จับสึก ‘พระอนุรักษ์ป่าไม้’ ข้อหาฉ้อโกง – เบาะแสชี้จงใจเล่นงาน

โดย สรรค์ชัย เกริกชัยวิภาส

ตำรวจ สภ.อ.เพ็ญ จังหวัดอุดรฯ บุกจับพระรักษาป่าไม้ หลังจากพระจัดงานบวชป่าไม้ร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และภาคส่วนเอกชน ร่วมด้วยคึกคัก หวังข่มขวัญผู้มีอิทธิพล และมอดไม้ ก่อนถูกจับคาวัด เจ้าตัว “งง”

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา พ.ต.ท.นพดล วิเศษศรี รอง ผกก.สส.สภ.เพ็ญ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายนาย ร่วมกับทหาร โดยการอำนวยการของ นายพงษ์พันธ์ แสงสุวรรณ นายอำเภอเพ็ญ, พ.ต.อ.นวาระ จันนาวัน ผกก.สภ.เพ็ญ จ.อุดรฯ ได้บุกเข้าจับกุม พระโย กันหาเวียง เจ้าอาวาสวัดป่าดงสามกวาง ต.จอมศรี อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เวลา 17.30 นาฬิกา ตามหมายจับศาลจังหวัดหนองบัวลำภู ได้ที่วัดป่าดงสามกวาง โดยสาเหตุดังกล่าวเกิดที่ วัดบ้านหนองกุงแก้ว ต.หนองกุงแก้ว อ.ศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ มกราคม 2557 ในข้อหาฉ้อโกง

ตำรวจ สภ.เพ็ญ จังหวัดอุดรฯ บุกจับ พระโย กันหาเวียง พระรักษาป่าไม้ ถอดผ้าเหลืองด่วน ข้อหาฉ้อโกง

ตำรวจ สภ.เพ็ญ จังหวัดอุดรฯ บุกจับ พระโย กันหาเวียง พระรักษาป่าไม้ ถอดผ้าเหลืองด่วน ข้อหาฉ้อโกง

ประมาณเดือนมีนาคม 2557 นายบุญสวน วงษ์ไชยา กรรมการวัดป่าวุฑฒาราม วัดหนองกุงแก้ว ต.หนองกุงแก้วเข้าแจ้งความ โดยอ้างว่าพระโย หลอกลวงว่าสามารถทูลเชิญทางราชสำนักให้มาวัดได้ และหากมีการเสด็จจริงก็อาจได้งบในการก่อสร้างวัด 5 ถึง 10 ล้านบาท

นายบุญสวน แจ้งว่าพระโย บอกว่าเคยประสานที่วัดอื่นมาแล้ว และได้งบฯ สร้างวัดมาก่อนจริง ตนจึงหลงเชื่อและได้โอนเงินให้เป็นค่าดำเนินการ ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูวัดปรากฎว่าไม่ผ่านตามเกณฑ์เพราะวัดไม่สมบูรณ์ จึงเข้าใจว่าถูกหลอกและพยายามติดต่อขอเงินคืนจากพระโย แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงแจ้งความไว้เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สืบเนื่องจากเมื่อ 18 กรกฎาคม 2559 ผู้สื่อข่าว เดอะอีสานเรคคอร์ด ได้นำเสนอข่าวพระโย ถูกข่มขู่ คุกคามสารพัดวิธี จากผู้มีอิทธิพลทั้งเสนอเงินให้ ยิงปืนข่มขู่ แม้แต่หมาที่เลี้ยงไว้ก็ถูกฆ่าหลายตัว ตามข่าว

ผู้มีอิทธิพลข่มขู่พระออกจากวัดเหตุขวางตัดไม้ใหญ่ (อ่านต่อ) และต่อมาเมื่อ 30 กรกฎาคม 2559 กลายเป็นข่าวอีกครั้งกระทั่ง นายสุชัย บุตรสาระรองผู้ว่าฯ อุดรธานีพร้อมภาคส่วนต่างๆต้องลงมาไกล่เกลี่ยจนเป็นเหตุให้มีการทำประชาคมหมู่บ้านในการขับไล่พระโย อีกครั้งตามข่าว ชาวบ้าน “กร้าว” หักหน้ารองผู้ว่าฯอุดรธานีก่อนตะเพิดพระป่าออกจากวัดทันที(อ่านต่อ)

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามพระโย ได้ความว่า ตัวเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกแจ้งความดำเนินคดี และไม่ได้หนีไปไหน ก็อยู่วัดปกติ ขณะตำรวจเข้าจับกุมยังงง ๆ อยู่เลย แต่ก็พอเข้าใจว่ามันมีความผิดปกติอยู่ เพราะ “ตัวเองคงไปเหยียบตาปลาใครเข้ามั้ง เรื่องจึงออกมาแบบนี้ เงินที่เขาอ้างนั้นหลวงพี่เป็นพระ จะไปยุ่งกับเงินเขาได้อย่างไรเพราะเขามี คณะกรรมการของเขาอยู่” หลวงพี่แค่อาสาติดต่อและหล่อพระให้เท่านั้น ส่วนเงินไปโอนกันตอนไหนไม่ทราบ คนโอนก็คือกำนันบัวเรียน กำนันตำบลหนองกุงแก้ว และมีตำแหน่งกรรมการดูแลเงินดังกล่าว เข้าใจว่าเป็นผู้หญิงกับผู้ชายอีกคนเป็นผู้รับโอน ซึ่งหลวงพี่ก็ไม่ทราบรายละเอียด พระโยกล่าว

พร้อมย้ำว่า “ถ้าหลวงพี่หนีตามเขากล่าวอ้าง ทำไม่ต้องทำการบวชป่าจนเป็นข่าวใหญ่โตด้วย และจู่ๆมาถูกจับจากตำรวจ สภ.เพ็ญ ตอนนี้ด้วยมันแปลกๆ ก่อนนั้นได้มีความพยายามให้ตนออกจากวัดให้ได้ จนเป็นข่าว ซ้ำตำรวจยังจับหลวงพี่ถอดผ้าเหลืองทั้ง ๆ ที่ไม่มีพระผู้ใหญ่ ทำการลาสิกขาให้ถูกต้อง “แต่ก็ดีนะเพราะเรายังไม่ได้ขาดจากการเป็นพระ” ส่วนตัวเชื่อเหตุจูงใจน่าจะมาจากเรื่อง ผู้มีอิทธิพลต้องการป่าไม้ในวัด จึงเกิดเหตุนี้ขึ้น แต่เราก็ต้องขาดพรรษา เพราะต้องย้ายวัดกลางพรรษา พระโยกล่าว

ด้าน พ.ต.ท.นพวัฒน์ ธาตุชนะ รอง ผกก.(สืบสวน) สภ.ศรีบุญเรือง เจ้าของคดีกล่าวว่าทาง สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ได้ประสานมาให้ไปรับตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ ทาง สภ.ศรีบุญเรืองจึงได้ติดต่อเพื่อขอรับตัวพระโย ตามระเบียบปฎิบัติและส่งฟ้องศาลตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ส่วนเอกสารการโอนเงินนั้นอยู่ในสำนวนฟ้องหากให้ไปกลัวเสียรูปคดี พ.ต.ท.นพวัฒน์เจ้าของคดีกล่าว

ต่อมา แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ใน สภ.ศรีบุญเรือง แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อเล่าว่า การบุกจับกุมพระโย เหตุมาจากมีตำรวจใน สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เอาหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของพระโย มาเซิร์ทหาข้อมูล จึงรู้ว่าพระโยมีหมายจับจาก สภ.ศรีบุญเรือง ข้อหาฉ้อโกงเมื่อปี 2557 แล้วจึงเข้าจับกุมร่วมกับฝ่ายต่าง ๆ แต่ตำรวจ สภ.ศรีบุญเรืองมาทราบภายหลังทำการจับกุมตัวไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่า น่าจะมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังในการชี้เบาะแส จนตำรวจ สภ.เพ็ญ ทราบเรื่องและบุกเข้าจับกุมตามหมายศาลดังกล่าว

แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้เป็นทหารอีกนายหนึ่ง ได้โทรศัพท์มาเล่าเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าว แต่ไม่ขอเอ่ยชื่ออีกคนหนึ่งซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า พระโย มีปัญหากับชาวบ้านขั้นรุนแรงเรื่องการใช้สถานที่วัดในการเผาศพมาก่อน จนมีการทำประชาคมชาวบ้านเพื่อขับไล่พระโยออกจากพื้นที่โดยเชื่อว่า เหตุมาจากพระโย “ขวางการลักลอบตัดต้นไม้ใหญ่ในวัดเป็นแรงจูงใจ”

ซึ่งเข้าใจว่ามีผู้ใหญ่บ้านบางคน และมีผู้มีอิทธิพลระดับสูงกว่านั้นอีกชี้นำชาวบ้านด้วย ในการทำประชาคม ผลคือเกือบทั้งหมู่บ้านที่ขับไล่พระโย แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังบอกอีกว่า ถึงขนาดว่า หากพระโยพ้นคดีมาได้ก็ไม่ยอมให้ “เข้าวัดอีกเด็ดขาดไม่งั้นอาจไม่รับรองความปลอดภัย”

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ขอเข้ากราบหลวงปู่ทองสูข วงศ์ไชยา ที่วัดป่าวุฑฒาราม สถานที่เกิดเหตุหลวงปู่บอกว่าแก่แล้วไม่ค่อยใส่ใจอะไรแล้วใครทำกรรมอะไรไว้ก็รับกันไปเองและบอกว่า “กำนันบัวเรียน ภูมิพนา เป็นคนโอนเงินไป ส่วนชื่อใครจำไม่ได้” ขณะที่กำนันคนดังกล่าวก็ไปบวชที่กรุงเทพ ผู้สื่อข่าวไม่สามรถติดต่อได้

พระโย กันหาเวียง ได้ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านจังหวัดอุดรธานี และหลายฝ่ายทำการบวชป่ายางนาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติประจำปี 2559 “รักป่า เพื่อแผ่นดินแม่” และยังมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนก่อนหน้านั้นอีกด้วย

พระโย กันหาเวียง ได้ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านจังหวัดอุดรธานี และหลายฝ่ายทำการบวชป่ายางนาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติประจำปี 2559 “รักป่า เพื่อแผ่นดินแม่” และยังมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนก่อนหน้านั้นอีกด้วย

ซึ่งก่อนนั้น พระโย กันหาเวียง ได้ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านจังหวัดอุดรธานี และหลายฝ่ายทำการบวชป่ายางนาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติประจำปี 2559 “รักป่า เพื่อแผ่นดินแม่” และยังมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนก่อนหน้านั้นอีกด้วย

โดยมี นายสมหวัง พ่วงบางโพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานในการจัดกิจกรรมบวชป่า ณ บริเวณวัดป่าดงสามกวาง ต.จอมศรี อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี หลังจากได้จัดกิจกรรมบวชป่าเฉลิมพระเกียรติแล้ว ยังได้ทำการตรวจนับต้นยางนา เพื่อขึ้นทะเบียน และอนุรักษ์ป่า ให้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้วิจัยทางวิชาการด้วย เมื่อ กลางเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ต่อมากลับโดนจับในข้อหาฉ้อโกง

อย่างไรก็ตามพระโย ก็พยายามบวชป่า และดึงแนวร่วมภาคประชาชนเข้ามาจนสำเร็จลุล่วงดังเป็นข่าว แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ใหญ่บ้านบ้านข่า และชาวบ้านเช่นเคย จึงอาจเป็นไปได้ว่ามีความพยายามของผู้มีอิทธิพล ให้นำพระโยออกจากวัดนี้ให้ได้ ทหารนายนั้นกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่พระโย โดนจับอยู่นั้นได้มีคนร้ายเข้างัดกุฎิพระโย ในขณะที่ไม่มีใครอยู่อีกด้วย ซึ่งเป็นเวลากลางวัน หลังเกิดเหตุได้มีเจ้าหน้าที่ชุด สืบสวน สภ.อ.เพ็ญ เข้าร่วมตรวจสอบกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบภายหลังทราบว่า สว่านไฟฟ้าหายไป 1 ตัว โน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง และพระเครื่องอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งพระโยกล่าวภายหลังว่า “พระเครื่องประเมินค่าไม่ได้” และเข้าแจ้งความในเวลาต่อมาหลังจากได้ประกันตัวออกไป

โดย สรรค์ชัย เกริกชัยวิภาส เป็นผู้เข้าร่วมอบรมนักข่าวภาคอีสานรุ่นที่ 1 (The Isaan Journalism Network Project) เป้าหมาย คือ เพื่อสร้างเครือข่ายคนทำงานด้านสื่อมวลชนในภาคอีสานให้กับเดอะอีสานเรคคอร์ด  โดยเริ่มดำเนินการอบรมตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม 2559