้ามเข้าประเทศประมาณสองปี เราก็ตอบว่าผมแก่แล้วไม่กลับมาหรอก เขาก็หัวเราะกัน”

คืนสู่มาตุภูมิอย่างถาวร

หลังจากกลับมาอยู่ประเทศไทยกับครอบครัว พ่อเดชก็กลับมาประกอบอาชีพดังเดิม โดยทำนาและทำไร่อ้อยอย่างที่เคยทำก่อนที่จะไปทำงานต่างประเทศ และนอกจากนั้นยังทดลองทำฟาร์มโคขนาดเล็กที่มีโคอยู่ 10 ตัวมาประมาณ 1 ปี โดยอาศัยความรู้จากการที่ได้ไปทำงานในฟาร์มโคนมที่ญี่ปุ่นมาใช้ในการจัดการดูแลฟาร์มของเขา  “กลับมาแรกๆ ก็คิดว่าจะทำอาชีพชาวไร่ชาวนา เพราะเราคงหนีมันไปไม่พ้นหรอก” พ่อเดชมองว่าราคาพืชผลทางการเกษตรในปัจจุบันยังดีกว่าสมัยก่อน เพราะยังมีโครงการเช่นการประกันรายได้อยู่บ้าง แต่การทำเกษตรแต่ถ่ายเดียวก็ไม่สามารถเลี้ยงชีพได้เต็มที่ จึงจะต้องทำอย่างอื่นประกอบ ทำให้เห็นคนที่มีพื้นเพจากชนบทยังเดินทางเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่หรือในต่างประเทศอยู่อย่างมหาศาล

“สิ่งแวดล้อมมันบีบให้เขาต้องไปขุดทองบ่อข้างหน้าเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง” พ่อเดชมองว่าตัวเองเป็นคนไทยที่ไปออกแสวงโชคในต่างแดนรุ่นที่สอง จากที่มีคนรุ่นแรกๆ ที่เดินทางไปช่วงประมาณปี พ.ศ. 2521 ผ่านการจัดหางานของรัฐบาลนำโดยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แล้วส่งเงินกลับประเทศมามากมาย ทำให้เกิดเป็นกระแสการไปทำงานต่างแดนในตอนนั้น

“เคยได้ยินไหมไปเสียนามาเสียเมีย” ไม่ใช่ทุกคนชีวิตจะประสบความสำเร็จกับการเดินทางไปต่างประเทศ หลายคนใช้เงินที่ได้มาอย่างไม่ถูกทางจนทำให้ชีวิตครอบครัวต้องภินท์พัง “หมายถึงว่าตอนไปทำงานต้องขายนาจ่ายเงินค่าเครื่องบินไป ตอนกลับมาแล้วใช้เงินไม่เป็นทำให้ต้องทำให้ต้องเลิกรากับคู่ชีวิตกันไป” ซ้ำร้ายบางคนที่เลือกนายหน้าผิดจึงถูกหลอกให้เสียเงินทองไปมาก “เหมือนที่เขาแต่งเพลง ซาอุดร ที่คนไทยโดนหลอกว่าพาไปทำงานต่างประเทศ แต่พอเครื่องบินลงจอดกลับพามาลงที่สนามบินอุดร” พ่อเดชทิ้งท้ายด้วยเพลงของวงคาราบาว

ติดตามอีสานโพ้นทะเล