‘พ.ร.บ.ชุมนุม คดีแรก’ นัดสืบพยานโจทก์-จำเลย ผิดชุมนุมค้านย้าย บขส. ขอนแก่น ‘3 แกนนำ’ สู้ถึงที่สุด

นัดสืบพยานโจทก์-จำเลยฐานผิด พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ คดีแรกหลัง คสช. บังคับใช้และมีการไต่สวนความผิดและสืบพยาน กรณีค้านย้าย บขส. ขอนแก่น ‘3 แกนนำ’ ยันไม่ผิด สู้ถึงที่สุด ด้านทนายสองฝ่ายงัดหลักฐานยืนยัน

S__25763870

คดีการชุมนุมคัดค้านการย้ายสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นเป็นคดีแรกของประเทศไทยที่มีการใช้ พ.ร.บ. ชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งผ่านการพิจารณาของ สนช. ในเดือนสิงหาคมปี 2558

ขอนแก่น – วานนี้ (24 สิงหาคม 2559) เวลา 9.30 น. ศาลแขวงขอนแก่น มีนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีความฐานผิด พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ ปี 2558 กรณีชุมนุมคัดค้านการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารขอนแก่นแห่งที่ 1 ไปยัง แห่งที่ 3 จ.ขอนแก่น โดยวันนี้เป็นวันแรกของการนัดสืบพยานของโจทก์ คือ เจ้าพนักงานสอบสวนจาก สภ.เมืองขอนแก่น ที่ทำการสอบสวนและยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 3 ราย คือนายภัตธนสันต์ เสงี่ยมศรี, นายวัชรินทร์ เสริมศิริกาญจนา และนายสวาท อุปฮาด ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมคัดค้านการย้าย บขส. ขอนแก่น เมื่อวันที่ 24-26 สิงหาคม 2558 ให้มาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับการที่เจ้าพนักงานได้กล่าวหาจำเลยทั้ง 3 ราย ว่าเป็นแกนนำ นำมวลชนไปชุมนุมประท้วงและเดินขบวนในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่หน่วยงานของรัฐ ว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และมีการกีดขวางทางเข้า-ออกสถานที่ราชการ

พระราชบัญญัติชุมนุมในที่สาธารณะฉบับนี้ห้ามประชาชนรวมตัวชุมนุมเรียกร้อง คัดค้านหรือเดินขบวนในพื้นที่สาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือที่หน่วยงานของรัฐ โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและมีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา ภายใต้รัฐบาล คสช.

S__25763871

นางสาววรพรรณ เบญจวรกุล ทนายความของฝ่ายจำเลย

ด้านนางสาววรพรรณ เบญจวรกุล ทนายความของฝ่ายจำเลยกล่าวว่า การสืบพยานโจทก์และจำเลยครั้งนี้ มีพยานของทางอัยการจำนวน 3 ปาก และพยานจำเลยจำนวน 8 ปาก โดยจะใช้ระยะเวลาในการสืบพยานทั้งหมด 3 วัน คือ วันที่ 24-26 สิงหาคม 2559 ในการสืบพยานทั้งหมด โดยที่จำเลยต้องอยู่ในห้องเพื่อฟังการเบิกความตลอดเวลา

บรรยากาศของการสืบพยานในวันแรกเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยทั้งเช้าและช่วงบ่าย ฝ่ายโจทก์ที่ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 3 ราย พยายามอธิบายรายละเอียดเหตุการณ์การชุมนุมในวันนั้นโดยอ้างหลักฐานซึ่งเป็นภาพถ่ายและวีดีโอประกอบการอธิบาย ว่าจำเลยทั้ง 3 ได้กระทำความผิด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จริง อย่างไรก็ตามในส่วนของทนายจำเลยก็พยายามซักถามถึงความชัดเจนในรายละเอียดของฝ่ายโจทก์ที่พยายามหาหลักฐานเพื่อกล่าวหาจำเลยว่าทั้ง 3 ว่ากระทำผิดจริง

นายสวาท อุปฮาด หนึ่งในจำเลยคดีนี้ กล่าวว่า เบื้องต้นที่รับฟังจากการเบิกความของพยานโจทก์ เริ่มเห็นการนำเสนอประเด็นความเป็นมาและเนื้อหาของการฟ้อง ซึ่งในรายละเอียดยังไม่เห็นความชัดเจนว่าการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ชุมนุมฯ นี้ มันมีเริ่มกระบวนมาอย่างไร ทำไมถึงมีการยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งเห็นคร่าว ๆ ว่ามีการชุมนุม แล้วโจทก์ก็กล่าวหาว่าผิด พ.ร.บ. ชุมนุมฯ แต่ในส่วนรายละเอียดลึกลงต้องรอฟังการสืบพยานในวันต่อไป

S__25763872

นายสวาท อุปฮาด หนึ่งในจำเลยคดีนี้

“สำหรับผมไม่สามารถยืนยันในอนาคตได้ว่ารูปคดีจะเป็นอย่างไร ต้องรอให้การเบิกความพยานทั้งหมดครบเสียก่อน และที่สำคัญต้องดูที่ดุจพินิจของศาลว่าจะพิจารณาอย่างไรด้วย” นายสวาท กล่าว

การไต่สวน 7 แกนนำผู้ชุมนุม ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา แกนนำจำนวน 4 รายได้รับสารภาพว่ากระทำผิดจริง ส่วนอีก 3 รายยืนยันต่อสู้คดี อ้างไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะสู้เพื่อปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่

สืบเนื่องจาก กรณีการชุมนุมคัดค้านการย้ายสถานีขนส่งขอนแก่น แห่งที่ 1 ไป แห่งที่ 3 เกิดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม 2558 โดยชุมชน บขส. ขอนแก่น, กลุ่มรักษ์พัฒนา บขส. ขอนแก่น, เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค, เครือข่ายชุมชนริมทางรถไฟ 18 ชุมชน, เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ 15 ชุมชน และเครือข่ายคนไร้บ้านขอนแก่น ประมาณ 600 คน รวมตัวเดินขบวนจากสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 1 ไปยัง ศาลากลางจังหวัด เพื่อคัดค้านมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก จังหวัดขอนแก่น ที่ให้ย้ายสถานีขนส่ง แห่งที่ 1 ไปรวมกับสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 โดยทางเครือข่ายเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกมติดังกล่าว และให้เปิดใช้ทั้งสองสถานีคู่กัน หลังจากที่ทางคณะกรรมการฯ ได้มีมติให้ย้ายสถานีขนส่งแห่งที่ 2 ไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยทางผู้ชุมนุมให้เหตุผลว่า สถานีขนส่งแห่งที่ 3 ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเกือบ 10 กิโลเมตร จะสร้างความเดือดร้อน และเพิ่มภาระค่าเดินทางให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งที่ตั้งปัจจุบันของสถานีขนส่งแห่งที่ 1 อยู่บริเวณศูนย์ราชการ และอยู่ใกล้กับโรงเรียนหลายแห่ง ซึ่งสะดวกกับผู้ที่ต้องการติดต่อราชการ นักเรียน และผู้โดยสารทั่วไปสามารถเดินทางต่อไปยังใจกลางเมืองด้วยบริการขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวกรวดเร็วกว่า