ผู้ต้องหางานเสวนาประชามติขอนแก่นสู้คดีถึงที่สุด สองนักศึกษาผู้ต้องหาใหม่เข้ารายงานตัว

ขอนแก่น – วันนี้ (4 ตุลาคม 2559)  เวลา 10.15 น. ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เนื่องจากมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน กรณีจัดเวทีเสวนาประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ ม.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559 จำนวน 6 คน พร้อมทนายเดินทางเข้ายื่นคำให้การเป็นเอกสารต่อเจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวน สภ. เมืองขอนแก่น และ 2 นักศึกษา ม.ขอนแก่น คือ นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ หรือ ไนซ์ ดาวดิน และนายเอ (นามสมมุติ) ซึ่งถูกหมายเรียกเพิ่มในคดีเดียวกัน เข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและลงบันทึกประจำวัน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นัดฟังคำสั่งส่งตัวให้อัยการอีกครั้ง วันที่ 16 พฤศจิกายนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศบริเวณสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น มีสื่อมวลชนรอคอยทำข่าวและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบประมาณ 20 นาย วางกำลังดูแลความสงบเรียบร้อย

photo_2016-10-04_21-48-42

สภ.เมืองขอนแก่นเรียก 2 นักศึกษา ม.ขอนแก่น รับฟังข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 เหตุชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน กรณีจัดงาน “พูดเพื่อเสรีภาพรัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?” ที่ ม.ขอนแก่น คนหนึ่งยันตนเพียงแวะไปดูไม่ใช่ผู้จัด อีกคนเปรียบเทียบว่าที่จังหวัดอื่นจัดเสวนาได้ไม่ผิด ในขณะที่ตัวแทนผู้ต้องหายันพร้อมสู้คดีในกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อยืนยันหลักการประชาธิปไตย รวมถึงตอนนี้มีผู้ต้องหากรณีนี้แล้ว 11 ราย

นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ นักศึกษา ม.ขอนแก่นคนหนึ่งที่ถูกหมายเรียกเพิ่ม กล่าวว่า หากให้ตนเล่าถึงเวลานั้น ตนกำลังสังสรรค์อยู่กับรุ่นพี่ ในช่วงระหว่างการจัดงานก็ยังสังสรรค์กับรุ่นพี่อยู่ แล้วก็ออกไปพื้นที่จัดงานดังกล่าว ใช้เวลาอยู่ที่บริเวณจัดงานประมาณ 30 นาที เพื่อจะดูว่าจะมีวิทยากรหรืออาจารย์ท่านไหนขึ้นพูดในเวทีนั้นบ้าง เพราะตั้งใจจะไปฟังความเห็นจากวิทยากรเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ตนยืนยันวันนั้นไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้จัดงานใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแค่ผู้เข้าร่วมงาน แล้วตนก็ไม่ได้เข้าไปในบริเวณจัดงานด้วย ยืนอยู่ข้างๆ บริเวณจัดงานเท่านั้น

นายภานุพงศ์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการที่ตนถูกหมายเรียกว่าฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 นั้น เพราะเจ้าหน้าที่ทหารเห็นตนอยู่ภายในบริเวณการจัดงาน และคงจำตนได้ แล้วอาจจะคิดว่าตนเป็นผู้ร่วมจัดงานดังกล่าวด้วย

เบื้องต้นคิดว่า แนวทางการต่อสู้ของตนและเพื่อนๆ ที่ถูกดำเนินคดีด้วยกันนั้นยืนยันว่าจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา “เราจะให้การเป็นเอกสารอย่างเดียว แล้วมีพยานไปเป็นอาจารย์จากกรุงเทพฯ เป็นพยานให้เราอีกด้วย” นายภานุพงศ์กล่าวเพิ่มเติม

นายเอ (นามสมมุติ) นักศึกษาอีกคนซึ่งถูกหมายเรียกเพิ่มในคดีนี้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนถูกพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ออกหมายเรียกข้อหาร่วมกันขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องการจัดเวที “พูดเพื่อเสรีภาพ” ที่ ม.ขอนแก่น ตนยืนยันว่า ในวันจัดกิจกรรมดังกล่าวนั้น ไม่ได้อยู่ในบริเวณจัดงานตั้งแต่เริ่มจนจบ เพราะว่าติดงานที่หอพักนักศึกษา แต่คิดว่าสาเหตุที่ถูกหมายเรียกคือ ตนได้ช่วยคณะผู้จัดงานในส่วนการเขียนหนังสือขออนุญาตใช้สถานที่จัดงานดังกล่าวกับทางมหาวิทยาลัย จึงคิดว่าเพราะเป็นลงชื่อขอสถานที่จัดงานอย่างชัดเจนจึงถูกหมายเรียก

นายเอ (นามสมมุติ) กล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกแปลกเพราะว่าที่ ม.ธรรมศาสตร์และที่ ม.เชียงใหม่ จัดงานในลักษณะเดียวกันเหมือนทาง ม.ขอนแก่น แต่ทำไมจัดได้ แล้วผู้จัดไม่ถูกออกหมายจับและถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นอะไรที่น่าแปลกมาก

“ยืนยันว่าสิ่งที่ทำไม่ผิด ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบเรียบร้อย พวกเราเพียงแค่ต้องการชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญนี้ที่ถูกพูดถึง” นายเอ (นามสมมุติ) กล่าวทิ้งท้าย

ณัฐพร อาจหาญ ขบวนการอีสานใหม่ ตัวแทนผู้ต้องหาคดีเดียวกัน กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้คดีและที่มาที่ไปของการเลือกต่อสู้คดีในกระบวนการทางกฎหมายว่า ในช่วงแรกหลังรัฐประหารปี 2557 ประชาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล คสช. ปฏิเสธการจับกุมโดยใช้การแสดงออกในลักษณะอารยะขัดขืน โดยการไม่ยอมรับกระบวนการทางกฎหมายของรัฐบาล คสช. ที่ขัดกับหลักการสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย เช่น การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การชูสามนิ้วหรือการพูดแสดงความเห็นทางการเมือง

ณัฐพร อาจหาญ กล่าวต่อไปว่า แต่ในตอนนี้ที่ตนและเพื่อนๆ เลือกใช้วิธีการต่อสู้ในกระบวนการทางกฎหมาย เช่น เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา จนไปถึงการขึ้นให้ปากคำในชั้นศาล มีการสืบพยานในคดี ฯลฯ นั้นเพราะตนและเพื่อนๆ เชื่อมั่นว่า ข้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม มักจะนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมด้วยเช่นกัน

“ถ้ารัฐบาลคิดว่าจะทำให้ประเทศชาติออกจากภาวะปัญหานี้ กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต้องมีการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ปล่อยให้มันยังคงอยู่และละเมิดสิทธิเสรีภาพในหลักการประชาธิปไตยต่อไป” ณัฐพร อาจหาญ กล่าว

สืบเนื่องจากวันที่ (31 สิงหาคม 2559)  6 ผู้ต้องหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 พร้อมชาวบ้านจากกลุ่มอนุรักษ์นามูน-ดูนสาด จังหวัดขอนแก่นประมาณ 20 คน ร่วมกันเดินเท้าจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เพื่อเข้ารับฟังข้อกล่าวหาและให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน โดยวันดังกล่าวผู้ต้องหาทั้ง 6 คนให้การปฏิเสธข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้ง โดยจะให้รายละเอียดจะให้การเป็นเอกสาร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนัดมาให้การอีกในวันนี้ (4 ตุลาคม 2559) (แนบข่าวอีสานเรคคอร์ด)

และวันที่ 26 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ได้มีการเรียกผู้ต้องหาในคดีเดียวกันเพิ่มอีก 5 คน คือ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย, ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์ อาจารย์บัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์, รังสิมันต์ โรม กลุ่มประชาธิปไตยใหม่, นายเอ (นามสมมุติ) และนายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาร่วมกันชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 จากเหตุร่วมกิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?” เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559 เช่นกัน แต่วันนี้มีเพียง 2 นักศึกษา ม.ขอนแก่น เข้ารับทราบข้อหากับทางเจ้าพนักงานสอบสวน

image_pdf